เราต้องการมีพันธมิตรเพิ่มขึ้น ยิ่งวิเคราะห์มากเท่าไรภาพ

ของยาตำรับไทย ยาตำรับจีน และสมุนไพร เมื่อเทียบกับยาแผนปัจจุบันในบริบทของโรคใดๆ ก็จะชัดเจนมากขึ้น ผู้สนใจสามารถติดต่อเข้าเยี่ยมชม สอบถามและร่วมวิจัยได้ที่ห้องปฏิบัติการเภสัชวิทยาเชิงระบบ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โทร. (02) 419-5325

ทุกวันนี้ กระแสความนิยมบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพยังคงเติบโตต่อเนื่อง ทำให้สินค้าพืชผักผลไม้และสมุนไพรคุณภาพดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพพลอยขายดิบขายดีตามไปด้วย ซึ่ง “มะตูม” ก็ติดโผสินค้าขายดียอดนิยม เพราะเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณทางยามากมาย

“มะตูม” เป็นสมุนไพรเก่าแก่ของประเทศอินเดีย และเป็นไม้มงคลของศาสนาฮินดู เนื่องจากใบมะตูมมีลักษณะเป็น 3 แฉก คล้ายตรีศูลของพระศิวะ (พระอิศวร) ชาวอินเดียจึงนิยมปลูกมะตูมเป็นไม้มงคลประจำบ้าน เพื่อเอาไว้กินผลสุก และใช้ใบในการบูชาพระศิวะเมื่อต้องการขอพร และยกย่องต้นมะตูมว่ามีความศักดิ์สิทธิ์เทียบเท่าต้นโพธิ์

ประเทศไทย ได้รับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์มาตั้งแต่สมัยโบราณ จึงนิยมนำใบมะตูมมาใช้ในพิธีสำคัญต่างๆ อาทิ พิธีพืชมงคลแรกนาขวัญ ในพิธีสมรสพระราชทาน เป็นต้น ปัจจุบัน “มะตูม” ได้รับการยกย่องให้เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดชัยนาทอีกด้วย คนโบราณเชื่อว่าใบมะตูมป้องกันภูตผีปีศาจและเสนียดจัญไร เป็นไม้มงคลที่นิยมปลูกในบริเวณบ้าน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งเรือง โดยถือเอาเสียง “ตูม” นั้นโยงเข้ากับความรุ่งเรืองเหมือนพลุ ดอกไม้ไฟ และเสียงปืนใหญ่ที่ดังตูม เพื่อประกาศความเกรียงไกรนั่นเอง

ราก ใบ ผลแก่ สุก เปลือก ราก ของมะตูมมีสรรพคุณทางยา ผลมะตูมสุกมีรสชาติหวาน หอม ช่วยแก้โรคท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสีย ใบและยอดอ่อนมะตูม มีกลิ่นหอม รสมัน รสฝาด ใช้เป็นผักแนมแกล้มลาบ แกงเผ็ด หรือน้ำพริก ผลมะตูมมีวิตามินบี 1 บี 2 ช่วยบำบัดอาการปลายมือ เท้า ไม่ให้ชา บำรุงกระเพาะลำไส้ได้ ลูกมะตูมดิบนิยมนำมาปรุงเป็นยำมะตูมรสชาติอร่อย คนโบราณนิยมดื่มน้ำมะตูม เพราะมีกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ แก้กระหายได้ดีนักแล

มะตูม ปลูกแพร่หลายในอินเดีย ศรีลังกา ออสเตรเลีย ฯลฯ เพราะปลูกดูแลง่าย ทนร้อนทนแล้ง ไม่ต้องรดน้ำก็อยู่ได้ มักพบเห็นมะตูมในป่าเบญจพรรณทั่วไป ต้นมะตูมมีดอกสีขาวสวย กลิ่นหอมเย็นเหมือนดอกปีบ มีลำต้นสูงไม่เกิน 5 เมตร

