เริ่มต้นละ 300 บาทครับ ผมมีหลายไซซ์ ชอบแบบไหนบอก

มาเลย จัดให้ได้หมดภาพตรงหน้าผม ต้นคีเปลที่อายุ 6 ปี อยู่ในกระถางที่รากเดินลงดินไปแล้ว มีดอกเป็นกระจุกอยู่ตามกิ่งรอบต้น สีเหลืองอมเขียว กลิ่นหอมจางๆ “ดอกตัวผู้จะออกตามกิ่ง ส่วนดอกตัวเมียจะออกที่ต้น เวลาดอกบานเกสรตัวผู้ก็จะปลิวลงมาผสม แล้วก็ติดผลตามลำต้น นี่จึงเป็นคำตอบสำหรับคนที่อยากได้กิ่งตอนแต่ผมไม่ทำให้ เพราะธรรมชาติของไม้ชนิดนี้จะเป็นเช่นนี้ จึงต้องเพาะจากเมล็ดเป็นหลักเท่านั้น”

“จะได้ชิมไหมพี่”

“ปลายปีนี้ รอได้เลย อยากเป็นหนุ่มเนื้อหอมละสิท่า”

“แหม! รู้ใจ”

นอกจากลำไยแดงที่ผมได้ชิมมาแล้ว คีเปลที่ผมชิมยอดอ่อนจิ้มน้ำพริกมาแล้ว ฝรั่งชมพูสิบแสนที่ผมได้ชิมความอร่อยมาแล้ว พี่แดงยังให้ผมรอชิมผลส้มโอที่สะสมอยู่อีกหลายสายพันธุ์ หากชิมแล้วอร่อยหรือไม่อร่อยอย่างไรจะมาเล่าให้ฟังนะครับ

“หากผู้อ่านอยากติดต่อกับพี่ต้องใช้ช่องทางไหนครับพี่”

“ง่ายๆครับ เข้าเฟซบุ๊กหาชื่อ แดง ไม้ไทย หรือ โทร.หาผมที่เบอร์ (092) 425-3452 รับทุกสายครับ หากสายไหนยังไม่ได้รับก็จะโทร.กลับอย่างไวครับ”

“แล้วมีพิเศษไหม อิอิอิ”

“จัดให้ ใครมาเจอผมแล้วถือหนังสือเล่มนี้มาด้วย เอาไปเลยลด 10 เปอร์เซ็นต์ ถูกใจอาจมีแถม”

“ได้เลย ขอบคุณครับพี่” สวัสดีครับ ธุรกิจเกษตรมีมากมายหลากหลาย จะเป็นธุรกิจต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ มีให้เลือกอยู่เยอะแยะ ใครที่เข้ามาในแวดวงการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นลุงมีเลี้ยงหอย ตาจ่อยขายกุ้ง ป้าหุ่งปลูกผัก ก็ล้วนอยู่ในแวดวงธุรกิจเกษตรทั้งหมดทั้งสิ้น ดังนั้น คนทำเกษตรแบบเราท่านจะมาคิดแบบเดิม เลี้ยงไป ปลูกไป ขายไปนั้นไม่ได้แล้ว ต้องคิดในเรื่องธุรกิจ ขายที่ไหน ขายใคร ขายเท่าไร โฆษณาแบบใดเข้าไปด้วย เพราะเราไม่ใช่เกษตรกรอย่างเดียวแต่เราทำธุรกิจเกษตรกันอยู่นะพี่น้อง ฉบับนี้ขอพาท่านไปชมธุรกิจเกษตรที่เป็นธุรกิจกลางน้ำ อะแฮ่ม ไม่ใช่ธุรกิจเลี้ยงปลาจับกุ้งกลางแม่น้ำนะครับ แต่เป็นธุรกิจที่อยู่ตรงกลางระหว่างคนจัดหาวัตถุดิบต้นน้ำและพ่อค้าแม่ขายในตลาดที่อยู่ตรงปลายน้ำ ธุรกิจนี้ทำกำไรให้ดีพอสมควรทั้งคนจ้างและคนถูกจ้าง เป็นอย่างไรตามไปชมกันครับ

พาท่านไปพบกับ คุณวชิรา ทองแท้ หรือที่คนหนองขาวรู้จักกันในชื่อ เสี่ยเอ๋ ที่บ้านเลขที่ 198/4 หมู่ที่ 1 ตำบลหนองขาว อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เสี่ยเอ๋ เล่าให้ฟังว่า

“ผมชอบวัว รักการเลี้ยงวัวมาตั้งแต่เด็กๆ เหมือนกับเด็กผู้ชายส่วนใหญ่ในหมู่บ้าน แต่วัวที่ผมเลี้ยงคือ วัวลาน ที่มีเลี้ยงมีเล่นกันเฉพาะในภาคตะวันตกเท่านั้น วัวลานมันเหมือนอยู่ในสายเลือดของคนภาคนี้ ผมก็เลี้ยงวัวมาตลอดในเวลาเดียวกันผมก็เป็นพ่อค้าขายวัวด้วย ทั้งวัวลาน วัวเนื้อ วัวโครง ผมก็มีขายแบบซื้อมาขายไปทำกำไรนิดหน่อย” เสี่ยเอ๋ เล่าให้ฟังพร้อมพาชมทุกคอกที่มีทั้งวัวลานหลากรุ่นอายุ วัวเนื้อลูกผสมอีกหลายพันธุ์ ในส่วนของการเลี้ยงวัวขุน เสี่ยเอ๋ เล่าว่า “วัวขุนที่ทำอยู่ตอนนี้เป็นวัวที่ผมรับจ้างเลี้ยง มีพรรคพวกที่รู้จักกันมาจ้างให้เลี้ยงเพราะคนจ้างมีพื้นที่ไม่พอและคอกของเขาอยู่ไกลกรุงเทพฯ ออกไปอีกหลายร้อยกิโลเมตร ทำให้เวลาจับวัวขายมีต้นทุนขนส่งสูง เขาจึงมาจ้างผมเลี้ยงเพื่อลดต้นทุนขนส่งเป็นหลัก”

สำหรับขั้นตอนในการรับจ้างขุนวัวนั้น เสี่ยเอ๋ อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่า “ผู้รับจ้างขุนจะต้องทำหน้าที่ทุกอย่างเหมือนกับเป็นเจ้าของเองเลย ตั้งแต่ไปเลือกซื้อวัว เอามาเข้าขุนก็ทำวัคซีน ทำหมัน ขุนกันไป 6-10 เดือน แล้วแต่อายุวัวที่เอาเข้ามาเพื่อให้ได้น้ำหนักตามที่กำหนด อาหารข้นอาหารหยาบเราเป็นคนหามาทั้งหมด เราเป็นคนตัดสินใจทั้งหมดว่าจะสต๊อกอาหารหยาบไว้เท่าไรจึงจะพอ แล้วจึงไปบอกคนจ้างเพื่อคิดราคาทั้งหมดและรับเงินมาลงทุน”

เรื่องการเลือกวัวมาเข้าขุนนั้น เสี่ยเอ๋ บอกว่า “ผมจะไปเลือกซื้อวัวเองที่ตลาดนัดในพื้นที่ นอกจากนั้น ก็หาจากฝูงวัวที่มีแถวบ้าน โดยจะเลือกเอาวัวลูกผสมบราห์มันกับลูกผสมชาร์โรเล่ส์เป็นหลัก เพราะวัวพวกนี้ขุนน้ำหนักขึ้นง่าย ส่วนใหญ่ผมจะเลือกซื้อวัวที่เพิ่งอดนม อายุประมาณ 6-8 เดือน มาเข้าขุน ราคาวัวเพิ่งหย่านมในช่วงนี้อยู่ที่ตัวละ 12,000-16,000 บาท ซึ่งราคาลดลงมานิดหน่อยเมื่อเทียบกับช่วงปีที่แล้ว วัวทุกตัวที่เราจะซื้อเข้าขุนผมจะไปซื้อเองแล้วถ่ายรูปวัวมาให้คนจ้างเราดู หากเขาตกลงเรื่องราคา เรื่องพันธุ์วัว ผมก็จะซื้อวัวตัวนั้นเข้ามาขุน”

ขุนหลายช่วงอายุ

เมื่อวัวมาถึงคอกขุน เสี่ยเอ๋ก็จะให้วัคซีน ถ่ายพยาธิ ฉีดยาบำรุง และเหน็บยาทำหมันก่อนปล่อยรวมกันในคอก ที่คอกขุนของเสี่ยเอ๋วันนี้มีวัวหลายช่วงอายุ หลายขนาดน้ำหนักที่แยกขังไว้คนละคอก

“ผมขุนวัวหลายช่วงอายุ คอกแรกเป็นวัวเล็กที่เพิ่งหย่านม จับมาน้ำหนัก 100 กว่าโล คอกถัดมาเป็นวัวที่ขุนมาระยะหนึ่งแล้วกำลังอัดอาหารเพื่อเพิ่มน้ำหนัก ถัดมาอีกคอกเป็นวัวที่น้ำหนักประมาณ 400 กิโลกรัม ใกล้จับขายได้แล้ว ผมจะขุนหลายช่วงอายุเพื่อสับเปลี่ยนกันไป คอกไหนจับขายได้ก็ขายไปแล้วเอารุ่นถัดไปขยับเข้ามาขุนแทนเป็นช่วงๆ ไป ทำอย่างนี้ก็จะไม่มีปัญหาที่ต้องไปแย่งซื้อวัวโครง วัวใหญ่มาเข้าขุน เพราะเราขุนตั้งแต่หย่านมขึ้นมาเรื่อยๆ”

ลดความเสี่ยง ต้องตุนอาหารหยาบเอาไว้

การขุนวัวของเสี่ยเอ๋ต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร เพราะขุนตั้งแต่วัวเพิ่งหย่านม จึงอาจจะต้องใช้เวลาขุน 8-10 เดือน เรื่องอาหารที่นำมาใช้ขุนวัวจึงเป็นสิ่งสำคัญ เสี่ยเอ๋ เล่าให้ฟังว่า “ในส่วนของอาหารข้นและอาหารหยาบ คนจ้างจะเป็นผู้ออกเงินทั้งหมด ผมจะทำหน้าที่ไปซื้อ ไปสั่งอาหารมา ในส่วนอาหารข้นผมใช้อาหารผสมที่มีขายในเขตนี้ อาหารยี่ห้อนี้มีโปรตีน 16-18% โดยผมจะให้อาหารข้นวันละ 2 มื้อ เช้าและเย็น โดยเฉลี่ยจะให้อาหารข้นปริมาณตัวละ 1.5 กิโลกรัม ต่อตัว ต่อวัน สำหรับวัวที่กำลังเร่งขุนให้ได้น้ำหนัก ส่วนอาหารหยาบผมให้ต้นข้าวโพดหมักวันละ 2 มื้อ เช้าและเย็น ที่ผมใช้ต้นข้าวโพดหมักมาเป็นอาหารหยาบเพราะในเขตนี้มีเยอะหาได้ง่าย ราคาต้นข้าวโพดหมักช่วงนี้อยู่ที่ตันละ 1,500 บาท ส่งให้ถึงคอก แต่จะมีปัญหาขาดแคลนต้นข้าวโพดหมักบ้างในช่วงต้นปี ผมจึงต้องตุนเอาไว้โดยซื้อต้นข้าวโพดหมักมาเก็บใส่ในถังที่ปิดฝาอย่างแน่นหนาป้องกันอากาศเข้า ก็จะสามารถเก็บไว้ใช้ได้นาน ไม่ต้องกังวลว่าอาหารหยาบจะขาดแคลน นอกจากนั้น ผมก็ยังมีฟางเสริมให้บ้างในบางช่วง”

ตลาดในประเทศเป็นส่วนใหญ่ กำไรแบ่งกัน

วัวที่เสี่ยเอ๋ขุนนั้นต้องการให้มีน้ำหนัก 400 กิโลกรัมขึ้นไป แล้วจึงจับขาย เสี่ยเอ๋ อธิบายว่า “ผมจะขุนให้วัวได้น้ำหนัก 400 กิโลกรัมขึ้นไป ก่อนจับขายออกไปให้กับพ่อค้า ปลายทางของวัวขุนจากผมส่วนใหญ่จะเป็นตลาดในประเทศ ส่วนใหญ่จะเข้าโรงเชือดในเมืองไทย ไม่ได้ส่งออกไปไหน ส่วนกำไรที่ได้จากการขุนวัวนั้นเจ้าของวัวได้กำไรแน่นอนจากราคาวัวที่ขายไป ส่วนผมในฐานะคนรับจ้างเลี้ยงก็จะได้ค่าตอบแทนเป็นรายเดือน อย่างคอกของผมขุนได้พร้อมกันไม่เกิน 22 ตัว ก็ตกลงราคาค่าจ้างเลี้ยงค่าจ้างขุนกันไว้ที่ระดับหนึ่งที่พอใจกันทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งผู้จ้างและผม ถามว่ามีกำไรไหม ผมก็คิดว่าก็พออยู่ได้กันทั้ง 2 ฝ่าย เราช่วยเขาลดต้นทุนการขนส่งลงไปได้ ถ้าคิดระยะทางก็ 200 กว่ากิโลเมตร ส่วนผมก็มีรายได้ทุกเดือน คอก อาหารของผมก็มีพร้อม ก็วินวินกันทั้งคู่”

ฝากบอกมือใหม่

เสี่ยเอ๋ ฝากบอกสำหรับคนที่คิดจะรับจ้างขุนวัวแบบเสี่ยเอ๋ว่า “การรับจ้างขุนวัวแบบผม ใครที่คิดจะทำจะต้องมีความพร้อมพอสมควร อย่างคอกขุน อาหารหยาบ อาหารข้นที่มีในพื้นที่พอไหม ราคาเท่าไร แรงงานของเรามีไหมใครจะเป็นคนเลี้ยงต้องคิดให้ดี นอกจากนั้น การทำวัคซีน ถ่ายพยาธิ ฉีดยาใครจะเป็นคนทำ อย่างผมเองเป็นอาสาปศุสัตว์ที่ผ่านการอบรมมาแล้ว ฉีดยาได้ รู้จักชนิดยาต่างๆ ตรงนี้ก็เป็นต้นทุนอีกเรื่องหนึ่ง หากเราทำเองไม่ได้ก็ต้องไปจ้างคนอื่นมาทำ เป็นต้นทุนอีกอย่างหนึ่ง อีกเรื่องคือจำนวนวัวที่รับจ้างขุนก็เป็นเรื่องสำคัญ หากรับจ้างขุนวัวจำนวนน้อยเกินไปก็มีความเสี่ยง จำนวนวัวมากเกินไปก็เป็นภาระ จึงต้องคิดให้ดี” เสี่ยเอ๋ ให้คำแนะนำ

“ต้นทางป่าไม้ ปลายทางประมง ระหว่างทางเกษตรกรรม” เป็นพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ได้ทรงวางแนวทางการฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ ดินและน้ำของประเทศไทยให้อุดมสมบูรณ์ รวมถึงส่งเสริมชุมชนในพื้นที่ต้นน้ำ ตลอดจนพื้นที่ปลายน้ำที่ต้องพึ่งพิงธรรมชาติให้ดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ นับเป็นแนวคิดที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถสร้างความความยั่งยืนให้กับผืนป่าและชุมชนได้อย่างแท้จริง…พื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ต้นน้ำ และเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชไร่ที่สำคัญของประเทศ แม้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา หลายพื้นที่ของจังหวัดกาญจนบุรีจะประสบปัญหาน้ำแล้งน้ำท่วม ทั้งจากภัยธรรมชาติและฝีมือมนุษย์ แต่ด้วยแนวคิดการสร้าง “ฝายชะลอน้ำ” ตามแนวพระราชดำริ เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูผืนป่าได้อีกครั้ง และยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมีป่า ชุมชนก็มีรายได้ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ส่งผลให้เกิดความเข้มแข็งภายในชุมชน

ชุมชนบ้านยางโทน อำเภอไทรโยค เป็นอีกหนึ่งชุมชนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ที่ประสบปัญหาพื้นที่แห้งแล้งจากการแผ้วถางป่าสำหรับขยายพื้นที่ทำกิน ชุมชนจึงได้ร่วมกับกรมป่าไม้ และเอสซีจี สร้างฝายชะลอน้ำเพื่อแก้ปัญหาและหวังคืนความชุ่มชื่นให้ผืนดิน จนปัจจุบัน เห็นผลแล้วว่า นอกจากความสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่กลับคืนมา ฝายยังช่วยฟื้นสภาพพื้นที่ให้เป็นแหล่งอาหารและสร้างรายได้ให้กับชุมชน ผลิตผลทั้งหน่อไม้ ไผ่รวก เห็ดโคน และผักหวาน สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้ชุมชน

“ชุมชนได้เข้าไปร่วมกิจกรรมสร้างฝายชะลอน้ำกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และเอสซีจี ตั้งแต่ปี 2552 เพียงไม่กี่ปีก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในพื้นที่ ฝายช่วยคืนความสมดุลให้กับป่า และป่ายังเปรียบเสมือนซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ชุมชนสามารถเข้าไปหาของป่าสำหรับนำมาใช้ทำอาหารให้ครอบครัว และแบ่งขายสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น แค่คนในชุมชน 1 คน เดินเข้าป่าไปเก็บหน่อไม้เพียง 2 กระสอบปุ๋ย สามารถสร้างรายได้ให้ถึง 300 บาท ต่อวัน หรือประมาณ 5,000-6,000 บาท ต่อเดือน ส่วนรายได้ของชุมชนที่มาจากการขายหน่อไม้ เห็ดโคน พืชสมุนไพร ไม้ใช้สอยในครัวเรือน มากถึง 4,000,000 บาท ต่อปี ยิ่งไปกว่านั้น ไม่น่าเชื่อว่าเพราะการที่ชุมชนช่วยกันลงแรง ร่วมใจกันสร้างฝายชะลอน้ำ จะทำให้ชุมชนบ้านยางโทนของเรามีโอกาสพูดคุยกัน เข้าใจกัน และรักสามัคคีกันมากขึ้น” ผู้ใหญ่ครุฑ นายเต้นยิ้ว วชิรพันธ์วิชาญ ประธานป่าชุมชนบ้านบ้านยางโทน กล่าว

นอกจากชุมชนแล้ว พื้นที่ของมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี อำเภอไทรโยค ยังเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความแห้งแล้งในพื้นที่ป่าต้นน้ำที่อยู่ในเขตมหาวิทยาลัย เมื่อฝนตกหนักหน้าดินจะถูกชะล้างลงไปยังพื้นที่ด้านล่าง สร้างความเดือดร้อนให้ชุมชน มหาวิทยาลัยจึงเริ่มสร้างฝายชะลอน้ำร่วมกับเอสซีจีตั้งแต่ปี 2553 เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว จากจุดเริ่มต้นเพียง 10 ฝาย ได้ขยายเพิ่มเป็น 100 ฝาย จนปัจจุบันนักศึกษาและจิตอาสาได้ร่วมกันสร้างไปแล้ว 354 ฝาย

“ระหว่างการสร้างฝาย มหาวิทยาลัย และเอสซีจี ได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่ดีเกิดขึ้นในพื้นที่ จึงได้ร่วมมือกันทำงานวิจัยเชิงวิชาการ ภายใต้โครงการ การติดตามตรวจสอบทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการจัดการฝายอย่างยั่งยืน เพื่อศึกษาเรื่องการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ และความหลากหลายของสัตว์ รวมถึงประโยชน์จากฝายที่เกิดขึ้นกับชุมชน ผลจากงานวิจัยได้พบ ชาฤาษีไทรโยค ที่เป็นดัชนีชี้วัดสิ่งแวดล้อมที่สำคัญทางระบบนิเวศ ซึ่งพบแหล่งเดียวในโลก พืชชนิดนี้จะขึ้นในป่าที่มีระบบนิเวศสมบูรณ์เท่านั้น อีกทั้ง

ยังพบการกลับมาของเสือลายเมฆซึ่งเป็นสัตว์ที่เสี่ยงจะสูญพันธุ์ สะท้อนให้เห็นว่า การสร้างฝายมีส่วนสำคัญที่ช่วยฟื้นให้ระบบนิเวศของป่ากลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง รวมถึงฝายยังทำหน้าที่ช่วยดักตะกอนดินไม่ให้ไหลลงไปสร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชนเช่นที่ผ่านมาได้อีกด้วย ต่อจากนี้ มหาวิทยาลัย และเอสซีจี ได้ร่วมกันจัดตั้ง “สถานีเรียนรู้ฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริ” เพื่อรวบรวมและถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการทำฝายและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องให้แก่ชุมชน และผู้ที่สนใจได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป และมีเป้าหมายจะสร้างฝายให้ครบ 500 ฝายในปี 2561 นี้” ผศ.ดร.ธรรมรัตน์ พุทธไทย อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยให้เห็นผลประจักษ์เชิงวิชาการที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ที่เกิดขึ้นจากฝายชะลอน้ำ

ด้วยความเชื่อที่ว่า การรักษาและดูแลน้ำเป็นหน้าที่ของคนทุกคน ไม่เฉพาะแค่ชุมชนต้นน้ำเท่านั้น น้องแนน นางสาวช่อผกา พจนาสุคนธ์ กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ปี 4 หนึ่งในเยาวชนจิตอาสาคนรุ่นใหม่ ตัดสินใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ Facebook SCG โดยหวังว่าจะได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเรียนรู้กับเพื่อนๆ และพี่ๆ ชุมชน รวมถึงหวังว่าการร่วมกิจกรรมจะช่วยปลุกพลังที่จะส่งต่อแรงบันดาลใจให้เพื่อนๆ ที่ไม่ได้ร่วมกิจกรรม กล่าวว่า

“ปกติชอบธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ยังไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัสและลองลงมือทำงานร่วมกับพี่ๆ ชุมชนแบบนี้มาก่อน ครั้งแรกสำหรับการสร้างฝายไม่เหนื่อยอย่างที่คิด เพราะได้แรงจากพี่ๆ ชุมชน และพี่ๆ พนักงานเอสซีจีช่วยกัน เมื่อก่อนเคยได้ยินแต่คนพูดถึงฝาย แต่การมาร่วมกิจกรรมในวันนี้ได้มีโอกาสมาเรียนรู้วิธีการสร้างฝายที่ถูกต้อง ทำให้เห็นว่า ฝายช่วยชะลอน้ำสามารถช่วย
แผ่กระจายความชุ่มชื้นไปสู่พื้นที่โดยรอบได้มากกว่าแค่เก็บน้ำตามที่เราเคยคิดไว้ และไม่น่าเชื่อว่า การเริ่มต้นทำฝายจากจุดเล็กๆ ด้วยหัวใจของพี่ๆ ชุมชน และแรงของเพื่อนๆ นักศึกษาจิตอาสาของมหาวิทยาลัยมหิดล กลับส่งผลให้ป่าทั้งป่ากลับมาอุดมสมบูรณ์ได้อีกครั้ง นึกภาพไม่ออกเลยว่าสภาพพื้นที่ที่เคยแห้งแล้งและมีปัญหาน้ำท่วมเป็นอย่างไร ถ้าครั้งหน้ามีกิจกรรมประเภทนี้อีก จะขอเป็นอีกหนึ่งแรงที่จะลงมือช่วยเพื่อประเทศไทยของเรา”

สืบสานศาสตร์พระราชา เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ต่อยอดและขยายผลให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชน

เอสซีจีให้ความสำคัญเรื่องการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนให้เติบโตไปพร้อมกันในทุกพื้นที่ที่เอสซีจีเข้าไปดำเนินธุรกิจ โดยได้น้อมนำและสืบสานพระราชดำริ “จากภูผา สู่มหานที” มาเป็นแนวทางในการรักษาดูแลจัดการน้ำให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ที่เอสซีจีเข้าไปดำเนินการในพื้นที่ 20 จังหวัดทั่วประเทศไทย ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

“เอสซีจีมีเครือข่ายชุมชนในโครงการเอสซีจี รักษ์น้ำ มากกว่า 170 ชุมชน เครือข่ายเยาวชน Young รักษ์น้ำ กว่า 80 คน และมีจิตอาสาเข้าร่วมโครงการมากกว่า 89,400 คน ร่วมกันสร้างฝายชะลอน้ำสำเร็จไปแล้วกว่า 79,300 ฝาย ความสำเร็จจากการดูแลพื้นที่ต้นน้ำด้วยการสร้างฝายชะลอน้ำของทั้งชุมชนบ้านเขามุสิ และชุมชนบ้านยางโทน จังหวัดกาญจนบุรี รวมถึงผลงานวิจัยทางวิชาการของมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี เป็นบทเรียนและต้นแบบความร่วมมือที่แสดงให้เห็นถึงพลังของชุมชน

ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นให้ชุมชนอื่นๆ ที่ประสบปัญหาคล้ายกัน ได้นำแนวคิดไปปรับใช้แก้ปัญหาเรื่องน้ำในพื้นที่ด้วยตนเองให้ประสบผลสำเร็จ และขยายผลต่อไป จนเกิดการบริหารจัดการน้ำชุมชนอย่างยั่งยืนในอนาคต จากนี้ไป เอสซีจีมีความตั้งใจที่จะส่งเสริมให้ชุมชนสามารถต่อยอดพัฒนา และแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผลผลิตจากฝาย เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ได้ตลอดทั้งปี” นายแสงชัย วิริยะอำไพวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามคราฟท์อุตสาหกรรม จำกัด ธุรกิจแพ็กเกจจิ้ง เอสซีจี กล่าว

เอสซีจี จะยังคงเดินหน้าสานต่อโครงการ “รักษ์น้ำ จากภูผา สู่มหานที” ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นหัวใจสำคัญ รวมถึงการสร้างเครือข่ายให้เกิดพลังที่เข้มแข็ง เพื่อร่วมกันสร้างต้นน้ำที่ยั่งยืน สู่ปลายน้ำอันอุดมสมบูรณ์ ก่อเกิดเป็นความสมดุลที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนในทุกพื้นที่ พร้อมถ่ายทอดและต่อยอดแนวความคิดในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นต้นทุนสำคัญของทุกชีวิตนี้ให้คงอยู่ต่อไป

สหกรณ์การเกษตรในประเทศญี่ปุ่น หรือที่หลายคนรู้จักในนาม JA Group เป็นองค์กรที่มีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของเกษตรกรญี่ปุ่นทั่วประเทศ ทั้งด้านการให้ความรู้ในการจัดการผลผลิต การบริการด้านการเงิน เป็นตัวกลางจัดหาปัจจัยการผลิตและวัตถุดิบการเกษตร และการจัดระบบสวัสดิการต่างๆ เพื่อดูแลชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีให้กับเกษตรกร สหกรณ์ประเทศญี่ปุ่นเป็นที่ยอมรับในเรื่องของความเข้มแข็ง และมีความร่วมมือกับนานาประเทศ โดยเฉพาะกับสหกรณ์ไทย ซึ่งมีความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านสหกรณ์กันมายาวนาน พร้อมทั้งมีความร่วมมือภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Economic Partnership Agreement : JTEPA)

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมคณะเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นเมื่อปลายเดือนกันยายน 2561 เพื่อพบกับ Mr.Toru Nakaya ประธานสหภาพสหกรณ์การเกษตรประเทศญี่ปุ่น (JA-ZENCHU) โดยเป็นตัวแทนขบวนการสหกรณ์การเกษตรของประเทศไทยมอบเงินบริจาคส่งผ่าน JA-ZENCHU ไปยังประชาชนชาวญี่ปุ่นที่ประสบเหตุอุทกภัยและดินถล่มในภาคตะวันตกของญี่ปุ่น ซึ่งทาง JA-ZENCHU จะนำเงินดังกล่าวไปฟื้นฟูพื้นที่ความเสียหายและมอบให้กับผู้ที่ประสบภัย พร้อมฝากความขอบคุณในมิตรไมตรีที่สหกรณ์ไทยมีต่อประเทศญี่ปุ่นด้วยดีเสมอมา

JA-ZENCHU เป็นสหภาพสหกรณ์ของญี่ปุ่น ซึ่งมีหน่วยฝึกอบรมเพื่อพัฒนาสหกรณ์ หรือที่รู้จักกันในนาม IDACA ตั้งมา 55 ปี แต่ละปีสหกรณ์จากประเทศต่างๆ จะส่งตัวแทนมาอบรมและเรียนรู้งานสหกรณ์กับที่นี่ และโอกาสนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ประชุมหารือกับผู้บริหารของ JA-ZENCHU ถึงประสบการณ์ของประเทศญี่ปุ่นในการควบรวมสหกรณ์ขนาดเล็กให้เป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ เพื่อเกิดความเข้มแข็งและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ซึ่งจากข้อมูลสหกรณ์การเกษตรของประเทศญี่ปุ่น แต่เดิมมีมากถึง 13,000 แห่ง

ต่อมาตัวแทนสหกรณ์ได้มีการหารือร่วมกันและเห็นว่าควรมีการควบรวมสหกรณ์เข้าด้วยกัน โดยให้สหกรณ์ขนาดเล็กหลายๆ แห่งรวมกันเป็นสหกรณ์เดียว หรือเข้าไปรวมกับสหกรณ์ขนาดใหญ่ที่อยู่พื้นที่ใกล้เคียง โดย JA-ZENCHU เป็นตัวหลัก เชิญตัวแทนสหกรณ์ต่างๆ มาประชุมชี้แจงทำความเข้าใจและนำเสนอประโยชน์ของการควบรวมสหกรณ์ ซึ่งใช้เวลากว่า 60 ปี จึงดำเนินการได้สำเร็จ ทำให้ปัจจุบันที่ประเทศญี่ปุ่นมีสหกรณ์การเกษตรเพียง 650 แห่งเท่านั้น ซึ่งจำนวนสหกรณ์ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการดำเนินงาน แต่กลับมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมอาชีพของเกษตรกร ทั้งในด้านการรวบรวมผลผลิต การแปรรูป และการจัดหาช่องทางจำหน่ายผลผลิตของเกษตรกรสู่ผู้บริโภค

จากนั้น นายชลธิศักดิ์ ชาวปากน้ำ อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการเกษตร ประจำกรุงโตเกียว ได้นำคณะเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์เดินทางไปพบกับ Mr.Sudou Masatoshiประธานกรรมการสหกรณ์ JA Tokyo-Musashi เพื่อเยี่ยมชมการดำเนินงานของสหกรณ์ JA Tokyo-Musashi ซึ่งเป็นสหกรณ์การเกษตรขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงโตเกียว มีสมาชิก 28,588 คน สมาชิกหลัก 3,220 คน เป็นเกษตรกรผู้ผลิตพืชผัก ผลไม้และดอกไม้ และสมาชิกสมทบ 25,338 ราย เป็นประชาชนที่อาศัยอยู่ใน 5 เมืองหลักในกรุงโตเกียว และใช้บริการกับสหกรณ์

สหกรณ์ JA Tokyo-Musashi เกิดจากการควบรวมสหกรณ์ 5 แห่งเข้าด้วยกัน เมื่อ 20 ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤติฟองสบู่แตก ตัวแทนสหกรณ์ต่างๆ จึงได้หารือและมีความเห็นตรงกันว่าควรมีควบรวมสหกรณ์ขนาดเล็กและขนาดใหญ่เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกและสร้างความเข้มแข็งในการดำเนินงานของสหกรณ์ แต่กว่าจะควบรวมกันได้ ทุกสหกรณ์ต้องมีการประชุมหารือและตั้งหน่วยงานทำการวิจัยเกี่ยวกับการควบรวมสหกรณ์เพื่อศึกษาถึงผลดีผลเสียและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับสมาชิก รวมถึงกำหนดแผนการดำเนินงานและโครงสร้างการบริหารงานของสหกรณ์ภายหลังจากการควบรวมแล้ว ซึ่งใช้เวลาศึกษาถึง 7 ปี จึงสามารถรวมสหกรณ์ 5 แห่งเข้าด้วยกันได้สำเร็จ ส่งผลให้สหกรณ์มีทุนดำเนินงานเพิ่มขึ้น สามารถขยายพื้นที่ให้บริการและจำหน่ายสินค้า ได้เพิ่มขึ้นจนมีฐานะมั่นคง และมีคนสนใจสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกสมทบเพื่อใช้บริการจากสหกรณ์เพิ่มขึ้นทุกปี

สหกรณ์ JA Tokyo-Musashi มีนโยบายหลัก 3 ด้าน คือการช่วยสนับสนุนช่องทางจำหน่ายผลผลิตของสมาชิก การเพิ่มผลผลิตการเกษตรในพื้นที่ดำเนินงานของสหกรณ์ และการเผยแพร่ความรู้ต่างๆ สู่ชุมชน ซึ่งสหกรณ์แห่งนี้ จำหน่ายผลผลิตการเกษตรและอาหารแปรรูป และพยายามพัฒนาองค์กรให้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของสมาชิก ด้วยการเปิดร้าน Farmer Market ให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกคัดผลผลิตผักและผลไม้ที่มีคุณภาพมาวางจำหน่าย เพื่อให้สมาชิกและผู้บริโภคทั่วไปได้มาเลือกซื้อของสดใหม่ทุกวัน นอกจากนี้ ยังรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรเพื่อส่งเข้าโรงงานแปรรูปอาหาร เพื่อผลิตเป็นสินค้ามาจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของสหกรณ์ “มูจัง คิชเช่น”

นอกจากนี้ สหกรณ์ยังบริการรับฝากและให้เงินกู้แก่สมาชิก มีศูนย์ขายตรงสินค้าสหกรณ์ ศูนย์บริการเครื่องมือการเกษตร ศูนย์ให้บริการและคำแนะนำแก่สมาชิกเกี่ยวกับการดูแลและรักษาพื้นที่ทำการเกษตร ศูนย์จัดงานแต่งงานและงานศพ ศูนย์ดูแลสัตว์เลี้ยง และเปิดสอนทำอาหารให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการที่ร้าน Farmer Market ของสหกรณ์ ซึ่งผลกำไรแต่ละปี สหกรณ์จะจัดสรรไว้เพื่อส่งเสริมอาชีพการเกษตรให้กับสมาชิก เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรในเมืองโตเกียวมีจำนวนลดลง และส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ สหกรณ์จึงต้องการสนับสนุนให้สมาชิกและครอบครัว ยึดอาชีพทำการเกษตรนี้ไว้ และกำไรที่เหลือนำมาปันผลคืนสมาชิกและเก็บไว้เป็นเงินสะสมของสหกรณ์ด้วย

สหกรณ์ JA Tokyo-Musashi ให้ความสำคัญกับการให้บริการแก่สมาชิกและลูกค้าของสหกรณ์ รวมถึงดูแลเรื่องรายได้ และชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิก ซึ่งสมาชิกสหกรณ์ที่นำผลผลิตมาวางขายที่สหกรณ์ มีรายได้เฉลี่ย 4-5 ล้านเยน ต่อปี สหกรณ์ JA Tokyo-Musashi จึงเป็นสหกรณ์ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จจากการควบรวมกิจการสหกรณ์หลายแห่งเข้าด้วยกัน และสามารถดำเนินงานเพื่อตอบสนองความต้องการให้กับสมาชิกที่เป็นเกษตรกรและสมาชิกสมทบที่มาใช้บริการกับสหกรณ์ได้อย่างเข้มแข็ง

สหกรณ์การเกษตรของญี่ปุ่นจะให้บริการเกี่ยวกับการเกษตรทั้งหมดแก่สมาชิก การบริหารจัดการสหกรณ์ได้รับความร่วมมือจากทั้งคณะกรรมการ ฝ่ายจัดการและสมาชิกสหกรณ์ เกษตรกรญี่ปุ่นส่วนใหญ่สมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์โดยความสมัครใจ เนื่องจากเห็นว่าระบบสหกรณ์จะช่วยดูแลให้ความรู้และฝึกอบรม และส่งเสริมอาชีพการเกษตรให้มีรายได้ที่มั่นคง พร้อมทั้งดูแลสวัสดิการเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเกษตรกร ทำให้สหกรณ์ได้รับการยอมรับและเป็นองค์กรที่สร้างความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันละกันระหว่างสมาชิกให้ช่วยเหลือตนเองได้และส่งผลต่อการสร้างเศรษฐกิจและสังคมในระดับชุมชนให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์จะนำความรู้และประสบการณ์จากการศึกษาดูงานและการแปลกเปลี่ยนความเห็นกับสหกรณ์ของประเทศญี่ปุ่นมาปรับใช้ในการพัฒนาการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรในประเทศไทยต่อไป

โครงการไทยนิยม ยั่งยืน แผนพัฒนาประเทศ ที่มีกลไกการขับเคลื่อนตั้งแต่ระดับชาติสู่ระดับพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในรูปแบบประชารัฐ ลดความเหลื่อมล้ำ และสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน และได้จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งให้สหกรณ์ภาคการเกษตรนำไปจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อรองรับผลผลิตจากเกษตรกร รวมถึงการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ได้เพิ่มมากขึ้น

สหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่ได้รับการจัดสรรเงินเพื่อสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร จากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน จำนวน 5,355,000 บาท และสหกรณ์จ่ายสมทบอีก 535,000 บาท โดยเงินที่ได้รับจัดสรรครั้งนี้สหกรณ์ได้จัดหาอุปกรณ์ใหม่ทดแทนอุปกรณ์เดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมพาสเจอไรซ์ ได้แก่ ห้องเย็นตั้งพื้นสำเร็จ Temp o-50C ขนาด 4x6x3.10 เมตร จำนวน 1 ห้อง อุปกรณ์ปรับปรุงระบบพาสเจอไรซ์ ขนาด 1,000 ลิตร ต่อชั่วโมง จำนวน 1 ชุด และเครื่องตรวจคุณภาพน้ำนมดิบ จำนวน 1 เครื่อง

นายวินนา ศรีสงคราม ประธานกรรมการสหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด เปิดเผยว่า รู้สึกดีใจมากที่รัฐบาลมีโครงการดีๆ แบบนี้ ขอขอบคุณรัฐบาลและกรมส่งเสริมของสหกรณ์ ที่ได้อนุมัติงบประมาณจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน มาให้สหกรณ์ ส่งผลให้สมาชิกและสหกรณ์สามารถเพิ่มรายได้ และลดต้นทุนให้กับสมาชิกในการประกอบธุรกิจ และได้รับประโยชน์จากอุปกรณ์ที่ได้รับสนับสนุนเป็นอย่างมาก ทำให้สามารถผลิตนมพาสเจอไรซ์ได้มากขึ้นอีกเท่าตัว ซึ่งสหกรณ์ได้จัดซื้ออุปกรณ์ปรับปรุงระบบพาสเจอไรซ์ทดแทนของเดิม จากที่มีกำลังการผลิต 500 ลิตร ต่อชั่วโมง เพิ่มกำลังผลิตเป็น 1,000 ลิตร ต่อชั่วโมง และจัดสร้างห้องเย็นที่ได้มาตรฐานในการเก็บนมที่ผลิตเสร็จรอจำหน่าย เพื่อรองรับกำลังการผลิตที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย