เรดเทล แคทฟิช ที่โตเต็มวัย จะให้อาหารเพียง 1-2 ครั้ง ต่อสัปดาห์

ซึ่งเรดเทล แคทฟิช เป็นปลาประเภทกินเนื้อ ดังนั้น อาหารของเรดเทล แคทฟิช จะเป็นกลุ่มอาหารสด เช่น ปลาเหยื่อ กุ้ง ซึ่งจะเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีให้กับ เรดเทล แคทฟิช

อาหารสำหรับปลาสวยงามแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน โดยคุณสมชาย จะเพาะเฉพาะลูกไรเท่านั้น ส่วนอาหารชนิดอื่น ซึ่งเป็นอาหารสด จะซื้อนำมาเก็บไว้ในห้องเย็น เช่น ปลาเหยื่อ กุ้ง ไส้เดือน นอกจากนี้ ยังใช้อาหารเม็ด เป็นอาหารสำหรับปลาในฟาร์ม รวมถึงฮอร์โมนบางชนิด สำหรับเร่งสี เร่งโต ซึ่งฮอร์โมนจะให้เฉพาะลูกปลาที่รอการจำหน่ายเท่านั้น

การผสมพันธุ์ในปลาเรดเทล แคทฟิช คุณสมชาย บอกว่า ต้องรอให้ปลาได้อายุสำหรับผสมพันธุ์ก่อน ซึ่งอายุเรดเทล แคทฟิช ที่เหมาะสำหรับผสมพันธุ์ คือ อายุ 4-5 ปี และใช้วิธีการฉีดผสมเทียมเท่านั้น เนื่องจาก ปลาในกลุ่มแคทฟิช เป็นปลาในลุ่มน้ำอะเมซอน โอกาสผสมพันธุ์เองตามธรรมชาติเกิดขึ้นได้น้อย ซึ่งหลักของการผสมพันธุ์ภายในฟาร์ม จะยึดหลักว่า หากเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปลา ที่สั่งนำเข้าจากต่างประเทศ จะใช้วิธีฉีดผสมเทียม แต่ถ้าเป็นปลาภายในประเทศ จะปล่อยให้ผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ

คุณสมชาย ยอมรับว่า ปัญหาอุปสรรค ในการทำฟาร์มปลาสวยงาม ขายส่งขนาดใหญ่ ไม่แตกต่างจากการทำธุรกิจอื่นคือ ปัญหาด้านการตลาด ที่ส่วนใหญ่สามารถผลิตให้ได้ปริมาณและคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ แต่ที่สำคัญคือ ไม่มีตลาดสำหรับรองรับ เช่น ตลาดปลาสวยงาม ขึ้นอยู่กับแฟชั่น หรือความต้องการของลูกค้า ปลาสวยงามไม่เหมือนปลาเศรษฐกิจ ที่ขายได้ในทุกฤดูการผลิต ซึ่งหากผลิตปลาสวยงามได้ในภาวะที่ตลาดยังไม่ต้องการ จะทำให้มีต้นทุนการเลี้ยงปลาที่สูง เพราะต้องดูแลปลาที่ผลิตออกมา จนกว่าตลาดจะต้องการ

ผู้สนใจเพาะเลี้ยงปลาสวยงาม ไม่เฉพาะกลุ่มแคทฟิช ที่คุณสมชายให้ข้อมูลไป สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานประมงจังหวัดอ่างทอง หมู่ที่ 2 ตำบลศาลาแดง อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง โทรศัพท์ 035-614-626

ความสันโดษ คือ การดำรงชีพอยู่อย่างพอเพียง พอใจยินดีกับชีวิตที่ตนเป็นอยู่ ไม่โลภ ไม่ไปวุ่นวายกับกิเลสตัณหาอันที่เกิดจากความอยากทั้งสิ้น

ตัวที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ก็คือ ความอยากทั้งปวง อยากได้ อยากเป็น อยากมี หรือความไม่อยากทั้งปวง ที่เรียกว่า ภวตัณหาและวิภวตัณหา ล้วนแต่เป็นทุกข์ทั้งสิ้น ดังนั้น เราต้องควบคุมจิตใจพร้อมลดตัณหาในใจลงให้ได้ มากเท่าใด ความทุกข์ก็จะลดลงมากเท่านั้น แต่หากหันมาใช้ชีวิตสันโดษ ความวุ่นวายในชีวิตก็จะไม่เกิด หรือหากเกิดก็แก้ไขได้ และสามารถเดินห่าง…จากความจน ได้ชนิดสมบูรณ์แบบได้จริงๆ

