เยอะมากครับ พ่อผมรวบรวมปลูกไม้พื้นเมืองทั้งกินได้และเป็นไม้

ในป่าไม่น้อยกว่าสามร้อยชนิด ทิดโสรู้ไหม ผักที่ปลูกในป่านี้กินเองยังไงก็ไม่หมดนะ ผักกูดที่นี่อร่อยมาก และยังมีผักตาหมัดใครมาได้ชิมก็ต้องติดใจแน่นอน”

“อยากชิมครับพี่” “ได้เลย เมนูง่ายๆ นะ ผัดผักกูด ยำผักกูด หยวกผัดเคย และเดี๋ยวได้ชิมเมี่ยงเคย” “เห็นว่ามีของหวานทีเด็ด”

“แน่นอน ใครมาที่นี่ต้องได้ชิมลูกชกในน้ำกะทิ รับรองทีเด็ดครับ”

คืนนั้นผมนอนข้างกองไฟ ผ้าห่มผืนน้อยทำให้รู้สึกหนาวเย็น แต่กองไฟข้างๆ ก็ทำให้ผมอบอุ่นขึ้นมาได้ และในคราที่ผมหนาวหัวใจ คำพูดของพี่จูก็สร้างความอบอุ่นในหัวใจให้ผมได้ไม่น้อย หากท่านผู้อ่านท่านใดสนใจอยากไปพักผ่อนหรือร่วมกิจกรรมดีๆ แบบนี้ ติดต่อพี่จูได้ที่ (099) 205-2898 หรือเพจ บ้านต้นไม้ ร้อยหวัน นอนฟังสายน้ำ ยินดีต้อนรับครับ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการแล้ว ตั้งแต่ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาที่คาดการณ์ว่า ฤดูร้อนปีนี้จะมาเร็วและนานมากกว่าทุกปี ซึ่งอาจยาวนานไปจนถึงราวเดือนพฤษภาคม 2562

โดยฤดูร้อนปีนี้จะมีอุณหภูมิร้อนกว่า ปี 2561 และร้อนมากกว่าค่าปกติราว 1-2 องศาเซลเซียส ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำฝนและระดับน้ำในเขื่อน โดยหากพิจารณาปริมาตรน้ำใช้การได้ในเขื่อนของไทยแยกตามรายภาค ณ วันที่ 4 มีนาคม 2562 จะเห็นได้ว่า ปริมาตรน้ำใช้การได้ในเขื่อนทั้งประเทศลดลง 13.5% (YoY)

โดยเฉพาะในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ส่งสัญญาณชัดเจนจากการที่มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนในระดับที่ต่ำมาก ทำให้ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสถานการณ์น้ำที่น่าเป็นห่วง และอาจจะเข้าสู่วิกฤติมากขึ้นในเดือนเมษายนนี้ที่จะเป็นช่วงฤดูแล้งอย่างเต็มรูปแบบ หากยังไม่มีน้ำไหลลงเขื่อนเพิ่มเติม

ซึ่งจากสัญญาณฤดูร้อนดังกล่าวที่มาเร็วและนานกว่าทุกปี จะส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตทางการเกษตรที่จะเก็บเกี่ยวเพื่อออกสู่ตลาดในช่วงนี้ให้ลดลง จนอาจกระทบต่อรายได้เกษตรกรให้ต้องเผชิญความท้าทายมากขึ้น

ภัยแล้ง ปี 2562 ข้าว อ้อย ได้รับผลกระทบหนักสุด รายได้เกษตรกรทั้งปี 2562 ยังอยู่ในแดนลบ

จากการที่ภัยแล้งในปีนี้ได้ส่งสัญญาณที่มาเร็วและยาวนานกว่าทุกปี ซึ่งส่อเค้าถึงระดับน้ำในเขื่อนที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะกระทบต่อพืชเกษตรสำคัญที่กำลังเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคดังกล่าวคือ ข้าวนาปรัง ซึ่งมีผลผลิตอยู่ในภาคกลางเป็นหลักถึง 47.8% และอ้อย ซึ่งมีผลผลิตอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นหลักถึง 43.5% โดยมีรายละเอียด ดังนี้

• ข้าวนาปรัง คิดเป็นผลผลิตราว 23.5% ของผลผลิตข้าวทั้งประเทศ โดยในช่วงที่เกิดภัยแล้งหนักในเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2562 ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปรังเพื่อออกสู่ตลาดกว่า 75% ของปริมาณผลผลิตข้าวนาปรังทั้งประเทศ อาจทำให้ผลผลิตข้าวนาปรังได้รับความเสียหาย และอาจช่วยดันราคาข้าวในช่วงนี้ให้ขยับขึ้นได้ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ราคาข้าวอาจขยับขึ้นได้ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2562 แต่โดยภาพรวมราคาข้าวทั้งประเทศในปี 2562 อาจยังให้ภาพที่หดตัวอยู่ เพราะปริมาณผลผลิตข้าวนาปรังมีเพียงราว 1 ใน 4 ของปริมาณข้าวทั้งประเทศ จึงอาจยังไม่มีน้ำหนักมากพอในการผลักดันให้ภาพรวมราคาข้าวขยายตัวได้ในแดนบวก จึงคาดว่าราคาข้าวเฉลี่ยใน ปี 2562 อาจอยู่ที่ 10,650-10,740 บาท ต่อตัน หรือหดตัว 8-1.7% (YoY)

