เราต้องเปลี่ยนเรือกสวนไร่นาให้กลายเป็นห้างสรรพสินค้า

เพื่อให้คนมาเดินซื้อหาได้เอง เกษตรกรจะได้ไม่ต้องเสียเวลาในการเก็บ และเสียเวลาในการนำผลผลิตออกไปขาย โดยได้มีการจัดสรรที่ดินของตัวเองที่มีอยู่ประมาณเกือบ 30 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัย 2 ไร่ ทำนาข้าว 20 ไร่ ส่วนที่เหลือเป็นสวนผสม ปลูกผักสวนครัว ผลไม้ต่างๆ ไผ่ ขุดบ่อเลี้ยงกบ หอยขม ปลาดุก ปลาช่อน ปลาหมอ ปลาบึก ปลาแรด ปลาสวาย ปลานิล ปลาทับทิม ปลาคาร์ฟ สระบัว ผักบุ้ง รวมทั้งเลี้ยงห่าน นกกระทา ไก่ไข่ ไก่พันธุ์สวยงาม เช่น ไก่ญี่ปุ่น ไก่มินิโคชิน ไก่ซิลกี้ ไก่อียิปฟายูมิ ไก่เหลืองหางขาว ไก่บาร์ม่า ไก่โปรแลน ไก่ดำมองโกลเลีย ไก่ไข่เล็กฮอนขาวหงอนจักร และไก่ไข่บาร์พลีมัทล๊อค นอกจากนี้ยังมีเลี้ยงปูนาในวงบ่อ กิ้งกือ-ไส้เดือนไว้ผลิตปุ๋ย และเลี้ยงมดแดงบนต้นมะม่วง

โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา เป็นโครงการที่กระทรวงเกษตรและสหรณ์ได้จัดทำขึ้น ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อปรับสมดุลของปริมาณการผลิตการตลาดข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อีกทั้งเกษตรกรมีรายได้และอาชีพที่มั่นคงยั่งยืน จากกิจกรรมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงฤดูนาปรัง และเพื่อให้อุตสาหกรรมต่อเนื่องของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีเสถียรภาพในการผลิตสินค้า ลดการพึ่งพาจากภายนอกประเทศ

หนึ่งในเทคนิคสำคัญที่จะทำให้เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการฯ สามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ตามวัตถุประสงค์ คือ การส่งเสริมให้เกษตรกรได้รับองค์ความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติดูแลเพื่อให้ได้ผลบผลิตสูงสุด ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ให้ข้อแนะนำเกี่ยวกับการเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่จะนำมาปลูกว่า ต้องต้องเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพมาปลูก เพราะหากเกษตรกรเลือกเมล็ดพันธุ์ดีมาปลูก จะช่วยให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในด้านต้นทุนได้มากกว่า ด้วยเมล็ดพันธุ์ดีอัตราการงอกจะมีเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่า ลำต้นแข็งแรง และให้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ ขณะที่การดูแลบำรุงรักษาและระยะเวลาการปลูกไม่ต่างกับเมล็ดพันธุ์ทั่วไป

บันไดแห่งความสำเร็จในการเลือกเมล็ดพันธุ์นั้น กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ให้ข้อแนะนำถึงหลักที่ควรปฏิบัต 5 ประการ ได้แก่

ซื้อจากร้านค้าที่น่าเชื่อถือ โดยต้องเลือกร้านที่มีใบอนุญาตเมล็ดพันธุ์ควบคุมจากกรมวิชาการเกษตร
เลือกซื้อเมล็ดพันธุ์ที่มีมาตรฐาน ตาม พรบ.พันธุ์พืชรับรอง
ดูวัน เดือน ปีที่ผลิต โดยให้สังเกตวันหมดอายุ และเปอร์เซนต์การงอกข้างถุง
ทดสอบการงอกของเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูก เพื่อใช้ในการคำนวณปริมาณของเมล็ดพันธุ์ที่จะปลูกจริง
เลือกเมล็ดพันธุ์ดี การงอกยิ่งสูง การได้ต้นข้าวโพดที่แข็งแรง ผลผลิตยิ่งสูงตาม

สำหรับเกษตรกรที่สนใจและต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานเกษตรที่อยู่ใกล้บ้าน เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายของโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา

วิกฤตแล้ว! กรุงเทพเจอภูมิแพ้ – จากกรณีที่ เว็บไซต์กรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์ฝุ่นละออง ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประจำวันที่ 20 ธ.ค. พื้นที่ริมถนนอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ 17 พื้นที่ และมีผลกระทบต่อสุขภาพ 2 พื้นที่ ส่วนในพื้นที่ทั่วไปอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ 13 พื้นที่

จากการตรวจวัดค่า PM2.5 พบค่าระหว่าง 44-103 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกินมาตรฐานที่บริเวณต่างๆ 13 พื้นที่ ได้แก่ ริมถนนกาญจนาภิเษก เขตบางขุนเทียน (มีผลกระทบต่อสุขภาพ), แขวงบางนา เขตบางนา, แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ, แขวงดินแดง เขตดินแดง, ริมถนนอินทรพิทักษ์ เขตธนบุรี, ริมถนนลาดพร้าว เขตวังทองหลาง, ริมถนนดินแดง เขตดินแดง, ต.นครปฐม อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม, ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง สมุทรปราการ, ต.ตลาด อ.พระประแดง สมุทรปราการ, ต.ปากน้ำ อ.เมือง สมุทรปราการ, ต.บางเสาธงอ.บางเสาธง สมุทรปราการ, ริมถนนคู่ขนานพระราม 2 อ.เมือง สมุทรสาคร (มีผลกระทบต่อสุขภาพ) ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

หลังจากมีประกาษฉบับนี้แจ้งเตือนนี้ออกไป ก็มีประชาชนจำนวนมาก เริ่มเตรียมตัว ที่จะรับมือกับวิกฤตหมอกควันในครั้งนี้ ล่าสุด แฟนเพจ สวพ. FM91 Trafficpro ได้เผยแพร่คลิป ซึ่งเป็นคลิปที่ถ่ายจากบริเวณเขตลาดกระบัง ของกรุงเทพมหานคร โดยภาพจากคลิป ปรากฎกลุ่มหมอกควันจำนวนมาก จนประชาชนที่อยู่ในย่านนั้น อาจจะแยกไม่ออก ว่านี่เป็นหมอก หรือ ควัน โดยเพจ สวพ.91 ได้บรรยายคลิปว่า

ถ้าไม่บอกว่าลาดกระบัง #นึกว่าอยู่เชียงใหม่ บ้านนางอย ตำบลเต่างอย อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร ในอดีตเป็นหมู่บ้านทุรกันดาร ตั้งอยู่บนพื้นที่สูง ห่างไกลความเจริญ ชาวบ้านมีฐานะยากจน อาชีพทำนาปีอาศัยฝนเป็นหลัก ไม่มีอาชีพเสริม เนื่องจากภูมิประเทศเป็นดินทรายไม่อุ้มน้ำ ขาดแคลนน้ำ จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2523 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้เสด็จฯ ทรงเยี่ยมราษฎรบ้านนางอย และให้เป็นหมู่บ้านในโครงการพระราชดำริ และมีพระราชดำรัสให้สร้างอ่างเก็บน้ำห้วยค้อ เพื่อกักเก็บน้ำในการอุปโภคบริโภคและเป็นแหล่งน้ำทางด้านการเกษตรและการประมงแก่ชาวบ้านในหมู่บ้านนางอยและหมู่บ้านใกล้เคียงได้มีอาชีพ และทรงให้มีการจัดตั้งโรงงานหลวงขึ้น เพื่อรองรับผลผลิตทางการเกษตรของราษฎรนำไปแปรรูป เป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในพื้นที่

หลังจากมีอ่างเก็บน้ำห้วยค้อ ชาวบ้านได้ใช้น้ำในการทำเกษตรเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง อาทิ มะเขือเทศ พริก ฯลฯ ผลผลิตส่งขายเข้าโรงงานหลวงดอยคำที่เข้ามาส่งเสริมการปลูกพืชฤดูแล้งของเกษตรกรในพื้นที่ ทำให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้งมากขึ้น ปัญหาที่ตามมาคือ ความต้องการน้ำใช้ในการเพาะปลูก เริ่มขาดแคลนและไม่เพียงพอ เป็นที่มาของโครงการวิจัยการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรที่เหมาะสมกับพืชฤดูแล้ง โดยการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและภาคเครือข่ายในเขตพื้นที่ชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยค้อ ตำบลเต่างอย อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่นมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

ดร.ปทุมทิพย์ ม่านโคกสูง อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัญหาดังกล่าว มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนครในฐานะสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ได้เข้าไปจัดเวทีระดมความคิดกับชาวบ้าน และหน่วยงานท้องที่ท้องถิ่นอำเภอเต่างอย ประกอบด้วย ผู้นำชุมชน และเกษตรกร ทั้งชาวบ้านจากบ้านนางอย และบ้านโพนปลาโหล เพื่อร่วมกันหาแนวทางการบริหารจัดการน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยค้อ เพื่อการปลูกพืชฤดูแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตอบสนองความต้องการของเกษตรกรผู้ใช้น้ำ เพื่อความยั่งยืน

“จากการบอกเล่าของชุมชนพบว่า ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยค้อจะไม่เพียงพอในการปลูกพืชฤดูแล้งและการปลูกข้าวนาปีในปีที่มีน้ำฝนน้อย นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการบริหารจัดการน้ำในด้านการควบคุมปริมาณ การเปิดปิดน้ำจากอ่างเก็บน้ำ ปัญหาการปล่อยน้ำให้ท่วมพื้นที่การเกษตรของผู้อื่น ปัญหาการทำรูผีเพื่อลักลอบปล่อยน้ำเข้าที่นาของเกษตรกรที่ไม่มีคลองส่งน้ำผ่าน รวมถึงการขาดระบบและกลไกบริหารจัดการน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยค้อ และขาดการมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำของผู้ใช้น้ำ จึงนำมาสู่การศึกษาวิจัยการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรที่เหมาะสมกับพืชฤดูแล้ง โดยการมีส่วนร่วมของเกษตรกรขึ้น เมื่อปี 2558”

โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research หรือ PAR) ซึ่งเป็นรูปแบบการวิจัยเพื่อท้องถิ่น ใช้พื้นที่ชุมชนเป็นฐานการวิจัย เพื่อการมีส่วนร่วม ตั้งแต่การพัฒนาโจทย์วิจัย การร่วมเรียนรู้เทคนิควิธีการแบบวิจัยชุมชน เพื่อพัฒนาโจทย์กระบวนการแก้ไขปัญหาชุมชนบนฐานของชุมชน (Community Based Research : CBR) การพัฒนากลุ่มนักวิจัยไทบ้านและคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร เก็บข้อมูลภาคสนาม สำรวจการปลูกพืชฤดูแล้ง ปริมาณการใช้น้ำ ปริมาณน้ำในอ่าง การใช้แบบสัมภาษณ์ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการน้ำเพื่อการปลูกพืชฤดูแล้ง การจัดทำสนทนากลุ่มผู้ใช้น้ำ คณะกรรมการผู้ใช้น้ำ ชลประทาน โรงงานหลวง และเกษตรอำเภอ นำข้อมูลที่ได้มาร่วมวิเคราะห์ รวมทั้งการทำ Mapping หรือแผนที่โซนผู้ใช้น้ำ และการคืนข้อมูลแก่ชุมชน รวมระยะเวลาในการดำเนินโครงการทั้งสิ้น 1 ปี 6 เดือน

จากการศึกษาพบว่า ด้วยสภาพพื้นที่บ้านนางงอย และบ้านโพนปลาโหล เป็นที่ราบเชิงเขา สภาพดินเป็นดินร่วนปนทรายไม่อุ้มน้ำ มีการปลูกพืชฤดูแล้ง อาทิ มะเขือเทศ ข้าวโพดฝักอ่อน มันสำปะหลัง มันฝรั่ง ข้าวโพดฝักสด หลังฤดูเกี่ยวข้าว ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-เมษายน ในพื้นที่ 4,000 ไร่ โดยใช้น้ำจากระบบชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยค้อเพียงอย่างเดียว ซึ่งจากการวิจัยทำให้ได้ข้อค้นพบที่สำคัญคือ ในอดีตชุมชนใช้น้ำโดยพึ่งพาน้ำจากธรรมชาติ เช่น ลำห้วย หนอง บึง และมีการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เรียกว่า “น้ำบ่อตอก” ถือเป็นนวัตกรรมชุมชนในการจัดการน้ำแบบบ้านบ้าน ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของคนรุ่นปู่ย่าตายายที่บ่งบอกถึงการพึ่งพาตนเองที่จะอยู่กับธรรมชาติ เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ค้นหาในสิ่งที่จะทำให้คนในชุมชนอยู่รอดจากการหาแหล่งน้ำมาใช้ในการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ในอดีต

