เมื่อไปอเมริกาครั้งแรก ยังจำวิวทิวทัศน์ เมื่อสมัยนั่งรถไปตาม

ถนนที่โอดาโฮท่ามกลางป่าสน Ponderosa มีแม่น้ำไหลแรงๆ ไปกับถนนเหมือนน้ำตกตลอดทาง เพราะเป็นเทือกเขาสูง เข้าใจว่าเป็นเทือกเขา Rocky โด่งดังของอเมริกา เคยไปร่วมกับกิจกรรมของวัยรุ่น เล่น ลอยคอในยางในรถยนต์ ปล่อยให้ไหลไปกับน้ำเรื่อยๆ เป็นกิโลๆ หลายชั่วโมง จนหนาวสั่นอยู่คนเดียว

เมื่อเช้านี้ ได้เห็นรถมาเก็บขยะ หน้าที่พักซึ่งเป็น apartment หลายๆ ห้อง ถังขยะที่นี่เป็นถังใหญ่ ดูด้วยสายตา คิดว่ายาวประมาณ 1 เมตร กว้าง 70 เซนติเมตร และสูง 70 เซนติเมตร มุมข้างของถัง ด้านกว้างทั้ง 2 ข้าง มีช่องริมถังในระดับความสูงครึ่งหนึ่ง ช่องนี้สำหรับเดือยที่รถขยะจะสวมเข้าไป สำหรับในส่วนของรถขยะ มีแขนเหล็ก 2 ข้าง ติดอยู่ข้างรถ แขนยาวขึ้นไปเหนือหลังคารถ และต่อลงมาหน้ารถ หักแขนยาวออกไปเป็นเดือย สอดเข้ากับช่องของถังขยะ 2 ช่องพอดี สามารถยกถังขยะ ขึ้นข้ามเหนือหลังคาจากหน้ารถ แล้วส่งไปทิ้งขยะที่กระบะอยู่ ด้านหลังของ cap เมื่อ 2-3 ปีก่อน เคยไปที่อิตาลี ก็เห็นถังขยะแบบนี้เช่นเดียวกัน น่าจะมีระบบเก็บคล้ายๆ กัน

สำหรับคนที่ลงมาเข็นถังขยะไปตั้งไว้หน้ารถ แล้วขับรถเดินหน้า เพื่อให้เดือย ตรงเข้าไปสอดกับช่องของถัง แล้วยกถังข้ามหลังคาเพื่อทิ้งขยะ แล้วเข็นถังขยะไปเก็บที่ ก็คือคนขับรถขยะนั้นเพียงคนเดียว และสำหรับตามบ้านเดี่ยวๆ คิดว่า น่าจะเอาถังขยะมาไว้หน้าบ้านในวันที่รถขยะมา เพื่อให้รถขยะนำไปทิ้งตามปกติเหมือนกันทั่วโลก

ได้ไปซื้อของที่ตลาดเกาหลี ซึ่งเป็นศูนย์การค้า แบบแถวยาว อยู่ด้านในของที่จอดรถ ซึ่งที่จอดรถกว้างขวางมาก มี supermarket เป็นตึกใหญ่กว้างสุด ข้างในจึงเป็นตลาดใหญ่ ที่นี่มีของสด ผลไม้ และเครื่องปรุง ที่คุ้นกับเรามากกว่าตลาด ซุปเปอร์ทั่วๆ ไป คงเป็นเอเชียเหมือนกัน เมื่อวานนี้ ก็มีกล้วยหอม ผลไม้อื่น มันเทศ ฟักทอง melon ถั่วงอก ซึ่งยังมีของเอเชียต่างๆ อีกมาก

คนที่นี่ไม่ค่อยได้แต่งตัว ไม่ค่อยได้เห็นคนที่แต่งตัวหรูๆ โดยเฉพาะที่ไปทำงาน จนเดาอาชีพไม่ได้ เพราะเหมือนกันหมด ที่เป็นดังนี้ คงเป็นเพราะการซักรีดที่ต้องทำเอง โดยเครื่องซักผ้า และเครื่องอบผ้า เมื่อซักแล้วพับเก็บ แล้วก็ใส่เลย สะดวกดี เข้าใจว่าในอนาคต ต่อไปการใช้เครื่องต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เสื้อเชิ้ตแขนยาว เน็คไท และสูท จะมีปริมาณการขายสู้เสื้อยืดคอกลมและรองเท้ากีฬา หรือเสื้อผ้าฝ้ายที่ไม่ต้องรีด เพราะคนทำงานในระดับมันสมอง ที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ หรือบริษัทใหญ่ๆ จะแต่งตัวง่ายๆ กันหมด