อ้อย โดยในช่วงที่เกิดภัยแล้งหนักในเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2562 ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังเก็บเกี่ยวผลผลิตอ้อยเพื่อออกสู่ตลาด อาจทำให้ผลผลิตอ้อยได้รับความเสียหาย และอาจช่วยดันราคาอ้อยในช่วงนี้ให้ขยับขึ้นได้ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ราคาอ้อยอาจขยับขึ้นได้ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2562 แต่โดยภาพรวมราคาอ้อยใน ปี 2562 อาจยังให้ภาพที่หดตัวอยู่ ตามแนวโน้มราคาน้ำตาลทรายดิบในตลาดโลกที่อยู่ในช่วงขาลง เนื่องจากผลผลิตอ้อยในตลาดโลกอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะบราซิล จึงคาดว่าราคาอ้อยเฉลี่ยในปี 2562 อาจอยู่ที่ 750-760 บาท ต่อตัน หรือหดตัว 1.3-2.6% (YoY)

จากผลของภัยแล้งใน ปี 2562 ที่มาเร็วและยาวนานขึ้น อาจไม่ได้ทำให้ราคาเพิ่มขึ้นมากนัก แต่จะมีผลต่อปริมาณผลผลิตที่ลดลง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ภัยแล้งในปี 2562 น่าจะมีผลกระทบอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงมีพืชเกษตรเพียงไม่กี่รายการที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นพืชที่รวมแล้วมีน้ำหนักในตะกร้าดัชนีราคาสินค้าเกษตรไม่มากนัก

โดยในแง่ของราคาอาจขยับขึ้นได้ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2562 ทำให้โดยภาพรวมทั้ง ปี 2562 ราคาสินค้าเกษตรอาจขยับดีขึ้นเป็นหดตัวอยู่ที่ 0.1-0.5% (YoY) เมื่อเทียบกับคาดการณ์เดิมที่ราคาสินค้าเกษตรจะหดตัว 0.2-0.6% (YoY)

ขณะที่ในแง่ของผลกระทบต่อผลผลิตในช่วงภัยแล้งจะมีปริมาณลดลง ซึ่งถ้ามองต่อไปในมุมของรายได้เกษตรกร ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ผลจากภัยแล้งใน ปี 2562 อาจทำให้รายได้เกษตรกรในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2562 ให้ภาพที่ไม่ดีนัก จากผลของแรงฉุดด้านผลผลิต ซึ่งจะส่งผลต่อภาพรวมรายได้เกษตรกรใน ปี 2562 ให้หดตัวเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 1.2-1.6% (YoY) เมื่อเทียบกับคาดการณ์เดิมที่หดตัว 0.4-0.8% (YoY)

มูลค่าความเสียหายจากภัยแล้ง ปี 2562 ประเมินราว 15,300 ล้านบาท

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ผลกระทบในเบื้องต้นของสถานการณ์ภัยแล้ง ในปี 2562 ที่ส่งผลกระทบต่อความเสียหายของข้าวนาปรังและอ้อยเป็นหลัก อาจทำให้เกิดมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจราว 15,300 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.1% ของ จีดีพี

แต่ทั้งนี้ เป็นการประเมินในเบื้องต้น ซึ่งหากรวมผลเสียหายของพืชเกษตรอื่น อาจทำให้มีมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากกว่าที่ประเมินไว้ นอกจากนี้ ยังต้องมีการติดตามระยะเวลาและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเป็นระยะ และอาจต้องมีการทบทวนตัวเลขนี้ตามความเหมาะสมในระยะต่อไป รวมทั้งต้องติดตามสภาพภูมิอากาศในช่วงระยะข้างหน้า เนื่องจากยังไม่สิ้นสุดฤดูแล้ง และระดับความรุนแรงของฤดูแล้งอาจไม่เท่ากันในแต่ละเดือน

ทั้งนี้ แม้ว่าตัวเลขผลกระทบดังกล่าวอาจมีผลไม่มากนักต่อภาพรวมเศรษฐกิจในระดับประเทศ รวมทั้งไม่กระทบต่อประมาณการเศรษฐกิจไทยของศูนย์วิจัยกสิกรไทยในปัจจุบัน ที่คาดว่าจะขยายตัว 3.5-4.2% ในปี 2562

อย่างไรก็ตาม ในระดับภูมิภาค จากเหตุการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบค่อนข้างมากต่อคนในพื้นที่ ซึ่งจะยิ่งเป็นการฉุดกำลังซื้อครัวเรือนภาคเกษตร การมีงานทำ รวมทั้งปัญหาในภาคธุรกิจ เอสเอ็มอี

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาระดับความรุนแรงของสถานการณ์ภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะในเดือนเมษายนที่จะเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเต็มรูปแบบ ดังนั้น เกษตรกรอาจต้องมีการวางแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำอย่างเหมาะสม หรือเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นที่ใช้น้ำน้อยทดแทนเพื่อเป็นรายได้เสริม