“น้ำบ่อตอก” คือภูมิปัญญาของเกษตรกรในการใช้น้ำที่สูบจากลำห้วยมาใช้เพิ่มเสริมน้ำจากคลองส่งน้ำ เพื่อใช้เลี้ยงสัตว์ ปลูกผักสวนครัว และเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งเป็นหลัก เมื่อเกิดปรากฏการณ์ขวยแมงมอในอ่างเก็บน้ำห้วยค้อ ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนจากธรรมชาติว่าน้ำในอ่างจะหมด นอกจากนี้ พบว่าในอดีตชาวบ้านจะมาช่วยกัน เรียกว่าการละวาน เพื่อช่วยกันทำเหมืองดานเลา (หรือลานหิน)

สำหรับเป็นแหล่งกักเก็บน้ำไว้ใช้แบบพออยู่พอกิน ซึ่งเป็นภูมิปัญญาโบราณที่คนในชุมชนช่วยกันคิดค้นการเก็บน้ำจากธรรมชาติไม่ให้ไหลทิ้งหรือไหลบ่าลงไปในที่ที่ไม่ใช่พื้นที่เกษตร ทำให้เห็นว่าวิถีชีวิตของชุมชนในอดีตอยู่กันแบบพึ่งพิงธรรมชาติ ไม่ได้พึ่งพาภายนอก แต่หลังจากที่มีระบบชลประทานเข้ามา ทำให้ชาวบ้านเปลี่ยนไป จากที่เคยร่วมมือร่วมแรงก็หายไป เกษตรกรไม่พึ่งตนเอง รอคอยการช่วยเหลือและงบประมาณจากรัฐเท่านั้น ขาดการมีส่วมร่วม ขาดความเอื้ออาทร ต่างคนต่างขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้งมากขึ้น ใช้น้ำมากขึ้นเพื่อให้ได้ผลผลิตมากๆ ส่งโรงงานหลวง จนในที่สุดความสามัคคีหายไป ชุมชนเกิดความอ่อนแอ

หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวว่า บทเรียนที่ได้จากงานวิจัยนี้ ทำให้ชุมชนเกิดความต้องการที่จะรื้อฟื้นภูมิปัญญาการจัดการน้ำแบบบ้านบ้าน “น้ำบ่อตอก” มาประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบชลประทานอ่างเก็บน้ำซึ่งเป็นนวัตกรรมการจัดการน้ำสมัยใหม่ เพื่อหาแนวทางหรือกลไกการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรที่เหมาะสมกับพืชฤดูแล้งโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพารัฐตลอดเวลา และผลจากการศึกษา นอกจากได้ค้นพบและมีการรื้อฟื้นภูมิปัญญาน้ำบ่อตอกแล้ว ยังมีการใช้ภูมิปัญญา ภูมินิเวศ สร้างการมีส่วนร่วมหรือการละวานในการทำเหมืองดานเลา เพื่อไม่ให้น้ำไหลบ่าทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์ ชุมชนหันมาพูดคุยพบปะกัน ความขัดแย้งลดลง อีกทั้งยังได้ร่วมกันกำหนดกฎระเบียบข้อบังคับกติกาชุมชนของผู้ใช้น้ำอ่างเก็บน้ำห้วยค้อขึ้นบังคับใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ที่ไม่ใช่เป็นเพียงเสือกระดาษ โดยมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่เดือนเมษายน 2559

นอกจากนี้ ยังทำให้ชุมชนโดยเฉพาะนักวิจัยชุมชนได้พัฒนาศักยภาพตนเอง ได้เรียนรู้การจัดการน้ำจากการทำวิจัยไทบ้าน ได้รู้ข้อมูลของชุมชนด้านการใช้น้ำ ได้รื้อฟื้นภูมิปัญญาน้ำบ่อตอก ส่วนกรรมการผู้ใช้น้ำยังได้เรียนรู้การมีปฏิสัมพันธ์กับคนในชุมชน และนำไปสู่การสร้างแรงจูงใจให้กับคณะกรรมการผู้ใช้น้ำ เกิดการตระหนักถึงความสำคัญของการใช้น้ำ และแผนที่โซนผู้ใช้น้ำ ที่สำคัญชุมชนมีการจัดทำฐานข้อมูลผู้ใช้น้ำที่ชัดเจน ทำให้ชุมชนตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ต่อกันมากขึ้น ทั้งคณะกรรมการผู้ใช้น้ำ และเกษตรกรผู้ใช้น้ำ มีการปรับตัวกับการใช้น้ำเพื่อการเพาะปลูกที่เหมาะสม ไม่ใช้น้ำสิ้นเปลือง หรือปล่อยน้ำทิ้งให้สูญเปล่าเหมือนในอดีต

ดร.ปทุมทิพย์ กล่าวอีกว่า “หากให้พูดถึงจุดเด่นของงานวิจัยชิ้นนี้คือ การทำให้ชุมชนได้ค้นพบตัวตนของเขาว่า ทำได้ ทำจริง และการร่วมมือร่วมแรงจะช่วยลดความขัดแย้งได้ รวมถึงการจัดการน้ำเพื่อการพึ่งตนเองโดยการใช้ภูมิปัญญานวัตกรรมชุมชนน้ำบ่อตอก ช่วยให้ชุมชนมีน้ำใช้ตลอดปี ภายใต้กฎกติกาของชุมชนเรื่องการใช้น้ำ”

อย่างไรก็ตาม การใช้ชุมชนเป็นฐานการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ถือเป็นเครื่องมือที่ทำให้งานวิจัยนี้ได้ปลุกเปลี่ยน “คน” ลุกขึ้นมาสร้างกฎระเบียบชุมชนและร่วมกันหาแนวทางแก้ปัญหาของชุมชนเพื่อลดความขัดแย้งจากการใช้น้ำได้ในที่สุด ทำให้เกษตรกรรู้จักการจัดการน้ำโดยการพึ่งตนเอง ที่สำคัญชุมชนได้มีน้ำใช้ตลอดหลังฤดูทำนาจาก “น้ำบ่อตอก” นวัตกรรมการจัดการน้ำภูมิปัญญาท้องถิ่นของเกษตรกรบ้านนางอย ตำบลเต่างอย ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่อื่นๆ ที่ไม่มีแหล่งน้ำหรืออยู่นอกพื้นที่ชลประทานได้

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.อ.เจษฎา เฟื่องฟู ผู้บังคับกองพันทหารช่างที่ 402 กองพลพัฒนาที่ 4 กล่าวถึง ปัญหาถนนพาราดินซีเมนต์ชำรุด สายเลียบคลองชลประทานฝั่งขวา ตำบลพรุเตียว อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ กว้าง 6 เมตร ยาว 2,000 เมตร ว่า เนื่องจากว่า เป็นการปฏิบัติงาน ในช่วงฤดูฝน ที่มีฝนตกลงมาเกือบทุกวัน ทำให้บางวันที่ปฏิบัติงานบดอัดถนน เกิดมีความชื้นสูงกว่าปกติ ทำให้เปอร์เซ็นต์การบดอัด ในวันดังกล่าวทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร แต่จะเป็นแค่เฉพาะจุดบางจุดของถนน เท่าที่เห็นในภาพขาว เท่านั้น ไม่ได้เป็นตลอดทั้งสาย

และตามที่ ข่าวรายงานว่า ทหารช่าง จะเข้ามาแก้ไข โดยการเอาหิน มาโรยหน้านั้น แท้จริงแล้ว ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เรื่องจริงก็คือ นายช่างโยธา ของตำบลพรุเตียว เป็นคนเสนอแนวความคิดว่า ถนนดินลูกรัง เป็นชั้นรองพื้นทางที่ดีมีคุณภาพ ตามมาตรฐานของกรมทางหลวงอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า ผิวถนนดินลูกรังเมื่อโดนน้ำฝนแล้วจะมีความลื่น จึงได้เสนอว่าอยากให้แค่เพียงเอาหินผุมาโรยหน้าบางๆ ก็ใช้ได้แล้ว ซึ่งเป็นเพียงการเสนอแนวความคิดของนายช่างเท่านั้น แต่ไม่ได้ปฏิบัติจริง

สำหรับแนวทางการแก้ไข คือ ในวันที่ 21 ธันวาคม จะดำเนินการเคลื่อนย้ายเครื่องมือ เข้าบริเวณหน้างาน เพื่อเตรียมพร้อม ในการการรื้อผิวถนน ช่วงที่มีปัญหาการชำรุด แล้วทำการผสมส่วนผสมตามอัตราส่วน พร้อมกับทำการบดอัดให้ได้คุณภาพ ในวันที่มีสภาพอากาศเหมาะสม

และตามที่นักข่าวรายงานว่า “เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ผมไม่เคยเห็นถนนยางพาราสีนี้มาก่อน มันจะเป็นสีเทาๆ มันไม่แดง” ซึ่งข้อเท็จจริงคือ ถนนพาราดินซีเมนต์ จะมีส่วนผสมหลักคือดินลูกรัง ซึ่งดินลูกรังก็จะมีสีแตกต่างกันไป ตามแหล่งที่มาของแต่ละจังหวัด เมื่อก่อสร้างเสร็จแล้วลักษณะภายนอกที่เห็น เมื่อมองด้วยตาเปล่า ก็จะเห็นสีของถนนเหมือนถนนดินลูกรังทั่วๆไปไม่แตกต่างกัน แต่จะแตกต่างกันที่ ส่วนผสมภายในของวัสดุ และขั้นตอนการก่อสร้าง

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2561 พบว่า มีการขยายตัวทั้งปี 4.6% และ ปี 2562 คาดขยายตัว 2.5-3.5% โดยทุกสาขายังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปัจจัยสนับสนุนการดำเนินนโยบายด้านการเกษตรเพื่อปฏิรูปภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง และสภาพอากาศโดยทั่วไป ประกอบกับปริมาณน้ำที่ยังคงเอื้ออำนวยต่อการผลิตทางการเกษตร ทั้งนี้ ปี 2561 สาขาการเกษตรที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ สาขาพืช ปศุสัตว์ บริการทางการเกษตร และป่าไม้ เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทรวงเกษตรฯ มุ่งเน้นการปฏิรูปภาคเกษตร โดยได้ดำเนินนโยบายสำคัญต่างๆ รวมทั้งปริมาณน้ำและสภาพอากาศยังคงเอื้ออำนวยต่อการผลิตทางการเกษตร ทำให้พืชส่วนใหญ่เจริญเติบโตได้ดีและมีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น

นางสาวทัศนีย์ กล่าวว่า ปัจจัยลบเกิดจากช่วงต้นฤดูเพาะปลูก หลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวนาปีสำคัญประสบภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของต้นข้าว ทำให้ผลผลิตข้าวต่อไร่ลดลง เมื่อพิจารณาเป็นรายสาขา พบว่า สาขาพืช ปี 2561 ขยายตัว 5.4% ผลจากปริมาณน้ำใช้การได้ในอ่างเก็บน้ำหลักบริเวณ ลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่เพียงพอ ประกอบกับในช่วงฤดูฝนมีปริมาณน้ำเหมาะสม ซึ่งทางภาครัฐร่วมกับภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการส่งเสริมการเพาะปลูกพืชในพื้นที่ที่เหมาะสม การจัดหาแหล่งน้ำ และการใช้พันธุ์ที่ดี ส่งผลให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูกและเพิ่มการดูแลเอาใจใส่มากขึ้น

นางสาวทัศนีย์ กล่าวต่อว่า การผลิตพืชบางส่วนยังคงได้รับความเสียหายจากปัญหาน้ำท่วมและภาวะแห้งแล้งในบางพื้นที่ แต่ภาพรวมไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตในสาขาพืชมากนัก โดยผลผลิตพืชที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปรัง มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำสำคัญ และปริมาณน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติอยู่ในเกณฑ์ดี เกษตรกรสามารถเพาะปลูกข้าวได้สองรอบตามปกติ ประกอบกับราคาข้าวที่เพิ่มขึ้น เกษตรกรจึงขยายเนื้อที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นในพื้นที่นาที่เคยปล่อยว่าง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาที่เกษตรกรขายได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูกแทนพืชอื่น เช่น อ้อยโรงงาน และมันสำปะหลัง เป็นต้น

นางสาวทัศนีย์ กล่าวต่อ ด้านราคาช่วงเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2561 สินค้าปศุสัตว์ส่วนใหญ่ที่มีราคาเฉลี่ยลดลงเมื่อเทียบกับปี 2560 ได้แก่ ไก่เนื้อ สุกร และโคเนื้อ เนื่องจากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น แม้จะมีความต้องการบริโภคอย่างต่อเนื่องทั้งปี แต่ผลผลิตยังคงมีมาก โดยช่วงครึ่งแรกของปี 2561 ภาครัฐได้มีมาตรการให้ลดปริมาณการผลิตสินค้าปศุสัตว์ โดยปลดระวางแม่พันธุ์สุกร นำสุกรชำแหละเข้าห้องเย็น รวมทั้งมีมาตรการกระตุ้นการบริโภคสุกรหัน โคเนื้อ และไก่เนื้อ ส่งผลให้ราคาสินค้าปศุสัตว์ในช่วงครึ่งหลังของปีปรับตัวสูงขึ้นจากครึ่งปีแรก อย่างไรก็ตาม ราคาเฉลี่ยทั้งปียังคงต่ำกว่าปี 2560 สำหรับไข่ไก่และน้ำนมดิบ มีราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากเกษตรกรได้รับแรงจูงใจจากเกณฑ์การรับซื้อน้ำนมดิบที่ขึ้นอยู่กับคุณภาพ ส่วนราคาไข่ไก่เพิ่มขึ้นจากการดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่