เดี๋ยวลุงบู๊ ภายใต้บุคลิก เสื้อยืด กางเกงยีน รองเท้ายาง ก็จะออกไปเดินเหมือนกัน เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) โดยนายกฤตชัย อรุณรัตน์ เลขาธิการ กศน. และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) โดยนายศรีชัย พรประชาธรรม รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ลงนามความร่วมมือ โดยมี พล.อ. สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) และหัวหน้าพิเศษของรัฐบาล พร้อมด้วย นายพงศ์เทพ ไข่มุกด์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี และนายอำนาจ วิชยานุวัติ ผู้ตรวจราชการ ศธ. เป็นสักขีพยาน ที่โรงแรมเซาเทิร์นวิว จ.ปัตตานี

พล.อ. สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อให้หน่วยงาน กศน. และสอศ. ในพื้นที่ จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และ 4 อำเภอใน จ.สงขลา ร่วมกันสนับสนุน ส่งเสริมธุรกิจขนาดกลาง-เล็ก และวิสาหกิจชุมชน (โอท็อป) ในการคิดค้นและดำเนินการให้เกิดชิ้นงานที่เป็นนวัตกรรมตามแนวคิดของประชาชน

สำนักงาน กศน. จะสรรหาประชาชนที่มาศึกษาทั้งหลักสูตรระยะยาว ระยะสั้น ประกอบอาชีพและมีแนวคิดจะพัฒนานวัตกรรมแต่ไม่มีเครื่องมือเครื่องจักร ส่งต่อให้ สอศ.ในพื้นที่ ส่วน สอศ.จะจัดอาจารย์ช่าง และร่วมกับผู้ประกอบการในการใช้เครื่องมือ เครื่องจักร พร้อมทั้งให้นักศึกษาอาชีวะได้มีโอกาสเข้ามาศึกษา สังเกตการณ์ และฝึกปฏิบัติการด้วย

ทั้งนี้จากการลงพื้นที่เห็นว่าทุกอำเภอในชายแดนใต้ส่วนใหญ่มีผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่น่าสนใจ อาทิ ลูกหยี การแปรรูปส้มแขก อยู่แล้ว แต่ความร่วมมือจะทำให้เกิดระบบที่ช่วยต่อยอดพัฒนาให้เป็นนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าได้

โดย ศธ.ตั้งเป้าจะร่วมกันสนับสนุนสร้างนวัตกรรมชิ้นงานให้กับผู้ประกอบการอย่างน้อยอำเภอละ 1 ชิ้นงาน ภายใน 3 ปี (2561-2564) ซึ่งจะมีการนำชิ้นงานมาจัดแสดงและเชิญนักธุรกิจมาเยี่ยมชมเพื่อติดต่อซื้อขายครั้งแรกภายในเดือน มี.ค.นี้

ผลวิจัยชี้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์จากเดิมที่ราว 3 มิลลิเมตรต่อปี เป็น 3 เท่า หรือราว 10 มิลลิเมตรต่อปีภายในปี 2643 โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ทั้งนี้ คาดระดับน้ำทะเลรวมจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 26 นิ้ว หรือ 66 เซนติเมตร ภายในสิ้นศตวรรษนี้ ซึ่งจะสร้างปัญหาอย่างมีนัยสำคัญให้กับเมืองที่อยู่ริมฝั่งทะเล

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกส่งผลกระทบใน 2 ประเด็น ประการแรกคือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้อุณหภูมิของน้ำเพิ่มขึ้น และขยายตัวออกไปไกลกว่าเดิม จนทำให้เกิดปรากฏการณ์ของการขยายตัวของน้ำอุ่นในทะเล ซึ่งส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นทั่วโลกราว 7 เซนติเมตร ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา

ขณะที่สาเหตุอีกประการหนึ่งคือ ข้อมูลที่เก็บรวบรวมจากดาวเทียมทำให้เห็นการละลายของน้ำแข็งที่ขั้วโลกที่รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกา ซึ่งทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า (กองทุน FTA) ที่ได้เข้าไปช่วยเหลือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตสับปะรดนางแลเพื่อการส่งออก ที่ ต.นางแล อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย โดยพบว่าหลังจากที่กองทุน FTA เข้าไปช่วยเหลือ เกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันในรูปวิสาหกิจชุมชน มีระบบเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดที่ชัดเจน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การเจรจาต่อรองและการกำหนดราคาจำหน่ายได้คุ้มกับต้นทุนการผลิตและมีกำไร รวมทั้งสามารถขยายตลาดส่งออกได้ทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งนี้ ในด้านการทำตลาดต่างประเทศ สามารถผลักดันให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสวน ปรับเปลี่ยนวิธีการใช้สารเคมีให้เป็นไปตามมาตรฐานของญี่ปุ่น ผลักดันให้รวมกลุ่มทำการผลิตและการตลาดในชื่อ “วิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตสับปะรดนางแลเพื่อการส่งออก” โดยใช้ตราสัญลักษณ์สินค้า “Nang Lae Pine” เป็นโลโก้ของสินค้า ช่วยทำการศึกษาวิจัยด้านการตลาดเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคในญี่ปุ่น ทำให้ทราบว่าชาวญี่ปุ่นชื่นชอบสับปะรดนางแล ที่มีรูปร่างน่ารัก ผลขนาดเล็ก บริโภคได้หมดในคราวเดียว นำไปเป็นของขวัญได้ พึ่งพอใจซื้อในราคาตั้งแต่ 300 เยนขึ้นไป (ประมาณ 90 บาท)

ขณะเดียวกัน ได้ช่วยพัฒนาเทคนิคและวิธีการจัดการก่อนและหลักเก็บเกี่ยวผลผลิตโดยการควบคุมอุณหภูมิในการเก็บรักษาผลผลิต ตลอดจนการขนส่งจากไทยไปวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตในประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งมีการพัฒนาเทคนิคและวิธีการแปรรูปสับปะรดผลสดตัดแต่งพร้อมรับประทานที่สามารถยืดอายุความสดได้นานถึง 7 วัน โดยเนื้อผลสับปะรดยังคงคุณสมบัติและคุณภาพความสดไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้สับปะรดนางแลได้รับความนิยมในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสามารถแข่งขันได้กับสับปะรดที่นำเข้าจากฟิลิปปินส์และไต้หวันได้

นอกจากนี้ กองทุน FTA ยังได้ช่วยเหลือให้สินค้าสับปะรดผลสดไทยที่ผลิตโดยเกษตรกรสมาชิกมีช่องทางในการจำหน่ายเพิ่มมากขึ้น ทั้งในลักษณะของรูปผลสดและสินค้าแปรรูป เช่น ท็อฟฟี่ แยม เป็นต้น รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยในการบริโภคด้วยระบบการตรวจสอบย้อนกลับผ่านระบบ QR Code ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพสินค้าว่าเพาะปลูกและผลิตด้วยคุณภาพและมาตรฐานที่ตรวจสอบได้ เพราะผ่านการรับรองมาตรฐานทั้งในระบบเกษตรที่ดีและเหมาะสมของประเทศไทย (GAP) และมาตรฐานในระบบเกษตรที่ดีและเหมาะสมของประเทศญี่ปุ่น (JAS)

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดกลุ่มเกษตรกรได้ขยายพื้นที่เพาะปลูกสับปะรดมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการบริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งมีการขยายการผลิตไปยังกลุ่มทายาทสมาชิกเกษตรกรเพิ่มมากขึ้น โดยผลผลิตที่กลุ่มเกษตรกรผลิตได้สามารถส่งจำหน่ายผ่านทาง Tops Supermarket ในรูปของสับปะรดผลสด และผลผลิตบางส่วนได้นำมาแปรรูปเป็นสับปะรดกวน แยม และน้ำสับปะรด จำหน่ายในชุมชนบริเวณใกล้เคียง

ทั้งนี้ ในส่วนของการส่งออก นอกจากการผลิตและส่งออกสับปะรดไปประเทศญี่ปุ่นแล้ว ยังมีการส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศจีนและสิงคโปร์ได้เพิ่มขึ้นด้วย

สำหรับการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด กองทุน FTA ได้ให้ความช่วยเหลือเพื่อสร้างโอกาสให้เกษตรกรสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) โดยญี่ปุ่นได้ให้โควตานำเข้ากล้วยหอมและสับปะรดสดไทยแบบยกเว้นภาษีโดยเพิ่มโควตาให้ทุกปีตลอดระยะเวลา 5 ปี