มะตูม ที่เห็นวางขายในท้องตลาดทั่วไป มีผลขนาดย่อมปานกลาง ไม่ใหญ่มาก แต่ในขณะนี้จะพาไปเยี่ยมชม “มะตูมยักษ์” ของดีหายาก ของอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ที่มีขนาดใหญ่ยักษ์ เท่ากับผลมะพร้าวกันเลยทีเดียว หลายคนที่เพิ่งพบเห็นผลมะตูมยักษ์เป็นครั้งแรก รู้สึกตื่นตะลึงกับความแปลกมหัศจรรย์ของ “มะตูมยักษ์”ไปตามๆ กัน

คุณครูลออ ดอกเรียง เจ้าของไร่ “มะขามป้อมยักษ์ครูลออ” เลขที่ 14/2 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี 71150 โทร. (081) 756-0939 และ (084) 926-7259 เล่าให้ฟังว่า มะตูม เป็นพันธุ์พืชท้องถิ่นของอำเภอไทรโยคนี่เอง มะตูมยักษ์ ที่นำมาโชว์ มีขนาดผลใหญ่มาก ประมาณ 2-3 กิโลกรัมขึ้นไป มะตูมยักษ์สายพันธุ์โบราณที่ชาวบ้านรู้จักและคุ้นเคยกันดีมีหลายสายพันธุ์ เช่น มะตูมหม้อ หรือ มะตูมนมยาน ซึ่งมีลักษณะผลแตกต่างกันไป

“ลักษณะเด่นของ “มะตูมนมยาน” ก็คือ ผล มีขนาดยาวรี ส่วนมะตูมหม้อ ตรงก้นจะเสมอกัน สามารถวางผลตั้งขึ้นได้ มะตูมยักษ์ที่เราเพิ่งเจอนี้ มีลักษณะผสมของมะตูมหม้อและมะตูมนมยาน” คุณครูลออ กล่าว

รู้จัก มะตูมสายพันธุ์โบราณ

คนไทยนิยมปลูกมะตูมและใช้ประโยชน์จากต้นมะตูมมาอย่างยาวนานนับร้อยปี ที่ปลูกอย่างแพร่หลายในประเทศไทยมีหลากหลายสายพันธุ์ ได้แก่

มะตูมหม้อ ลักษณะลูกใหญ่ 2-4 กิโลกรัม เนื้อเยอะ เปลือกหนา ตรงก้นจะเรียบเสมอกัน ลูกวางตั้งได้ ลูกอ่อนเปลือกสีเขียวเข้ม แก่ใกล้สุกสีเปลือกจะจางลงจนเป็นสีเหลืองทอง มะตูมหม้อนิยมนำมาทำมะตูมเชื่อม เพราะได้ปริมาณเนื้อเยอะ หรือหั่นแปรรูปเป็นสมุนไพรตากแห้งก็ได้ ปัจจุบัน มะตูมหม้อ เป็นสายพันธุ์มะตูมที่หายาก
มะตูมนมยาน เป็นพันธุ์ลูกใหญ่พอๆ กับ มะตูมหม้อ แตกต่างกันที่ลักษณะลูก มะตูมนมยานลูกจะยาวรี บางต้นยาวรีเหมือนลูกรักบี้ก็มี ลูกอ่อนเปลือกสีเขียวเข้ม พอแก่เปลือกจะมีสีเหลืองทอง เปลือกหนา เนื้อเยอะ เหมาะสำหรับแปรรูปทำมะตูมเชื่อม หรือหั่นตากแห้งขาย มะตูมนมยานก็มีหลายสายพันธุ์ ซึ่งเกิดจากการกลายพันธุ์นั่นเอง

มะตูมไข่ ลักษณะลูกค่อนข้างกลม ผลมีขนาดเล็กประมาณกำมือ บางท้องที่จะเรียกมะตูมขี้ช้าง หากมีขนาดใหญ่ประมาณครึ่งกิโลถึงหนึ่งกิโล เรียกว่า “มะตูมไข่” ซึ่งสายพันธุ์นี้สามารถพบเห็นได้ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ถือเป็นสายพันธุ์มะตูมที่หาง่าย นิยมนำไปหั่นตากแห้งเป็นส่วนมาก
มะตูมนิ่ม สายพันธุ์นี้จะมีลักษณะเปลือกบางกว่ามะตูมทั่วไป ตอนสุกเปลือกจะนิ่ม ถือเป็นมะตูมสายพันธุ์หายากในปัจจุบัน มะตูมนิ่มมีทั้งลักษณะลูกกลมและลูกรี นิยมนำผลไปเป็นยาสมุนไพร สีผิวลูกจะไม่เขียวเข้ม ผลมีขนาดไม่ใหญ่มาก

