เริ่มต้นจากการทำตลาดภายในจังหวัด โดยมีหน่วยงานราชการต่าง

เข้ามาให้การสนับสนุนในการทำตลาดและให้คำแนะนำรูปแบบผลิตภัณฑ์ จากนั้นก็เปิดตลาดออกไปยังจังหวัดใกล้เคียง ผ่านช่องทางเครือข่ายสหกรณ์ และโรดโชว์สินค้าไปยังตลาดในประเทศ ส่วนตลาดต่างประเทศ ได้แก่ จีน และ สปป.ลาว โดยมียอดสั่งจองเข้ามาไม่อั้น มีเท่าไหร่จะรับซื้อหมด จนทำให้สัดส่วนการตลาดจากเดิมขายในประเทศ 80% ต่างประเทศ 20% เปลี่ยนมาเป็นตลาดต่างประเทศ 80% ในประเทศ 20% ทำให้บางช่วงสินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด” นายมนัสกล่าว

นายมนัสกล่าวต่อไปว่า เพื่อแก้ไขปัญหาโรงงานคับแคบและรองรับกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น ในปีงบประมาณ 2560 สำนักงานสหกรณ์จังหวัดตรังได้สนับสนุนงบฯ 4.2 ล้านบาทเศษ และสหกรณ์ฯบ้านหนองครกสมทบอีก 2 แสนเศษก่อสร้างอาคารแห่งใหม่เพื่อเก็บผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ คาดว่าจะเปิดใช้งานได้ภายในเดือนตุลาคม 2560 นี้

นอกจากนี้กำลังเตรียมทำผลิตภัณฑ์ใหม่ 2 ชนิด คือ ที่นอน และชุดสำหรับเด็กอ่อน เช่น หมอนรองหัวเด็ก ที่นอนเด็ก หมอนข้าง คาดว่าภายในปี 2561 จะสามารถทำยอดขายได้ไม่แพ้หมอนยางพาราที่เป็นสินค้าชูโรงอยู่ในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีปัญหาขาดแคลนช่างฝีมือในการเย็บปลอกหมอน และบรรจุภัณฑ์ จึงต้องไปจ้างเครือข่ายสหกรณ์ที่จังหวัดพัทลุง ขณะนี้ทางสหกรณ์ฯบ้านหนองครก กำลังประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อฝึกอบรมช่างเย็บปลอกหมอนและปลอกผลิตภัณฑ์อื่น ๆ คาดว่าภายใน 1-2 ปีนี้จะสามารถแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง และเมื่อทุกอย่างลงตัวจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตและนำสินค้าทุกชนิดออกเปิดตลาดได้อย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและต่างประเทศซึ่งจากการศึกษาภาพรวมของตลาดมีแนวโน้มที่สดใสและจะเป็นแหล่งสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชนมีเศรษฐกิจที่เข้มแข็งอย่างแน่นอน

สำหรับสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านหนองครก จำกัด เป็นโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์หมอนยางพาราแห่งแรกของจังหวัดตรัง โดยได้รับการการสนับสนุนงบประมาณประจำปี พ.ศ.2559 ของจังหวัดตรัง จำนวนเงินกว่า 12 ล้านบาทภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพาราในสถาบันเกษตรกร โดยจะรับซื้อน้ำยางพาราหน้าโรงงานในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดทั่วไป เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพาราให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้

“จันทบูรไชนิ่งมูน” โฟโต้บุ๊ก เล่าเรื่องเมืองจันทบุรีด้วยรูปภาพ เกิดจากการริเริ่มของคุณเมธี จึงสงวนสิทธิ์ ประธานกรรมการ บริษัท ไชนิ่งมูน จำกัด โดยมีคุณอุกฤษฏ์ วงษ์ทองสาลี บรรณาธิการหนังสือ และคุณศิริโชค เลิศยโส ช่างภาพและทีมงาน ที่มองเห็นความสำคัญของจังหวัดเล็กๆ อย่างจันทบุรี ว่ามีสิ่งที่งดงาม บันจุเอาไว้ในหลายๆ ที่ ไม่อยากให้คิดแค่ว่าจันทบุรีเป็นแค่จังหวัดทางผ่าน