สวัสดีครับ แฟนๆ ที่รักยิ่งของผม ระยะนี้ผมอ่านหนังสือธรรมะ ก็เลยนำมาเขียนให้ได้อ่านกัน เพราะเห็นว่าธรรมะนี่แหละที่สามารถที่จะเพิ่มพลังชีวิตให้กับชีวิตเราได้ ลดความทุกข์ให้น้อยลงได้ พร้อมทั้งนำไปประยุกต์แก้ปัญหาให้คลี่คลายได้แล้วจะเกิดแต่ความสุขให้กับชีวิต สำหรับในทางธรรมะนั้น ความสันโดษไม่ได้หมายถึงการพอใจกับการดำรงชีวิตอยู่ตามลำพังอย่างโดดเดี่ยวหรอกครับแฟนๆ

คนคลองแปด ปทุมธานี นิยมปลูกผักบุ้งลอยคลอง เห็นแล้วเป็นกอๆ แน่นงามมาก นำเรือออกไปเก็บผักบุ้งที่ปลูกไว้ในคลองรังสิต นำมากำเป็นมัด 1 มัด มีประมาณ 7-8 ต้น จำนวนมากน้อยตามแต่ลูกค้าสั่ง อย่างน้อยรวมๆ กันแล้ว ประมาณ 300-400 กำ ต่อครั้ง ใช้เวลาตั้งแต่ตี 5 ถึงประมาณเกือบเที่ยงวัน ตอนบ่ายๆ จึงนำไปส่งลูกค้าที่ตลาด ภารกิจต่อครั้ง ซื้อขายกันด้วยเงินสด

โดยทั่วไป เกษตรกรนิยมปลูกผักบุ้งพันธุ์ไต้หวัน ปลูกให้อยู่กับน้ำ เรียกเอาเองว่า ผักบุ้งลอยคลอง มานานกว่า 10 ปีแล้ว การปลูกไม่ยุ่งยากหรอกครับ นำเถาผักบุ้ง ประมาณ 1 กอ จำนวนไม่ต้องมากนัก ปักกับไม้ไว้ให้อยู่กับที่ กันไว้ไม่ให้ลอยไปไหน

ทำเช่นเดียวกันทุกกอ แล้วใช้แต่ปุ๋ยชีวภาพเท่านั้น ฉีดอาทิตย์ละครั้ง ให้ทางใบและลำต้น ปลอดสารพิษ เพื่อให้เกิดยอดมากๆ ราวๆ 1-2 เดือน ผักบุ้งจะแตกตัวออกด้านข้าง จะเป็นกอใหญ่ขึ้นๆ ก็เริ่มเก็บได้แล้ว

หากปลูกไว้ราวๆ 40 กอ สามารถเก็บได้ทั้งปีที่ลูกค้าต้องการ ปลูกในคลองน้ำไหลผ่านเสมอ จะทำให้ผักบุ้งทั้งต้นทั้งยอดอวบอ้วน ผิวใสสวยเป็นที่ต้องการของตลาดมากครับ ศัตรูหรือครับก็มี แค่หนอนเชอรี่ที่ชอบมาแทะ สามารถกำจัดโดยเก็บไปทำอาหาร แต่ละครั้งก็สบายท้องไปเลย เพราะเนื้อของมันแน่น หวานมันดี เอามาทำเมนูได้หลายอย่าง

ผักบุ้ง โดยทั่วไปจะมี 2 ประเภท คือผักบุ้งไทย กับผักบุ้งจีน แต่ที่นิยมรับประทานกันแพร่หลายก็ต้องเป็นผักบุ้งจีน หากเป็นสายพันธุ์ไต้หวันที่นำมาปลูกในน้ำ ลำต้นจะอวบ สีเขียวสดใส

ผักบุ้ง มีรากเป็นรากแก้วเป็นแขนงแตกออกด้านข้างของรากแก้วและสามารถแตกรากฝอยออกจากข้อของลำต้นได้ด้วย หรือมักจะแตกออกตามโคนเถา นำมาประกอบอาหารได้หลายๆ เมนูเยอะมากตามต้องการ โดยเฉพาะใส่ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ หรือแค่นำมาผัดไฟแดงก็ถือว่าสุดยอดแล้ว เพราะลำต้นจะกรอบอร่อย มีคุณค่าทางอาหารที่เชื่อกันว่าบำรุงสายตา

