เราเป็นบริษัทยางที่ใหญ่ที่สุดในโลกสำหรับยางพาราเพราะยาง

มีมากถึง 30 ชนิด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยางธรรมชาติ ศรีตรังฯเป็นผู้นำในตลาดโลก ทั้งกำลังการผลิตและมาร์เก็ตแชร์ โดยสิ้นปีนี้น่าจะมีกำลังการผลิตเต็มที่ 2.9 ล้านตัน ซึ่งมากที่สุดในโลก ส่วนมาร์เก็ตแชร์ปีที่แล้วอยู่ที่ 12% และมีเป้าหมายขยายให้ได้ 20% ภายใน 3-5 ปีนี้

นอกจากการเติบโตของธุรกิจกลางน้ำแล้ว ในปีนี้ยังโฟกัสมาที่ธุรกิจปลายน้ำ คือการผลิตถุงมือยางทางการแพทย์ (แบรนด์ศรีตรังโกลฟส์) ปัจจุบันก็ยังเป็นผู้ผลิตถุงมือยางติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก และเป็นรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยมีสัดส่วนการส่งออกมากถึง 80% ตลาดหลักคือ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา จีน อเมริกาใต้ เอเชีย ซึ่งแนวโน้มตลาดถุงมือยางสดใสมาก และปีนี้จะบุกตลาด CLMV มากขึ้นด้วย

จากนี้ไปจะรุกขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งถุงมือยางทางการแพทย์ที่ครองตลาดโรงพยาบาลอยู่แล้ว และหันมาบุกตลาดรีเทลถุงมือยางธรรมชาติอเนกประสงค์ ภายใต้แบรนด์ I”m Grove ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 14,000 ล้านชิ้น/ปี ใช้ยางพารา 5 หมื่นตัน/ปี และตั้งเป้าหมายจะเพิ่มเป็น 3 หมื่นล้านชิ้น/ปีภายในปี 2563 โดยเตรียมที่จะขยายโรงงาน 2 อาคารในโรงงานเดิมที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี มูลค่าการลงทุนประมาณ 4,000 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องอาคารที่ 2 ในช่วงไตรมาส 1/2562 และอาคาร 3 ปลายปี 2563

Q : ดีมานด์ยางตลาดโลก 12.9 ล้านตัน

สำหรับความต้องการยางของตลาดโลกนั้น ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าปีนี้ดีมานด์จะสูงถึง 12.9 ล้านตัน ซึ่งปกติดีมานด์จะเติบโตขึ้นปีละ 3% และก็พยากรณ์ 10 ปีข้างหน้าก็ยังจะโตต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม แม่ทัพกลุ่มศรีตรังฯมองว่า เหตุการณ์ราคายางผันผวนหนักตอนนี้มันสวนทางทุกทฤษฎี คือ ดีมานด์สูง ซัพพลายน้อย แต่ราคาลง “ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ดีมานด์และซัพพลายมีผลต่อราคายาง ถ้าดีมานด์มากกว่าซัพพลาย ราคาก็พุ่งเลย หรือปีไหนที่ซัพพลายเยอะกว่าดีมานด์มาก ๆ ราคาก็จะตก แต่ปีนี้กลับไม่เป็นอย่างนั้น เราก็คาดว่าราคายางปีนี้ต้องดีแน่ เพราะมีดีมานด์ทุกไตรมาส และสิ้นปีที่แล้วหลายฝ่ายก็บอกว่า ดีมานด์เยอะว่าซัพพลาย แต่ทำไมราคาดันขึ้นไปแล้วก็ทุบ สุดท้ายเราก็พบว่าเป็นพวกกองทุนต่างชาติ”

Q : เฮดจ์ฟันด์ถล่มราคายางร่วงแรง

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปี 2559 ราคายางลงต่อเนื่องเป็นเพราะว่าซัพพลายเยอะกว่าดีมานด์ แต่พอปีที่แล้วมีจุดเปลี่ยน ซัพพลาย-ดีมานด์กลับมาเท่ากัน มันเป็นทริกเกอร์ ทำให้พวกฟันด์ยักษ์ใหญ่เข้ามาเล่น เท่ากับว่ามีสตอรี่ให้เล่นแล้ว นี่เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ราคายางผันผวน ก็เหมือนกับตลาดหุ้นทุกวันนี้จะขึ้นจะลง เจ้าของยังไม่รู้เลย ไม่มีส่วนร่วมอะไรทั้งสิ้น คือจะทุบก็ทุบ

