เรียนเกษตรมา นำความรู้มาใช้ได้มากเรื่องของการซื้อขายคุณสาคร

บอกว่าติดต่อกับทางล้ง เขามาซื้อเพื่อส่งไปต่างประเทศ ปัจจุบันขายได้ กิโลกรัมละ 25 บาทลำไยต้นหนึ่งให้ผลผลิตกับเจ้าของได้ ครั้งละ 200-300 กิโลกรัม ดังนั้น รายได้ต่อต้นอยู่ที่ 5,000 บาท อย่างต่ำ แต่การลงทุนเรื่องปุ๋ยและปัจจัยอื่นก็มีมาก

“ลำไยที่จะราดสารได้หลังปลูกอายุ 3-4 ปี ทุกวันนี้ปลูกพันธุ์อีดออย่างเดียว ละแวกบ้านมีทำลำไยกันกว่า 10 ราย ที่ทำเพราะมีล้งรับซื้อ อยู่ไกลล้งคงลำบาก ต้นพันธุ์ ทางพ่อสามีทำขาย ใครสนใจติดต่อได้ …ราคาผลผลิตที่ขายอยู่ กิโลกรัมละ 25 บาท พออยู่ได้ ที่จันท์ ล้งเยอะ รู้สึกว่าราคาสูงกว่านี้…ตอนนี้ แรงงานหลักๆ ทำกับสามี 2 คน ลูก 2 คน เรียนจบทำงานไปคนหนึ่งแล้ว อีกคนเพิ่งอยู่ ม.4 …ช่วงงานยุ่งๆต้องจ้างแรงงานมาช่วย มาตัดแต่งกิ่ง ซอยปลายกิ่งให้มียอด 4-5 ยอด เมื่อมีผลต้องซอยผลไม่ให้ดกเกินไป เพราะลูกจะเล็ก เวลาเก็บผลผลิต ทางล้งมีคนมาเก็บ เราดูตราชั่งและเก็บเงิน” คุณสาคร บอก

คุณสาคร บอกว่า มีความมั่นใจเรื่องตลาดลำไย ว่ายังเป็นอาชีพที่ทำรายได้ แต่ต้องเน้นคุณภาพ ผู้รับซื้อจึงจะมาซื้อ ผลผลิตไม่ได้ขายปลีกทั่วไป ขายให้ล้งอย่างเดียว

ปัญหาการทำเกษตรที่พบอยู่ ขณะนี้คือ เรื่องแรงงาน

เปรียบเทียบกับพืชอื่นๆ ในละแวกใกล้เคียงกัน คุณสาคร บอกว่า ลำไยยังน่าปลูก แต่ต้องมีที่รับซื้อ มีปัจจัยการผลิตที่เหมาะสม โดยเฉพาะเรื่องน้ำ“ที่เรียนเกษตรมาได้ใช้อย่างคุ้มค่ามาก สามารถนำมาปรับใช้ ยกตัวอย่าง ใบลำไยที่ร่วงหล่น ที่อื่นอาจจะเผาทิ้ง ที่สวนเรานำมากองทำเป็นปุ๋ยหมัก นำกลับไปใส่ให้ลำไย เมื่อก่อนดินแห้ง เหมือนไม่มีชีวิต ทุกวันนี้ดินร่วน ไส้เดือนเยอะมาก เรื่องของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช มีชื่อการค้ามากมายกว่า 10 ชื่อ เราก็ดูที่ชื่อสามัญ แล้วเปรียบเทียบความเข้มข้น เลือกซื้อยี่ห้อความเข้มข้นเท่ากัน มีตัวให้เลือกราคา ก็เลือกราคาที่ถูกกว่า…เรื่องของการดูว่า พืชขาดธาตุอาหาร ขาดสังกะสี ขาดแคลเซียม ดูแล้วขาดตัวไหนก็เติม ได้ความรู้จากสมัยที่เรียนมา” เจ้าตัวพูดถึงสิ่งที่เรียนมา แล้วนำมาปรับใช้

คุณสาคร บอกว่า พึงพอใจ และภูมิใจ ที่เรียนเกษตรมาแล้ว ได้นำมาใช้

“เคยมีอาจารย์พาน้องๆ ที่สถาบันมาดูงาน เราก็ให้ความรู้อธิบายไป ทำสวนเหนื่อย ยามว่างก็ไปเที่ยวกันบ้าง ตามประสาตายาย” เธอเล่าอย่างมีความสุข

สนใจการทำลำไยที่แดนอีสาน สอบถามได้ตามที่อยู่ หรือโทรศัพท์ 086-445-2085 หรือ FB:สาคร อาจสุโพธิ์ธุรกิจสมุนไพรและอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ ที่เคยสร้างรายได้สะพัดวันละแสน หลังเจอปัญหาวิกฤตทางการเมือง ปี 2554 สินค้าขายไม่ออก ขาดทุนสะสมจนกลายเป็นหนี้ก้อนโต แต่ “ศุภธิดา ศรีชารัตน์” ไม่ท้อถอยต่ออุปสรรค เธอปรับตัวสู้ชีวิตใหม่อีกครั้ง โดยน้อมนำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต จนสามารถปลดหนี้เงินล้านได้สำเร็จภายในระยะเวลาเพียง 4 ปี

ศุภธิดา เกิดและเติบโตในครอบครัวเกษตรกร ในหมู่บ้านหนองกอง หมู่ที่ 3 อำเภอโดด อำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ จังหวัดศรีสะเกษ เธอเห็นพ่อแม่ทำนามาตลอดชีวิตแต่ไม่รวยสักที หลังเรียนจบมัธยมจึงตัดสินใจไปทำธุรกิจค้าขายที่กรุงเทพฯ โดยเปิดร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรและอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ ที่ห้างเซ็นทรัล สาขาบางนา และที่อิมพีเรียล สำโรง ระยะแรกธุรกิจเติบโตดีมาก สร้างรายได้สูงถึงวัน 100,000- 200,000 บาท

แต่การใช้ชีวิตในสังคมเมืองหลวงมีภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ทั้งค่ากินอยู่ ค่าเช่าที่ ค่าจ้างคนงาน ฯลฯ หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วแทบไม่เหลือผลกำไร ต่อมาเกิดวิกฤตทางการเมือง สินค้าขายไม่ดี เกิดหนี้สินก้อนโตกว่าล้านบาท ช่วงปลายปี 2554 เธอจึงตัดสินใจกลับบ้านเกิดตามคำขอร้องของแม่

หลังกลับมาอยู่บ้าน เธอช่วยพ่อแม่ทำเกษตรผสมผสาน เริ่มจากเลี้ยงหมู 10 ตัว ได้ผลกำไรดีเธอจึงลงทุนซื้อหมูมาเลี้ยงเพิ่มอีก 40-50 ตัว ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 3-4 เดือน จึงจับหมูขาย แต่อาชีพเลี้ยงหมู มีรายได้ไม่แน่นอน เพราะราคาหมูปรับตัวขึ้นลงตามภาวะตลาดตลอดเวลา แต่ต้นทุนอาหารสัตว์แพงขึ้นทุกวัน หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว เธอขาดทุนจากการเลี้ยงหมูเกือบ 5 หมื่นบาท

“อาชีพเพาะเห็ด” สร้างผลกำไรงาม

ปี 2555 ศุภธิดา ไปเรียนรู้เรื่องการทำเห็ดฟางจากเพื่อนรายหนึ่งในจังหวัดฉะเชิงเทรา เธอควักเงินก้อนแรก 5 พันบาท เพื่อลงทุนเพาะเห็ดฟางกองเตี้ย จำนวน 8 แปลง ในแปลงนาของครอบครัว เมื่อเก็บผลผลิตออกขาย และหักต้นทุนการผลิตแล้ว ยังเหลือผลกำไร 10,000 บาท ถือว่า คุ้มค่ากับการลงทุน เธอจึงตัดสินใจทำอาชีพเพาะเห็ดฟางอย่างเต็มตัว

เนื่องจากอาชีพการเพาะเห็ดฟาง ใช้เงินลงทุนน้อย หักค่าใช้จ่าย เหลือผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ แถมได้ปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มในแปลงนาอีกต่างหาก เธอจึงร่วมมือกับชาวบ้านในชุมชน จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน ชื่อว่า “สวนเห็ดบ้านลุงจอม” โดยเธอรับหน้าที่เป็นประธานกลุ่มฯ เธอและสมาชิกกลุ่มจะลงมือเพาะเลี้ยงเห็ดฟางกองเตี้ยบริเวณทุ่งนา หลังสิ้นสุดฤดูทำนา

ทางกลุ่มฯ จะใช้เศษฟางข้าวที่เหลือจากการทํานา เป็นวัสดุในการเพาะเห็ดฟาง โดยทั่วไป พื้นที่ 1 ไร่ จะมีเศษฟางข้าวประมาณ 3,000 กิโลกรัม สามารถนำมาเพาะเห็ดฟางได้ถึง 300 กิโลกรัม ทางกลุ่มเก็บเห็ดฟางออกขายได้ในราคา กิโลกรัมละ 50-90 บาท สร้างรายได้เข้ากลุ่มไม่ต่ำกว่า 15,000-27,000 บาท

พอเข้าฤดูทำนา เธอไม่สามารถเพาะเห็ดฟางกองเตี้ยในแปลงนาได้อีก จึงตัดสินใจสร้างโรงเรือนเพาะเห็ดที่บ้านแทน โดยโรงเรือนแห่งนี้ ใช้ถัง 200 ลิตร เป็นอุปกรณ์สำหรับต้มน้ำเพื่อทำไอน้ำ ใช้ไม้ฟืนต้มน้ำ เฉลี่ยวันละ 500 กิโลกรัม ต้องเผาฟืนต้มน้ำทั้งวันทั้งคืน ทำให้มีต้นทุนการผลิตสูง

สำนักงานพลังงานจังหวัดศรีสะเกษ จึงเข้ามาช่วยสร้างเตาประหยัดพลังงานรูปแบบใหม่ ที่ประหยัดพลังงานจากเดิมที่เคยเผาฟืนตลอด 24 ชั่วโมง ก็เหลือแค่ 12 ชั่วโมง ช่วยประหยัดไม้ฟืนได้มากขึ้น โดยใช้เพียงวันละ 100 ก.ก.เท่านั้น ประหยัดเวลาและต้นทุน ทำให้เหลือผลกำไรมากขึ้น เธอแบ่งเวลาว่างไปสมัครเรียนกับ กศน. เพื่อนำความรู้มาใช้พัฒนาอาชีพและรับหน้าที่เป็นวิทยากรอบรมความรู้เรื่องการเพาะเห็ด ให้กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั่วไป

ปลดหนี้เงินล้านได้ เพราะยึดหลัก “พอเพียง”

ศุภธิดา กล่าวว่า ปัจจุบัน เธอปลดหนี้เงินล้านได้หมดแล้ว เพราะน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาใช้ในการดำเนินชีวิต สามารถขจัดความยากจนของตัวเอง เธอและครอบครัวดำเนินชีวิตแบบ “พออยู่ พอกิน แลกเปลี่ยน เหลือขาย” ทุกวันนี้ เธอมีรายได้หลักจากอาชีพเพาะเห็ดฟาง และขายวัสดุอุปกรณ์เพาะเห็ด นอกจากนี้ แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งมาทำบ่อเลี้ยงปลา ทั้งปลาหมอเทศ ปลานิลแปลงเพศ และปลาดุก

นอกจากขายปลาเป็นรายได้หลักแล้ว เธอยังมีรายได้เสริมในฐานะตัวแทนจำหน่ายพันธุ์ปลาให้กับฟาร์มปลาแห่งหนึ่งในจังหวัดมหาสารคาม ปัจจุบัน เธอขายพันธุ์ปลาหมอ ขนาด 3-4 เซนติเมตร ในราคาตัวละ 1.50 บาท โดยแนะนำให้เพื่อนบ้านที่รู้จักเลี้ยงปลาหมอ ประมาณ 5 เดือน โดยจับปลาออกขายได้เมื่อเลี้ยงได้น้ำหนักตัว ประมาณ 4-5 ก.ก. ซึ่งปลาชนิดนี้เป็นที่ต้องการของตลาดท้องถิ่นตลอดทั้งปี

ประการต่อมา เธอใช้พื้นที่ว่างที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ปลูกไม้ผลรอบบ้าน เช่น เสาวรส ฟักข้าว มะม่วง แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งสำหรับเลี้ยงไก่ไข่ ไก่เนื้อ รวมทั้งปลูกพืชผักปลอดสารพิษไว้รอบบ้าน ปลูกกล้วยหอมและกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ไว้ริมคันนา เพื่อเก็บเครือกล้วยและหน่อพันธุ์ออกขายในราคาต้นละ 50 บาท

เธอใช้ “เฟซบุ๊ก” เป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์สินค้าออกสู่ตลาด ช่วยให้มีฐานลูกค้ากระจายในวงกว้างทั่วประเทศ ขายสินค้าได้มากขึ้น รายได้ก็สูงขึ้น สามารถปลดหนี้เงินล้านได้หมดภายในระยะเวลา 4 ปี

ผลงานของเธอเป็นที่ยอมรับในสังคม วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ จึงส่งผลงานของเธอเข้าประกวดในโครงการเศรษฐกิจพอเพียง ปรากฏว่า ผลงานของเธอได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ สร้างความภาคภูมิใจให้แก่เธอและครอบครัวเป็นอย่างมาก

ปัจจุบัน เธอเปิดบ้านเป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องการเพาะเห็ดและการทำเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถแวะเข้าชมกิจการได้ที่บ้านของเธอ หรือพูดคุยกับเธอได้ที่เบอร์โทร. 080-707-4431 รับรองไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงก่อนเทศกาลตรุษที่จะมาถึงในวันที่ 5 ก.พ.นี้ ดอกไม้ที่ชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม ต่างนิยมนำมาตกแต่งประดับประดาหน้าบ้านร้านค้าและบริษัท เชื่อว่าเป็นมงคลชีวิตแก่ครอบครัวและการค้าขายเจริญรุ่งเรืองคือดอกดาวเรือง ซึ่งพบว่าเต็มสะพัดหน้าร้านค้าในตัวเมืองนครพนม โดยพบว่าผู้ที่ปลูกเป็นสามีภรรยาคนขยันคู่หนึ่ง ทุกเช้าตรู่จนถึงช่วงสายจะพบเห็นคุณลุงขี่จักรยานยนต์คู่ชีพ พ่วงท้ายรถเข็นลากนำดอกไม้มงคลที่ปลูกตระเวนเลาะขายในตัวเมือง ซึ่งก็ขายถูกในราคาส่งขายดีเทน้ำเทท่า สวนกระแสเศรษฐกิจขาลง หวังนำเงินไปดูแลรักษาภรรยาที่ป่วยด้วยโรคหัวใจมานานหลายปี

นายขาว ไพโรจน์วรการ วัย 68 ปี ชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม บ้านดอนโมง หมู่ 4 ต.หนองญาติ อ.เมือง จ.นครพนม กล่าวว่า เดิมทีมีอาชีพปลูกผักบุ้งจีน ผักสลัด ขายส่งตามตลาด ราคาผักขายไม่ได้ราคาช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ด้วยเชี่ยวชาญปลูกผักอยู่แล้วจึงหันมาปลูกดอกดาวเรือง นำต้นลงกระถางขายเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีน บนเนื้อที่ 2 งาน เป็นดินร่วนปนทราย ติดริมถนนรอบอ่างเก็บน้ำหนองญาติ ก่อนปลูกก็ต้องนับวันให้ตรงใกล้วันตรุษจีน โดยนับถอยหลังปลูกวันที่ 1-5 ธ.ค.ของทุกปี การปลูกใช้เวลา 70 วัน

จะออกดอกส่งขายได้ทันพอดี ช่วงที่เริ่มปลูกก็จะนำเมล็ดพันธุ์ดอกดาวเรืองพันธุ์ดอกใหญ่ต้นเตี้ย ที่สั่งซื้อเมล็ดพันธุ์มาจาก จ.เชียงใหม่ซองละ 150 บาท มาเพราะลงถาดหลุมเมื่อเพาะได้ 10 กว่าวัน จะพบใบ 3-4 ใบก็ให้นำปลูกลงดินในแปลงที่เตรียมไว้ ใส่ปุ๋ยคอกรองพื้นรดน้ำเช้าเย็น โดยปลูกประมาณ 1,200 ต้น พอดาวเรืองอายุ 70 วัน ก็จะเยื้อแย่งออกดอกเต็มต้นละ 20-30 ดอก ช่วงที่แตกใบมีเคล็ดลับได้ดอกดก ก็คือให้ตัดช่อใบที่ 3 ทิ้ง เพื่อให้กิ่งแตกออกข้างเป็นทรงพุ่ม ปลูก 2 สี คือ สีแดงทองอมเหลือง และสีเหลืองอมเขียว

สีท้ายสุดจะขายดีมาก กระถางใหญ่ขายส่ง 100 บาท กระถางเล็ก 70 บาท ขายปลีกกระถางใหญ่ 120 บาท กระถางเล็ก 80 บาท ส่งห้างร้านส่วนใหญ่เขาก็จะสั่งเป็นคู่ครั้งละ 20 กระถาง ขายได้วันเงินวันละ 7,000 บาทต่อวัน วันหนึ่งจะตระเวนส่งถึง 4 เที่ยวใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เงินหักค่าใช้จ่ายประมาณ 1 แสนบาท ก็เพื่อหาเงินรักษาภรรยาวัย 66 ปี ที่ป่วยด้วยโรคหัวใจมานาน 30 ปีแล้ว หลังกู้เงินร้อยละ 1.60 บาทต่อปีจ่ายค่าหมอ ลูกค้าเห็นผมขับรถเข็นก็จะสงสารกวักมือเรียกซื้อเพราะราคาถูก ได้กำไรน้อยก็เอา ดีกว่าขายราคาแพงแต่ขายไม่ออก

นางขาว ไพโรจน์วรการ วัย 66 ปี ภรรยาลุงขาว กล่าวว่า ป่วยด้วยโรคหัวใจมานานกว่า 10 ปี ไปหาหมอที่ รพ.นครพนม ใช้บัตรทอง 30 บาท แต่ 1 เดือนหมอจะนัดไปรักษาที่โรงบาลพญาไท ที่กรุงเทพฯ เสียค่ารักษาและค่าเดินทางครั้งละกว่า 12,000 บาท ทำงานและยกของหนักไม่ได้ ช่วยแบ่งเบาสามีรดน้ำนำต้นดาวเรืองลงกระถาง ส่วนลูกไปทำงานที่กรุงเทพฯจนหมด

งานพืชสวนก้าวหน้า ครั้งที่ 15 (HORITEX 2018) ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา เวทีประชุมหารือ “GAP ไม่มีไม่ได้แล้ว” เป็นหัวข้อที่โดนใจ ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมรับฟังกว่า 200 คน กระทั่งห้องประชุมล้นหลาม โดยมี ดร. เสริมสุข สลักเพ็ชร อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ประธานประชุม ตอบคำถามด้วยตัวเองอย่างชัดเจนตรงประเด็น

จากผู้ร่วมเวที อาทิ อาจารย์ปราโมช ร่วมสุข ประธานสถาบันทุเรียนไทย หน่วยงานภาครัฐและองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้อง เช่น เกษตรจังหวัด 3 จังหวัดภาคตะวันออก ประธานแปลงใหญ่ทุเรียน จังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด และสมาคมผู้ส่งออกทุเรียน มังคุด จันทบุรี-ชุมพร นายกสมาคมผู้ค้าและผู้ส่งออกผลไม้ไทย ผู้แทนผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุ GMP ผลไม้ทั้งเปลือก จังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด และ7ผู้แทนเกษตร GAP ดีเด่น เป็นต้น

เพื่อหารือแนวทางการทำมาตรฐาน GAP ของทุเรียน และ GMP ของโรงคัดบรรจุ เพราะอนาคตทุเรียนต้องประสบปัญหาคู่แข่งด้านการตลาดกับเพื่อนบ้านอาเซียนและเป็นผลไม้ที่สามารถส่งออกทำเงินได้ปีละกว่า 20,000 ล้านบาท

ดร. เสริมสุข สลักเพ็ชร อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงการค้าทุเรียนกับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนที่เป็นคู่ค้าหลักของไทยว่า ไทย-จีน มีการทำพิธีสารระหว่างกระทรวงที่เกี่ยวข้องกัน ระหว่าง 2 ประเทศ ผลไม้ไทย 5 ชนิด คือ ทุเรียน มังคุด ลำไย ลิ้นจี่ มะม่วง และของจีน 5 ชนิด คือ แอปเปิ้ล สาลี่ ส้ม พุทรา องุ่น ที่ต้องขึ้นทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุ แต่ยังไม่เข้มข้น เรื่อง GAP/GMP การส่งออกมีการสวมสิทธิ์ GAP ในการส่งออก ใช้ทะเบียนโรงคัดบรรจุอื่นๆ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GMP กรมวิชาการเกษตร ได้เตรียมดำเนินการ เรื่อง GAP ของสวนหรือเกษตรกร และเรื่อง GMP ของโรงคัดบรรจุแต่ไม่ได้รับความสนใจ เพราะเป็นความสมัครใจ ที่ผ่านมานับ 10 ปี การขายทุเรียนผลสดออกไปจำหน่ายมากในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะกับตลาดจีนที่เป็นตลาดหลักไม่ได้มีการพัฒนาเรื่องมาตรฐาน

ถึง “วันร้าย คืนร้าย” ปื 2561 จีนเข้มงวดจริงจังกับมาตรฐานทุเรียนผลสดจากไทยถึงกลับให้ไทยเข้มงวดในการออกใบสุขอนามัยพืช เนื่องจากตรวจพบแมลงศัตรูพืช (เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย หนอนเจาะเมล็ด) และปริมาณยาต่างๆ ที่เกินมาตรฐาน ซึ่งจีนเตือนมาเป็นระยะๆ กว่า 1,000 ครั้ง ถึงเวลาแล้วที่สวนทุเรียนของเกษตรกรต้องมี GAP (Good Agricultural Practice : GAP) และโรงคัดบรรจุต้องมีมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice : GMP) เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับทุเรียนที่มีปัญหาและเพื่อรับรองมาตรฐานทุเรียนไทยที่ส่งออกตลาดต่างประเทศที่มีคุณภาพ เพื่อแสดงศักยภาพของทุเรียนไทยที่มีคุณภาพมาตรฐานเหนือกว่าประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนในตอนนี้ ซึ่งอนาคตอันใกล้จะเป็นคู่แข่งขันสำคัญ

“กรมวิชาการเกษตร ได้พยายามแก้ไขแจ้งเตือนผู้ส่งออก หลังจีนตรวจพบจะแจ้งมา ล่าสุดจีนเปลี่ยนหน่วยงานที่ควบคุมตรวจสอบและกักกันโรค ทั้งนำเข้า-ส่งออก ไปอยู่กระทรวงศุลกากร มีหน่วยงานที่ตรวจด้านสุขอนามัยพืชร่วมตรวจประกบกับศุลกากร ได้แจ้งให้ไทยดูแลเรื่องคุณภาพ ทุเรียนอ่อนและศัตรูพืช เพราะตรวจพบหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน จริงๆ แล้วจีนต้องการให้แยกพิธีสารทุเรียนออกจากพืชชนิดอื่นมีมาตรการที่เข้มงวดขึ้น ปัญหาเรื่องมาตรฐาน GAP และ GMP ของทุเรียนไทยจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน

เพราะทางมาเลเซียเองได้พยายามผลักดันให้นำเข้าทุเรียนสดเข้าจีนได้ จะเป็นคู่แข่งของไทยรวมทั้งอนาคตปริมาณการผลิตทุเรียนที่จะเพิ่มขึ้นจำนวนมากทั้งในไทยและเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นในรูปของทุเรียนผลสด ผลสดแช่เย็น ทุเรียนแช่แข็ง ทุเรียนแปรรูป สุดท้ายต้องมีคุณภาพผ่านการรับรอง ขณะนี้เพื่อนบ้านยังตามเรื่องการรับรองมาตรฐาน GAP และ GMP ไม่ทัน ถ้าเราทำได้ก่อนและบอกคนทั้งโลกได้ว่า ถ้าบริโภคทุเรียนไทย เป็นทุเรียนที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน มีคุณภาพ ปลอดภัย นั่นคือ ความเหนือกว่าทางด้านการตลาด” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

ทางเลือกเกษตรกร ทำ GAP หรือ THAI GAP เร่งด่วน

อาจารย์ปราโมช ร่วมสุข ประธานสถาบันทุเรียนไทย กล่าวถึงการทำคุณภาพมาตรฐานของเกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียนว่า มาตรฐานของกรมวิชาการเกษตร คือ มาตรฐาน GAP และมาตรฐาน THAI GAP ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สำนักพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (วิทยาเขตกำแพงแสน) ส่งเสริม ซึ่งเป็นมาตรฐานที่กำหนดขึ้นโดยภาคเอกชนได้รับการรับรองจาก กรมวิชาการเกษตร และขึ้นทะเบียนกับ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 6 (จันทบุรี) กรมวิชาการเกษตร เช่นเดียวกับมาตรฐาน GAP ทั้งนี้ เกษตรกรกรที่ต้องการขอใบรับรอง THAI GAP สามารถรวมตัวกันเป็นกลุ่มเกษตรกร หรือกลุ่มสหกรณ์ สมาชิก จำนวน 10 แปลงขึ้น ยื่นขอใบรับรองประเมินเป็นกลุ่มได้ การประเมินจะเลือกสุ่มตรวจ อัตราส่วน 1 ใน 10 แปลง ถ้าผ่านเป็นการผ่านยกกลุ่ม หรือถ้าไม่ผ่าน จะไม่ผ่านยกกลุ่มเช่นกัน