คุณเมธี จึงสงวนสิทธิ์ บอกเล่าถึงความเป็นมาของหนังสือเล่มนี้ว่า ตนเป็นพ่อค้าพลอยอยู่ที่จังหวัดจันทบุรีมานาน มีทุกวันนี้ได้เพราะทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ของที่นี่ วันหนึ่งมีเวลาได้กลับมานั่งนึกถึงว่าเราน่าจะทำประโยชน์และฝากผลงานอะไรไว้เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ จังหวัดบ้าง เนื่องจากคุณเมธีเป็นค้าพลอย ต้องเดินทางไปหาซื้อพลอยดิบทั่วโลก ได้พบได้เจออะไรหลายๆ อย่าง พบคนมากหน้าหลายตา รวยบ้าง จนบ้าง พบวัฒนธรรมต่างๆ เมืองบางเมืองก็อุดมสมบูรณ์มาก บางเมืองก็แล้งแค้นมาก

จึงมองหันกลับมาที่บ้านเกิดซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ มีความเขียวขจี สวยสด และมีศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม มีวิถีชุมชนที่อยู่ร่วมกันอย่างสันสิสุข แม้จะมีหลายเชื้อชาติ ศาสนา แต่ทุกคนก็อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข จังหวัดจันทบุรีมีอะไรมากมายที่อยากจะอวดโฉม ทีนี้จะทำยังไงถึงจะไปถึงฝั่งฝันได้ จึงคิดที่อยากจะทำหนังสือสักเล่ม แต่ไม่มีความรู้ทางด้านนี้เลย จึงได้สอบข้อมูลเกี่ยวกับการทำหนังสือกับคนรู้จัก จนกระทั่งได้มารู้จักกับคุณอุกฤษฏ์ วงษ์ทองสาลี ซึ่งคุณอุกฤษฏ์ เป็นคนจังหวัดจันทบุรี แต่ได้ไปศึกษาต่อที่กรุงเทพ และต่างประเทศ แต่มีแนวคิดที่เหมือนกันว่า เราใช้ความรู้ ความสามารถสร้างประโยชน์ให้ที่อื่น ให้ตัวเองมาก็มากแล้ว จึงอยากคิดจำทำอะไรดีๆ ให้กับบ้านเกิดของตัวเองบ้าง จึงมีโอกาสได้ร่วมมือกัน

โดยในหนังสือแบ่งเป็นเซ็คชั่นต่างๆ เพื่อให้ผู้อ่านได้รู้จักจังหวัดจันทบุรีในความหนา 250 หน้า ราคาเล่มละ 1,500 บาท ทุกรูปมีความหมาย แต่ละรูปมีการคัดสรรผ่านมุมมองช่างภาพมืออาชีพอย่างคุณศิริโชค เลิศยโส และทีมงานมืออาชีพมาแล้วเป็นอย่าดี ไม่ผิดหวังแน่นอน

สำหรับคนที่มีความรักในเมืองจันทบุรีเข้าร่วมทำหนังสือในครั้งนี้ ทางบรรณาธิการได้มุ่งมั่นตั้งใจ ใช้เวลารวบรวม ภาพถ่ายรวมเวลาทั้งสิ้น 4 ปี กับ 11เดือน ได้กลั่นกลอง นับว่าเป็นที่น่าภูมิใจของคนเมืองจัน เป็นหนังสือที่ถ่ายทอดวิถีชีวิตของผู้คน และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ศิลปะศาสตร์ ประเพณี อาหารพื้นถิ่น รวมถึงการท่องเที่ยวภายในจังหวัดจันทบุรีที่งดงาม

มกอช.มั่นใจการขับเคลื่อนนโยบายการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน ตามหลักมาตรฐานสากล สร้างความเชื่อมั่นและความนิยมสินค้าเกษตรไทยเพื่อการส่งออกและการค้าในต่างประเทศ

คุณดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการ มกอช. กล่าวว่า ปี 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดนโยบายให้เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน มุ่งขับเคลื่อนงานเพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของไทยทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำหรือตั้งแต่ฟาร์มถึงผู้บริโภค โดยเน้นสินค้าเกษตรทั้งในประเทศและที่ส่งออกด้วย เพราะเป็นมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แสดงถึงความยั่งยืนและเพื่อยกระดับให้เป็นสินค้าคุณภาพสูง โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาและแปรรูปสินค้าด้วย

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังเน้นนโยบายขยายเกษตรอินทรีย์ให้มีจำนวนพื้นที่การเกษตรอินทรีย์ให้เพิ่มมากขึ้น โดยตั้งเป้า 6 แสนไร่ ภายในสิ้นปี 2560 นี้ และลดการใช้สารเคมีที่ไม่ปลอดภัย พร้อมให้ความรู้แก่เกษตรกรในการควบคุมหรือการนำมาใช้ รวมถึงการร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อขยายตลาดควบคู่ไปกับการพัฒนาสินค้าด้วย

สำหรับภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรในปัจจุบัน สินค้าที่ได้รับความนิยมมาก อาทิ ข้าว เนื้อไก่ ยางพารา เป็นต้น รวมไปถึงสินค้าประมง คือปลาและกุ้ง ส่วนผลไม้ไทยที่ได้รับความนิยมสูงมากในปีนี้คือทุเรียนและมังคุด ซึ่งคาดว่าจะสามารถทำมูลค่าส่งออกได้ถึงสามหมื่นล้านบาท นับเป็นมูลค่าที่มากกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา ดังนั้น เมื่อตลาดในต่างประเทศมีความต้องการสินค้าเกษตรของไทยสูง ประเทศไทยจึงต้องมีการควบคุมคุณภาพของสินค้าเพื่อป้องกันปัญหาในการส่งออก ซึ่งประเทศที่นำเข้าสินค้าไทยอันดับต้นๆ คือ 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียน รองลงมาคือญี่ปุ่นและยุโรป นอกจากนี้ยังมีสินค้าที่กำลังรอการประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือทุเรียนแช่เยือกแข็ง ซึ่งเป็นสินค้าที่มีศักยภาพในการส่งออกสูง โดยมีการตั้งเป้าไว้ว่าภายใน 4-5 ปี จะมีมูลค่าส่งออกจากเดิมคือ 500 ล้านบาทเป็น 2,000 ล้านบาท โดยต้องควบคุมหลายอย่างรวมทั้งเรื่องอุณหภูมิเพื่อให้สินค้าคงคุณภาพไปจนถึงปลายทาง

“การส่งออกของไทยยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องแม้จะมีกฎระเบียบจากประเทศต่างๆ ที่เข้มงวด แต่สินค้าเกษตรของไทยก็ยังเป็นส่วนสำคัญในการส่งออกที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องมุ่งมั่นพัฒนามาตรฐานคุณภาพสินค้าในการส่งออก เนื่องจากต่างประเทศให้การยอมรับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยมากขึ้น” คุณสาวดุจเดือน กล่าว

สำหรับประชาชนที่สนใจการยกระดับมาตรฐานสินค้าของตนให้ได้รับเครื่องหมายรับรองคุณภาพมาตรฐาน สามารถติดต่อขอข้อมูลจากเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ ได้ในทุกพื้นที่ และยังสามารถขอฝึกอบรมเพื่อพัฒนาสินค้าเกษตรของตนเองได้ด้วย ติดตามข่าวสารและรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารได้ที่เว็บไซต์ 3 เยาวชน “เพาเวอร์กรีนปีที่ 11” ตะลุยศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพในอินโดนีเซีย

แบ่งปันการเรียนรู้การอนุรักษ์พันธุ์พืช-สัตว์หายาก ปูพื้นฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน “ความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทยในอดีตคงอุดมสมบูรณ์มากกว่านี้ แต่ในปัจจุบันจากที่ได้เห็นรอบตัวแทบจะไม่มีต้นไม้ ใบหญ้าให้เห็นสักเท่าไหร่แล้ว อาจเป็นเพราะผู้คนมองไม่เห็นความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพที่หล่อเลี้ยงพวกเรามานานแสนนาน คงจะดีไม่น้อยถ้าเยาวชนไทยทุกคนได้มีโอกาสเรียนรู้และเข้าใจความหลากหลายทางชีวภาพด้วยตาตนเอง เพื่อต่อยอดไปสู่การอนุรักษ์ที่ไม่ใช่แค่อนุรักษ์ แต่เป็นการขยายองค์ความรู้ที่เรามีให้แก่ทุกคนต่อไป”

เมื่อเร็วๆนี้ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจพลังงานแห่งเอเชียที่มุ่งมั่นพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน ร่วมกับคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นำ 3 เยาวชนโครงการ “ค่ายเพาเวอร์กรีน” ปีที่ 11 ที่ได้รับคัดเลือก เดินทางไปเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เจาะลึกแนวทางการอนุรักษ์พืชพันธุ์และสัตว์ป่าหายาก ณ สวนสัตว์สไตล์ซาฟารี (Taman Safari Indonesia Bogor) และศูนย์อนุรักษ์ลิงอุรังอุตังบอร์เนียว (Borneo Orang Utan Survival) พร้อมศึกษากระบวนการบริหารเหมืองเอ็มบาลุต (Embalut) ของบ้านปูฯ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชน ตลอดจนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและฟื้นฟูพื้นที่เหมืองตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

เยาวชนที่ได้รับเลือกให้ไปทัศนศึกษา ได้แก่ นายพีรพัฒน์ หริเลิศรัฐ (พีท) ชั้น ม.4 โรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ จ. สมุทรปราการ นางสาวนินัฎดา หะยีแวสามะ (นัฎ) ชั้น ม.4 โรงเรียนดารุสสาลาม จ. นราธิวาส นางสาวศศินันท์พร จิรัชญาพงศ์ (หมิว) ชั้น ม.5