นอกจากนี้ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องยังต้องระมัดระวังในการใช้น้ำ ตลอดจนต้องมีการเตรียมพร้อม/วางแผนเพื่อรับมือกับสถานการณ์น้ำดังกล่าวได้อย่างเป็นระบบ ก็อาจช่วยลดผลกระทบต่อรายได้เกษตรกร ซึ่งอาจส่งผลต่อธุรกิจที่ต้องอาศัยกำลังซื้อของกลุ่มเกษตรกรเป็นหลัก ท่ามกลางภาวะที่ราคาสินค้าเกษตรยังคงให้ภาพที่ไม่ดีนัก

เกือบ 2 ปี หลังจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2560 มีมติอนุมัติงบฯ กลางเพื่อดำเนินงานโครงการ “โคบาลบูรพา” ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ เพื่อจัดหาโคและแพะ รวมทั้งการปลูกพืชอาหารสัตว์ 970 ล้านบาท และขอรับการสนับสนุนงบฯ จากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร 358 ล้านบาท ใช้สร้างคอกและบ่อน้ำ มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 6 ปี (2560-2565) เพื่อดึงให้เกษตรกรลดพื้นที่ปลูกข้าวในที่ดินที่ไม่เหมาะสม และช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยแล้งหันมาเลี้ยงปศุสัตว์แทน ปรากฏว่า ช่วงแรกการดำเนินโครงการมีปัญหา เช่น วัวไม่ได้มาตรฐาน มีปัญหาเรื่องโรค มีการลักลอบนำเข้าวัวจากประเทศเพื่อนบ้าน ค่าก่อสร้างคอกราคาสูง ฯลฯ จนกระทั่ง นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เข้ามารับตำแหน่ง และสั่งชะลอโครงการ ซึ่งช่วงนั้นกรมปศุสัตว์ได้เข้าไปวางมาตรการ และจะไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยวัวพลาสติกอย่างในอดีต

ล่าสุด นายอุดมเขต ราษฎร์นุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วย นายพจน์ภิรัชต์ เนียมจุ้ย ปศุสัตว์เขต 2 นายชัยยุทธ เหลืองบุศราคัม ปศุสัตว์จังหวัดสระแก้ว นายสวนิต สุริยกุล ณ อยุธยา นายอำเภออรัญประเทศ ปศุสัตว์อำเภอ ลงพื้นที่บ้านนายพีระ คมทา บ้านหนองหญ้าปล้อง หมู่ที่ 4 ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ติดตามความก้าวหน้าโครงการโคบาลบูรพา จังหวัดสระแก้ว

นายอุดมเขต ราษฎร์นุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า จังหวัดสระแก้วมีนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้ออย่างครบวงจร ระยะแรก เป็นการส่งเสริมการเลี้ยงแม่โคเนื้อผลิตลูก เป้าหมายเกษตรกร 6,000 ราย สนับสนุนแม่โคเนื้อรายละ 5 ตัว เป้าหมายโคเนื้อรวม 30,000 ตัว ส่งเสริมการปลูกพืชอาหารสัตว์ ระยะที่ 2 เป็นการขยายผลส่งคืนลูกโคให้แก่เกษตรกรรายต่อไป รวมทั้งการหาตลาด ส่งเสริมเลี้ยงเป็นโคขุนและส่งคืนเงินกู้บางส่วนแบบปลอดดอกเบี้ย และระยะที่ 3 ต่อยอดระยะที่ 2 คืนลูกโคตัวเมียและเพิ่มมูลค่า เช่น สิ่งที่เกิดขึ้น มูลโค การทำปุ๋ยอินทรีย์ ไบโอแก๊ส เป็นต้น

นายพจน์ภิรัชต์ เนียมจุ้ย ปศุสัตว์เขต 2 กล่าวว่า ปศุสัตว์ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการโคบาลบูรพา ข้อมูลปัจจุบัน ณ วันที่ 21 ก.พ. 2562 ได้ส่งมอบโคแก่เกษตรกรไปแล้ว จำนวน 5,378 ราย รายละ 5 ตัว เป็นจำนวน 26,890 ตัว เกษตรกรที่ยังไม่ได้รับ 600 กว่าราย เนื่องจากทำงานประจำต่างจังหวัดและอยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก.ยึดคืนไม่สามารถเข้าอยู่อาศัยได้

อย่างไรก็ตาม ทางจังหวัดได้เร่งดำเนินการประสานดำเนินโครงการแล้ว ในส่วนของผลผลิตที่ได้โดยขณะนี้ได้มีลูกเกิดใหม่ จำนวน 570 ตัว เป็นลูกโคเพศผู้ 357 ตัว เพศเมีย 213 ตัว ถือว่าเป็นผลสำเร็จและเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการต่างมีความพึงพอใจ ถือเป็นการเริ่มต้นเปลี่ยนอาชีพจากทำการเกษตรที่ไม่เหมาะสมมาทำอาชีพเลี้ยงโค มีการดำเนินการขับเคลื่อนโดยสหกรณ์ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่

