เร่งยกระดับ “ตลาดข้อตกลง” เปิดตลาดเชื่อมสินค้าเกษตร

กรมการค้าภายใน เปิดแผนยกระดับ “ตลาดข้อตกลง” ตั้งเป้าปี ’61 เพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรใหม่ 15 รายการสร้างรายได้กว่า 278 ล้านบาท เตรียมเชื่อมโยงจากเกษตรกรสู่มือโมเดิร์นเทรด

นายฉัตรชัย ศักดิ์ศิลปชัย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแผนการยกระดับโครงการตลาดในปี 2561 ว่า กรมจะยกระดับโครงการตลาดทุกประเภท โดยเฉพาะตลาดต้องชม ตลาดกลาง ตลาดสด รวมไปถึงตลาดข้อตกลง ซึ่งเป็นโครงการที่กรมดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีศักยภาพเป็นจุดเชื่อมโยงการท่องเที่ยว สินค้าชุมชน สินค้าเกษตรและอื่น ๆ ของชาวบ้านและเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น สอดรับกับนโยบายรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะการผลักดันยกระดับตลาดข้อตกลง ช่วยเชื่อมโยงสินค้าพืชไร่ และสินค้าพืชสวน เช่น ผลไม้ จากเกษตรกรไปสู่ผู้ประกอบการและผู้บริโภค เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับผู้ปลูกแต่ไม่มีช่องทางระบายสินค้า

สำหรับการยกระดับตลาดสินค้าข้อตกลงในปีนี้ จะเพิ่มความหลากหลายของสินค้าเกษตรที่จะนำไปจำหน่ายในตลาดข้อตกลงให้มากขึ้น ประมาณ 15 รายการ เช่น สาหร่ายพวงองุ่นสด ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ผักไฮโดรโปนิกส์ มะเขือเทศ เป็นต้น ส่วนผลไม้ เช่น สับปะรดภูเก็ต ลิ้นจี่ มะพร้าวน้ำหอม ลำไย พันธุ์พวงทอง คาดว่าจะช่วยให้เกิดคู่สัญญาซื้อขาย 29 สัญญา ปริมาณ 11,745 ตัน มีมูลค่าการซื้อขายไม่ต่ำกว่า 278 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาทำคู่สัญญาได้ 38 สัญญา ปริมาณ 9,865 ตัน มูลค่า 223 ล้านบาท ในสินค้า เช่น กระเทียม ข้าวโพดหวาน ฟัก แฟง ลำไย ส้มเขียวหวาน มะม่วงน้ำดอกไม้ ฝรั่ง มังคุด ทุเรียน สมุนไพร ผลิตภัณฑ์จากผ้าฝ้าย ส่งผลให้สินค้าสามารถกระจายไปทั่วประเทศ

นายฉัตรชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า ปีนี้ได้จัดประชุมเพื่อเชื่อมโยงการซื้อขายสินค้าเกษตร 8 ครั้ง ใน 7 จังหวัด ได้แก่ น่าน ลำพูน นครพนม อ่างทอง ราชบุรี พังงา และนครศรีธรรมราช เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและผู้ผลิตได้รับรู้ว่าในพื้นที่นั้นๆ มีสินค้าหรือผลผลิตอะไรบ้าง อีกทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการพบปะเจรจาตกลงซื้อขายกัน ซึ่งกรมจะจัดประชุมในเร็วๆ นี้ พร้อมกันนี้ กรมเตรียมเชื่อมโยงสินค้าท้องถิ่นเข้าสู่ตลาดโมเดิร์นเทรด เช่น บิ๊กซี โลตัส ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อให้สินค้าเกษตรกระจายเข้าสู่ถึงมือผู้บริโภคโดยตรงมากขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ และเป็นการเพิ่มช่องทางระบายสินค้าให้กับเกษตรกรด้วย