โรงเรียนสารภีพิทยาคม จ. เชียงใหม่ จึงถ่ายทอดประสบการณ์และแบ่งบันเกร็ดความรู้ที่ได้จากสถานที่ที่ได้ไปเยี่ยมชมเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ในการเป็นส่วนหนึ่งเพื่อขับเคลื่อนขบวนการพัฒนาชุมชนและทรัพยากรในชุมชนอย่างยั่งยืน ดังนี้

ความหลากหลายทางชีวภาพของไทยเทียบกับอินโดนีเซีย

นัฎ: ก่อนทัศนศึกษานั้น คิดว่าประเทศไทยเราก็มีทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพสูงพอสมควร สังเกตได้จากผลไม้ที่หลากหลายหากินได้ตลอดปี และสัตว์ต่างๆ แต่เมื่อได้ไปทัศนศึกษาที่อินโดนีเซียแล้ว พบว่าที่นั่นมีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าที่ไทยมาก รู้สึกได้ว่าผู้คนที่นั่นจะตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติและสัมผัสถึงความรักของพวกเขาพลังของการเอาใจใส่ต่อธรรมชาติในการไม่รุกรานป่า ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่จะเต็มไปด้วยต้นไม้ ดูเย็นตา อากาศดีกว่า จึงสามารถพบสัตว์ป่าที่หาดูยากหรือใกล้สูญพันธุ์ได้มากมายได้ที่นี่

พีท: อินโดนีเซียมีพันธุ์พืชที่เหมือนกับประเทศไทยหลายพันธุ์มาก แต่ขนาดของพืชที่นั่น มีขนาดใหญ่และสมบูรณ์กว่าประเทศไทยหลายเท่า สัตว์ป่าท้องถิ่นที่อินโดนีเซีย มีหน้าตาแตกต่างจากที่ประเทศไทยมาก บางชนิดไม่สามารถพบเห็นที่ประเทศไทยได้ เช่น มังกรโคโมโด ลิงจมูกยาว ลิงทาร์เซียร์ เป็นต้น

การอนุรักษ์พันธุ์สัตว์พื้นเมืองหายาก ณ ศูนย์อนุรักษ์ลิงอุรังอุตังบอร์เนียวและศูนย์อนุรักษ์หมีหมา และสวนสัตว์สไตล์ซาฟารี Taman Safari Bogor

หมิว: ศูนย์อนุรักษ์ลิงอุรังอุตังบอร์เนียว เป็นสถานที่ที่รวบรวมลิงอุรังอุตัง และหมีหมาที่ถูกลักลอบนำมาเลี้ยง ฝึกสอนเพื่อแสดงในคณะละครสัตว์ หรือแม้แต่ถูกมนุษย์ทำร้าย โดยมีเจ้าหน้าที่ดูแลสัตว์สอนการใช้ชีวิตตามธรรมชาติให้แก่สัตว์ป่าเหล่านี้ก่อนส่งกลับสู่ธรรมชาติ เช่น การสร้างรัง การหาอาหาร และยังสอนให้เกลียดมนุษย์เพื่อให้พวกมันเอาตัวรอดจากมนุษย์ผู้ไม่หวังดีด้วย นอกจากนี้ ยังได้เห็นสัตว์ป่าท้องถิ่นที่ใกล้ที่จะสูญพันธุ์ และสัตว์ป่าหาชมยากกว่า 2,000 ชนิดที่สวนสัตว์สไตล์ซาฟารี Taman Safari Bogor อีกด้วย อย่างเช่น ชะนีเซียมัง เสือโคร่งสุมาตรา เสือโคร่งเบงกอลขาว กระทิงแดง ยามา อูฐ สิงโต กวาง สิงโต ฯลฯ โดยสัตว์เหล่านี้สามารถสัญจรและหากินได้อย่างอิสระ

พีท: วิธีที่เขาใช้ในการอนุรักษ์สัตว์ก่อนจะปล่อยคืนสู่ป่านั้นเป็นระบบ คือมีการแบ่งเป็นระดับความพร้อมของสัตว์แต่ละตัวพร้อมที่จะถูกปล่อยคืนสู่ป่าหรือไม่และยังมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น การฝังชิปในสัตว์แต่ละตัว เพื่อติดตามว่ามันเอาตัวรอดในธรรมชาติได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ และเป็นครั้งแรกที่ได้ทราบว่า กรงไม่ได้มีความหมายในด้านการจำกัดอิสระของสัตว์เพียงอย่างเดียว แต่ในบางครั้งอย่างเช่นในการอนุรักษ์ Sunbear หมีท้องถิ่นของอินโดนีเซียที่ใกล้สูญพันธุ์ ณ ศูนย์อนุรักษ์หมีหมา เราจำต้องสร้างกรงมาเพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันไปใกล้เขตชุมชน เป็นป้องกันอันตรายต่อตัวหมีเองและต่อมนุษย์จนกว่าจะพร้อมกลับคืนสู่ธรรมชาติอย่างปลอดภัย

การจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ ณ เหมืองเอ็มบาลุต

หมิว:แม้จะเป็นเวลา กว่า 25 ปี ที่มีการขุดเหมืองเอ็มบาลุตเพื่อนำถ่านหินไปเป็นพลังงานไฟฟ้าและเชื้อเพลิงต่างๆ แต่ตลอดระยะเวลานั้นมีการจัดการฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อมของชุมชนรอบๆ เหมืองอย่างเป็นระบบอยู่ตลอดเวลา

นัฎ: การแบ่งส่วนทำเกษตรผสมผสาน และแปลงสาธิตเทคโนโลยีทางการเกษตรที่เรียกว่า Agriculture Techno Park ช่วยสร้างความรู้ใหม่ๆ ให้แก่ชุมชนทั้งเรื่องการ ปรับบ่อน้ำในเหมืองให้เป็นแหล่งน้ำสำคัญของชาวบ้าน ไว้ทำการเกษตรและเพาะพันธุ์ปลาเพื่อแบ่งให้ชุมชนนำไปบริโภคหรือค้าขายสร้างรายได้ รวมถึงสอนการสกัดน้ำมันหอม Patchouli หรือน้ำมันพิมเสน เพื่อส่งขายเป็นหัวเชื้อในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและน้ำหอมทั้งในและต่างประเทศ และยังเป็นพื้นที่ต้นแบบให้กับเจ้าหน้าที่รัฐในการนำความรู้ไปแจกจ่ายให้กับประชาชนพื้นที่อื่นๆ อีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการพัฒนาในรูปแบบของการส่งเสริมการเรียนรู้แก่สมาชิกชุมชนไปในตัว

พีท: ที่นี่เราได้รู้จักการฟื้นฟูแบบใหม่ที่ไม่ใช่การปลูกป่าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการพัฒนาพื้นที่บริเวณรอบๆ เหมืองให้เป็นพื้นที่สาธิตการเกษตรซึ่งเป็นวิธีการฟื้นฟูที่น่าสนใจอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อคนในชุมชนแล้วยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับประเทศไทยได้ด้วย

เยาวชนทั้ง 3 คนอยากฝากคนไทยให้หันมาสนใจกับความหลากหลายทางชีวภาพมากกว่านี้โดยเฉพาะการพัฒนาด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้ดียิ่งขึ้น ปลูกฝังจิตสำนึกของคนไทยให้รักษ์ป่า รักษ์สัตว์ และคำนึงถึงคุณค่าของธรรมชาติให้มากขึ้น เพราะนอกจากความหลากหลายทางชีวภาพจะเป็นตัวบ่งบอกเอกลักษณ์ของประเทศแล้ว มันยังสะท้อนถึงคนในประเทศว่าให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากเพียงใด โดยสามารถเริ่มจากการศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น การอนุรักษ์ป่าไม้ วิธีลดโลกร้อน หรือการเข้าไปมีส่วนร่วมกับแกนนำสิ่งแวดล้อมต่างๆอย่างเช่น การเข้าค่าย Power Green Camp เพื่อเรียนรู้ทั้งเรื่องการจัดการ วิธีการแก้ปัญหา เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพและหัวข้อที่เกี่ยวข้องอื่นๆ มากมาย เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกของการร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้น

นางอุดมลักษณ์ โอฬาร ผู้อำนวยการสายอาวุโส-องค์กรสัมพันธ์ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ความหลากหลายทางชีวภาพมีความสำคัญและเชื่อมโยงกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์มากขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงกับชีวิตประจำวันของทุกคน ปีนี้จึงเป็นปีที่ 2 ที่บ้านปูฯ จัดทริปทัศนศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ ณ ประเทศอินโดนีเซียประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ประกอบกับบ้านปูฯ มีนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน (sustainable development policy) ในกระบวนการดำเนินธุรกิจตั้งแต่ขั้นตอนวางแผนพัฒนากระบวนการผลิต ระหว่างการดำเนินการผลิต และภายหลังการปิดเหมือง ตัวอย่างโครงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญคือ โครงการที่เหมืองบารินโต (Barinto)และเหมืองอินโดมินโค (Indominco) รวมถึงโครงการพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่เหมืองเอ็มบาลุต ภายใต้การดูแลของ PT.Indo Tambangraya Megah (ITM) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบ้านปูฯ ในประเทศอินโดนีเซีย จึงต้องการต่อยอดการเรียนรู้และสร้างความตระหนักในเรื่องนี้ให้แก่เยาวชน”