นายพิษณุ คล้ายเจตน์ดี สหกรณ์จังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า จังหวัดสระแก้วได้มีส่วนร่วมในการบูรณาการโครงการโคบาลบูรพา คือ ระยะแรก มีการจัดตั้งสหกรณ์โคบาลบูรพาขึ้น โดยการรวมเกษตรกรเป็นสหกรณ์ มีการจดทะเบียนเป็นสหกรณ์โคบาลบูรพาเรียบร้อยแล้ว มีสมาชิกรวม 6,000 ราย จำนวน 3 แห่ง คือ อำเภอโคกสูง มีสมาชิก 1,700 ราย ที่อำเภอวัฒนานคร 1,800 ราย ที่อำเภออรัญประเทศ 2,500 ราย

ในระยะที่ 2 หลังจากที่จัดตั้งสหกรณ์ จะมีการจัดอบรมสอนให้มีการทำงานโดยระบบบริหารจัดการในลักษณะของกลุ่มร่วมกัน มีการถือหุ้นแล้วกว่า 10 ล้านบาท และในระยะที่ 2 จะระดมกำลังสหกรณ์ทั้งหมดในจังหวัดสระแก้ว โดยมีพื้นที่ส่วนกลางกว่า 200 ไร่ ใช้ในการผลิตพืชอาหารสัตว์ จะจัดตั้งเป็นชุมนุมสหกรณ์ปศุสัตว์โคขุนสระแก้ว มีแนวทางขับเคลื่อนเชื่อมโยงทุกภาคส่วน โคที่เกิดขึ้นในแต่ละปีกว่า 1,500 ตัว ต่อยอดไปสู่เกษตรกรในรายอำเภออื่นของจังหวัดต่อไป มีการบริหารจัดการพึ่งพาตนเองได้ เกิดความยั่งยืนในกลุ่มผู้เลี้ยงโค

นายชัยยุทธ เหลืองบุศราคัม ปศุสัตว์จังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า โครงการโคบาลบูรพาในระยะที่ 2 เป็นเกษตรกรที่จะรอรับลูกโคจากเกษตรกรระยะที่ 1 ทางคณะกรรมการโครงการโคบาลบูรพาสระแก้ว ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ในพื้นที่ 3 อำเภอซึ่งเป็นพื้นที่ภัยแล้ง ถ้าดำเนินโครงการได้ครบถ้วนแล้วจะขยายไปในพื้นที่อำเภออื่นซึ่งอยู่ในจังหวัดสระแก้ว เพราะเกษตรกรมีความต้องการในระยะที่ 2 จำนวนมาก มีการขึ้นบัญชีไว้แล้ว ซึ่งในระยะ 2 ได้เฉพาะแม่โค จะประชาสัมพันธ์ชี้แจงให้เกษตรกรเข้าใจ รวมทั้งทำงานร่วมกับสหกรณ์อย่างใกล้ชิด และจะดำเนินการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ในเรื่องตลาดกับผู้ประกอบการ

ด้านเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ทุกคนต่างพึงพอใจ อาทิ นางจันทา คมทา เกษตรกรเลี้ยงโคอรัญฯ กล่าวว่า รู้สึกดีใจ แต่ก่อนทำไร่ทำนา แห้งแล้งไม่ประสบผลสำเร็จ พอมาเข้าร่วมโครงการนี้มีชีวิตที่ดีขึ้น ด้าน นายพีระ คมทา เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการบ้านหนองหญ้าปล้อง ต.ป่าไร อ.อรัญประเทศ กล่าวว่า เดิมทำเกษตรที่ใช้น้ำมากไม่ได้ผลเท่าที่ควร พอมีผู้นำมาชวนเข้าร่วมโครงการก็เลยมาทำดู ค่อนข้างจะได้ผลดี รับโคมารุ่นแรก ต.ค. 2561 ขณะนี้ลูกเกิดใหม่แล้ว 5 ตัว เป็นเพศผู้ 3 ตัว เป็นเพศเมีย 2 ตัว ซึ่งใช้ผสมเทียมโดยใช้พ่อพันธุ์ชาโลเล่ มีเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์คอยแนะนำ ดูแลตลอด

เธอเป็นราชาและราชินีของฤดูร้อน
เสียงแรกที่ได้ยินในรอบปีมีความหมายสำหรับฉัน
มันเป็นความผูกพันพิเศษระหว่างเรา
ที่ดึงตัวตนของฉันย้อนสู่อดีตได้เสมอ

จำไม่ได้แล้วว่าปีไหน ฉันไปเดินอยู่ชายขอบภูพานแถวอำเภอนาแก จังหวัดนครพนม แถบถิ่นพื้นที่สีแดงเข้มในอดีตช่วงที่มีการเคลื่อนไหวอย่างฮึกเหิมของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือ พคท.