หากใครใช้เส้นทาง สายรังสิต-นครนายก ที่เรียกว่า สายองครักษ์ เมื่อวิ่งรถถึงคลองห้าให้มองทางขวามือจะเห็นสีเขียวเป็นหย่อมๆ กอๆ เยอะหลายๆ กอ ยาวตลอดทั้ง 2 ริมฝั่งข้างคลอง ให้สังเกตป้ายมหาวิทยาลัยอิสเทิร์นเอเชีย คลองตรงนั้นใช่เลย ผักบุ้งลอยคลองที่ขายดีทั้งสิ้น

การปลูกผักบุ้ง สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ เกษตรกรบางรายสามารถใช้หนี้ได้จนหมด แถมส่งลูกเรียนจนจบปริญญาตรีอีกด้วย จึงถือได้ว่าผักบุ้งลอยคลองทำให้หนีจนได้จริงนะครับ

กรมส่งเสริมการเกษตร เตือนเกษตรกรเร่งสำรวจต้นมันสำปะหลังที่มีอาการคล้ายโรคใบด่าง ก่อนแมลงหวี่ขาวยาสูบพาหะนำโรคขยายพันธุ์ช่วงปลายฝนต้นหนาว

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า โรคใบด่างมันสำปะหลัง ซึ่งมีพื้นที่ระบาดอยู่ใกล้ชายแดนไทย ได้แก่ เวียดนาม และกัมพูชา มีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส Sri Lankan cassava mosaic virus ลักษณะอาการที่สังเกตได้คือ ต้นมันสำปะหลังจะแสดงอาการใบด่างเหลือง ใบเสียรูปทรง และมีขนาดเล็กลง ยอดที่แตกใหม่จะด่างเหลือง ลำต้นแคระแกร็น

โดยขณะนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร เร่งสำรวจต้นที่แสดงอาการคล้ายโรคดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้เข้ามาระบาดในประเทศไทย ทั้งนี้ ขอแนะนำให้เกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงมันสำปะหลังอย่างละเอียด โดยเฉพาะที่มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังบริเวณใกล้ชายแดนกัมพูชา หากพบมันสำปะหลังแสดงอาการใกล้เคียงโรคใบด่างให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร เจ้าหน้าที่เกษตรตำบล หรือสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน เพื่อเข้าไปสังเกตต้นมันสำปะหลังดังกล่าวทันที

และเก็บตัวอย่างต้องสงสัยส่งให้กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบ หากมีความเสี่ยงจะเร่งทำลายด้วยการฝังกลบใต้ดินลึก ประมาณ 3 เมตร เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสไปยังมันสำปะหลังต้นอื่น นอกจากนี้ กรณีพบแมลงหวี่ขาวยาสูบอยู่ในบริเวณดังกล่าว เมื่อแจ้งเจ้าหน้าที่เข้ามาฝังกลบต้นที่แสดงอาการแล้ว ให้ฉีดพ่นสารเคมีกำจัดแมลงหวี่ขาวยาสูบเพื่อตัดวงจรพาหะนำโรค และสำรวจเพิ่มเติมในบริเวณที่ห่างจากจุดพบอาการต้องสงสัยออกไปในรัศมี 5 กิโลเมตร

แมลงหวี่ขาวยาสูบ เป็นพาหะของโรคใบด่างมันสำปะหลัง มีลำตัวสีเหลืองอ่อน ปีกสีขาว ขนาดตัวเล็ก 1 มิลลิเมตร สามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้ดีในช่วงปลายฝนต้นหนาว (เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน) กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอเตือนให้เกษตรกรหมั่นสำรวจต้นมันสำปะหลังและแมลงหวี่ขาวยาสูบโดยเฉพาะในช่วงนี้

โดยแนะนำให้ทำความสะอาดแปลงปลูกมันสำปะหลังไม่ให้มีวัชพืชหรือพืชอาศัยที่อาจเป็นแหล่งหลบซ่อนของแมลงหวี่ขาวยาสูบ เช่น มันฝรั่ง กะเพราะ โหระพา พริก และหลีกเลี่ยงการปลูกพืชอาศัยของไวรัสสาเหตุโรคใบด่างมันสำปะหลัง เช่น ละหุ่ง สบู่ดำ ยาสูบ ในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังด้วย