คุณครูลออ ได้รวบรวมสายพันธุ์มะตูมยักษ์หายากที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอไทรโยคนำมาปลูกเพื่ออนุรักษ์สายพันธุ์ให้เป็นมรดกของท้องถิ่น ซึ่งมะตูมยักษ์ที่เพิ่งค้นพบเหล่านี้ คุณครูลออ ยืนยันว่า มาจากต้นพันธุ์ที่เกิดจากต้นเพาะเมล็ด มีอายุ 15-30 ปี แต่ละพันธุ์มีเพียงต้นเดียวเท่านั้น ซึ่งแต่ละต้นมีลักษณะของผลแตกต่างกันไป เช่น ผลยาวรี เหมือนลูกส้มโอ หรือเหมือนฟักทอง ผลยาวแต่ตรงก้นเสมอกัน สามารถวางผลตั้งขึ้นได้ แถมบางต้นไส้ไม่มียาง ต้นมะตูมยักษ์ทั้ง 4 พันธุ์ใหม่ ที่คุณครูลออค้นพบในครั้งนี้ ถูกตั้งชื่อตามเจ้าของสวนแต่ละแห่ง อาทิ

มะตูมพันธุ์เพิ่มทรัพย์
คุณครูลออ บอกว่า มะตูมพันธุ์เพิ่มทรัพย์ มาจากต้นพันธุ์ที่มีอายุ 10-15 ปี ผลมีขนาดใหญ่ 2-3 กิโลกรัมขึ้นไป ต้นสูง 5-7 เมตร ส่วนใหญ่ผลจะมีขนาดใกล้เคียงกัน แต่บางลูกที่มีขนาดเล็ก อย่างไรก็ตาม มะตูมพันธุ์เพิ่มทรัพย์ก็ยังมีขนาดใหญ่กว่ามะตูมสายพันธุ์ทั่วไปอยู่ดี

มะตูมพันธุ์มาลี
มะตูมต้นนี้ มาจากต้นแม่พันธุ์อายุประมาณ 30 ปี ข้างๆ จะมีต้นลูกขึ้นอยู่ด้วย ผลที่ติดของต้นลูกจะมีขนาดเล็กกว่าต้นแม่พันธุ์ ลักษณะผลของมะตูมพันธุ์มาลีจะแตกต่างจากสายพันธุ์มะตูมทั่วไป เนื่องจากลักษณะผลยาวรีเหมือนลูกรักบี้นั่นเอง

มะตูมพันธุ์ไชโย
มะตูมต้นนี้ มาจากต้นแม่พันธุ์อายุประมาณ 15 ปี ลักษณะผลยาวรี ก้นแหลมไม่มาก ขนาดผลใหญ่

4. มะตูมพันธุ์บังอร

มะตูมต้นนี้ มาจากต้นแม่พันธุ์อายุประมาณ 20 ปี ลักษณะผลยาว ตรงก้นเสมอกันวางตั้งได้ ขนาดผลใหญ่

“มะตูมยักษ์ 4 สายพันธุ์ใหม่ ที่กล่าวมานี้ เป็นมะตูมยักษ์ที่มีขนาดผลใหญ่ ประมาณ 2-3 กิโลกรัม บางลูกมีขนาดใหญ่กว่านี้ก็เคยเจอมาแล้ว แต่ละพันธุ์มีต้นแม่พันธุ์เพียงแค่ต้นเดียว ซึ่งเกิดจากการเพาะเมล็ด หากต้องการสายพันธุ์แท้ ต้องเป็นต้นเสียบยอดหรือทาบกิ่งเท่านั้น” คุณครูลออ กล่าว