นางสาวทัศนีย์ กล่าวว่า สาขาประมงในปี 2561 หดตัว 1% โดยกุ้งทะเลเพาะเลี้ยง มีผลผลิตออกสู่ตลาดลดลงจากการที่เกษตรกรส่วนใหญ่ชะลอการลงลูกกุ้ง ซึ่งเป็นผลจากผลผลิตกุ้งของโลกมีจำนวนเพิ่มขึ้นจนเกิดภาวะกุ้งล้นตลาด สำหรับปริมาณสัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือในภาคใต้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผลผลิตประมงน้ำจืด อาทิ ปลานิล ปลาดุก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน เป็นผลมาจากปริมาณน้ำมีเพียงพอต่อการเลี้ยง เกษตรกรสามารถขยายเนื้อ เพิ่มรอบการเลี้ยง และเพิ่มอัตราการปล่อยลูกพันธุ์

ส่วนสาขาป่าไม้ ในปี 2561 ขยายตัว 2% โดยผลผลิตป่าไม้สำคัญที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ไม้ยางพารา ครั่ง ถ่านไม้ และรังนกนางแอ่น ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากการตัดโค่นสวนยางพาราเก่าเพื่อปลูกทดแทนด้วยยางพาราพันธุ์ดีและพืชอื่น สำหรับผลผลิตครั่ง มีการขยายตัวจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ส่งผลให้ครั่งมีการเจริญเติบโตและฟื้นตัวได้ดีขึ้น ปัจจัยหลักมาจากการตัดโค่นสวนยางพาราเก่าเพื่อปลูกทดแทนด้วยยางพาราพันธุ์ดีและพืชอื่น สำหรับผลผลิตครั่ง มีการขยายตัวจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ส่งผลให้ครั่งมีการเจริญเติบโตและฟื้นตัวได้ดีขึ้น ขณะที่ถ่านไม้ มีการขยายตัวจากการใช้ในครัวเรือน ด้านผลผลิตรังนกนางแอ่นเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเปิดตลาดรังนกของประเทศจีน ทำให้ครึ่งหลังปี 2561 มีการส่งออกที่ดีขึ้น

ผมคิดว่าตัวผมเป็นตัวตลก สำหรับหลายวงการ แต่ผมก็มีบทบาทสำหรับวงการพลังงานทางเลือกปัจจุบันมาก

ขอพูดเรื่องวงการ การกินก่อน ใครๆ ที่ชวนกันไปกิน OISHI ไม่มีปัญหา มีเงินก็กินอิ่ม แต่สำหรับคนที่ชวนกันไปกิน “จานสายพานเลื่อน” SHABU SHI นี่ซิมีปัญหา เพราะชอบชวนกันไปกินเป็นกลุ่ม แล้ว LINE ชวนว่า เย็นนี้ไปกิน “ SABU” กันนะ จะหมายถึง SHABU หรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะบางครั้งแม้แต่โทรศัพท์ ก็ชอบพูดว่า ไปกิน SABU SABU มา

คำว่า SABU เป็นคำที่มีใช้จริง ที่เรารียกว่า “สบู่” มาจากภาษาโปรตุเกส หมายถึงต้นไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งนำน้ำมันจากเมล็ดมาเป็นส่วนผสมในการผลิตสบู่ สำหรับชำระร่างกาย และซักผ้าให้สะอาด เพราะในสมัยนั้นยังไม่มีการค้นพบสารเคมีที่ทำให้เกิดฟอง ถิ่นกำเนิดอยู่ที่อเมริกากลาง แล้วพ่อค้านักเดินเรือชาวโปรตุเกส นำเข้ามาปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา นำเมล็ดบีบอัดทำน้ำมันสบู่ ทั้งก้าน ใบ ก็มีฟองตามธรรมชาติของคุณสมบัติเฉพาะตัว ชาวบ้านแต่ละภาคเรียกชื่อต่างกัน ภาคกลางเรียกสบู่ดำ เพราะมีเมล็ดสีดำ แต่ยังมีนักวิชาการบางกลุ่มเรียก “สบู่ขาว” ก็มี

ชื่อเสียงของผมดังมากๆ ก็ช่วงน้ำมันขาดแคลนและช่วงน้ำมันแพงมากๆ นี่แหละ จึงมีนักวิจัยนำเมล็ดไปวิจัย บีบ คั้นผมจนกลายเป็น “น้ำมันเชื้อเพลิงทางเลือก”

ผมมีถิ่นที่อยู่ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลายจังหวัด รวมทั้ง นนทบุรี ปราจีนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี และชุมพร ผมถูกจัดเป็นไม้ยืนต้น แต่สูงเพียง 5-6 เมตร ออกดอกที่ปลายกิ่ง เมื่อเป็นผล มีเมล็ดแบบ nut คือมี 3 พู เมล็ดเก็บสะสมน้ำมัน ใช้เป็นสีย้อม หรือเคลือบเครื่องหนังให้เป็นสีน้ำตาล แปรรูปเป็นยาฆ่าเชื้อ ยับยั้งแบคทีเรีย สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช น้ำยางทำน้ำยาเคลือบเงา แต่ผมก็โด่งดังสุดๆ ที่ราคาน้ำมันดีเซลแพง เขาปลูกเป็นเชิงพาณิชย์ แล้วสกัดน้ำมันจากเมล็ดสบู่ดำนำไปเป็นวัตถุดิบผลิตไบโอดีเซล (biodiesel) ใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงกับเครื่องยนต์ดีเซลทางการเกษตรที่มีความเร็วรอบต่ำ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอน กระบวนการ Transesterification รวมถึงใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลหมุนเร็วบางชนิดได้ แต่ผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับ “ไขมันทรานส์” ที่กลัวๆ กันหรอกนะครับ

จากคุณสมบัติพิเศษของผมนี้ ก็มีโครงการสัมมนาวิชาการเรื่อง “การประชุมวิชาการสบู่ดำแห่งชาติ ครั้งที่ 1” เมื่อ 29-30 พฤษภาคม 2550 โดยมีการร่วมมือกันกับโครงการ KU- Biodiesel สว.พ. มก. วิศวกรรมเคมี เทคโนอุตสาหกรรมเกษตร แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีนักวิจัยส่งเรื่องของผมเป็นบทความเผยแพร่ ทั้งภาคบรรยาย และโปสเตอร์ รวมถึง 38 เรื่องงานวิจัย และผมก็ได้รับการขนานนามว่าเป็น “เชื้อเพลิงชีวมวล” ส่วนตัวผมเองก็อยากอยู่ในกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “เทคโนโลยีสะอาด” ด้วยครับ

เนื้อตัวผมมีกลิ่นเหม็นเขียว ปลูกเป็นรั้ว สัตว์ไม่กินสด ไม่ชอบเข้าใกล้ แต่เมื่อแปรรูปเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว น้ำมันสบู่ดำจะมีความ “หนืด” กว่าน้ำมันดีเซล กากเมล็ดที่คั้นแล้วนำไปหมักทำปุ๋ยอินทรีย์ ไปผสมเป็นอาหารสัตว์ ไปทำน้ำหมักชีวภาพได้อีก กลุ่มนักวิจัยกำลังศึกษาวิธีที่จะนำกากเมล็ดไปแปรรูปเป็นแท่งเชื้อเพลิงขนาดเล็ก สำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าในครัวเรือนอีกด้วย ดูๆ แล้วผมเข้าถึงทุกวงการเลยนะ

สำหรับคนที่เกลียดผมเพราะเนื้อเมล็ด (Seed kernels) มีปฏิกิริยาเกิดสารพวก Phorbol esters มีอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต เกิดการอักเสบ และเกิดการบวมของผิวหนังได้ ผมต้องขออภัย แต่สำหรับเรื่องนำกากมล็ดผมไปทำเชื้อเพลิงอัดแท่ง ผมไม่ยอมจริงๆ เรื่องนี้ผมต้องฟ้อง “กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน” แน่ๆ…คอยดู๊