การฝังกลบต้นมันสำปะหลังที่แสดงอาการคล้ายโรคใบด่าง เป็นวิธีหยุดการแพร่กระจายของโรคที่มีประสิทธิภาพดีกว่าการเผาทำลาย เนื่องจากการเผาอาจหลงเหลือชิ้นส่วนของต้นมันสำปะหลังที่ยังสดอยู่ทำให้แมลงหวี่ขาวยาสูบอาจเข้าดูดน้ำเลี้ยงจากส่วนนี้แล้วแพร่กระจายเชื้อไวรัสต่อไป ประกอบกับหากมีความชื้นเหมาะสม ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่เผาทำลายไม่หมดอาจแตกเป็นต้นอ่อนที่แสดงอาการผิดปกติ ซึ่งเป็นแหล่งกระจายโรคต่อไปได้

พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) ทรงเป็นแบบอย่างที่ถาวรสำหรับการพัฒนาการในด้านต่างๆ ในประเทศของเรา โดยเฉพาะทางด้านการเกษตร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประเทศไทย พระองค์ทรงมีแนวคิดที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตอยู่ของเกษตรกรไทยอย่างพอมีพอกิน ทำให้พสกนิกรน้อมนำพระราชกรณียกิจมาใช้เป็นแบบอย่างในการทำงานเสมอมา

วิสาหกิจชุมชนดงมะไฟ แบบประชาอาสา ได้น้อมนำเอาแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน และประพฤติปฏิบัติจริง เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ของคนในบ้านดงมะไฟและประเทศชาติเป็นหลัก ดังเช่น การทำเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ซึ่งหมู่บ้านดงมะไฟเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ทำให้ไม่มีสิ่งมีพิษปนเปื้อนลงในแหล่งน้ำธรรมชาติ

การสร้างอาชีพให้เกษตรกรแบบยั่งยืน เนื่องจากมีการดำเนินการเกษตรแบบครบวงจร โดยเป็นแหล่งปลูก เก็บเกี่ยว แปรรูป และบรรจุภัณฑ์ ในแหล่งเดียวกัน (Roasted at the source) สามารถนำผลผลิตของเกษตรกรถึงมือผู้บริโภคโดยตรง และเป็นแหล่งเรียนรู้ทางการเกษตรที่มีคุณภาพ รวมถึงรูปแบบการทำโครงการแบบประชาอาสาแบบไม่ใส่ใจงบประมาณของรัฐอีกด้วย

จุดเริ่มต้นของกาแฟดงมะไฟ

แรกเริ่มเดิมที ในปี พ.ศ. 2545 คุณนพดล ม่วงแก้ว มีความคิดว่าพื้นที่ในหมู่บ้านดงมะไฟ ตำบลมะเกลือใหม่ อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา น่าจะปลูกพืชสวนมากกว่าพืชไร่ เพราะจะทำให้สภาพพื้นที่มีความชุ่มชื้นตามสภาพเดิมของแหล่งต้นน้ำลำธาร ซึ่งสามารถนำไปสู่การเกษตรกรรมที่ยั่งยืนได้ จึงพยายามเสาะหาพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่มาปลูก จึงเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวนี้

“ผมได้ต้นกาแฟจากศูนย์วิจัยเกษตรที่สูงเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดความรู้จากทางเชียงใหม่มาอีกที ผมได้รับต้นพันธุ์กาแฟอาราบิก้า สายพันธุ์ F-7 มา 300 ต้น ตอนนั้นไม่มั่นใจเลยว่าปลูกที่นี่แล้วจะขึ้น แต่ก็ได้ทดลองปลูก โดยให้คนงานปลูกตามแต่ใจเขา ว่าจะปลูกที่ไหน ใกล้น้ำก็มี บนที่ดอนก็มี ไม่ค่อยได้เอาใจใส่ดูแล พ้นไปประมาณครึ่งปี เดินเข้าสวนเห็นต้นอะไรก็ไม่รู้งามมาก ถามคนงาน ก็ได้รับคำตอบว่า นี่ต้นกาแฟที่ให้เอามาปลูกจำไม่ได้หรือ ผมดีใจมาก จึงเริ่มดูแลเอาใจใส่มันด้วยการใส่ปุ๋ยให้บ้าง ดูแลโคนต้นให้เตียน พอเข้าปลายฤดูฝนที่ 2 กาแฟก็เริ่มออกดอก หลังจากนั้น ดอกก็ร่วง มองไม่เห็นร่องรอยบนต้นเลยว่าจะเป็นผล ใจเริ่มเสีย เข้าใจว่าผลมันคงร่วงไปด้วย ผ่านไปประมาณ 5 เดือน จึงเห็นเมล็ดกาแฟเริ่มขยายผลออกมา นับว่าเป็นเรื่องแปลกสำหรับผม เพราะระยะเวลาที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ไม่มีน้ำ ผลกาแฟน่าจะถูกสลัดทิ้งไป แต่เรื่องแบบนี้ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับการติดผลของเมล็ดกาแฟ นี่ก็เป็นสาเหตุที่สำคัญที่ผมเลือกต้นกาแฟเป็นหลักในการปลูกเป็นไม้สวน เนื่องจากในการทำสวนกาแฟใช้น้ำค่อนข้างน้อย” คุณนพดล เล่าให้เราฟังถึงจุดเริ่มต้นของการปลูกกาแฟ

ปลูกกาแฟและมะคาเดเมียนัท
แบบเกื้อกูลกัน

การปลูกกาแฟ พื้นที่ปลูกควรจะเป็นที่ร่มรำไร การปลูกกาแฟในช่วงแรกของที่นี่เสียหายบ้างบางต้นที่ปลูกในที่โล่งแจ้งกลางแดดโดยไม่มีร่มเงา คุณนพดล เลยต้องคิดต่อว่าจะเอาต้นอะไรมาเป็นร่มให้ต้นกาแฟ ก็เลยนำเอาต้นมะคาเดเมียนัทมาปลูก การปลูกมะคาเดเมียนัทเป็นพืชเดี่ยว ใช้ระยะการปลูก 6×6 เมตร แต่ถ้าปลูกในไร่กาแฟต้องปลูกระยะห่าง 8×8 เมตร ในรัศมีของพุ่มมะคาเดเมียนัท ทุกๆ 2 เมตร จะปลูกกาแฟทั้งสี่ด้าน เท่ากับว่าไม่มีช่องว่างเลย

ใน 2 ปีแรกต้นกาแฟจะสูงกว่าต้นมะคาเดเมียนัท พอปลูกได้ปีที่ 3 ต้นจะมีขนาดความสูงเท่าๆ กัน ต่อมาในปีที่ 4 มะคาเดเมียนัทจะเริ่มสูงกว่าต้นกาแฟ และจะเริ่มสอนให้ผลคือ มีผลผลิตออกมาบ้าง พอปีที่ 5 มะคาเดเมียนัทก็จะเริ่มให้ร่มเงาได้บ้าง ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ทั้งกาแฟและมะคาเดเมียนัทเป็นพืชที่ค่อนข้างทนแล้ง แต่ในปีแรกๆ ควรจะดูแลมากหน่อย เช่น รดน้ำในฤดูแล้งสัปดาห์ละครั้ง ใส่ปุ๋ยบ้าง ทำโคนให้เตียน

เมื่อผ่านเวลา 2 ปีไปแล้ว โอกาสต้นที่จะตายมีน้อย สรุปในพื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกกาแฟได้ จำนวน 375 ต้น และต้นมะคาเดเมียนัทได้ 25 ต้น รวมกันเป็น 400 ต้น ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีการปลูกสำหรับพื้นที่โล่งแจ้ง ส่วนพื้นที่มีต้นใหญ่อื่นที่เป็นร่มเงาขึ้นอยู่ ก็ให้ปลูกมะคาเดเมียนัทกับกาแฟลงในพื้นที่ตามความเหมาะสม โดยเอาระยะที่ให้นี้เป็นเกณฑ์ ไม่จำเป็นต้องโค่นต้นไม้ใหญ่ทิ้ง

ปัจจุบัน สวนแห่งนี้ มีต้นไม้ 2 ระดับ ระดับสูงคือ มะคาเดเมียนัท ส่วนระดับล่างจะเป็นกาแฟ ต้นกาแฟที่ปลูกจะต้องจัดแต่งกิ่งไม้ให้สูงเกิน 2 เมตร เพราะจะทำให้การเก็บเกี่ยวและดูแลรักษายาก

คุณนพดล กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การปลูกกาแฟขุดหลุม 30 เซนติเมตร ทั้งกว้าง ยาว ลึก ส่วนมะคาเดเมียนัทขุดหลุม 50 เซนติเมตร ทั้งกว้าง ยาว ลึก เมื่อปลูกแล้วก็ปักไม้เพื่อป้องกันลมโยก และไม่ควรไปรบกวนโคนของต้นในรัศมีพุ่มใบ โคนใบควรคลุมด้วยเศษวัชพืช ฟาง หญ้าที่แห้งแล้ว รัศมีนอกจากนี้จะฉีดยาฆ่าหญ้าก็ได้ในปีแรกๆ