วิธีการปลูกดูแล

ต้นมะตูม เป็นไม้ผลที่มีระบบรากแข็งแรง ใน 1 ต้น อาจมีรากแก้ว 1-3 ราก จึงทำให้เติบโตได้เร็ว โดยธรรมชาติแล้ว มะตูมเป็นไม้ผลที่ทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดี สามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ เติบโตดีในสภาพดินร่วน ดินร่วนปนทราย ดินลูกรัง ดินเหนียว

คุณครูลออ แนะนำให้ปลูกต้นมะตูมยักษ์ในช่วงต้นฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน โดยปลูกในระยะห่างประมาณ 8×8 เมตร ขุดหลุมลึก 50×50 เซนติเมตร ก่อนปลูกควรรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกเก่า หากใช้ปุ๋ยคอกใหม่ ควรปล่อยทิ้งไว้สัก 1 เดือน เพื่อให้ปุ๋ยย่อยเสียก่อน เวลาปลูกควรโรยหน้าดินกลบปุ๋ยคอกสักหน่อย โดยโรยดินหนาสัก 10 เซนติเมตร เพื่อเป็นกันชนปุ๋ยคอกกับราก

หลังเตรียมหลุมเสร็จให้นำต้นมะตูมยักษ์ลงปลูก ถ้าจะเสริมรากเพิ่ม ให้นำต้นเพาะเมล็ดลงปลูกไปพร้อมกันเลย ถ้าเสริม 4 ราก ก็ควรปลูกต้นเพาะเมล็ด 4 ต้น ลงไปพร้อมกับต้นพันธุ์ดี ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ก็เสริมรากได้สำเร็จ

ตอนปลูกใหม่ๆ ถ้าฝนไม่ตก ควรรดน้ำให้ต้นมะตูมด้วย เพราะต้นยังไม่แข็งแรง หลังปลูกได้ 3 ปี ต้นมะตูมจะเริ่มให้ผลผลิต หลังจากนั้นคอยดูแลให้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 สำหรับมะตูมต้นเล็ก ควรให้ปุ๋ยประมาณ 1 ช้อนชา และค่อยๆ เพิ่มไปเรื่อยๆ เมื่อต้นโตขึ้น หากต้องการบำรุงให้ต้นเติบโตเร็ว ควรใส่ปุ๋ยทุกๆ 14 วัน ต่อครั้ง แมลงศัตรูสำคัญของต้นมะตูมก็คือ หนอนกินใบ มักเจอในช่วงต้นมะตูมแตกใบอ่อน หากปล่อยให้หนอนกัดกินใบจะทำให้ต้นมะตูมเติบโตช้า

โดยทั่วไป ต้นมะตูมจะผลิดอกประมาณช่วงเดือนมีนาคม ก่อนออกดอก ใบมักร่วงหมดเสียก่อน พอแตกใบใหม่ ต้นมะตูมก็จะแทงช่อดอกออกมาด้วย ผลมะตูมมักสุกแก่ประมาณช่วงเดือนธันวาคมของทุกปี

เทคนิคการเลือกซื้อต้นพันธุ์คุณครูลออ บอกว่า ต้นมะตูมที่ใช้เมล็ดปลูก จะต้องใช้ระยะเวลาปลูกดูแลนาน 5-8 ปี จึงจะให้ผลผลิต มะตูมกลุ่มนี้จะมีลำต้นสูง อาจเกิดการกลายพันธุ์ได้ หากเลือกใช้ต้นพันธุ์มะตูมที่เกิดจากการเสียบยอดหรือทาบกิ่ง ใช้เวลาปลูกดูแลเพียงแค่ 3 ปี ก็จะเริ่มให้ผลผลิตแล้ว ผลมะตูมที่ได้จะมีลักษณะตรงกับต้นแม่พันธุ์ทุกประการ แถมลำต้นไม่สูงเหมือนกับต้นพันธุ์ที่ปลูกด้วยวิธีเพาะเมล็ด