เด็กสาวที่ไม่ประสีประสาไม่รู้หรอกว่าสงครามอุดมการณ์และการสู้รบดำเนินไปเพื่อสิ่งใด ฉันยังเป็นเด็กประถม แค่เข้าป่าในฤดูร้อนเป็นปกติ ไปกับน้าสาวและญาติๆ เพื่อจับจักจั่น

มันร้องระงมอยู่ในป่าโปร่งที่ฉันไม่รู้พิกัด ได้แต่เดินตามผู้ใหญ่เข้าไปเพื่อ “ติดจักจั่น” เสียงแมลงพวกนั้นดังกระหึ่มก้องไปทั้งป่า ดังกว่าสรรพสำเนียงหมู่สัตว์ใดในชีวิตที่เคยได้ยินมา

พวกเรามีไม้ไผ่รวกยาวเฟื้อยเป็นอาวุธ ที่ปลายไม้นั้นติดยางไม้เหนียว ที่เรียกว่า “ตัง” ฉันไม่รู้ว่าตังมีส่วนผสมจากยางไม้อะไรบ้าง รู้แต่ว่ามันเหนียวหนึบ เหนียวแบบติดมือ ติดเนื้อติดตัว และติดผมเผ้า ชนิดที่ว่าต้องระวังให้มากๆ

น้าบอกว่า อย่าให้ตังติดเสื้อหรือผมเด็ดขาด เพราะยางตังล้างไม่ออก ถ้าติดผมก็ต้องตัดผมกระจุกนั้นทิ้ง และถ้าติดเสื้อก็ต้องทิ้งเสื้อไปทั้งตัว

จักจั่นเกาะอยู่บนเปลือกไม้ต้นที่มันชอบ สูงในระดับต้องแหงนคอส่องหา สีสันของมันเป็นสีน้ำตาลไหม้กลืนไปกับเปลือกไม้ เรามองไม่ค่อยเห็นตัวมันหรอก ต้องใช้หูฟังเสียงว่าดังมาจากจุดไหน แล้วสังเกตปีกใสๆ ที่ส่องประกายในแดด

เอาปลายไม้ไปแตะเบาๆ ตังเหนียวหนับแค่โดนปีกจักจั่นก็ดูดแมลงทั้งตัวลงมา วิธีนี้ปีกจักจั่นจะขาดรุ่งริ่ง แต่เราไม่สนใจปีกนั่นหรอก เราอยากได้ตัวจักจั่นต่างหาก จักจั่นจากปลายไม้จะถูกดึงออกจากยางยัดลงไปในข้อง ทีละตัวๆ มือของฉันเริ่มเหนียว…ไม่ง่ายที่เราจะเอาจักจั่นออกจากตังโดยมือไม่เปื้อน
………
บางครั้งพวกผู้ใหญ่เตรียมเครื่องทำก้อย-ลาบ ติดตัวไปด้วย เมื่อได้จักจั่นพอสำหรับมื้อกลางวันแล้วเราก็จะกินข้าวป่ากัน ผู้ใหญ่กินก้อยจักจั่นสดๆ กินกับตำแตงง่ายๆ เด็กๆ ก่อไฟเอาจักจั่นเสียบไม้ปิ้ง หอม…กลิ่นควันไฟอยู่ในเสียงจี่ๆ ของแมลงรสเลิศจากกองไฟอวลอยู่ในสายลมร้อน

น้าเล่าให้ฟังว่า พวกที่จับจักจั่นไปขายตัวสวยๆ เขาจะออกล่ากันตอนกลางคืน แม้แมลงยังไม่ร้องให้ได้ยินเสียง แต่ถ้ารู้จักต้นไม้ที่จักจั่นชอบ แค่ไปยืนใต้ต้นไม้ ถ้ารู้สึกว่ามีละอองน้ำเป็นฝอยตกลงมา นั่นล่ะ “เยี่ยวจักจั่น”

เมื่อมีเยี่ยวจักจั่น ก็ต้องมีตัวจักจั่นด้วยอย่างแน่นอน ชาวบ้านที่รู้ว่าจักจั่นอยู่ที่ไหนจะลงมือเขย่าต้นไม้ให้จักจั่นร่วงลงสู่พื้น จากนั้นก็ใช้ไฟส่องตามเก็บเอาบนพื้นดิน

บางคนถึงขนาดโค่นต้นไม้ลงทั้งต้นเพื่อนจะเอาจักจั่นกันง่ายๆ แบบนี้จะได้จักจั่นในสภาพที่สวยงามสมบูรณ์ ขายได้ราคาดีราคาจักจั่นตามฤดูกาลในปีนี้ ฉันถามแม่ที่นครพนม แม่บอกว่าแพงขึ้นจากปีก่อนเท่าตัว ตอนนี้ขายกันตัวละ 1 บาท จากที่เคยซื้อกิน ตัวละ 50 สตางค์ เมื่อปีที่แล้ว

นักดนตรีเจ้าสำราญของฉันกลายเป็นของดีราคาแพง ถึงขนาดนับตัวขายไปเสียแล้ว นานเหลือเกิน…น่าจะกว่า 30 ปีแล้ว ที่ฉันไม่ได้ลิ้มชิมรสจักจั่น โดยเฉพาะ “แกงผักหวานป่าใส่จักจั่น” รสมือแม่ที่ไม่มีใครจะทำได้อร่อยเท่า

เท่าที่ฉันรู้ พวกแมลงถือเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ พวกเขากำเนิดขึ้นมาในโลกก่อนสัตว์อื่นนับเป็นเวลาล้านล้านปี สามารถปรับตัวตามสภาพแวดล้อมและขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วมาก ทำให้แมลงกลายเป็นสัตว์ที่มีปริมาณมากที่สุดในโลก