“บ้านปูฯ เชื่อว่า พลังความรู้คือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา เราจึงส่งเสริมให้เยาวชนได้เปิดโลกทัศน์ เรียนรู้โลกกว้าง เห็นภาพกระบวนการทำงานของภาคธุรกิจที่ดำเนินตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อประกอบธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม และชุมชน รวมถึงศึกษาทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมต่างถิ่น ที่นอกจากจะสร้างเสริมประสบการณ์ และแรงบันดาลใจแก่เยาวชนแล้ว ยังเชื่อว่าเยาวชนจะสามารถคิดวิเคราะห์และประยุกต์ใช้สิ่งใหม่ที่ได้เรียนรู้ และนำกลับไปปรับใช้ในการพัฒนาชุมชนและทรัพยากรในชุมชนได้อย่างยั่งยืน” นางอุดมลักษณ์กล่าวสรุป

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเตรียมข้อมูลพร้อมรายงานทุกสถานการณ์ ช่วงที่เจ้าหน้าที่สหภาพยุโรป (อียู)เข้ามาติดตามและตรวจสอบการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายขาดการรายงานและไร้การควบคุม(ไอยูยู)ของไทยทั้งระบบ ระหว่างวันที่1 -15 กรกฎาคมนี้

ซึ่งการเข้ามาของอียูครั้งนี้จะเพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินการมากกว่าทุกครั้ง โดยมุ่งเน้นตรวจสอบการขึ้นทะเบียนเรือ การควบคุมเรือประมง เรือประเภทอื่นที่มีส่วนสนับสนุนเรือประมง ซึ่งปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯได้ออกประกาศให้ติดตั้งเครื่องติดตามเรือ (วีเอ็มเอส) เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ การทำงานด้านไอยูยูมีความคืบหน้าไปมาก แต่ยอมรับการดำเนินการยังไม่100%ตามเป้า เพราะบางอย่างเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารกับงานเชื่อมโยงกับระบบระหว่างหน่วยงาน ที่ต้องอาศัยเวลาในการแก้ไข

พล.อ. ฉัตรชัย กล่าวว่า ส่วนกรณีกรมเจ้าท่าเอาผิดกับผู้ครอบครองสิ่งล่วงล้ำลำน้ำตามกฎหมาย ซึ่งกระทบกับการเลี้ยงปลาในกระชังของเกษตรกร ปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือหลายหน่วยงาน อาทิ กระทรวงคมนาคม กรมเจ้าท่า โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ประสาน คาดแนวทางจะชัดเจนในสัปดาห์นี้ ซึ่งการเร่งดำเนินการแก้ปัญหาไอยูยู ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อให้ไทยหลุดจากใบเหลืองของอียู แต่อยากเห็นความยั่งยืนของทรัพยากรทางทะเล เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ และผลักดันให้ไทยมีภาพลักษณ์ต่อการทบทวนรายงานการค้ามนุษย์ของสหรัฐ ที่ขณะนี้ไทยอยู่เทียร์ 2 วอตช์ลิสต์ ในเร็วๆนี้

ส่งออกมันสำปะหลัง 5 เดือนหด 7.7% เอกชนโอดไม่มีกำลังต่อรองผู้นำเข้า จี้รัฐแก้ปมคุมสต๊อกมันเส้น-ล้อมคอกมันด้อยคุณภาพจากประเทศเพื่อนบ้านสวมรอยเป็นพิกัดมันอื่น ๆ

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ”รายงานว่า การส่งออกมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค.) ปี 2560 ปริมาณ 4,822,965 ตัน ลดลง 7.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีมูลค่า 1,166 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 13.9%

นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาวะมันเส้นมีจีนเป็นตลาดส่งออกเดียว ปัจจุบันจีนมีโรงงานขนาดใหญ่ ใช้มันเส้น 5 แสนตัน-1 ล้านตันเพียง 4-5 โรงงาน เทียบกับผู้ส่งออกไทยมีกว่า 20 ราย ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายบังคับให้ผู้ส่งออกสต๊อกมันเส้น เพื่อได้รับสิทธิส่งออก ทั้งที่จีนไม่ได้มีนโยบายจำกัดปริมาณนำเข้า จึงกลายเป็นผู้ส่งออกต้องแย่งกันขาย หลังจากได้รับการจัดสรร ทำให้ผู้ส่งออกพยายามลดต้นทุนการซื้อผู้ประกอบการลานมันต้องประสบภาวะขาดทุน เนื่องจากราคาดิ่งลง ทำให้ไม่สามารถซื้อหัวมันแข่งกับโรงแป้งได้ ลานมันในไทยทำงานน้อยลง