โอกาสทางการตลาด ของ มะตูมยักษ์

มะตูม จัดอยู่ในกลุ่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ใช้เป็นวัตถุดิบป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม มะตูมยักษ์เหมาะสำหรับทำมะตูมเชื่อม เพราะได้ปริมาณเนื้อเยอะ หากนำไปทำมะตูมตากแห้ง ก็สามารถแปรรูปได้หลากหลายผลิตภัณฑ์ เช่น ชามะตูม มะตูมผงชงพร้อมดื่ม น้ำมะตูม มะตูมผลสุก เหมาะสำหรับรับประทานเป็นผลไม้ หรือทำเค้กมะตูม เป็นต้น

ปัจจุบัน ไร่มะขามป้อมยักษ์ครูลออ นับเป็นแหล่งรวบรวมมะตูมคุณภาพสายพันธุ์ต่างๆ จำนวนมาก ทั้งมะตูมยักษ์ มะตูมนิ่ม มะตูมอินเดียแล้ว ยังมีมะขามป้อมยักษ์หลายสายพันธุ์ จำหน่ายให้แก่ผู้สนใจด้วย สามารถแวะชมสวนหรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับ คุณครูลออ ดอกเรียง ได้ที่ไร่มะขามป้อมยักษ์ครูลออ เลขที่ 14/2 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี 71150 โทร. (081) 756-0939 และ (084) 926-7259

วันนี้ (11 มี.ค. 62) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดบ้านต้อนรับคณะรัฐมนตรีจากประเทศรัฐสุลต่านโอมาน นำโดย นายยูซุฟ บิน อลาวี บิน อับดุลลาห์ รัฐมนตรีรับผิดชอบด้านการต่างประเทศ เข้าร่วมโครงการส่งเสริมความร่วมมืออุตสาหกรรมยางด้านนวัตกรรมถนนผสมยางพารา ลงพื้นที่ศึกษาดูงานต้นแบบถนนยางพารา ณ จังหวัดฉะเชิงเทรา มุ่งต่อยอดงานวิจัยร่วมกัน พร้อมผลักดันนวัตกรรมถนนยางพาราไทยสู่เวทีโลก

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นับเป็นโอกาสอันดีที่รัฐมนตรีรับผิดชอบด้านการต่างประเทศรัฐสุลต่านโอมาน ในฐานะเป็นแขกของกระทรวงการต่างประเทศ มีความสนใจเทคโนโลยีการผสมยางสำหรับทำถนนของไทย เนื่องจากถนนลาดยางพาราเป็นนวัตกรรมงานวิจัยที่ประเทศไทยพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มกับยางพารา

เพราะประเทศไทยมียางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจและผลิตมากที่สุดในโลก ถนนผสมยางพาราได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมระดับชาติ ความโดดเด่นของการนำยางพาราผสมเพื่อทำถนนจะเป็นการเพิ่มคุณสมบัติการทนความร้อนได้มากกว่าถนนยางมะตอยปกติ และมีค่าความยืดหยุ่นและคืนตัวดีกว่า มีความแข็งแรงและอายุการใช้งานที่มากกว่า ทำให้เหมาะสมกับประเทศในเขตร้อน โดยในช่วงเช้าการยางแห่งประเทศไทยได้จัดการบรรยายรายละเอียดขั้นตอนการนำยางพารามาทำถนน 2 แบบ ประกอบด้วย ถนนยางพาราซอยด์ซีเมนต์ และถนนแอสฟัลต์คอนกรีตปรับปรุงคุณภาพด้วยยางพาราคุณภาพ

สำหรับความก้าวหน้าการดำเนินโครงการสร้างถนน 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร ทางองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อยู่ระหว่างออกข้อบัญญัติในด้านงบประมาณ ซึ่งได้เริ่มโครงการตั้งแต่กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีการใช้น้ำยางสดทำถนนไปแล้ว 30,000 ตัน หากดำเนินการไปจนถึงกันยายนนี้ คาดว่าจะใช้ปริมาณน้ำยางสดไม่ต่ำกว่า 800,000 ตัน นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังมีแผนซื้อน้ำยางสดมาปรับปรุงถนนตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยางพาราภายในประเทศอีก 40,000 ตัน ทั้งนี้ ประเทศไทยมีความพร้อมในการจัดส่งพารา โดยดำเนินการผ่านหน่วยธุรกิจของการยางแห่งประเทศไทย และสหกรณ์การเกษตรยางพาราอีก 32 แห่ง