โดยในส่วนของสินค้าสับปะรดผลสดไทยที่มีน้ำหนักผลไม่เกิน 900 กรัม (คิดน้ำหนักรวมทั้งผล และมีหรือไม่มีจุกขั้วผลก็ได้) ในการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้โควตาภาษีในการนำเข้าประเทศญี่ปุ่นในปีที่ 1 จำนวน 100 เมตริกตัน และทยอยเพิ่มขึ้นปีละ 50 เมตริกตัน จนถึง 300 เมตริกตันในปีที่ 5 คือตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2554 เป็นต้นไป ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษีนำเข้าประเทศญี่ปุ่นจากอัตราเดิม 17% ลดลงเป็น 0% (ในโควตา) และยังคงอัตราภาษีนำเข้าที่ 17% สำหรับการนำเข้าสินค้าสับปะรดผลสดที่เกินกว่าโควตาที่ได้รับ (นอกโควตา) ซึ่งในระยะที่ผ่านมา ไทยได้ใช้สิทธิประโยชน์ในการส่งออกสับปะรดผลสดในลักษณะนี้ได้น้อยมาก แต่หลังจากที่กองทุน FTA ได้เข้าไปช่วยเหลือ สามารถทำให้สับปะรดไทยเจาะเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“บั๋นจึง ข้าวต้มญวน” ความอร่อยที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น หาทานได้ที่จังหวัดหนองคาย ถือเป็นอาหารมงคลที่นิยมนำมาไหว้บรรพบุรุษ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือมอบเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลตรุษเวียดนาม ตรุษจีน

“บั๋นจึง ข้าวต้มญวน” ข้าวต้มห่อสี่เหลี่ยม หรือทรงกระบอก บอกเล่าเรื่องราวของชาวเวียดนามที่อพยพมาลงหลักปักฐานที่ประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงสมัยสงครามอินโดจีน ชาวเวียดนามนิยมห่อและต้มด้วยฟืนเตาถ่านในแบบฉบับโบร่ำโบราณ ในข้าวต้ม “บั๋นจึง” ประกอบด้วย ข้าวเหนียวเขี้ยวงู ถั่วเขียวผ่าซีกนึ่งสุก เนื้อหมูหมักด้วยเกลือพริกไทย และหอมแดง ห่อด้วยใบตองให้แน่นมัดด้วยเชือกตอกไม้ไผ่ เพื่อไม่ให้น้ำเข้าไปในห่อข้าว

ช่วงเทศกาลตรุษญวน ตรุษจีนนี้ ลิ้มลองความอร่อยของ “บั๋นจึง ข้าวต้มญวน” ได้ที่จังหวัดหนองคาย วันที่ 14 ก.พ. ที่ร้านบังรูญไก่ทอด เลขที่ 273/51 ถนนการุนราษฎร์ หมู่ 4 ต.มะขามเตี้ย อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี นายไพศาล โต๊ะกันตี อายุ 46 ปี เจ้าของร้าน เร่งนำไก่ที่หมักเครื่องไว้ทั้งตัวลงทอดในน้ำมันร้อนกำลังดี เพื่อเร่งทอดไก่ทั้งตัวให้กับลูกค้าชาวไทยเชื้อสายจีน ที่สั่งจองไว้ล่วงหน้า เพื่อนำไปเป็นไก่ไหว้บรรพบุรุษในวันตรุษจีน ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาทอดทั้งคืน เพื่อให้ทันกับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ที่จะทยอยมารับไก่ในช่วงคืนนี้ถึงพรุ่งนี้เช้า

นายไพศาล เปิดเผยว่า ปีนี้ไก่ทอดทั้งตัวได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน โดยปกติแล้วในทุกๆ ปีจะมีลูกค้ามาสั่งไก่ต้มเพื่อไหว้ตรุษจีนประมาณเกือบ 200 ตัว แต่หลังจากที่ทางร้านลองคิดสูตรการทอดจนได้ไก่ทอดทั้งตัวที่มีหนังกรอบอร่อย ก็มีลูกค้าให้ความสนใจสั่งไก่ทอดทั้งตัวแทนไก่ต้มเพราะจะสามารถเก็บไว้ได้นานกว่า ทำให้ปีนี้มียอดสั่งจองไก่ทอดทั้งตัวแล้วกว่า 200 ตัว และยังมีสั่งเพิ่มต่อเนื่องคาดว่าต้องทอดไก่ทั้งคืน เพื่อส่งให้ทันกับความต้องการของลูกค้า