ส่วนการยกระดับตลาดสดหรือตลาดกลาง ขณะนี้มีแผนร่วมมือกับคนในพื้นที่หรือเจ้าของตลาดในพื้นที่เพื่อปรับโฉมตลาดให้ดีน่าเดิน น่าซื้อ และเป็นต้นแบบให้กับตลาดอื่นเป้าหมายเริ่มตลาดสดในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง ก่อนจะขยายออกไปในต่างจังหวัดอื่นที่มีความพร้อม ส่วนตลาดต้องชมในปีนี้ตั้งเป้าจะพัฒนาอีก 77 แห่งจากปัจจุบัน ดำเนินการแล้ว 172 แห่งทั่วประเทศ เป้าหมายต้องการให้ได้ 231 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน เชื่อมโยงการท่องเที่ยว

ล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้เปิดบริการตลาดต้องชม “กาดสวนสาฯ มาม่วนใจ๋ เมืองปัว” จ.น่าน เพื่อเป็นจุดกระจายสินค้าและเชื่อมโยงการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในชุมชน ทั้งยังนำคณะลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการทำตลาดข้อตกลงในพื้นที่ จ.น่าน ซึ่งเป็นพื้นที่จัดทำข้อตกลงซื้อขายสินค้าข้าวโพดหวาน ระหว่างสหกรณ์การเกษตรปัว จำกัด และบริษัท กาญจน์คอร์น จำกัด ทำให้เกษตรขายสินค้าได้ราคาดี ผู้ประกอบการได้สินค้ามีคุณภาพ โดยซื้อขาย กก.ละ 5-6 บาท สูงกว่าราคาตลาดที่ กก.ละ 3-4 บาทด้วย

คลังเปิดทาง ธ.ก.ส. ลุยธุรกรรมเทรดไฟแนนซ์ หนุนบริการครบวงจรปั้นเอสเอ็มอีเกษตรส่งออก พร้อมคาดครบ 3 ปีจ่ายสินเชื่อเอสเอ็มอีเกษตรได้ตามเป้า 7.2 หมื่นล้านบาท เตรียมชงบอร์ดเดือน มี.ค.นี้ ต่ออายุโครงการสินเชื่อเอสเอ็มอีอีก 5 หมื่นล้านบาทถึงสิ้น มี.ค. 63 คิดดอกเบี้ยต่ำ 4% 3 ปีแรก หวังสร้างหัวขบวนภาคเกษตร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ได้ลงนามออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การอนุญาตให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อและบริการทางการเงินด้านธุรกิจการค้าต่างประเทศ ทั้งนี้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. 2561 เป็นต้นไป

นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ประกาศดังกล่าว เป็นไปตามที่คณะกรรมการ ธ.ก.ส.ได้มีมติเห็นชอบให้ธนาคารขยายธุรกิจการให้บริการด้านธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศ (เทรดไฟแนนซ์) ได้ เนื่องจากขณะนี้ธนาคารมีนโยบายที่จะเข้าไปพัฒนาสนับสนุนเอสเอ็มอีเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเชื่อมโยงกับการส่งออกมากขึ้น ซึ่งแต่เดิม ธ.ก.ส. จะต้องไปจับมือกับธนาคารอื่นในการสนับสนุนเทรดไฟแนนซ์ให้แก่ลูกค้า ธ.ก.ส.ที่ส่งออก

“ประกาศที่ออกมา จะทำให้ ธ.ก.ส.ทำธุรกรรมได้ครอบคลุมมากขึ้น แต่แบงก์ก็ไม่ได้ผลีผลาม โดยหลังจากประกาศมีผลบังคับใช้แล้ว เราก็ต้องเตรียมความพร้อมภายในองค์กร ทั้งด้านบุคลากร การจัดทำคู่มือ วิธีการปฏิบัติ โปรดักต์ และการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งกลุ่มเป้าหมายก็จะเป็นเอสเอ็มอีเกษตรที่มีธุรกรรมเกี่ยวข้องกับต่างประเทศ เราก็เลือกเอาจากเอสเอ็มอีเกษตรที่เป็นหัวขบวนที่เราดูแลอยู่” นายสมศักดิ์กล่าว