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ กรรมการการยางแห่งประเทศไทย รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กยท. ได้มีการศึกษาวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยางพารา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางธรรมชาติมาอย่างต่อเนื่อง การขับเคลื่อนงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ยางพารา โดยภาครัฐมีนโยบายในการส่งเสริมใช้ยางในประเทศ เพื่อกระตุ้นการนำยางพาราไปใช้ในกิจกรรมรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำยางพาราไปใช้ในระบบการคมนาคมของประเทศ โดยการสร้างถนนผสมยางพาราซึ่งมีความทนทานและแข็งแรง และที่สำคัญมีคุณสมบัติช่วยลดการลื่นไถลของยานพาหนะ จากการทดสอบค่าการลื่นไหลของถนนยางพารามีน้อยกว่า มีความฝืดมากขึ้น และมีความต้านทานการเกิดร่องล้อ จึงช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยมากขึ้นด้วย

ผู้ว่าการ กยท. กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดโครงการส่งเสริมความร่วมมืออุตสาหกรรมยางด้านนวัตกรรมถนนผสมยางพารากับกับรัฐสุลต่านโอมานในครั้งนี้ ได้นำคณะลงพื้นที่ศึกษาดูงานถนนยางพาราต้นแบบในจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งนอกจากเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมต่อยอดงานวิจัย นวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการนำยางพาราไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในระดับนานาชาติ เพื่อพัฒนานวัตกรรมถนนผสมยางพารา เสริมสร้างศักยภาพงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมยางให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์คุณภาพ และมาตรฐานนวัตกรรมถนนผสมยางพาราของไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับนานาชาติ ช่วยสร้างโอกาสในการค้าการลงทุน และร่วมกันขับเคลื่อนงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ยางพาราต่อไป

ดร.ถาวร ตะไก่แก้ว วิศวกรโยธาปฏิบัติการ กรมทางกลวง กล่าวว่า ปัจจุบันกรมทางหลวงดำเนินการนำยางพารามาใช้ตามภารกิจทั้งหมด 4 โครงการ ได้แก่ โครงการฉาบผิวแบบพาราสเลอรี่ซิล (Para Slurry Seal) ใช้ฉาบผิวทางเดิมที่ลื่น เพื่อเพิ่มความฝืด และช่วยอุดรอยแตกกันน้ำลงได้ ป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นของผิวทาง การฉาบผิวถนนแบบนี้จะสามารถเปิดการจราจรได้ภายในเวลา 2 ชั่วโมง เนื่องจากมีคุณสมบัติเด่นคือ บ่มตัวเร็วและยังมีความทนทานกว่าการฉาบผิวแบบธรรมดาที่ไม่มีส่วนผสมของยางพารา ทั้งนี้

ในการฉาบผิวถนนที่มีความหนา 5-10 มิลลิเมตร และมีความกว้าง 12 เมตร ใช้น้ำยางพาราข้น ประมาณ 0.98 ตัน/กิโลเมตร โครงการแอสฟัลต์คอนกรีตปรับปรุงคุณภาพด้วยยางธรรมชาติ เป็นการนำยางพารามาใช้ในสัดส่วนร้อยละ 5 ของน้ำหนักของแอสฟัลต์ซีเมนต์ผสมเสร็จ ตามข้อกำหนด มาตรฐาน และ มอก. โดยคุณสมบัติและลักษณะเด่นของแอสฟัลต์คอนกรีตปรับปรุงคุณภาพด้วยยางธรรมชาติจะมีความทนทานมากกว่าร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับแอสฟัลต์คอนกรีตที่ใช้ AC 60-70 ซึ่งปริมาณการใช้ยางพาราสำหรับยางพาราร้อยละ 5 เพื่อปูผิวทางหนา 5 เซนติเมตร และถนนมีความกว้าง 12 เมตร