ขณะที่ยอดไก่ต้มลดเหลือประมาณ 50 ตัวเท่านั้น โดยลูกค้าส่วนใหญ่บอกว่าอยากเปลี่ยนรสชาติและสีสัน หลังจากที่ใช้ไก่ต้มไหว้ตรุษจีนมาทุกปี สำหรับไก่ทอดทั้งตัวต้องใช้เวลาทอด 30 นาทีต่อ 1 กระทะ โดยในหนึ่งกระทะสามารถทอดได้แค่สามตัวเท่านั้น และไม่สามารถทอดได้ทุกคนต้องฝึกอย่างชำนาญจึงจะทำให้ได้ไก่ที่สุกทั่วตัว หนังกรอบ สีเหลืองสวยงาม ส่วนราคาขายอยู่ที่ตัวละ 180 บาท ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสร้างสีสันให้กับเทศกาลตรุษจีนของจังหวัดสุราษฎร์ธานีในปี 2561

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ในปี 2561 ธนาคารได้ออกมาตรการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรตามนโนยบายของรัฐบาล โดยได้ออกสินเชื่อเอสเอ็มอีเกษตรกรวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท อายุโครงการ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4% เป็นเวลา 3 ปี เริ่มปล่อย 1 เม.ย. 2561-31 มี.ค. 2564 ต่อเนื่องมาจากโครงการเกษตร 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอี ที่ ธ.ก.ส. ดำเนินการมา 3 ปีก่อนหน้านี้ คาดว่าสิ้นปีบัญชีเดือนมี.ค. 2561 จะปล่อยกู้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 7.2 หมื่นล้านบาท ช่วยเหลือเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ ถึง 6 หมื่นราย ซึ่งมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 0.29%

อย่างไรก็ตาม โครงการใหม่จะมีการปรับขยายวงเงินสินเชื่อจากเดิมไม่เกิน 10 ล้านบาท เป็น 20 ล้านบาท เนื่องจากมีสหกรณ์และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเกษตรกรบางรายมีศักยภาพที่จะกู้ได้ โดยโครงการที่ผ่านมามีผู้กู้เต็ม 10 ล้านบาท ถึง 100 ราย ในจำนวนนี้มาขอกู้เพิ่มในโครงการใหม่

นายอภิรมย์ กล่าวว่า ธนาคารยังเตรียมวงเงินเชื่อ 4.5 หมื่นล้านบาท ปล่อยกู้ให้กับเกษตรกรที่มาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยกับรัฐบาล 3.9 ล้านคน ซึ่งตอนนี้มีเกษตรกรมาลงทะเบียนเพื่อรับการฝึกอาชีพแล้ว 2 ล้านคน หรือ 50% หลังจากฝึกอาชีพหากต้องการเงินทุนก็สามารถกู้ได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ

นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ยังมีวงเงินสินเชื่อสีเขียว วงเงิน 5,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้กับเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ หรือเกษตรปลอดสารพิษ อายุโครงการ 3 ปี เริ่มปล่อยกู้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2561 โดยเกษตรกรรายย่อยคิดดอกเบี้ย MRR-1 หรือ 6% และกรณีสถาบัน MLR-0.5 หรือ 4.5%

ขณะเดียวกัน ธ.ก.ส. ยังช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยและเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2560 ใน “โครงการชำระดีมีคืน” โดยคืนดอกเบี้ยเงินกู้ 30% ให้กับพี่น้องเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ที่มีต้นเงินคงเป็นหนี้ ณ วันที่ 30 พ.ย. 2560 ไม่เกิน 3 แสนบาท จำนวน 2.3 ล้านราย รวมต้นเงินกู้ประมาณ 2.2 แสนล้านบาท เริ่มตั้งแต่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค. 2561 ซึ่งการคืนดอกเบี้ยตามโครงการดังกล่าว เมื่อคิดกลับคืนเป็นดอกเบี้ยที่เกษตรกรได้รับจะอยู่ที่ 4.9% เป็นดอกเบี้ยที่ธนาคารต้องจ่ายคืน 4,620 ล้านบาท

สำหรับขั้นตอนการดำเนินงาน ธนาคารจะคืนดอกเบี้ยในส่วนที่ลูกค้าส่งชำระคืนในอัตรา 30% ของจำนวนดอกเบี้ยที่ชำระในเดือนถัดไปแบบอัตโนมัติเดือนละครั้ง เริ่มตั้งแต่เดือนก.พ. 2561 ในกรณีที่มีหนี้คงเหลือจะนำดอกเบี้ยที่คืนให้ลูกค้ามาลดภาระหนี้ด้วยการตัดชำระต้นเงิน กรณีไม่มีหนี้คงเหลือธนาคารจะโอนเข้าบัญชีเงินฝากของลูกค้า พร้อมส่งข้อความสั้น (SMS) ให้เกษตรกรลูกค้าได้รับทราบทุกราย

“โครงการชำระดีมีคืน สร้างขวัญกำลังใจ ช่วยลดภาระหนี้ และช่วยให้เกษตรกรสามารถมีเงินนำไปใช้จ่ายหมุนเวียนในชีวิตประจำวัน รวมทั้งเป็นการสร้างเสริมให้เกษตรกรลูกค้ารักษาวินัยทางการเงินการคลัง ซึ่งส่งผลดีต่อภาพรวมในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของตนเองและประเทศในระยะยาว” นายอภิรมย์กล่าว

นายอภิรมย์ กล่าวว่า เอ็นพีแอลของธนาคารปัจจุบันอยู่ที่ 5.1% คาดว่าปิดบัญชีของธนาคาร 31 มี.ค. 2561 จะอยู่ที่ 4% เนื่องจากเป็นฤดูกาลเก็บผลผลิตราคาข้าวหอมราคาดีตันละ 1.7 หมื่นบาท ทำให้เกษตรมีรายได้มาชำระหนี้ได้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวของธนาคารปี 2560/61 ตั้งเป้าไว้ 2 ล้านตัน ตอนนี้มีเกษตรกรมาขอสินเชื่อแล้ว 6 แสนตัน ส่วนหนึ่งราคาข้าวดีกว่า 2 ปี ที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรพอใจที่ขายข้าวโดยไม่มาเข้าโครงการขอสินเชื่อชะลอการขายกับธนาคาร

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) เดินหน้าสนับสนุนและเสริมความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ นำ “วิทย์สร้างคน” ผ่านโครงการพัฒนาทักษะผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ร่วมกับสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน หนุนเศรษฐกิจด้วย “วิทย์แก้จน” สร้างอาชีพผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ให้คนรุ่นใหม่และชุมชน และเพิ่มศักยภาพ “วิทย์เสริมแกร่ง” ด้วยผลงานวิจัยนวัตกรรมโรงเรือนเกษตรอัจฉริยะสำหรับปลูกพืชเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่สำคัญ การผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพส่งผลโดยตรงต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร เมล็ดพันธุ์เป็นสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูงและมีผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรและอุตสาหกรรม ซึ่งไทยมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์โลก (Seed Hub) ที่ผ่านมา สวทช. โดยสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ได้ให้การสนับสนุนและส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ด้วยการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้าไปเชื่อมโยงและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ผู้ประกอบการผลิตเมล็ดพันธุ์ เกษตรกร และชุมชนอย่างต่อเนื่อง

“การสร้างคนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิตให้อุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ สวทช. ได้ดำเนิน โครงการพัฒนาทักษะผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ โดยร่วมกับบริษัทผู้ประกอบการเมล็ดพันธุ์ 6 แห่ง มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ บ่มเพาะคนรุ่นใหม่สู่อาชีพผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์และขยายเครือข่ายการผลิตเมล็ดพันธุ์ในชุมชนและเกิดเป็นเครือข่ายการทำงานร่วมกัน จึงเป็นภารกิจวิทย์สร้างคนและวิทย์แก้จนด้วยการสร้างให้เกิดอาชีพผลิตเมล็ดพันธุ์ขึ้น การผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้พื้นที่เพียงน้อยนิด แต่ได้มูลค่ามาก ซึ่งจำเป็นต้องใช้ทั้งเทคโนโลยีบวกกับความปราณีตของเกษตรกร

ไม่เพียงการพัฒนาบุคลากรให้ภาคอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์เท่านั้น แต่ยังเกิดความร่วมมือด้านงานวิจัยระหว่าง สวทช. กับบริษัทผู้ประกอบเมล็ดพันธุ์ เพื่อยกระดับการผลิตเมล็ดพันธุ์ ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่ง สวทช. โดย สท. และศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ได้นำ เทคโนโลยีโรงเรือนอัจฉริยะ ถ่ายทอดให้กับบริษัท เชียงใหม่ซีดส์ จำกัด สำหรับการทดลองปลูกพืชเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ โดยใช้เทคโนโลยี IoT (Internet of Thing) ควบคุมสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมกับการปลูกพืช นอกจากนี้ระบบเซนเซอร์ที่ใช้ในโรงเรือนเป็นเซนเซอร์ด้านการเกษตรที่พัฒนาขึ้นให้เหมาะกับการทำเกษตรในสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย นับเป็นภารกิจวิทย์เสริมแกร่งที่ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนให้กับภาคการเกษตรไทย” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว

ด้าน นายธณัทชัย ปัญญาฟอง บริษัท เชียงใหม่ซีดส์ จำกัด กล่าวว่า ด้วยสภาพอากาศที่แปรปรวนส่งผลต่อการผลิตและคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ การผลิตเมล็ดพันธุ์ในระบบโรงเรือนจึงเป็นทางออกให้กับอุตสาหกรรมผลิตเมล็ดพันธุ์ได้ ระบบโรงเรือนอัจฉริยะที่ สวทช. พัฒนาขึ้นจะช่วยควบคุมสภาวะแวดล้อมในโรงเรือนให้เหมาะกับการปลูกพืช ช่วยลดความเสี่ยงในการเพาะปลูกเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ ซึ่งมองว่าคุ้มค่าที่จะลงทุน เนื่องจากเมล็ดพันธุ์มีมูลค่าทางการตลาดสูง นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังร่วมกับ สวทช. ศึกษาวิจัยการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ ในโรงเรือนอัจฉริยะ เพื่อยกระดับขีดความสามารถการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้ประเทศ รวมทั้งจะเป็นเสมือนโชว์รูมเพื่อขยายผลเทคโนโลยีดังกล่าวออกไปสู่บริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์อื่นๆ

ทั้งนี้ ระบบโรงเรือนอัจฉริยะ เป็นความร่วมมือโดย สวทช. และ บริษัท เชียงใหม่ซีดส์ จำกัด เป็นโรงเรือนที่มีการนำเทคโนโลยีจาก สวทช. ที่ได้พัฒนาและคิดค้นจากทั้ง TMEC/NECTEC และ MTEC ในรูปแบบครบวงจร หรือ Full option เพื่อให้เหมาะสมกับการปลูกพืช และเหมาะกับการทำเกษตรในสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยที่มีความแปรปรวนอันจะส่งผลต่อการผลิตและคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ ซึ่งโรงเรือนดังกล่าวเป็นการติดตั้งแบบ น็อคดาวน์ ที่มีข้อดีในเรื่องรอยเชื่อมสมบูรณ์ คุณภาพสูง ความแข็งแรงสูง และประกอบได้ เร็ว ง่าย สะดวก โดยเทคโนโลยีภายในระบบโรงเรือนอัจฉริยะ ประกอบด้วย พลาสติกคลุมโรงเรือนสูตรมัลติฟังก์ชันนอล ระบบควบคุมพัดลมระบายอากาศ ระบบเซนเซอร์แสง ระบบเซนเซอร์อุณหภูมิ ระบบเซนเซอร์อุณหภูมิความชื้นอากาศ ระบบควบคุมม่านและม่านลดแสงอัตโนมัติ ระบบสเปรย์หมอกอัตโนมัติ Cooling Pad (คลูลิ่งแพด) และพัดลม EVAP (อีแว๊ป) ซึ่งระบบดังกล่าวสามารถตั้งค่าควบคุมต่างๆ ได้ตามเงื่อนไขที่ต้องการ รวมถึงการตั้งค่ารดน้ำ การคำนวณสถิติ และทำงานได้ทันตามเวลา ได้แก่ การตั้งค่าควบคุมอุณหภูมิโรงเรือน การตั้งค่าควบคุมความชื้นอากาศ การตั้งค่าควบคุมความชื้นดิน และการตั้งค่าควบคุมความเข้มแสง