ดังนั้นทุกบริษัทยางกระทบหมด เพราะราคายางซื้อขายเปลี่ยนทุกวัน เปลี่ยนเช้า สาย บ่าย เย็นด้วยซ้ำ ใครข้อมูลเร็วสุดก็ซื้อได้ราคาที่ดี เหมือนหุ้นเลย เพราะว่าอิงกับตลาดฟิวเจอร์เซี่ยงไฮ้ โตเกียว ญี่ปุ่น ตอนนี้คนนอกอุตสาหกรรมมามีส่วนร่วมในการทำราคาให้ผันผวน พวกเฮดจ์ฟันด์เหล่านี้ไม่ใช่เล่นแค่ยางอย่างเดียว ปาล์ม น้ำตาล เหล็ก น้ำมัน ถ่านหิน โดนหมด

“เราก็ไม่ชอบนะ ราคายางต่ำ ลูกค้าผมก็ไม่ชอบ เขาบอกว่ามันไม่ยั่งยืน ยิ่งต่ำอย่างนี้ชาวสวนยิ่งไม่กรีด โค่นยาง ซัพพลายหาย ทั้งระบบไปหมด ตอนนี้เป็นเกมการเงินแล้ว เขาเทรดวันละ 7 แสนล้านบาท ตอนนี้เหลือ 4 แสนล้านแล้ว เงินเขามหาศาลมาก ๆ ผมเข้าใจเกษตรกรน่ะ ราคายางมันลงก็อยู่ยาก ต้องโวย เขาก็ต้องโวยผมจะไปโวยกองทุนก็ไม่รู้ว่ามีจริงหรือเปล่า”

สำหรับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดนั้นแสดงว่า อเมริกาเศรษฐกิจดี ดอลลาร์จะแข็ง เงินจากประเทศกำลังพัฒนาจะกลับไปที่ดอลลาร์ พวกกลุ่ม Commodity จะต้องอ่อนลง แล้วตลาดหุ้นของประเทศกำลังพัฒนาก็จะต้องอ่อนลง เพราะเงินต้องกลับไปอยู่ในดอลลาร์ แต่ไม่เป็นอย่างนั้น สวนทฤษฎีหมด คือตลาดหุ้นบวก น้ำมัน ยางขึ้นนิดหน่อย บาทแข็งทั้ง ๆ ที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยบาทต้องอ่อน ทฤษฎีก็ใช้อะไรไม่ได้แล้วตอนนี้

ส่วนกรณีค่าบาทแข็ง ทางบริษัทได้มีการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้แล้ว ส่วนการรับมือกับราคายางผันผวน นโยบายให้ 3 ประเทศมาจับมือกันเหมือนโอเปก ไม่เกิดเพราะประเทศตัวเอง เขาก็ต้องเอาให้รอดก่อน เขาก็มองเราเป็นคู่แข่ง ไม่มีทางจับมือกันได้

แต่อีกปัญหาก็คือ เราไม่สามารถกำหนดราคาได้ เพราะตลาดที่กำหนดราคา คือ ตลาดญี่ปุ่น ตลาดสิงคโปร์ และตลาดเซี่ยงไฮ้ ที่เรียกว่าฟิวเจอร์มาร์เก็ต และในปีนี้มีกองทุนต่าง ๆ มีส่วนในการทำราคาด้วย จึงไม่ได้สะท้อนความจริงเสมอไป

ทั้งนี้ เห็นด้วยกับนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่จะให้มีการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศเอง ไม่ต้องไปง้อตลาดต่างประเทศมาก ถ้าแปรรูปยางในประเทศได้เยอะ ก็สามารถดูดซับปริมาณไปเยอะ ก็จะช่วยได้ระดับหนึ่ง

สำหรับแนวโน้มราคายางครึ่งปีหลังมองว่า ปลายปีน่าจะสดใส เพราะสต๊อกยางของจีนที่มีอยู่มากในตอนนี้ก็จะทยอยนำออกมาใช้ ราคาจึงมีโอกาสที่จะขึ้นได้ และไม่ควรจะตกต่ำไปมากกว่านี้ เพราะปีที่แล้วราคาต่ำที่สุดในรอบ 5-6 ปี แล้วปีนี้

ปัจจุบันก็ยังสูงกว่าปีที่แล้ว ภาพรวมยังดีกว่าปีที่แล้ว นี่คือก้าวย่างธุรกิจของกลุ่มศรีตรังฯ และมุมมองต่ออุตสาหกรรมยางพารา ที่กำลังตกอยู่ในภาวะสวนทางทุกทฤษฎี ดีมานด์สูง ซัพพลายน้อย แต่ราคาลง

วันที่ 17 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานจัดการประมูลทุเรียนเพชรบูรณ์ ประจำปี 2560 ที่บริเวณกลางตลาดต้องชม ถนนคนเพ็ดซะบูน เทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา โดย อ.เมืองเพชรบูรณ์ร่วมกับหอการค้าจังหวัดเพชรบูรณ์จัดขึ้น มีพ่อค้า นักธุรกิจ ข้าราชการ ผู้บริหารองค์กรท้องถิ่น และประชาชนเข้าร่วมประมูลและชมกันอย่างคึกคัก

ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างกำลังใจให้กับชาวสวนและส่งเสริมการปลูกทุเรียนใน จ.เพชรบูรณ์ นอกจากนี้ยังเป็นการประชาสัมพันธ์ทุเรียนเพชรบูรณ์ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย รวมทั้งยังช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนให้มีความแข็งแกร่ง เพื่อตอบสนองตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศผลไม้ของโลก และยังสร้างการมีส่วนร่วมดูแลสังคมตามแนวทางประชารัฐ

สำหรับทุเรียนที่นำเข้าประมูลในครั้งนี้นำมาจากสวนของเกษตรกรในเขตพื้นที่บ้านวังทอง ต.วังชมพู อ.เมืองเพชรบูรณ์ มีจำนวน 10 ลูก โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วนำเข้าสมทบโครงการกรีนมาร์เก็ตเพชรบูรณ์และกองบุญสร้างสุขคนอำเภอเมือง ในขณะที่บรรยากาศการประมูลเป็นไปด้วยความคึกคัก

โดยนายพิบูลย์ประเดิมด้วยการประมูลทุเรียนลูกแรกน้ำหนัก 2.3 กก. ด้วยราคา 2,400 บาท จากนั้นยังให้ผ่าทุเรียนออกเพื่อให้ผู้ร่วมงานได้ลองชิมทุเรียนเพชรบูรณ์ ส่วนทุเรียนน้ำหนัก 6.2 กก. ซึ่งเป็นขนาดที่ใหญ่ที่สุดในเวทีประมูลครั้งนี้ นายวุฒิชัย โรจน์ทิพยรัก ประธานจัดการประชุมนานาชาติ LIMEC เพชรบูรณ์ ประมูลไปด้วยราคา 20,000 บาท ซึ่งสร้างความฮือฮาให้กับชาวเพชรบูรณ์ที่มาร่วมชมการประมูล ซึ่งสร้างยอดเงินรายได้จากการประมูลรวมทั้งสิ้น 68,400 บาท

นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล กล่าวว่า ผืนดินของเพชรบูรณ์มีความมหัศจรรย์มาก สามารถเพาะปลูกพืชผักและผลไม้ได้หลากหลายชนิด ที่สำคัญไม่เพียงให้ผลผลิตค่อนข้างดีแล้วยังมีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดอีกด้วย แม้แต่มะขามก็ยังมีรสหวานจนสร้างชื่อให้แก่จังหวัด

ล่าสุดยังพบทุเรียนผลไม้ยอดนิยมมีการเพาะปลูกในเขตพื้นที่อำเภอเมืองทั้งที่คาดไม่ถึงว่าจะมี จากการทดลองชิมดูรสชาติ ไม่แพ้ทุเรียนในจังหวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ในขณะที่นายชาญชัย ศรศรีวิชัย นายอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีเกษตรกรในพื้นที่ ต.วังชมพู, ต.นาป่า เพาะปลูกทำสวนทุเรียน จากการนำคณะลงพื้นที่สำรวจพบว่าต้นทุเรียนมีความสมบูรณ์จนสามารถส่งเสริมให้เกษตรกรมาปลูกทุเรียนให้เป็นผลไม้เศรษฐกิจอีกอย่างของจังหวัดได้