จะใช้น้ำยางพาราข้นประมาณ 5.716 ตัน/กิโลเมตร โครงการนำยางพารามาใช้ก่อสร้างชั้นพื้นทางดินซีเมนต์ (Para soil cement) เป็นการนำยางพารามาใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงคุณภาพวัสดุชั้นพื้นทาง ด้วยวิธีการเติมน้ำยางข้น และสารผสมเพิ่มในชั้นพื้นทางดินซีเมนต์ (ดินลูกรัง) กระบวนการนี้เป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถใช้ในการปรับปรุงคุณสมบัติ โครงสร้างชั้นทางให้ดีขึ้น โดยอาศัยข้อดีของยางพาราเช่น ความคงตัวสูง ความยืดหยุ่นดี ทนความล้าดี มาเป็นตัวเสริมคุณสมบัติ สามารถช่วยยืดอายุการใช้งานของถนนโดยเฉลี่ยประมาณ 2-3 เท่าของอายุการใช้งานเดิม ช่วยประหยัดงบประมาณในการซ่อมบำรุงถนน

นอกจากนี้ โครงการผลิตภัณฑ์อำนวยความปลอดภัยจากยางพาราในภารกิจของกรมทางหลวง ซึ่งได้ทำบันทึกความตกลงร่วมกันระหว่างกรมทางหลวง และการยางแห่งประเทศไทย โดยกรมทางหลวงมีแผนการนำยางพารามาใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย ได้แก่ เสาหลักนำทางผสมยางพารา ใช้ยางแห้งประมาณ 2,049 ตัน กำแพงน้ำพลาสติก ใช้ยางแห้งประมาณ 2,205 ตัน และหลักนำทาง กม. ย่อย ใช้ยางแห้งประมาณ 660 ตัน ดร.ถาวร กล่าว

แต่งตั้งตัวแทนกระจายเมล็ดพันธุ์พืช ของ เอนซา ซาเดน ตรงสู่เกษตรกรชาวไทย พร้อมจัดทำแปลงวิจัยพันธุ์พืชถึง 2 แห่ง ณ เชียงใหม่ และราชบุรี วงการเกษตรกรรมไทย

ณ ห้องโทปาส 1 โรงแรมริชมอนด์ วันที่ 12 มีนาคม 2562 บริษัท เอนซา ซาเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ บริษัทชั้นนำระดับโลกด้านการพัฒนานวัตกรรมเมล็ดพันธุ์พืชที่ล้ำหน้า นำโดย นายยาป มาเซอร์ริว ซีอีโอ (Mr. Jaap Mazereeuw, CEO) นักธุรกิจ เจนเนอเรชั่น 3 ของ เอนซา ซาเดน พร้อมด้วย นายปันกาจ มาร์ลิค (Mr. Parkaj Malik) ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจภูมิภาค เอนซา ซาเดน เอเชีย พร้อมด้วย นายวายแบพ เปตวาล (Mr. Vaibhav Petwal) ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอนซา ซาเดน (ประเทศไทย) จำกัด

ได้ร่วมกันจัดงานพบปะสื่อมวลชน เพื่อแถลงแผนการอนาคต และนโยบายการขยายการลงทุนพร้อมแผนการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย รวมถึงการตั้งสำนักงานประจำประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ตลอดจนแปลงวิจัยพันธุ์พืช เพื่อความคล่องตัวในการให้การบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับเป็นนิมิตหมายอันดี ที่ประเทศไทยจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรที่ล้ำหน้า

อีกทั้งยังเป็นการยกระดับและพัฒนาทักษะของบุคลากรด้านการเกษตร รวมถึงเกษตรกรไทยให้ก้าวทันโลก ด้วยการสนับสนุนและดูแลอย่างใกล้ชิดจากสำนักงานภูมิภาค ซึ่งตั้งอยู่ ณ ประเทศมาเลเซีย และตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ของ เอนซา ซาเดน ในประเทศฟิลิปปินส์ นับว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ 3 ในภูมิภาคเอเชีย ที่ เอนซา ซาเดน ได้เล็งเห็นถึงความมีศักยภาพและให้ความสำคัญมาตั้งสำนักงานประจำประเทศอย่างเป็นทางการ สำหรับอุตสาหกรรมด้านเมล็ดพันธุ์พืชเป็นอย่างยิ่ง