“หัวมันสำปะหลังที่ออกมาพร้อม ๆ กันในระยะเวลาเดียวกันของทุกประเทศ ส่งผลให้เกิดภาวะหัวมันในไทยล้นโรงแป้ง โรงแป้งต้องลดราคา เพื่อระบายสินค้าในสต๊อกบ้าง ชะลอการรับซื้อหัวมันบ้าง ทำให้ผู้ส่งออกแป้งมันมีฐานะไม่แตกต่างจากผู้ส่งออกมันเส้น คือ ไม่มีกำลังต่อรองกับผู้ขาย”

ช่วงนี้เป็นฤดูฝน ผลผลิตมันสำปะหลังออกสู่ตลาดไม่มาก ราคาหัวมันที่โรงแป้งนครราชสีมารับซื้อปรับขึ้นมา กก.ละ 1.80 บาท คาดว่าจากช่วงนี้ไปถึงฤดูกาลใหม่ ปี 2560/2561 (ต.ค. 2560-ก.ย. 2561) ราคาน่าจะดีกว่าปีก่อนที่เคยร่วงลงต่ำกว่า กก.ละ 1 บาท เพราะปีนี้เกษตรกรจะปลูกมันลดลง เนื่องจากเกษตรกรขาดทุน 3 ปี

“ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาหัวมันสำปะหลังลดลงอย่างโหดร้าย คือ ความต้องการใช้หัวมัน เพื่อทำผลิตภัณฑ์มันเส้น แป้ง และเอทานอล คิดเป็นปริมาณ 40 ล้านตัน มากกว่าที่เกษตรกรไทยผลิตได้ 30 ล้านตัน มีผลต่างเกือบ 10 ล้านตัน หากตามกลไกตลาดควรต้องดีขึ้น แต่ยังมีหัวมันลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเขตอีสานตอนล่าง สำแดงภายใต้พิกัดอื่น ๆ ทำให้ข้อมูลกรมศุลกากรมีน้อยเพียง 2 หรือ 4 ล้านตัน และยังหลุดรอดจากการตรวจสอบคุณภาพสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานของสินค้าไทยด้วย”

หากรัฐไม่ดูแลปล่อยให้มีการลักลอบนำเข้ามันคุณภาพต่ำ และยังคงนโยบายการส่งออกมันเส้นเหมือนเดิม ไม่เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลคุณภาพส่งออกให้เป็นไปตามระเบียบ ปล่อยให้ผู้ส่งออกทุกผลิตภัณฑ์แข่งกันขาย เชื่อว่าเหตุการณ์คงไม่แตกต่างกับ 2-3 ฤดูกาลที่ผ่านมา แม้รัฐบาลจะพยายามช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการเพาะปลูก ส่งเสริมให้เกษตรกรมีทางเลือกผลิตมันเส้น เพื่อได้มูลค่าเพิ่ม แต่ถ้ารัฐไม่บริหารให้อุตสาหกรรมมันเส้นและแป้งมันแข่งขันกันซื้อหัวมันจากเกษตรกรไทยคงต้องรับเคราะห์กรรมต่อไป

กยท. ลงพื้นที่ จ.ระยอง จัดกิจกรรม CSR ปูพื้นยางสนามเด็กเล่น ย้ำให้ความสำคัญในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ควบคู่การใช้ยางในประเทศ