ด้านนายกษิต โฆษิตานนท์ ประธานหอการค้าจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่เพาะปลูกทุเรียนทั้งจังหวัดมีราว 200 ไร่ ไร่ละราว 30 ต้น ต้นทุเรียนที่มีอายุมากที่สุดมีอายุราว 30 ปี เป็นพันธุ์ชะนีอยู่ที่ ต.วังชมพู ส่วนผลผลิตที่ออกสู่ตลาดยังไม่พอเพียง เนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาดค่อนข้างมาก เพราะรสชาติไม่แพ้ทุเรียนที่อื่น หากได้รับการส่งเสริมและขยายพื้นที่เพาะปลูก เชื่อว่าในภายภาคหน้าทุเรียนจะเป็นผลไม้เศรษฐกิจอีกชนิดที่สร้างชื่อให้กับ จ.เพชรบูรณ์ อย่างไรก็ตาม นอกจากทุเรียนแล้วยังพบว่ามีเงาะที่ให้ผลผลิตน่าสนใจเช่นเดียวกัน

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดสรรงบประมาณให้แก่ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. รับผิดชอบในการคัดเลือกและบริหารโครงการภายใต้แผนงานวิจัยมุ่งเป้าตอบสนองความต้องการประเทศโดยเร่งด่วน : กลุ่มเรื่องข้าว ภายใต้ยุทธศาสตร์ในการวิจัย 6 ด้าน โดยได้สนับสนุนทุนอุดหนุนการวิจัยโครงการวิจัย เรื่อง “การวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์อัตโนมัติกำจัดวัชพืชในนาข้าว” แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไทยศิริ เวทไว แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มงคล เอกปัญญาพงศ์ แห่งสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีการผลิตข้าว

โครงการวิจัยนี้ได้พัฒนาหุ่นยนต์กำจัดวัชพืชอัตโนมัติขึ้น เนื่องจากเห็นว่าการกำจัดวัชพืชเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการทำนา วัชพืชจะแย่งอาหาร แสงแดด และพื้นที่การเติบโตจากต้นข้าว ทำให้ต้นข้าวไม่เติบโตหรือโตช้ากว่าที่ควร ทำให้ผลผลิตต่อไร่ลดลงและลดรายได้ของชาวนาจากการทำนา ซึ่งการกำจัดวัชพืชในปัจจุบันสามารถทำได้หลายวิธีด้วยกัน วิธีแรกคือ การใช้แรงงานคนในการถอนต้นวัชพืช ซึ่งต้องอาศัยแรงงานคนจำนวนมากและมีค่าแรงที่สูง วิธีที่สองคือ การใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืช วิธีนี้มีค่าใช้จ่ายด้านสารเคมีที่สูง และมีสารเคมีตกค้างในต้นข้าวได้

หุ่นยนต์กำจัดวัชพืชอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติในสภาพแปลงนาที่หลากหลาย เป็นการลดการใช้แรงงานคนที่ขาดแคลน และส่งเสริมการปลูกข้าวแบบเกษตรอินทรีย์ที่ไม่ใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืช โดยได้ออกแบบให้มีต้นทุนต่ำ และสามารถทำงานได้ตามความต้องการของชาวนา เน้นให้หุ่นยนต์มีขนาดเล็ก น้ำหนักน้อย ลอยตัว หรือวิ่งบนพื้นได้ ทำให้ควบคุมได้ง่าย และไม่จมในโคลน การหาตำแหน่งของหุ่นยนต์ในแปลงนาจะเป็นการประสานกันระหว่างหลายเทคโนโลยีทั้ง image processing

และ machine,vision,GPS,Laser,IMU,accelerometer,encodeเพื่อระบุตำแหน่งของหุ่นยนต์ รวมถึงเพื่อให้สามารถเคลื่อนไหวในนาโดยที่ไม่ทับต้นข้าวที่กำลังเติบโต โดยจะใช้การสังเกตจากแนวต้นข้าวที่ได้ทำการปลูกเป็นแนว สี และรูปร่างของต้นข้าว การทดสอบการใช้บนนาจริง รวมถึงการศึกษาความคุ้มทุนในการนำหุ่นยนต์มาใช้จริง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการกำจัดวัชพืช ซึ่งการออกแบบได้คำนึงถึงราคาต้นทุนต่อตัวที่ไม่สูงเกินไป

หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช ที่พัฒนาขึ้นมานี้ สามารถตอบสนองการปลูกข้าวแบบอินทรีย์หรือการปลูกข้าวแบบไร้สารได้ ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชาวนาในการลดต้นทุนการผลิตด้านแรงงานและทำให้สุขภาพดีขึ้น ปลอดภัยจากการพ่นสารเคมี รวมถึงการมีสุขภาพที่ดีของผู้บริโภคด้วย การปลูกข้าวแบบอินทรีย์จะทำให้มูลค่าของข้าวสูงขึ้น โดยปัจจุบันรายได้จากการปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์อยู่ที่ 16,000 – 20,000 บาทต่อไร่ ทำให้เกษตรกรมีกำไรที่สูงขึ้น เป็นการลดภาระการช่วยเหลือจากทางภาครัฐลงได้ และบริษัทเครื่องจักรกลการเกษตรสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้

สสว.จับมือสถาบันอาหาร และ มทร.ธัญบุรี เปิดตัวโครงการสนับสนุนเครือข่าย SMEs ปี 2560 หนุนรวมกลุ่มธุรกิจเกษตรเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกมะพร้าวและสมุนไพรไทยประเภทออร์แกนิก 30 เครือข่าย ด้วยการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มอายุการเก็บรักษา และพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากสมุนไพร คาดผู้ประกอบการได้ประโยชน์ไม่น้อยกว่า 4,000 ราย

นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว.ได้บูรณาการความร่วมมือกับสถาบันอาหาร และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ดำเนินโครงการสนับสนุนเครือข่าย SMEs ปี 2560 ภายใต้งบประมาณ 60 ล้านบาท เพื่อสร้างเครือข่ายและยกระดับ SMEs ในอุตสาหกรรมมะพร้าวและสมุนไพรตลอดห่วงโซ่การผลิต มุ่งสนับสนุนการนำผลงานวิจัยมาพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดในเชิงพาณิชย์ พร้อมรองรับการขยายตัวของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โครงการคลัสเตอร์ในครั้งนี้ กลุ่มธุรกิจมะพร้าวที่จะเน้นคือ การผลิตกะทิสำเร็จรูป เครื่องดื่มน้ำมะพร้าว และเครื่องสำอางที่ใช้มะพร้าวเป็นวัตถุดิบ ซึ่งผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 กลุ่มนี้ตลาดมีอัตราการเติบโตสูง ในขณะที่ผลผลิตมีจำกัด ดังนั้น สสว.และสถาบันอาหารร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงภาคเอกชน จะสนับสนุนให้มีการเพิ่มผลผลิต ด้วยการให้องค์ความรู้เกี่ยวกับการเพาะปลูกและพันธุ์มะพร้าวคุณภาพ ได้กำหนดพื้นที่ในภาคอีสาน เช่น อ.จตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด หรือใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการเพิ่มมูลค่าในเรื่องการบ่งบอกต้นกำเนิดของผลิตภัณฑ์ เช่น ในพื้นที่ อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี และในส่วนกระบวนการผลิตจะเน้นในเรื่องการยืดอายุ การลดกลิ่นของมะพร้าวในกลุ่มเครื่องสำอางเป็นสำคัญ

สำหรับคลัสเตอร์สมุนไพร เป็นเรื่องการนำสมุนไพรมาผลิตเป็นยาและเครื่องสำอาง ซึ่งตลาดมีความต้องการสมุนไพรประเภทออร์แกนิก ในขณะที่สมุนไพรของไทยมีผลผลิตเพียงพอ แต่ยังไม่เป็นออร์แกนิก โดย มทร.ธัญบุรีจะร่วมกับสมาคมผู้ผลิตยาสมุนไพรให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ SMEs เกษตรทั่วประเทศ เช่น เชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น สกลนคร พังงา นครศรีธรรมราช สระบุรี และจันทบุรี ในส่วนของกระบวนการผลิตต้องนำเทคโนโลยีมาช่วยในการลดความชื้นของสมุนไพร การรับรองมาตรฐานการผลิตโดยจดทะเบียน อย. และพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทใหม่ ๆ ให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์สมัยใหม่

“สสว.ตั้งเป้าจะรวบรวมกลุ่มอุตสาหกรรมมะพร้าว รวม 25 เครือข่าย ผู้ประกอบการจะได้รับการพัฒนาศักยภาพจำนวน 3,300 ราย และกลุ่มอุตสาหกรรมสมุนไพรรวม 5 เครือข่าย ผู้ประกอบการได้รับการพัฒนาศักยภาพจำนวน 700 ราย รวมเป็นผู้ประกอบการจำนวน 4,000 ราย”

นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า สถาบันได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานดำเนินการโครงการสนับสนุนเครือข่าย SMEs ในกลุ่มอุตสาหกรรมมะพร้าว มีกรอบระยะเวลาการดำเนินงาน 5 เดือน (พ.ค.-ก.ย. 2560) ขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดรับสมัครและคัดเลือกผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ 3,300 ราย เพื่อให้เกิดการรวมกลุ่ม 25 เครือข่ายเป้าหมาย เกิดการพัฒนาศักยภาพผู้ประสานงานเครือข่ายไม่น้อยกว่า 70 ราย ทั้งนี้จะนำผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการที่เกี่ยวข้องเข้าไปจัดอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพการดำเนินการธุรกิจให้กับกลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ล่าสุดได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมยาง พ.ศ. 2542 โดยมอบหมายให้ กยท.เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ควบคุมยาง 2542 ซึ่งจะทำงานร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ในการตรวจสอบปริมาณยางในสต๊อก การนำเข้าและส่งออกยาง หรือที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบข้อเท็จจริงของปริมาณยางในตลาดที่มีอยู่จริง ป้องกันปัญหาการบิดเบือนข่าว การกักตุนสินค้าหรือทุบราคายาง

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ประเด็นสำคัญของ พ.ร.บ.ควบคุมยาง 2542 กรมวิชาการเกษตรต้องประสานกับ กยท. เรื่องการตรวจสอบปริมาณยางในสต๊อกและการนำเข้าส่งออก รวมถึงสอดคล้องกับศุลกากร แต่กฎหมายควบคุมยางไม่ได้ลงรายละเอียดจำแนกการซื้อขายยาง แต่จะต้องสามารถบอกได้ว่าซื้อมาเท่าไร และขายไปเท่าไร แล้วรวบรวมตัวเลขให้เป็นไปตามเงื่อนไข พ.ร.บ.ควบคุมยาง 2542 ซึ่งจะรวบรวมทุกวันที่ 10 ของเดือนถัดไป ซึ่งผู้ค้ายางทุกรายต้องส่งข้อมูลมาที่กรมวิชาการเกษตร ทั้งหมดต้องอยู่ในระบบเพื่อออกใบผ่านศุลกากร โดยเดือนที่ผ่านมาสต๊อกของเอกชนอยู่ที่ 5 แสนตัน ดังนั้นตาม พ.ร.บ.ควบคุมยาง กยท.ก็จะส่งเสริมรักษาเสถียรภาพและให้ทุกฝ่ายอยู่ในระเบียบ

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า ในวันที่ 17-18 มิ.ย.นี้ ผู้บริหาร กยท.จะเดินทางไปร่วมประชุมที่อินโดนีเซีย ในนามสมาชิกบริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด (IRCo) ที่ประกอบด้วย ประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ของโลก การประชุมครั้งนี้ถือว่าเป็นการนัดประชุมวาระพิเศษเร่งด่วน จากวาระปกติที่จะมีการประชุมอีกครั้งในปลายปี 2560

สำหรับการหารือกันคงมีวาระเดียว คืออาจขอความร่วมมือกับประเทศสมาชิกเพื่อลดการส่งออกยาง เพราะมาตรการลดการส่งออกถือว่าเคยใช้ในช่วงที่ราคายางตกลงมาก จนถึงประมาณ 3 กิโลกรัม 100 บาท เมื่อสมาชิกบริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศร่วมกันลดการส่งออก ส่งผลให้ราคายางดีดกลับมาได้อย่างมีเสถียรภาพ
“หลังจากเรียก 5 เสือผู้ส่งออกเข้าหารือถึงมาตรการช่วยสกัดราคายางลดลง ทั้งในตลาดซื้อขายล่วงหน้าและราคาที่เกษตรกรขายได้ ขณะนี้ราคาทั้งสองตลาดทั้งตลาดภายในและต่างประเทศก็ขยับตัวดีขึ้น ถือว่าการร่วมมือระหว่างภาครัฐและผู้ส่งออกได้ผลพอสมควร ส่วน 4 มาตรการเดิมที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ขยายเวลาหรือเดินหน้าต่อได้นั้นถือว่าช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการเอกชน สถาบันเกษตรกร และเกษตรกรรายย่อย เพื่อให้ตลาดสามารถดำเนินการเข้าสู่ดุลยภาพหรือสมดุลของราคา”