ว่ากันว่าแมลงทั้งโลกมีอยู่ราว 850,000 ชนิด แต่ที่มนุษย์รู้จักและนำมาใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะในการบริโภคเป็นอาหารมีประมาณ 300,000 ชนิด ในจำนวนนั้นมี “จักจั่น” รวมอยู่ด้วย

แต่หลายท่านอาจไม่ทราบว่าที่จริงแล้วแมลงส่วนใหญ่เป็นใบ้ คือไม่ส่งเสียงเลย มันแค่เกิดมาใช้ชีวิตตามวงจรของมันแล้วจากโลกนี้ไป มีเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้นเป็น “แมลงนักดนตรี” สามารถส่งเสียงได้

และที่เรารู้จักกันดีที่สุดก็คือ จักจั่น กับ จิ้งหรีด ซึ่งเมื่อเทียบความดังของเสียงแล้ว จักจั่นเป็นแมลงที่ส่งเสียงดังมากกว่าและสามารถร้องเพลงได้เป็นเวลายาวนานกว่า

จักจั่น เป็นแมลงโบราณเก่าแก่ยุคเดียวกับไดโนเสาร์ที่ยังคงสืบพันธุ์จนถึงทุกวันนี้ ทั่วโลกมีจักจั่นอยู่ด้วยกันหลายสกุลรวมแล้วนับพันชนิด มักอาศัยอยู่ในประเทศเขตร้อน

จักจั่นเป็นแมลงนักดนตรีที่ทั่วโลกรู้จักกันดี เนื่องจากเสียงของมันดังก้องกังวานแตกต่างจากเสียงของแมลงนักดนตรีชนิดอื่นๆ และพบมากในช่วงฤดูแล้ง….เฉพาะในเมืองไทยต้องเป็นฤดูร้อนแล้งเท่านั้น

เสียงจักจั่นที่ร้องระงม ดังแอ่ๆๆๆๆๆๆๆๆ เอามาเขียนเป็นตัวหนังสือให้ออกเสียงตรงกับสิ่งที่หูรับฟังได้ยากยิ่งนัก แต่เสียงนั้นก็มีเอกลักษณ์มากจริงๆ พอเราได้ยินปุ๊บก็รู้ปั๊บว่านั่นเป็นเสียงจักจั่น มิใช่อย่างอื่น

บางคนบอกว่าเสียงจักจั่นคล้ายเสียงคนเป่าใบไม้ บ้างก็ว่าเหมือนเสียงเครื่องรับวิทยุที่กำลังหมุนหาคลื่นความถี่ฟังดูชวนหนวกหูน่ารำคาญ บ้างก็ว่าคล้ายเสียงลองเครื่องสายวงซิมโฟนี ฯลฯ

เสียงที่เราได้ยินนี้อาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับหูของคนฟังแต่ละคน แต่ที่แน่ๆการบรรเลงเพลงของจักจั่นจะเล่นกันเป็นเวลา มีการหยุดพักเหนื่อยบ้าง ไม่ได้เล่นตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืนหรอกนะ

พวกเขาจะมาพร้อมกับฤดูร้อน ชอบบรรเลงเพลงในช่วงเช้าและบ่าย โดยเฉพาะยามเย็นมักจะร้องนานกว่าปกติ บางทีก็ติดพันยาวนานไปจนดึกดื่น

เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ฉันได้ยินเสียงจักจั่นแรกฤดูของปีนี้ร้องระงมที่สนามกีฬาประชานิเวศน์ข้างสำนักงานมติชน เสียงมันดังมาจากต้นจามจุรีหรือต้นฉำฉาทางฝั่งทิศเหนือของสนามก่อน จากนั้นค่อยกระจายไปตามต้นไม้ทุกต้นที่ขึ้นรายรอบสนามฟุตบอล ไม่เว้นแม้แต่ต้นพิกุลที่กำลังออกดอกหอมอยู่หน้าเสาธง

ทันทีที่เสียงแรกกรีดขึ้น เสียงร้องรับจากตัวอื่นๆ ก็ดังระงมเป็นมโหรีโรงใหญ่ มันเป็นเสียงของแมลงตัวผู้เท่านั้น จักจั่นตัวเมียไม่ส่งเสียง…

นักกีฏวิทยาระบุว่า มีแต่จักจั่นเพศผู้เท่านั้นที่ทำเสียงได้และไม่ใช่เสียงจากการกรีดปีกเหมือนแมลงมีปีกอื่นชอบทำกัน แต่จักจั่นมีอวัยวะทำเสียงเฉพาะของมันตั้งอยู่ทางด้านล่างของส่วนท้องหรือใต้อก มีลักษณะเป็นช่องลมที่มีแผ่นแข็ง 1 คู่ คล้ายหนังกลอง เรียกว่า “opercula” ปิดทับอยู่ (จักจั่นเพศเมียก็มีอวัยวะนี้เช่นเดียวกัน แต่มีขนาดสั้น จึงไม่สามารถส่งเสียงได้)

พวกมันจะทำเสียงด้วยการยืดหดตัวของกล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวอย่างเร็ว ทำให้เกิดแรงลมที่ไปดันผนัง opercula ให้โป่งขึ้นและยุบลงอย่างรวดเร็วและสั่นพลิ้วจนกลายเป็นเสียงสูงแหลมหวีดหวิวดังก้องกังวานมาก

ว่ากันว่า จักจั่น สามารถยืดหดตัวกล้ามเนื้อสร้างเสียงของมันสลับกันไปมาได้ นาทีละ 100 ครั้ง หรือมากกว่านี้ด้วยซ้ำ เพื่อสร้างเสียงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของจักจั่นขึ้นมา

เรื่องเสียงของจักจั่นทำให้ฉันอยากรู้มากขึ้นถึงขนาดไปเสาะหาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมมากมาย จนพบว่าแมลงต่างชนิดกันย่อมทำเสียงแตกต่างกันไป ทั้งความยาวและความถี่ แต่ถ้าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านแมลงล่ะก็ คงยากยิ่งนักที่จะแยกแยะชนิดของแมลงจากการฟังเสียงของมันได้

ความสามารถในการทำเสียงของแมลงแต่ละชนิดนั้นมีวิวัฒนาการเฉพาะตัว โดยเสียงที่เกิดขึ้นไม่ได้เปล่งออกมาจากลำคอและปาก แต่เกิดจากกระบวนการทำเสียงในรูปแบบต่างๆ คือ

1. เสียงที่เกิดจากกิจวัตรประจำวันในการดำรงชีวิตของแมลงโดยไม่จำเป็นต้องใช้อวัยวะพิเศษใด แต่อาจเกิดจากการกระพือปีกบิน การกินอาหาร การทำความสะอาดร่างกาย และการเคลื่อนไหวขณะจับคู่ผสมพันธุ์ เป็นต้น

2. เสียงที่เกิดจากการใช้บางส่วนของร่างกายเคาะกับผนังหรือพื้นแข็ง เช่นตัวด้วงบางชนิด หรือปลวกใต้ดิน

3. เสียงที่เกิดจากกรรมวิธีทำเสียงลักษณะพิเศษ ได้แก่ การใช้อวัยวะ 2 ชิ้น ถูหรือเสียดสีกัน โดยอาจใช้ปีกทั้ง 2 ข้าง หรือใช้ขาถูหรือเสียดสีกับปีกไปมา หรือการสั่นเยื่อบางในอวัยวะทำเสียงเช่นที่พวกจักจั่นทำกัน

ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งต่อการส่งเสียงของเหล่าแมลงก็คือ อุณหภูมิในรอบวัน เช่น ช่วงบ่ายหรือเย็นของฤดูร้อน ในช่วงเวลานี้จิ้งหรีดจะร้องเพลงด้วยเสียงถี่เร็วขึ้น แต่พอตกกลางคืนเมื่ออากาศเย็นลงการร้องเพลงจะมีลีลาช้าลงตามอุณหภูมิของอากาศ เป็นต้น

จักจั่นตัวผู้จะร้องเพลงเพื่อเรียกร้องความสนใจจากตัวเมียให้มาผสมพันธุ์ด้วย และร้องเพื่อเตือนภัยเมื่อถูกรบกวน มีแต่นักเลงแมลงเท่านั้นถึงจะรู้ว่าเสียงจักจั่นแบบไหนคือเสียงเรียกหาคู่ และเสียงใดคือเสียงตกใจเมื่อถูกรบกวน

ในการร้องเพลงหาคู่นั้น จักจั่นแต่ละตัวจะโชว์ลีลาพลังเสียงสุดฤทธิ์ ตัวที่ส่งเสียงได้ดังและแหลมสูงมากที่สุดย่อมเป็นพระเอกในกลุ่ม สามารถเรียกความสนใจจากตัวเมียได้มากเป็นพิเศษ มันจะกลายเป็นจักจั่นคาสโนว่าสามารถเลือกคู่ครองได้ตามใจปรารถนา

นอกจากนั้น เสียงร้องแหลมสูงของจักจั่นที่ดังกว่า 100 เดซิเบล นั้นยังสามารถทำลายแก้วหูของสัตว์บางชนิดได้ อาจมีผลทำให้นกที่หากินกลางวันรู้สึกปวดหูอย่างรุนแรงจนไม่อยากเข้าใกล้แถบถิ่นที่อยู่ของพว กจักจั่น เท่ากับว่าเสียงร้องของพวกทันยังใช้เป็นอาวุธไล่ศัตรูไม่ให้กล้ำกรายเข้ามาใกล้ได้ด้วย

แต่ในบางพื้นที่จักจั่นรู้ดีว่าต้องเงียบเสียง ถ้าหากศัตรูตัวนั้นร้ายกาจ อย่างเช่นในแถบถิ่นของนกกลางคืนจำพวกนกเค้าแมว จักจั่นก็จะร้องเรียกหาคู่เฉพาะตอนกลางวันแล้วหยุดส่งเสียงในตอนพลบค่ำ เป็นการป้องกันไม่ให้นกจับแมลงรู้ตำแหน่งถิ่นที่อยู่ของพวกมัน

เมื่อตัวเมียเลือกตัวผู้ที่มันชอบได้แล้วก็จะผสมพันธุ์กัน จากนั้นตัวเมียจะไปวางไข่ซ่อนไว้ตามเปลือกไม้ก่อนที่ทั้งคู่จะตายไป ทั้งตัวผู้และตัวเมีย

หลังจากนั้นอีก 4 เดือนจักจั่นชุดใหม่ก็จะเปลี่ยนสภาพจากไข่กลายเป็นตัวอ่อนขาวๆ เหมือนหนอน

มันจะคลานออกจากเปลือกไม้มุดลงไปฝังตัวอยู่ใต้ดินยาวนานหลายปีขึ้นอยู่กับว่าจักจั่นชนิดนั้นเป็นสายพันธุ์ใด ว่ากันว่าวงจรชีวิตตัวอ่อนใต้ดินของจักจั่นนั้น เริ่มตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปและบางชนิดอาจฝังตัวยาวนานถึง17 ปีเลยทีเดียว

อาณาจักรใต้ดินของจักจั่นจึงเป็นอาณาจักรลี้ลับกว้างใหญ่ที่ไม่ค่อยมีใครรู้เห็น พวกมันอาศัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากรากไม้เป็นอาหารจนเมื่อโตเต็มวัยแล้วจึงจะขึ้นจากดินออกมาลอกคราบเป็นจักจั่นตัวโตเต็มวัยและร้องเพลงคิมหันต์เซ็งแซ่ให้เราฟังในชั่วเวลาไม่นานนัก

จากนั้นก็หาคู่…ผสมพันธุ์ แล้วตาย ก่อนเข้าสู่วงจรชีวิตใหม่อีกรอบ เริ่มต้นนับหนึ่งที่ไข่ใต้เปลือกไม้ที่มันฝังเอาไว้

ฉันเฝ้าแต่สงสัยว่าจักจั่นจะมีหัวหน้าฝูงไหม จักจั่นตัวใดกันที่ส่งเสียงร้องขึ้นก่อนเหมือนต้นเสียงของเพลงประสานเสียง จากนั้นทั้งฝูงก็จะร้องตามกันแบบไม่มีเหน็ดเหนื่อย

วันนี้สนามกีฬาประชานิเวศน์ไม่มีเสียงจักจั่นแล้ว ใต้เปลือกต้นฉำฉาอาจมีไข่แมลงมากมายรอคอยวงจรชีวิตรอบใหม่

จักจั่น เป็นราชาและราชินีแห่งฤดูร้อน ผู้บ่งบอกการมาเยือนของฤดูร้อนอย่างชัดเจนที่สุด ตรงต่อเวลาสม่ำเสมอทุกปี มาถึงแล้วก็จากไป ในห้วงขณะสั้นๆ ตัวผู้ก็ตาย…ตัวเมียก็ตาย เป็นปกติเช่นนี้

เป็นเพลงกล่อมโลก และเป็นอาหารพื้นบ้านอันโอชะ

เขียนเรื่องนี้ ด้วยความรู้สึกโหยหารสชาติแสนอร่อยของแกงผักหวานป่าใส่จักจั่นฤดูร้อนมะละกอสีทอง มีถิ่นกำเนิดจากรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่มะละกอฮาวายผลกลมป้อมที่มีวางขายในปัจจุบัน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า CARICA PAPAYA-LINN. อยู่ในวงศ์ CARICACEAE ถูกนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยนานกว่า 30-40 ปีแล้ว

ลักษณะเด่นคือ ผลจะเป็นสีเหลืองทอง ตั้งแต่ผลดิบจนกระทั่งผลสุกเป็นสีส้มหรือสีเหลืองทอง จึงถูกเรียกชื่อว่า “มะละกอสีทอง” ผลดิบเนื้อกรอบ ฉ่ำน้ำ ทำส้มตำอร่อยมาก ผลสุกเนื้อแน่น ไม่เละ รสหวานชื่นใจเมื่อได้รับประทาน ซึ่ง “มะละกอสีทอง” ติดผลได้เรื่อยๆ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

มะละกอเรดแคริเบียน

มะละกอ เรดแคริเบียน หรือ แขกดำ เป็นมะละกอที่ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรจังหวัดพิจิตรได้นำเข้ามาจากประเทศแถบอเมริกากลาง และนำมาปลูกคัดเลือกสายพันธุ์ ซึ่งใช้เวลานานถึง 7 ปี

มะละกอเรดแคริเบียน มีความทนทานต่อโรคไวรัสจุดวงแหวนได้ดีกว่าพันธุ์แขกดำศรีสะเกษ ลำต้นมีความแข็งแรง ติดผลดกและผลมีขนาดใหญ่ลักษณะผลมะละกอเรดแคริเบียน จะคล้ายกับมะละกอเรดมาราดอล แต่จะมีขนาดใหญ่กว่ามาก (ขนาดผลใหญ่กว่าเท่าตัว) น้ำหนักผลเฉลี่ย ประมาณ 2-5 กิโลกรัม เนื้อหนา มีสีแดงส้ม รสชาติหวาน บริโภคได้ทั้งผลสุกและผลดิบ

มะละกอครั่ง เป็นมะละกอไทย สายพันธุ์ “ครั่ง” เป็นสายพันธุ์มะละกอที่ศูนย์พัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดมหาสารคาม (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 4 จังหวัดขอนแก่น กรมส่งเสริมการเกษตร ได้พัฒนาสายพันธุ์เพื่อการผลิตเป็นมะละกอดิบใช้ทำส้มตำโดยเฉพาะ