เมื่อเร็วๆ นี้ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ลงพื้นที่จัดกิจกรรม CSR เพื่อจัดทำพื้นสนามเด็กเล่นด้วยยางพารา นำโดยคณะผู้บริหาร พนักงานร่วมปูพื้นยางสนามเด็กเล่น ณ โรงเรียนบ้านสีระมัน ต.ห้วยทับมอญ อ.ชะเมา จ.ระยอง เพื่อส่งเสริมให้สนามเพื่อเป็น แหล่งพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้านกีฬา และประโยชน์ของยางพาราให้กับเยาวชน และคนในชุมชน ในขณะเดียวกัน ปลูกผังจิตสำนึกด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมกับพนักงาน กยท. พร้อมนำงานวิจัยผลิตภัณฑ์ยางพาราสร้างประโยชน์แก่ชุมชน ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้ยางในประเทศอีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ นายเสนีย์ จิตตเกษม กรรมการ การยางแห่งประเทศไทย coresysit.com ในฐานะประธานอนุกรรมการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมของ กยท. เผยว่า กยท. ให้ความสำคัญในการดำเนินงานด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมควบคู่ไปกับการดำเนินงานในด้านอื่นๆ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างความสัมพันธ์อันดีในชุมชนขององค์กรหรือหน่วยงาน เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมทั้งจากคนในชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และผู้เกี่ยวข้องที่มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยโครงการยางปูพื้นสนามเด็กเล่นครั้งนี้เป็นกิจกรรมหนึ่งตามแผนการดำเนินงานด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมของ กยท. ประจำปี 2560 เน้นนำยางพารามาแปรรูปเป็นบล็อกยางแล้วปูพื้นสนามเด็กเล่นแทนการปูพื้นซีเมนต์หรือการทำเป็นพื้นสนามหญ้าแบบทั่วไป ถือเป็นกิจกรรมด้าน CSR ที่สอดรับกับมาตรการส่งเสริมการแปรรูปยางพาราเพื่อเพิ่มมูลค่าและการใช้ยางภายในประเทศให้มากขึ้นด้วย

ขณะที่ ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กยท. ให้การสนับสนุนการปูพื้นยางสนามเด็กเล่นให้แก่โรงเรียนบ้านสีระมัน โดยนำบล็อกยางพารามา จำนวน 900 แผ่น มาปูเป็นพื้นสนามเด็กเล่น คิดเป็นพื้นที่ 93.12 ตารางเมตร ซึ่งมีการใช้ยางแท่ง STR 20 จำนวนประมาณ 1 ตัน มาเป็นวัตถุดิบในการแปรรูปเป็นบล็อกยางในกิจกรรมนี้ สำหรับบล็อกยางพาราที่นำมาปูพื้นสนามเด็กเล่น เป็นงานวิจัยของฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง กยท. ซึ่งผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมบล็อกยางปูพื้น เลขที่ มอก.2378-2551 จะมีความยืดหยุ่นและสามารถรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี

“บล็อกยางปูพื้นสนาม จะช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาต่อเด็กหรือเยาวชนที่ใช้เครื่องเล่นหรือทำกิจกรรมบนลานสนามเด็กเล่นนี้ ดังนั้น กิจกรรม CSR ในวันนี้ จะเป็นการนำงานวิจัยของ กยท. ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมอย่าเป็นรูปธรรม สามารถใช้ยางพาราภายในประเทศอย่างมีศักยภาพ อีกทั้งยังสามารถยกระดับชีวิต ความเป็นอยู่ของนักเรียนและคนในชุมชนให้มีความปลอดภัยมากขึ้นด้วย”

ด้าน นายคณานนท์ เอี่ยมประกอบกิจ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสีระมัน กล่าวว่า โรงเรียนบ้านสีระมันเป็นโรงเรียนขยายโอกาสประจำตำบลห้วยทับมอญ มีนักเรียนจำนวน 151 คน เปิดการเรียนการสอนในหลักสูตรตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับมัธยมศึกษา เดิมสนามเด็กเล่นของโรงเรียนจะมีลักษณะเป็นพื้นดินปลูกหญ้าทั่วไป เมื่อทราบว่าการยางแห่งประเทศไทยนำยางมาแปรรูปเป็นบล็อกปูพื้นสนามเด็กเล่นให้กับนักเรียนแบบนี้รู้สึกดีใจมาก เพราะโรงเรียนขนาดเล็กแบบนี้ถ้าจะต้องใช้งบประมาณมาจัดสร้างเองคงเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ ส่วนเด็กนักเรียนก็ตื่นเต้นและดีใจมาก พร้อมใจช่วยกันยกบล็อกยางมาต่อเรียงกันอย่างสนุกสนาน

อย่างไรก็ตาม บุคลากรของโรงเรียนบ้านสีระมันทุกๆ คน รู้สึกยินดีและขอขอบคุณการยางแห่งประเทศไทย ถือเป็นเรื่องที่ดีในการนำน้ำยางมาแปรรูป ช่วยกันส่งเสริมการใช้สัตถุดิบยางพาราในประเทศ สนามเด็กเล่นปูพื้นด้วยยางจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับเด็ก รวมไปถึงเครื่องเล่นต่างๆ หากเป็นวัตถุที่มีส่วนผลิตจากยางก็จะดีกว่าการใช้โครงเหล็กซึ่งเมื่อใช้ไปเกิดสนิมก็จะเป็นอันตรายต่อเด็กเล็กได้