ฮือฮาโรงสี-ส่งออกข้าว แปลงร่างเข้าประมูลสต๊อกข้าวรัฐที่มิใช่อาหารคน มาหมดทั้ง “กลุ่มแสงฟ้า-สิงห์โตทอง” ขอใบ รง.4 ตั้งโรงงานอาหารสัตว์-ปุ๋ย ลุ้นรัฐเคาะขาย 2.12 ล้านตัน ให้เอกชน 16 ราย มูลค่า 11,000 ล้านบาท

นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากที่กรมการค้าต่างประเทศเปิดให้เอกชนยื่นซองราคาเสนอซื้อข้าวสารในสต๊อกของรัฐเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคนครั้งที่ 2/2560 ปรากฏมีผู้มายื่นเสนอราคาซื้อสูงสุด 16 ราย จากที่ยื่นเสนอราคาทั้งหมด 21 ราย รวมปริมาณข้าว 2.12 ล้านตัน หรือคิดเป็น 96.36% ของข้าวสารทั้งหมดที่นำมาเปิดประมูล 2.2 ล้านตัน มูลค่ารวม 11,465.7 ล้านบาท

“ผู้เข้าประมูลยื่นระดับราคาเสนอซื้อตั้งแต่ตันละ 2,000 บาทไปจนถึง 6,730 บาท หรือเฉลี่ยตันละ 4,000-5,000 บาท สูงกว่าการประมูลข้าวชนิดนี้ในรอบที่ผ่านมา หลังจากนี้กรมจะเสนอผลสรุปการพิจารณาต่อที่ประชุมคณะทำงานระบายข้าวกับคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ก่อนเสนอประธานคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าวพิจารณาอนุมัติต่อไป” นายกีรติกล่าว

แหล่งข่าวจากวงการค้าข้าวตั้งข้อสังเกตว่า hliworldwatch.org การประมูลข้าวที่ไม่ใช่บริโภคของคนครั้งนี้ มีโรงสีและผู้ส่งออกเข้าร่วมประมูล 11 ราย จากจำนวนผู้ที่ผ่านคุณสมบัติ 23 ราย สาเหตุที่โรงสี-ผู้ส่งออกข้าวเข้าร่วมประมูลได้ไม่ใช่เพราะกรมการค้าต่างประเทศปรับเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การประมูลที่ให้ผู้ประกอบการข้าวเข้าร่วมได้ แต่เป็นเพราะกลุ่มโรงสี-ผู้ส่งออกข้าวใช้วิธีไปแจ้งจดขอใบอนุญาตประกอบโรงงาน (ใบ รง.) ประเภทอื่นเพื่อไม่ให้ขัดกับหลักเกณฑ์การประมูลที่ระบุไว้ว่าเป็นข้าวที่ไม่ให้คนบริโภค ยกตัวอย่าง กลุ่มโรงสีสิงห์โตทอง อาร์ซีไรซ์ และสิงห์โตทอง คอร์ปอเรชั่น ผู้ประกอบการโรงสีชื่อดังใน จ.กำแพงเพชร ได้ยื่นจดทะเบียนตั้งโรงงานอาหารสัตว์ หรือกลุ่มบริษัทแสงฟ้ายื่นจดทะเบียนตั้งโรงงานปุ๋ย เป็นต้น

“การประมูลครั้งนี้ที่มาแรงมากก็คือ กลุ่มแสงฟ้าโปรดิวส์ ซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวท็อป 5 และยังมีการส่งออกมันเส้นได้เข้าร่วมประมูลครั้งนี้ด้วย โดยเสนอราคาประมูลแพงสุดตันละ 5,500-6,700 บาท ซึ่งในวงการทราบว่า บริษัทวี ออ แกรนิค คือบริษัทในเครือแสงฟ้าประมูลครั้งที่แล้วได้ข้าวไปถึง 50,000 ตัน และรอบนี้ตั้งเป้าจะซื้ออีก 229,040 ตัน รวมตัวบริษัทแสงฟ้าเองอีก 982,072 ตัน ถ้าชนะการประมูลก็จะได้ข้าวไปถึง 1,211,112 ตัน หรือเกิน 50% ของปริมาณที่คาดว่าจะอนุมัติขาย 2.12 ล้านตัน” แหล่งข่าวกล่าว

ส่วน 16 บริษัทที่ยื่นราคาประมูลข้าวที่ไม่ใช่การบริโภคของคนสูงสุด แบ่งเป็น 1)กลุ่มอาหารสัตว์ ได้แก่ บจก.เอพีเอ็มอะโกร. 155,625.316 ตัน, บจก.SPM อาหารสัตว์ 30,880.832 ตัน, บจก.V.C.F กรุ๊ป 291,699.564 ตัน, บจก.มหาทรัพย์ฟีด 38,569.303 ตัน และ บจก.กาญจนอาหารสัตว์ 123,316.357 ตัน 2)กลุ่มโรงสี-ผู้ส่งออกข้าว ได้แก่ บจก.บุรีรัมย์สหสินข้าวไทย 9,683.479 ตัน, หจก.แสงฟ้าโปรดิวส์ 967,362.099 ตัน, หจก.เฮงเพิ่มพูน 22,195.694 ตัน, หจก.โรงสีทรัพย์แสงทอง ( 2550) 13,300.038 ตัน, บจก.โรงสีธันยบูรณ์ อินเตอร์เทรด 100,868.712 ตัน

3)กลุ่มผู้ค้ามันสำปะหลัง บมจ. P.S.C สตาร์ชโปรดักส์ 65,309.732 ตัน 4)กลุ่มผู้ค้าปุ๋ย บจก.วีออร์แกนนิค 229,040.539 ตัน 5)กลุ่มไซโล/ค้าส่งค้าปลีกขายวัสดุทางการเกษตร ได้แก่ บจก.เจริญวัฒนา (โง้วเทียนเซ้ง) 14,413.038 ตัน, บจก.ชิโนไทย อะโกร โปรดักซ์ 1,648.818 ตัน, บจก.จิรชัย โปรดิ้วซ์ 9,995.977 ตัน และ บจก.เชียงรายกิจศิริโซโล 1995 ปริมาณ 30,601.944 ตัน รวม 16 ราย ปริมาณเสนอซื้อข้าว 2,104,512.197 ตัน

กรมส่งเสริมการเกษตร ประชาสัมพันธ์เร่งรัดให้เกษตรกรมาปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรหลังเพาะปลูกแล้ว 15 วัน ซึ่งในปี 2560 นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้เน้นย้ำให้เกษตรกรมาแจ้งปลูกไม่เกิน 60 วันหลังการเพาะปลูก เพราะภาครัฐต้องการทราบสถานการณ์การเพาะปลูกเพื่อนำข้อมูลไปวางแผนจัดการตลาดล่วงหน้าได้

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในปีนี้เข้าสู่ฤดูกาลปกติ ปริมาณฝนตกมากเพียงพอต่อการทำนา หลังจาก 2 ปีที่ผ่านมาเราประสบภัยแล้งทำนาช้า แต่ปีนี้ทำนาได้เร็วจึงได้ให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่เร่งรัดประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรมาแจ้งปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนเกษตรกรที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน โดยแจ้งเพียงว่าท่านปลูกพืชอะไร พันธุ์อะไร เนื้อที่เท่าใดและคาดว่าจะได้ผลผลิตเท่าใด

ข้อมูลในฐานทะเบียนเกษตรกรนี้รัฐบาลได้นำไปใช้ในการกำหนดมาตรการต่างๆ เช่น การจัดทำนโยบายข้าว โครงการช่วยเหลือต่างๆ รวมทั้งโครงการประกันภัยข้าวนาปี ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการขออนุมัติดำเนินโครงการต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง และสมาคมประกันวินาศภัย กำหนดค่าเบี้ยประกันไร่ละ 90 บาท หากเกษตรกรทำประกันภัยไว้ เมื่อประสบภัยพิบัติจะได้รับเงินชดเชยเพิ่มเติมอีกไร่ละ 1,260 บาท หากที่นาแปลงที่ซื้อประกันไว้นั้นเกิดประสบภัยพิบัติเสียหาย

นอกจากจะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐปกติไร่ละ 1,113 บาทแล้วยังจะได้รับเงินชดเชยเพิ่มเติมจากบริษัทประกันภัยอีก 1,260บาท ทำให้ชาวนาที่ทำประกันจะได้รับเงินช่วยเหลือรวม 2,373 บาทต่อไร่ การขายประกันจะสิ้นสุดในวันที่ 31 สิงหาคม 2560 นี้