นายยาป ซีอีโอ เอนซา ซาเดน เปิดเผยถึงความสำเร็จของ เอนซา ซาเดน ว่า “บริษัท เอนซา ซาเดน ได้ก่อตั้งขึ้นเป็นครั้งแรก ณ เมืองเอนคูเซน (Enkhuizen) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2481 ประเทศเนเธอร์แลนด์ และดำเนินธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงต่อเนื่องมาเป็นเวลานานกว่า 80 ปี ความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากการวางวิสัยทัศน์ระยะยาวได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่องานด้านการวิจัยพัฒนา ส่งผลให้บริษัทสามารถพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยีการเพาะเมล็ดพันธุ์พืชที่ล้ำหน้าให้กับเกษตรกรทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

นายยาป เปิดเผยเพิ่มเติมว่า “เอนซา ซาเดน มุ่งให้การสนับสนุนเกษตรกรทั่วโลกด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าระดับโลกที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถนำไปเพาะปลูกให้มีผลผลิตที่หลากหลายและมีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดด้านดินฟ้าอากาศและสภาวการณ์ด้านการเพาะปลูก โดยให้สามารถพัฒนาให้เข้ากับความต้องการของตลาดในแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เอนซา ซาเดน มีความภาคภูมิใจที่สามารถสร้างสถิติการผลิตเมล็ดพันธุ์เป็นจำนวนสูงถึง 900,000 กิโลกรัม ต่อปี โดยทำการตลาดเพื่อเลี้ยงประชากรครอบคลุมทั้ง 6 ทวีปทั่วโลก ใน 25 ประเทศหลัก กระจายผ่านตัวแทน 45 แห่ง โดยมีพนักงานที่พร้อมให้บริการถึง 2,000 คน

เอนซา ซาเดน สร้างศูนย์การผลิตเมล็ดพันธุ์มากกว่า 30 แห่ง ทั่วโลก ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชผลมากกว่า 1,200 ชนิด ด้วยสถิติผู้บริโภครายวัน กว่า 460 ล้านคน ที่บริโภคพืชผักที่ปลูกจากเมล็ดพันธุ์ เอนซา ซาเดน

ในส่วนของการพัฒนาเมล็ดพันธุ์นั้น เอนซา ซาเดน มีศูนย์การเพาะเมล็ดพันธุ์ทั้งในส่วนของภูมิภาคและในประเทศต่างๆ มากกว่า 30 แห่ง ทำการเพาะเมล็ดพันธุ์พืชผลมากกว่า 1,200 ชนิด โดยมีการเปิดตัวนวัตกรรมเมล็ดพันธุ์กว่า 100 สายเมล็ดพันธุ์ ออกสู่ตลาดเป็นประจำทุกปี จากสถิติทางการตลาด พบว่า สถิติรายวันในส่วนของประชากรทั่วโลกกว่า 460 ล้านคน

มีการบริโภคพืชผลชนิดต่างๆ ที่ เอนซา ซาเดน เป็นผู้ผลิตเป็นประจำทุกวัน ยิ่งกว่านี้เมล็ดพันธุ์ของ เอนซา ซาเดน ได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากเกษตรกรทั่วโลก โดยเฉพาะหัวกะหล่ำและผักกาดหอม สร้างสถิติกว่า 20 ล้านหัว ที่มีการใช้เมล็ดพันธุ์ของ เอนซา ซาเดน ในการเพาะปลูกทั่วโลก ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการทุ่มเทในการค้นคว้าวิจัยเพื่อการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้สมบูรณ์ที่สุด โดยกว่า 30% ของรายได้ในแต่ละปีจะถูกจัดสรรเพื่องานด้านวิจัยพัฒนาโดยเฉพาะ ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญและวิสัยทัศน์ในการก้าวไกลไปข้างหน้าเพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้กับประชากรทั่วโลก ด้วยการบริโภคพืชผักที่ปลอดภัยและให้รสชาติดี