ทั้งนี้ ในระยะแรก ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายเอสเอ็มอีเกษตรที่จะส่งออกไว้เบื้องต้น 10-20 รายก่อน ซึ่งมีทั้งเอสเอ็มอีเกษตรที่ส่งออกผลไม้แปรรูป เอสเอ็มอีเกษตรที่ส่งออกผลไม้สดที่เน้นคุณภาพ เอสเอ็มอีเกษตรที่ส่งออกข้าวอินทรีย์ ฯลฯ โดยธนาคารจะเข้าไปสนับสนุนเทรดไฟแนนซ์ให้ ขณะเดียวกันภายในองค์กรก็จะมีการขยายกลุ่มงานที่ดูแลเรื่องเทรดไฟแนนซ์ ซึ่งระยะแรกให้อยู่ภายใต้ฝ่ายการธนาคารก่อน และอนาคตอาจจะยกระดับขึ้นเป็นฝ่ายต่อไป

นายสมศักดิ์กล่าวอีกว่า สำหรับการให้สินเชื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีเกษตร ซึ่งจะกำลังจะครบระยะเวลาโครงการ 3 ปี ในสิ้นเดือน มี.ค.นี้ (เริ่มตั้งแต่ 1 ก.พ. 2559-31 มี.ค. 2561) ถึงขณะนี้ประเมินว่า จนถึงสิ้นเดือน มี.ค.การจ่ายเงินสินเชื่อน่าจะทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 72,000 ล้านบาท และน่าจะมีสินเชื่อเอสเอ็มอีคงค้างอยู่ที่ประมาณ 55,000 ล้านบาท โดยคิดเป็นจำนวนเอสเอ็มอีเกษตรที่ได้รับสินเชื่อกว่า 20,000 ราย

ขณะที่ในปีบัญชี 2561 (1 เม.ย. 2561-31 มี.ค. 2562) ธ.ก.ส. จะเสนอคณะกรรมการธนาคารที่จะประชุมภายในเดือน มี.ค.นี้ ทำโครงการให้สินเชื่อเอสเอ็มอีเกษตรอีก 50,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 3 ปี (1 เม.ย. 2561-31 มี.ค. 2563) ซึ่งจะเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม และยกระดับเอสเอ็มอีเกษตรให้เป็นหัวขบวน เพื่อให้สามารถช่วยเกษตรกรที่ทำการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำด้วย

“โครงการใหม่ เราจะทำอย่างเข้มข้นมากขึ้น เน้นสร้างหัวขบวนเอสเอ็มอีเกษตร ให้มีความเข้มแข็งและสามารถช่วยเกษตรกรต้นน้ำได้ โดยสินเชื่อที่ให้จะมีระยะเวลาเงินกู้ 10 ปี ซึ่งการคิดดอกเบี้ยจะยืดหยุ่นมากขึ้น คือจะคิดดอกเบี้ย 4% ต่อปี ในช่วง 3 ปีแรก และหลังจากนั้นจะคิดอัตราดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดี (MRR) แต่ทั้งนี้จะพิจารณาตามความเสี่ยงด้วย บางรายอาจจะได้ดอกเบี้ย MRR ลบ ถ้าเสี่ยงน้อยก็จะมีลดให้ด้วย” นายสมศักดิ์กล่าว

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สภาหัตถศิลป์โลก (World Crafts Council) ได้ส่งทีมมาตรวจประเมินคุณสมบัติการผลิตผ้าย้อมครามที่สกลนครและที่ชุมชน ซึ่งปรากฏว่าผ่านเกณฑ์คุณสมบัติที่ตั้งไว้ คือ เป็นการทอผ้าที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติ ไม่มีเคมีภัณฑ์เจือปน และได้ประกาศรับรองให้จังหวัดสกลนครเป็น “นครหัตถศิลป์โลก เจ้าแห่งครามธรรมชาติ” (World Craft City for Natural Indigo) ถือเป็นจังหวัดแรกของประเทศไทย และเป็นหนึ่งในประเทศภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ได้รับการรับรองนี้