“ที่ผ่านมา เกษตรกรยังไม่เห็นความสำคัญของการทำ GAP สถาบันทุเรียนไทยมาประสานเพื่อทำมาตรฐาน THAI GAP เป็นปีที่ 2 มีผ่านการประเมินไปแล้ว 1,700 แปลง มีบางรายสอบไม่ผ่าน ประมาณ 20% และไม่ยอมแก้ไขยกเลิกไป ทีมประเมินมาตรฐาน THAI GAP จะมีเจ้าหน้าที่มาให้คำแนะนำ ข้อปฏิบัติ และมีทีมลงประเมินผลเบื้องต้นและทีมประเมินจริงประกบตามไป เพื่อให้งานรวดเร็วขึ้น ซึ่งในการขอรับการประเมินจะมีค่าใช้จ่าย จึงควรรวมๆ ตัวกันเป็นกลุ่ม ต่อไปเราจะไม่คุยกันในประเด็นราคาทำแล้วจะขายได้เท่าไร หรือมีความแตกต่างกันอย่างไร แต่เราจะเน้นว่า ถ้าไม่ทำจะขายไม่ได้” อาจารย์ปราโมช กล่าว

คุณวุฒิพงศ์ รัตนมณฑ์ ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดตราด และประธานสหกรณ์การเกษตรเพื่อการแปรรูปและส่งออกจังหวัดตราด จำกัด กล่าวถึงปัญหาการทำ GAP เพิ่มเติมว่า การทำ GAP ของเกษตรกรเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน ไม่ทำไม่ได้แล้ว ที่ผ่านมาเกษตรกรไม่ให้ความสำคัญ เพราะทำหรือไม่ทำไม่มีความแตกต่างกัน ภาครัฐต้องมีมาตรการเข้มข้นให้เห็นถึงความสำคัญของมาตรฐาน และความน่าเชื่อถือของ GAP และความแตกต่างของสวนที่ผ่านการรับรอง GAP ที่มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (QR Code) ได้ และโรงคัดแยก ต้องได้มาตรฐาน GMP เพราะมีการเชื่อมต่อกัน ทุกวันนี้ล้งมากกว่า 50% เป็นล้งเช่า ไม่เข้าใจเรื่องมาตรฐาน ต้องแก้ปัญหา “ล้ง” ให้สร้างเป็นล้งมาตรฐานจดทะเบียนตรวจสอบได้ จึงจะคุมมาตรฐานได้ และควรส่งเสริมให้มีปริมาณล้งเพิ่มขึ้นตามอัตราการเพิ่มของผลผลิตทุเรียนด้วย

“มาตรฐาน GAP กับระยะเวลาของใบรับรอง 2 ปี ต้องสร้างความเชื่อมั่นได้ ซึ่งในกลุ่มสหกรณ์น่าจะตรวจติดตามกันเองได้ อนาคตถ้ามีการถ่ายโอนภารกิจให้ภาคเอกชน ปัญหาค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้น ขณะที่ทำกับกรมวิชาการเกษตรไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ทางที่ดีภาครัฐต้องหามาตรการเชิงรุกกระตุ้นให้เกษตรกรหันมาทำ GAP ในปีนี้ให้ได้มากที่สุด สหกรณ์ต้องผลักดันให้สมาชิกทำมาตรฐาน GAP และสหกรณ์หรือล้งที่ส่งออกต้องได้มาตรฐาน GMP ด้วย โดยรับซื้อทุเรียนที่มีใบรับรอง GAP เท่านั้น เมื่อสินค้ามีคุณภาพราคาจะมาเอง นี่คือ ข้อแตกต่างของการทำหรือไม่ทำ GAP และ GMP” คุณวุฒิพงศ์ กล่าว