ต่อมาเมื่อต้นกาแฟและมะคาเดเมียนัทโตขึ้นปัญหาจะค่อยๆ หมดไป ของที่นี่ใช้ต้นกระดุมทองมาปลูกเป็นพืชคลุมดิน ซึ่งได้ทั้งความสวยงาม กันต้นหญ้าไม่ให้ขึ้น และเป็นแนวกันไฟ เนื่องจากในหน้าแล้งต้นกระดุมทองยังเขียวอยู่ นอกจากนี้ ต้นกระดุมทอง ยังไม่มีศัตรูพืชด้วย จึงไม่ต้องดูแลรักษาอะไรเลย ความกังวลเกี่ยวกับหนอนในกอหญ้าก็จะไม่มี

การปลูกพืชสวนในป่าดงมะไฟนี้ ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร จะทำให้ความชุ่มชื้นของผืนป่าในอดีตกลับมาสู่ชุมชนในบริเวณนี้อีกครั้ง และการทำพืชสวนแบบนี้เป็นการทำการเกษตรแบบยั่งยืน ไม่ใช้สารเคมี ยาปราบศัตรูพืช เหมาะสมสำหรับพื้นที่ที่อยู่บริเวณต้นน้ำลำธาร เนื่องจากไม่มีสารพิษปนเปื้อนลงไปในแหล่งน้ำธรรมชาติ และผลิตผลที่ได้คือ เมล็ดกาแฟ และเมล็ดมะคาเดเมียนัท เป็นพืชที่มีราคาสูงเมื่อเทียบต่อไร่กับผลผลิตทางการเกษตรอย่างอื่น

คุณนพดล จึงขนานนามหมู่บ้านดงมะไฟว่า เป็นแหล่งเพชรดำและทองคำขาว (Land of Black Diamond and white Gold) ซึ่งหมายถึงแหล่งที่ปลูกกาแฟอาราบิก้า และมะคาเดเมียนัทนั่นเอง

การให้ปุ๋ย ก็จะให้ช่วงก่อนการออกดอก ช่วงต้นฝนและให้หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วอีกครั้ง ปุ๋ยที่ให้จะเป็นปุ๋ยอินทรีย์ทั้งหมด และมีการนำเอาเนื้อของเมล็ดกาแฟมาหมักเป็นน้ำชีวภาพ ซึ่งเอาไว้ใช้ผสมน้ำรดในหน้าแล้งเท่านั้น รากของกาแฟเป็นรากฝอยจะขึ้นมาที่หน้าดินเพื่อหาอาหาร ถ้าไม่มีอะไรคลุมไว้ รากฝอยก็จะไม่ขึ้นมา แต่ถ้าเราคลุมไว้มีความชื้นอยู่โคนต้นรากฝอยจะขึ้นมามากเพื่อหาอาหาร เพราะฉะนั้นจะถากโคนก็ไม่ได้ เปิดหญ้าที่คลุมออกก็ไม่ได้ ต้นจะแห้ง คนไม่เข้าใจไปถากโคนเสียเตียน รากแก้วมีไว้พยุงลำต้น แต่รากฝอยมีหน้าที่หาอาหาร

การเก็บเกี่ยวเมล็ดกาแฟของวิสาหกิจดงมะไฟ จะเก็บเฉพาะเมล็ดแดงเท่านั้น โดยการใช้แรงงานในครัวเรือน หรือจ้างเด็กนักเรียนมาเก็บในวันเสาร์-อาทิตย์ เป็นการส่งเสริมให้เด็กรู้จักภาระหน้าที่ และวิสาหกิจชุมชนไม่ได้รับซื้อกาแฟเมล็ดแดง แต่จะมีเครื่องสีกาแฟไว้ให้สมาชิกใช้สี โดยไม่ได้คิดค่าใช้จ่าย เมื่อสีเมล็ดกาแฟแล้วจะนำเปลือกไปหรือไม่ก็ได้

แต่เมล็ดกาแฟที่ได้สมาชิกจะนำกลับไปตากแดด ประมาณ 7 วัน หลังจากนั้น จะขายให้วิสาหกิจชุมชนหรือรวบรวมไว้ให้มีจำนวนมากจึงจะนำมาขายให้ก็ได้ โดยวิสาหกิจชุมชนรับซื้อในราคาประกัน

เมล็ดกาแฟใส่ถุงไว้ที่บ้านเหมือนกับเป็นธนาคาร ที่เมื่อไรจะเปลี่ยนเป็นเงินสดก็เอามาเปลี่ยนได้ในทันที ไม่ต้องเร่งขายเหมือนกับผลผลิตอย่างอื่น กาแฟของวิสาหกิจชุมชนดงมะไฟ ปลูกที่นี่ แปรรูปที่นี่ ใช้ชื่อของที่นี่ เพราะฉะนั้นจะไปขายที่ไหน ทุกคนก็รู้จักในนามกาแฟดงมะไฟ คนของบ้านดงมะไฟก็ภูมิใจที่ผลิตภัณฑ์ของตัวเองถึงผู้บริโภคเองโดยตรง

วิธีชงกาแฟแบบทรีอินวัน

วิสาหกิจชุมชนดงมะไฟ จะรับซื้อเมล็ดกาแฟที่ตากแห้งแล้วนำมาคั่วและบดด้วยกรรมวิธีของตัวเอง เป็นผลิตภัณฑ์กาแฟสดสำหรับชงดื่มได้เลย โดยมีถ้วยสำหรับชงอยู่พร้อมในกล่อง วิธีการชงคือ นำถ้วยชงมาวางไว้บนถ้วยกาแฟ ซึ่งในถ้วยกาแฟนั้นจะใส่นมหรือน้ำตาลไว้ แล้วใส่กาแฟผง 2-3 ช้อนชา ลงในถ้วยชงเกลี่ยให้เสมอ นำฝาปิดชิ้นเล็กกว่าถ้วยปิดใส่ในถ้วยชงกดขยับเบาๆ เพื่อให้ผงกาแฟเสมอในระดับเดียวกัน แล้วรินน้ำร้อน จำนวน 1 ใน 4 ของถ้วย ใส่ลงในถ้วยกาแฟ

โดยวนให้น้ำสัมผัสกาแฟให้ทั่วเป็นรูปวงกลม รอประมาณ 10 วินาที จึงค่อยรินน้ำร้อนที่เหลือลงไป แล้วนำฝาถ้วยชงปิดที่มีขนาดใหญ่กว่าถ้วยชงปิดด้านบนของถ้วยชง เพื่อรักษากลิ่น ทิ้งไว้ประมาณไม่เกิน 1 นาที เราก็จะได้กาแฟที่มีรสชาติหอมกรุ่นเสิร์ฟบนโต๊ะทำงานแบบง่ายๆ ไว้ดื่ม เมื่อเปิดฝาถ้วยชงออก ก็จะต้องหงายฝาขึ้นเพื่อเป็นจานรองถ้วยชงไม่ให้สัมผัสกับโต๊ะ และเมื่อดื่มกาแฟหมดถ้วย ยังไม่ต้องทิ้งกากกาแฟ เพราะเราสามารถทำซ้ำเพื่อดื่มกาแฟดงมะไฟได้อีกครั้ง แต่รสชาติจะเจือจางไปนิด และสามารถทำซ้ำในครั้งที่สามก็กลายเป็นชาอ่อนของกาแฟสำหรับดื่มได้อีก นับว่าราคาไม่แพงเลย สำหรับกาแฟทรีอินวันของกาแฟดงมะไฟ

งานรับขวัญแม่กาแฟ

ช่วงเดือนพฤศจิกายน ชาววิสาหกิจชุมชนบ้านดงมะไฟ นิยมจัดงานรับขวัญแม่กาแฟ เพื่อสืบทอดพิธีรับขวัญแม่กาแฟของบ้านดงมะไฟ นับเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในโลก และแสดงความสำนึกที่ดีที่มีต่อต้นกาแฟรวมถึงแสดงการรู้คุณ จึงจัดพิธีขึ้นเพื่อทดแทนพระคุณ เหมือนชาวนาที่รู้จักพระคุณของแม่โพสพ

ปัจจุบันนี้ กาแฟอาราบิก้าดงมะไฟ ซึ่งเป็นกาแฟปลอดสารพิษ (organic) ที่เป็นความภาคภูมิใจของชุมชนท้องถิ่น ผู้สนใจสามารถแวะชมกิจการกาแฟและมะคาเดเมียนัท ของวิสาหกิจชุมชนกาแฟอาราบิก้าและมะคาเดเมียนัท แบบประชาอาสา บ้านดงมะไฟได้ทุกวัน เบอร์โทรศัพท์ของ คุณนพดล ม่วงแก้ว ประธานวิสาหกิจชุมชนดงมะไฟ โทร. (082) 342-1122

“อานนท์เอย อย่างนี้แหละ คราใดที่ตถาคตประสูติ ตรัสรู้…
…ตถาคตจะต้องปรินิพพานในระหว่างต้นสาละทั้งคู่ซึ่งโน้มกิ่งเข้าหากัน…”

จากมหาปรินิพพานสูตร (บางส่วน) ได้กล่าวถึงต้นสาละ หรือต้นไม้ของพระพุทธเจ้า หลายคนอาจจะคุ้นหู หรือเคยได้ยินมาบ้าง พุทธประวัติได้กล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้าประสูติใต้ต้นสาละ และปรินิพพานใต้ต้นสาละ แต่จะมีคนไทยสักกี่คนที่จะรู้ว่า ต้นสาละจริงๆ นั้น มีหน้าตาเป็นอย่างไร นอกจากคนที่เคยไปสังเวชนียสถาน และได้ไปเห็นต้นสาละจริงๆ

ต้นสาละอินเดีย…หรือต้นสาละใหญ่ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าShorea robusta C.F. Gaertn. อยู่ในวงศ์ Dipterocarpaceae ในภาษาบาลี เรียกว่า “ต้นมหาสาละ” มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศอินเดียทางเหนือ ซึ่งปัจจุบันคือประเทศเนปาล มักขึ้นเป็นกลุ่มๆ ตามบริเวณที่ค่อนข้างจะชุ่มชื้น ชาวอินเดียเรียกกันโดยทั่วไปว่า “ซาล” (Sal, Sal of India) เป็นไม้ที่อยู่ในวงศ์ยาง เป็นไม้ยืนต้น ไม่ผลัดใบ มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงราว 10 เมตร และสามารถสูงได้ถึง 35 เมตร

ต้นสาละอินเดีย…หรือต้นสาละใหญ่ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าShorea robusta C.F. Gaertn. อยู่ในวงศ์ Dipterocarpaceae ในภาษาบาลี เรียกว่า “ต้นมหาสาละ” มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศอินเดียทางเหนือ ซึ่งปัจจุบันคือประเทศเนปาล มักขึ้นเป็นกลุ่มๆ ตามบริเวณที่ค่อนข้างจะชุ่มชื้น ชาวอินเดียเรียกกันโดยทั่วไปว่า “ซาล” (Sal, Sal of India) เป็นไม้ที่อยู่ในวงศ์ยาง เป็นไม้ยืนต้น ไม่ผลัดใบ มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงราว 10 เมตร และสามารถสูงได้ถึง 35 เมตร

ผล แข็ง มีปีก 5 ปีก ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดหรือตอนกิ่ง “…ปลายกิ่งห้อยลู่ลง…” เมื่ออ่านถึงประโยคนี้ ผู้เขียนบังเกิดเห็นภาพตอนที่พระพุทธมารดาหรือพระนางสิริมหามายา ประทับยืนชูพระหัตถ์โน้มกิ่งสาละใหญ่ และประสูติพระโอรสคือ เจ้าชายสิทธัตถะ ใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินีวัน และวันนั้นตรงกับวันเพ็ญ กลางเดือน 6 ปีจอ ก่อนพุทธศักราช 80 ปี

ในส่วนของประโยชน์การใช้สอยนั้น เนื่องจากเป็นไม้เนื้อแข็ง ชาวอินเดียจึงนิยมนำมาสร้างบ้านเรือน ต่อเรือ ทำเกวียน ทำไม้หมอนรถไฟ ทำสะพาน และเฟอร์นิเจอร์เครื่องใช้ต่างๆ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น ส่วนเมล็ดนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ และน้ำมันที่ได้จากเมล็ดนำมาทำอาหาร เช่น ทำเนย และใช้เป็นน้ำมันตะเกียง รวมทั้งใช้ทำสบู่ด้วย

นอกจากนี้ ยังมีสรรพคุณด้านพืชสมุนไพรอีกด้วย คือ ยางหรือชันใช้เป็นยาสมานแผล ยาห้ามเลือด ใช้แก้โรคผิวหนัง ตุ่มพุพอง โรคซิฟิลิส โกโนเรีย วัณโรค โรคท้องร่วง บิด โรคหูอักเสบ ผลใช้แก้โรคท้องเสีย ท้องร่วง เป็นต้น