“ผลงานที่เกิดขึ้น เป็นความสำเร็จของ กองทุน FTA ที่ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการหัตถกรรมสิ่งทอในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อรองรับการเปิดเสรีอาเซียน โดยกองทุนได้อนุมัติงบประมาณช่วยเหลือให้กับสหกรณ์คลัสเตอร์หัตถศิลป์อีสาน วงเงิน 12.5 ล้านบาท ในปี 2557-2558 เป็นงบดำเนินการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถให้กับสหกรณ์ฯ ซึ่งหลังจากเข้าไปช่วยเหลือแล้ว ทางกลุ่มก็มีการพัฒนาการผลิต ตัวสินค้า จนเป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในและต่างประเทศ จนนำมาสู่การได้รับการรับรองในครั้งนี้” นายอดุลย์ กล่าว

นายอดุลย์ กล่าวว่า ในปี 2560 ที่ผ่านมา กรมได้อนุมัติโครงการภายใต้กองทุน FTA ไปแล้วทั้งสิ้น จำนวน 7 โครงการ คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 16 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินโครงการ โดยกรมมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันให้ผู้ประกอบการและผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่มาขอรับความช่วยเหลือจากกองทุน FTA สามารถปรับตัว และเตรียมความพร้อมในการสู้การเปิดเสรีทางการค้าได้แน่นอน

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ลงนามกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมและประสานความร่วมมือในการจัดทำวิจัย โดยใช้ข้อมูลทางด้านสินเชื่อของเกษตรกร มาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลด้านเครดิต การใช้เทคโนโลยี Geographic Information System (GIS) มาพัฒนาระบบประกันความเสียหายของพืชผลทางการเกษตร

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ธ.ก.ส. ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทำโครงการผลิใบต้นกล้าการเกษตร เพื่อกระตุ้นและสร้างความมั่นใจให้กับคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ความสามารถ มาร่วมพัฒนาภาคเกษตรกรรมในรูปของทุนการศึกษา 56 ทุน ทุนสนับสนุนการฝึกงานและการศึกษาดูงาน 20 โครงการ และสนับสนุนเงินทุนเพื่อเสริมสร้างทักษะตามแผนธุรกิจ 50 โครงการ รวมเป็นเงินกว่า 23 ล้านบาท สำหรับความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้ เป็นการนำจุดเด่นด้านองค์ความรู้ ด้านวิชาการ นวัตกรรม การวิจัยรวมถึงการใช้เทคโนโลยี จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาเชื่อมโยงกับ ธ.ก.ส. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญในการให้บริการสินเชื่อทางการเกษตร และมีความใกล้ชิดกับเกษตรกรที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนาด้านการเกษตรมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล

“ปัญหาภาวการณ์เปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศของโลกถือเป็นภัยคุกคามทางธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรมากที่สุด ดังนั้น ทุกประเทศต้องแสวงหาเทคโนโลยีรวมถึงเครื่องมือมารองรับและป้องกันความเสี่ยงให้กับเกษตรกร เช่น การพัฒนาระบบประกันภัยพืชผล ระบบฐานข้อมูลด้านการผลิต ด้านเครดิต โดยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ประกอบการตัดสินใจ รวมทั้งมีการกระจายองค์ความรู้ด้านวิจัย นวัตกรรม เทคโนโลยี เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงและได้รับประโยชน์ ความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงาน นับเป็นก้าวสำคัญที่จะขับเคลื่อนภาคการเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งและมั่นคง รวมถึงเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น”นายอภิรมย์ กล่าว

นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้จัดอบรมหลักสูตรแม่บ้านมืออาชีพ ให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ได้ขึ้นไว้ 11.4 ล้านคน เพื่อสร้างทักษะและความชำนาญ ด้วยการเสริมความรู้พื้นฐานวิชาชีพแม่บ้าน เทคนิคการทำความสะอาด วิธีการดูแลทำความสะอาดอาคารสถานที่ การใช้เครื่องมือ/อุปกรณ์ และผลิตภัณฑ์ในการทำความสะอาด เป็นต้น เตรียมความพร้อมให้ผู้มีรายได้น้อย ก่อนผลักดันเข้าสู่ตลาดแรงงาน อาชีพแม่บ้านที่กำลังขาดแคลน โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จัดอบรมหลักสูตร วันที่ 5-7 มีนาคม ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

นอกจากนี้ สมาชิกในสมาคมโรงแรมไทย และ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหาร Home Pro ได้เข้ามาร่วมคัดเลือกผู้เข้ารับการอบรมที่มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดของทั้ง 2 หน่วยงานได้มีโอกาสเข้าทำงาน ซึ่งการอบรมครั้งนี้มีผู้สมัครเข้าอบรม 173 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 8 ราย

“อาชีพแม่บ้าน เป็นอาชีพที่ตลาดยังต้องการคนทำงานอีกมาก โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว โรงแรม ที่พัก รวมถึงการดำเนินชีวิตของคนยุคปัจจุบันที่อาศัยอยู่อาคารชุด คอนโดมิเนียม อพาร์ตเม้นต์ หรือแม้แต่ทาวน์โฮม ที่มักจ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดในวันหยุด ซึ่งส่วนใหญ่ประสบปัญหาการทำความสะอาดห้องพักที่ไม่ตรงกับความต้องการ หรือขาดความเป็นมืออาชีพ ดังนั้น การจัดอบรมครั้งนี้ ถือเป็นทางหนึ่งในการลดปัญหาทั้งผู้ต้องการจ้างและผู้ต้องการหางานทำ” นางกุลณี กล่าว

วันที่ 6 มีนาคม นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยถึงแถลงการณ์ของสมาคมฯว่า ขอคัดค้านการนำเข้าปลาจากฟุกุชิมะและขอให้ องค์การอาหารและยา(อย.) คุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคโดยสั่งให้เปิดเผยรายชื่อบริษัทตัวแทนผู้นำเข้าและเปิดเผยรายชื่อ 12 ร้านอาหารญี่ปุ่นที่ใช้ปลานำเข้าจากฟุกุชิมะมาแล้วด้วย

โดยให้แสดงฉลากหรือข้อมูลหน้าร้านอาหารของตนให้ชัดเจนว่าเป็น “ปลาจากฟุกุชิมะ” เพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจก่อนเข้าใช้บริการด้วย ตามที่เว็บไซด์หนังสือพิมพ์เจแปนไทม์ ได้รายงานว่าประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่จังหวัดฟุกุชิมะ ของญี่ปุ่นสามารถส่งออกปลาดิบมาขายในร้านอาหารญี่ปุ่น 12 ร้านในกรุงเทพฯได้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา หลังประสบปัญหานิวเคลียร์รั่วไหลปนเปื้อนน้ำทะเล จากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 9.0 แมกนิจูดและเกิดสึนามิเมื่อปี 2554

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า การนำเข้าอาหารทะเลจากฟุกุชิมะ ซึ่งมีความเสี่ยงของการปนเปื้อนของกัมมันตรังสีที่รั่วไหลลงทะเลญี่ปุ่น ชี้ให้เห็นถึงมาตรฐานการควบคุมการนำเข้าอาหารของประเทศไทยเป็นอย่างมาก เพราะทำให้คนไทยหรือผู้ที่นิยมบริโภคอาหารญี่ปุ่น มีความเสี่ยงที่จะได้รับสารกัมมันตรังสีซีเซียม (Caesium) ไม่มากก็น้อย

ทั้งนี้คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ว่าด้วยการวิจัยมหาสมุทร (Scientific Committee on Oceanic Research) ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายประเทศทั่วโลก พบว่าเมื่อปี 2011 ปลาทะเลที่จับนอกชายฝั่งจังหวัดฟูกูชิมะราวครึ่งหนึ่งมีรังสีปนเปื้อนเกินระดับปลอดภัย

แต่พอถึงปี 2015 ตัวเลขกลับลดลงจนเกินลิมิตมาแค่ไม่ถึง 1% ซึ่งหมายความว่า เรานำเข้าปลามา 1,000 ตัว จะมีไม่ถึง 10 ตัวที่จะมีสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน หมายความว่า จะกินปลาญี่ปุ่นก็เหมือนซื้อหวย ถ้าถูก 2 ตัวท้ายมาก็เสี่ยงมะเร็ง จึงอยากจะสอบถามกรมประมง และคณะกรรมการอาหาร ว่ามีมาตรการในการตรวจสอบปลานำเข้าจากฟุกุชิมะทุกตัวหรือไม่ หรือตรวจสอบครั้งเดียวจบ

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 61 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า รัฐต้องจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่มีประสิทธิภาพในการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภคด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการรู้ข้อมูลที่เป็นจริง ด้านความปลอดภัย ด้านความเป็นธรรมในการทําสัญญา หรือด้านอื่นใดอันเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค

ขณะเดียวกันตาม พ.ร.บ.อาหาร ปี 2522 มาตรา 25 ประกอบมาตรา 26 ก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต นําเข้าเพื่อจําหน่าย หรือจําหน่ายซึ่งอาหารไม่บริสุทธิ์ มีสิ่งที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือปนอยู่ด้วย ดังนั้น เป็นสิทธิของประชาชนผู้บริโภคที่จะได้รับข้อมูลที่เพียงพอในการบริโภค และสิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยในการบริโภค ดังนั้นสุขภาพต้องมาก่อนการค้า การที่ราชการไทยอนุญาตให้มีการนำเข้าอาหารทะเลหรือปลาจากฟุกุชิมะ ซึ่งมีสิ่งที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือปนอยู่ด้วย จึงเป็นการใช้อำนาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และหากยังเพิกเฉยสมาคมฯอาจใช้สิทธิทางศาลในการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

อย. จับมือ กรมประมง แจงเรื่องปลานำเข้าจากจังหวัดฟุกุชิมาประเทศญี่ปุ่นมีการนำเข้าอย่างถูกต้องเป็นไปตาม ข้อกำหนดประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง มาตรฐานอาหารที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี ขอผู้บริโภคอย่าวิตกกังวลเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัย เพราะการนำเข้าปลาจากทุกประเทศ เจ้าหน้าที่ด่านประมงมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด รวมทั้ง อย. ยังทำหน้าที่เฝ้าระวังตรวจสอบมิให้มีผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคในประเทศอย่างเข้มงวด แต่หากพบการปนเปื้อนที่เป็นอันตรายก็จะสั่งเรียกคืนหรือระงับการนำเข้าทันที

นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา พร้อมด้วย นางอุมาพร พิมลบุตร รองอธิบดีกรมประมง ร่วมกันแถลงข่าวว่า กรณีสื่อญี่ปุ่นรายงานข่าวว่าประเทศไทยได้นำเข้าปลาจากจังหวัดฟุกุชิมา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกิดปัญหาโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดเมื่อปี 2554 และปัจจุบันมีการนำเข้าเนื้อปลามาขายที่ร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย นั้น

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกรมประมง ขอชี้แจงข้อมูลให้ประชาชนทราบว่า อย. ได้ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการตรวจสอบการนำเข้าสินค้าอาหาร โดย อย. ได้ถ่ายโอนภารกิจการตรวจสอบการนำเข้าสินค้าเกษตรที่ยังไม่แปรรูปให้กระทรวงเกษตรฯ ได้แก่ สินค้าประมง เนื้อสัตว์ ปศุสัตว์ อาหารทะเล ถั่วธัญพืช เครื่องเทศ มีผลตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา

โดยมาตรการควบคุมอาหารที่ปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีมี2 มาตรการ ได้แก่ 1. การกำหนดปริมาณการปนเปื้อนกัมมันตรังสี โดยมีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง มาตรฐานอาหารที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีกำหนดให้ปนเปื้อนได้ไม่เกิน ไอโอดีน – 131 ไม่เกิน 100 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม หรือ เบคเคอเรล ต่อลิตร , ซีเซียม – 134 และ ซีเซียม – 137 รวมกันไม่เกิน 500 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม หรือ เบคเคอเรลต่อลิตร 2. การกำหนดชนิดอาหารและพื้นที่เสี่ยงในการนำเข้าจะต้องมีหลักฐานในการระบุประเภทปริมาณอาหารจากประเทศต้นทางแสดงที่ด่านนำเข้าทุกครั้ง

อย. ได้มีการประสานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงสาธารณสุขของประเทศญี่ปุ่นโดยผ่านสถานทูตญี่ปุ่นในประเทศไทย ซี่งสถานทูตญี่ปุ่นได้แจ้งให้ทราบว่าประเทศญี่ปุ่นมีมาตรการจัดการกับสินค้าที่ตรวจพบการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีอย่างเข้มงวด โดยหากตรวจพบอาหารที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีเกินมาตรฐานอาหารจากพื้นที่นั้นจะถูกควบคุมและทำลายโดยทันที เพื่อป้องกันไม่ให้มีการกระจายสินค้าไปสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ทั้งนี้ อย. ได้ตรวจสอบผลการเฝ้าระวังในปีพ.ศ. 2560 ซึ่งดำเนินการโดยกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นมีการเก็บตัวอย่างปลาและผลิตภัณฑ์ประมงจากเมืองฟูกุชิมะ จำนวน 7,408 ตัวอย่าง พบการปนเปื้อนเกินเกณฑ์ 8 ตัวอย่าง เป็นปลา Whitespotted char 4 ตัวอย่าง และ Cherry salmon 4 ตัวอย่าง ส่วนปลานำเข้าเป็นปลากลุ่มปลาตาเดียวไม่ใช่ปลาที่มีปัญหาดังกล่าว

ผลการตรวจเฝ้าระวังที่ดำเนินการโดย อย. ในกรณีผลิตภัณฑ์ประมงที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2554 ไม่พบการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีเกินมาตรฐานแต่อย่างใด และทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้มีการสุ่มตรวจสารกัมมันตรังสีในผลิตภัณฑ์อาหารที่มีโอกาสปนเปื้อนทั้งในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ ช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน 2559 ไม่พบการปนเปื้อนสารซีเซียมเช่นกัน

นางอุมาพร พิมลบุตร รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ประชุมหารือร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขกำหนดมาตรการในการกำกับดูแล ตรวจสอบ ให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจ และเชื่อมั่นในระบบตรวจสอบสินค้าเกษตรและอาหารที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มุ่งเน้นที่จะยกระดับความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหารอย่างต่อเนื่อง

เลขาธิการฯ อย. กล่าวในตอนท้ายว่า อย. ร่วมกับกระทรวงเกษตรดำเนินการเฝ้าระวังอาหารที่นำเข้าอย่างเข้มงวดซึ่งหากพบการปนเปื้อน อย. จะใช้มาตรการส่งคืนหรือทำลายทันที ขอให้ประชาชนวางใจในการดำเนินงานของ อย. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอให้รับฟังข้อมูลข่าวสารให้รอบด้าน อย. จะเฝ้าระวังและติดตามข้อมูลจากทั้งในและต่างประเทศ

หากพบผลิตภัณฑ์อาหารใดที่เป็นอันตราย และประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้ประชาชนทราบทันที หากผู้บริโภคพบผลิตภัณฑ์อาหารใดสงสัยว่าจะเป็นอันตราย สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่ สายด่วน อย. 1556 หรือผ่าน Oryor Smart Application หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัด

สำนักบริหารกิจการนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเปิดตัวโครงการ “Social Shaker Season 1” พร้อมจัดเสวนาในหัวข้อ “ความร่วมมือในรูปแบบ U-I-G (University, Industry, Government) สู่ผลกระทบที่มากขึ้นในการพัฒนาสังคม” โดยผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วนัส แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เครือเบทาโกร มณีรัตน์ อนุโลมสมัติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Sea (Thailand) ต้องใจ ธนะชานันท์ กรรมการผู้จัดการประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) และ ชยุตม์ สกุลคู ประธานบริษัท Tact Social Enterprise ณ หอประชุมอาคารเจริญวิศวกรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

U-I-G คือความร่วมมือภายใต้ความสัมพันธ์ของ 3 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคมหาวิทยาลัย (University) ภาคธุรกิจ (Industry) และ ภาครัฐบาล (Government) เพื่อร่วมกันพัฒนาชุมชนแนวใหม่ที่หลุดออกจากกรอบเดิม โดยมีบริษัท Tact Social Enterprise ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของนิสิตจุฬาลงกรณ์