เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ

และสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า เอกชนได้เสนอแผนสนับสนุนภาคเหนือเกษตรอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก สร้างรายได้ให้เกษตรกร 9,690 ล้านบาท เพิ่มการเติบโตให้จีดีพีภาคเกษตร 3% ในระยะเวลา 5 ปี ครอบคลุมเกษตรกร 4,728 ครัวเรือน ลดพื้นที่เพาะปลูก 30% สร้างงานให้ภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 20% หาสำเร็จจะขยายผลครอบคลุมเกษตรกร 1 ใน 3 ครัวเรือนเกษตรกรภาคเหนือ

ทั้งนี้ แผนการยกระดับสินเค้าเกษตรเพื่อส่งออก พัฒนาการเกษตร ครอบคลุม การผลิตต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ เป้าหมายการผลิตพืชอุตสาหกรรมภายใน 5 ปี เบื้องต้น 5 ชนิด ได้แก่ กล้วยหอม สับปะรด กระเจี๊ยบเขียว ขิง มะม่วง 258,050 ตัน/5 ปี หรือ 51,610 ตัน/ปี ซึ่งมีตลาดรองรับแล้ว ในพื้นที่ปลูก 55,426 ไร่ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 4,728 ราย โดยคาดว่าจะสร้างมูลค่าในการผลิตพืชอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวันโดยยกระดับศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก จากแต่เดิมที่สามารถผลิตเกรดส่งออกได้เพียง 30% ของผลผลิต ให้สามารถยกระดับเป็น 80-90%

เมื่อเร็วๆนี้ นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านบริหาร เป็นพยานในพิธีลงนามความร่วมมือเพื่อผลิต Torrifire Wood Pellets ระหว่าง Idemitsu Kasan Co.,Ltd TTCL Public Company Limited และ Siam Steel International Plc.

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการฯ ด้านบริหาร กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการนำเทคโนโลยีการผลิต Wood Pellets สำหรับเป็นเชื้อเพลิงพลังงานชีวมวล โดยเป็นการนำวัตถุดิบไม้ยางพาราจากสวนที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน FSC มาผลิตและส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นความก้าวหน้าของความร่วมมือโครงการจัดการสวนยางอย่างยั่งยืน ตามมาตรฐานสากล FSC ที่บริษัท สยามฟอเรสแมเนสเม้นท์ จำกัด และ กยท. ได้ร่วมกันผลักดัน จนเกิดผลสำเร็จไปอีกขั้นที่เห็นชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะการที่ประเทศไทยสามารถผลิตไม้ยางที่ได้มาตรฐาน FSC และสามารถส่งออกในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ออกไปสู่ตลาดโลกได้ จะส่งผลดีโดยตรงกับเกษตรกรชาวสวนยาง ในการพัฒนาสวนยางพาราของตนเองให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับได้

“ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่นำเข้าเชื้อเพลิงพลังงานชีวมวล Wood Pellets อันดับต้นของโลก และให้ความสำคัญในเรื่องมาตรฐานของไม้ที่จะนำไปใช้ผลิต Wood Pellets นี่จึงถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญในการพัฒนาการจัดการสวนยางมาตรฐาน FSC ที่จะเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น และจะเป็นประโยชน์ในการเพิ่มมูลค่าไม้ยาง และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางได้” รองผู้ว่าการ กล่าวทิ้งท้าย

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยในงานรณรงค์ความปลอดภัยทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 “ปีใหม่เดินทางปลอดภัย ประกันภัยห่วงใยคุณ” ว่า ในช่วงวันที่ 28 ธันวาคม 2560 – 3 มกราคม 2561 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ และจะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา หรือไปท่องเที่ยวจำนวนมาก คปภ. จึงได้เปิดศูนย์บริการสายด่วน คปภ. 1186 อย่างครบวงจรให้บริการ 24 ชั่วโมง ตลอด 7 วันอันตรายช่วงปีใหม่ และยังได้เพิ่มประสิทธิภาพของการรายงานข้อมูลกรณีอุบัติภัยกลุ่มหรือรายใหญ่ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ด้วยการจัดทําแพลตฟอร์ม การรายงานข้อมูลอุบัติภัยขึ้นเป็นครั้งแรก ยังได้ตั้งคณะทำงานติดตามช่วยเหลือด้านการประกันภัยอุบัติภัย และจะช่วยเร่งรัดให้บริษัทประกันภัย ชดใช้เงินหรือสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัย รวมถึงได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคอุตสาหกรรมประกันภัย ดำเนินมาตรการ และเตรียมให้บริการ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากอุบัติเหตุจากท้องถนนอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง เป็นธรรม และเยียวยาอย่างทันท่วงที

นายสุทธิพล กล่าวอีกว่า คปภ. ยังร่วมมือกับสมาคมประกันชีวิตไทย และสมาคมประกันวินาศภัยไทย ออกผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่เกี่ยวกับการเดินทาง เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนในปี 2561 โดยเป็นผลิตภัณฑ์ประกันภัยอุบัติเหตุแบบพิเศษ 2 แบบ ประกอบด้วย กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุเทศกาลสุขใจ หรือประกันภัย 100 มีเบี้ยประกันภัยราคาเพียง 100 บาทต่อปี ความคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาท และอีกกรมธรรม์ต่อยอดจากประกันภัย 100 คือ กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุเทศกาลปีใหม่ สุขใจพลัส หรือประกันภัย 222 มีเบี้ยประกัน 222 บาทต่อปี จะให้ความคุ้มครองเพิ่มเติมผลโยชน์ค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากอุบัติเหตุไม่เกิน 5,000 บาทต่อปี ส่วนรายละเอียดอื่นๆ เหมือนกับกรมธรรม์ประกันภัย 100 ขายแล้วตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2560- 31 มกราคม 2561 เมื่อซื้อแล้วจะคุ้มครอง 1 ปี

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้รับงบประมาณจำนวน 15,759,000 บาท สำหรับปรับปรุงทางเดิน-วิ่ง ภายในสวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) เขตจตุจักร ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 20,000 ตารางเมตร (ตร.ม.) เนื่องจากทางเดิน-วิ่งภายในสวนรถไฟไม่ได้ปรับปรุงมาเป็นระยะเวลานาน โดยการปรับปรุงจะดำเนินการไสพื้นผิวยางมะตอย หรือแอสฟัลท์ เดิม ก่อนปูผิวแอสฟัลท์ใหม่ พร้อมทาสีบริเวณทางเดินและป้ายสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ชำรุด

รวมถึงปรับปรุงทางภาพกายด้วยการถมดินบริเวณทางวิ่งบางจุด และไหล่ทางที่ไม่เสมอกับทางวิ่ง เช่นเดียวกับการปรับปรุงกายภาพบริเวณโค้งหักศอก ลดอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนที่ใช้บริการ ปัจจุบันอยู่ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในเดือนมีนาคม 2561 ระยะเวลาดำเนินการ 90 วัน

ภัยธรรมชาติต้นเหตุกล้วยไข่กำแพงเพชรลดฮวบ ปี 2560 จังหวัดเร่งเครื่องปลูก พื้นที่ 3 พันไร่ “คลองขลุง-พรานกระต่าย-คลองลาน” เน้นขายในประเทศ 90% ส่งออก 10% จีน ฮ่องกงฮิตสุด หนุนเกษตรกรรวมตัวปลูกแปลงใหญ่ เร่งทำมาตรฐาน GAP คาดปี 2561 ขึ้นทะเบียน GI เพิ่มมูลค่า

นายสถิตย์ ภูทิพย์ เกษตรจังหวัดกำแพงเพชร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กล้วยไข่พันธุ์พื้นเมืองเป็นพืชเศรษฐกิจของ จ.กำแพงเพชร จุดเด่นคือ หอม เปลือกบาง หวาน ขนาดลูกเล็ก และเนื้อละเอียด ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูก 3,029 ไร่ เกษตรกร 504 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มีพื้นที่ปลูก 2,762 ไร่ เนื่องจากภาครัฐส่งเสริมเพิ่มพื้นที่ปลูกมากขึ้น รวมถึงมีโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกจากนาข้าว มันสำปะหลัง มาปลูกกล้วยไข่ โดยส่วนใหญ่ปลูกมากที่ อ.เมือง คลองขลุง พรานกระต่าย และคลองลาน

โดยตลาดในประเทศมีสัดส่วนกว่า 90% แยกเป็น 60-70% มีพ่อค้าประจำมารับซื้อเพื่อนำไปขายต่างจังหวัด ขณะที่ 30% เกษตรกรขายเอง ซึ่งหลัก ๆ คือ ตลาดมอกล้วยไข่ ต.อ่างทอง อ.เมืองกำแพงเพชร ตั้งอยู่ริมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 สายกำแพงเพชร-นครสวรรค์ ระยะทาง 1-2 กิโลเมตร รวมถึงมีพ่อค้ามารับซื้อไปขายตามตลาดในจังหวัด สำหรับตลาดต่างประเทศมีเพียง 10% ซึ่งมีพ่อค้ามารับซื้อและส่งออกไปยังจีนและฮ่องกง

นายสถิตย์กล่าวอีกว่า กล้วยไข่ใช้ระยะเวลาประมาณ 11 เดือน ในการให้ผลผลิต โดยผลผลิตออกสู่ตลาดช่วง ส.ค.-ก.ย.ผลผลิตอยู่ที่ 2,000-2,500 กก./ไร่/ปี ต้นทุนการผลิต 11,000 บาท/ไร่ ปัจจุบันราคากล้วยไข่หน้าสวนอยู่ที่ 11-12 บาท/กก. ลดลงจากปีที่ผ่านมา เพราะมีปริมาณผลผลิตมากขึ้น เนื่องจากมีการปลูกมากขึ้น ซึ่งปี 2559 ราคาหน้าสวนอยู่ที่ 12-14 บาท/กก. ทั้งนี้ ราคาตลาดหรือขายปลีกอยู่ที่ 100-300 บาท/ตั้ง (เครือ) หรือ 30-60 บาท/กก. ขึ้นอยู่ตามคุณภาพ ขณะที่หน่อพันธุ์ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 15-18 บาท/หน่อ มีจังหวัดต่าง ๆ มาซื้อจำนวนมาก โดยเฉพาะภาคเหนือ

ขณะที่ภัยธรรมชาติยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะลม ซึ่งประสบเป็นประจำ 2 ช่วง คือ ช่วงที่กล้วยไข่กำลังเติบโต ประมาณ เม.ย.-มิ.ย. และช่วงกล้วยไข่กำลังตกเครือ ช่วง ส.ค.-ก.ย. ส่งผลให้ต้นกล้วยหักล้มเสียหาย ซึ่งสะท้อนอย่างเด่นชัดจากเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา จ.กำแพงเพชร มีพื้นที่ปลูกกว่า 3-4 หมื่นไร่ แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 3,000 ไร่ เนื่องจากเกษตรกรหลายรายล้มเลิกกิจการไป

“ปี 2560 ภาครัฐพยายามเข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวปลูกเป็นแปลงใหญ่ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ได้มาตรฐาน GAP ขณะเดียวกัน ผู้ว่าราชการจังหวัดได้สนับสนุนให้โรงเรียนและวัดปลูกกล้วยไข่ จึงทำให้ปีนี้มีพื้นที่ปลูกมากขึ้น รวมถึงสนับสนุนให้กลุ่มแม่บ้านแปรรูปกล้วยไข่เพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งปัจจุบันก็มีการแปรรูปบ้างแล้ว เช่น กล้วยฉาบ กล้วยระเบิด และนำไปจำหน่ายที่ตลาดมอกล้วยไข่”

ด้านนางสาวเยาวเรศ แซ่โค้ว พาณิชย์จังหวัดกำแพงเพชร กล่าวว่า ผลผลิตกล้วยไข่สดสร้างรายได้ให้จังหวัดกว่า 53 ล้านบาท ขณะนี้ได้มีการยื่นขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) กล้วยไข่กำแพงเพชรแล้ว อยู่ระหว่างรอประกาศโฆษณา หากไม่มีผู้คัดค้านจะได้ประกาศขึ้นทะเบียน ซึ่งเกษตรกรที่จะใช้สัญลักษณ์ GI ได้ จะต้องมาขึ้นทะเบียนก่อน และมีคณะกรรมการลงไปตรวจสอบ ตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูก พันธุ์กล้วย จนถึงการเก็บเกี่ยว ซึ่งคาดว่าปี 2561 จะได้ประกาศขึ้นทะเบียน

ทั้งนี้ ขั้นตอนต่อไป คือ การวางแผนส่งเสริมการตลาด ขณะนี้บริษัทในเครือท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต สนใจที่จะเอากล้วยไข่กำแพงเพชรไปวางจำหน่าย โดยอยู่ระหว่างการประสานจัดเตรียม เพราะกล้วยไข่กำแพงเพชรเปลือกค่อนข้างบาง จึงต้องมีการควบคุมเรื่องการตัดแต่งไม่ให้กระทบกับผลผลิต นอกจากนี้ อีกตลาดหนึ่งคือการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น กระยาสารทกล้วยไข่ และเครื่องสำอาง

รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) กล่าวในการเป็นประธานในการแถลงข่าวผลงานวิจัย “เรืออัตโนมัติกำจัดลูกน้ำยุง” พร้อมนักวิจัย ประกอบด้วย รศ.ร.อ.ดร.กนต์ธร ชำนิประศาสน์ คณบดีสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ รศ.ดร.ชาญชัย ทองโสภา หัวหน้าสถานวิจัย สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ และ ดร.ชโลธร ธรรมแท้ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ และคณะ ว่า ผลงานวิจัย “เรืออัตโนมัติกำจัดลูกน้ำยุง” ด้วยการวิจัยคลื่นอัลตราโซนิค ในย่านความถี่ที่เหมาะสมกับการกำจัดลูกน้ำยุงได้สำเร็จ โดยไม่ส่งผลกระทบกับสัตว์น้ำชนิดอื่น ไม่ทำลาย หรือสร้างมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อม

ซึ่งได้พัฒนาเครื่องมืออุปกรณ์ดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2553 กระทั่งประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ มทส.ได้น้อมเกล้าฯ ถวายแด่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ที่ผ่านมา เพื่อทรงใช้ตามพระราชอัธยาศัยภายในวังสระปทุม

รศ.ร.อ.ดร.กนต์ธร กล่าวว่า งานวิจัยดังกล่าวพัฒนาต่อยอดขึ้นมาจากเครื่องกำจัดลูกน้ำยุงคลื่นอัลตราโซนิค ระบบ 1 หัวจ่าย ที่ประสบความสำเร็จจากงานวิจัยในปี 2553 ที่ มทส.ได้พัฒนา และนำไปมอบให้หน่วยงานต่างๆ ไปใช้งานกว่า 200 เครื่อง ทั้งนี้ จากการนำไปใช้จริง พบว่ายังมีพื้นที่ที่มีข้อจำกัดในการนำเครื่องมือแบบเดิมไปใช้งาน อาทิ แหล่งน้ำขังขนาดใหญ่ และท่อระบายน้ำ จึงได้พัฒนางานวิจัยโดยสร้างเรืออัตโนมัติกำจัดลูกน้ำยุง

โดยแยกการทำงานออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การออกแบบวงจรคลื่นอัลตราโซนิคระบบ 4 หัวจ่าย และการออกแบบเรือให้มีสมรรถนะครอบคลุม และเหมาะสมในการใช้งาน โดยได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มทส.ใช้ระยะเวลาในการออกแบบ และสร้างชิ้นงาน 6 เดือน

รศ.ดร.ชาญชัย กล่าวว่า เครื่องกำจัดลูกน้ำยุงด้วยคลื่นอัลตราโซนิค ถูกพัฒนามากจากอุปกรณ์ประเภททรานสดิวเซอร์ คือการสร้างคลื่นกลที่ความถี่ย่านอัลตราโซนิค ซึ่งได้จากการเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล โดยอาศัยหลักการของวงจรกำเนิดความถี่ (Oscillator) ที่ความถี่ย่านอุลตราโซนิคขนาด 20 กิโลเฮิร์ทซ ร่วมกับวงจรแปลงผันกำลังงานไฟฟ้ากระแสสลับ (DC to DC Converter) เพื่อให้มีขนาดพิกัดความแรงของสัญญาณสูงขึ้น

เมื่อส่งสัญญาณผ่านไปยังอุปกรณ์ทรานสดิวเซอร์ที่เชื่อมต่อกับแท่นโลหะ จะถูกแปรสัญญาณให้อยู่ในรูปคลื่นกลที่มีความถี่เดียวกัน และจะนำคลื่นดังกล่าวแพร่กระจายลงสู่บริเวณที่มีน้ำเป็นตัวกลาง เมื่อพลังงานแพร่กระจายลงสู่น้ำ จะไปทำลายวัฏจักรการเจริญเติบโตลูกน้ำยุงไม่ให้สามารถเจริญเติบโตเป็นยุงตัวเต็มวัยได้

โดยครั้งนี้ได้ถูกออกแบบให้อยู่ในรูปของ “เรืออัตโนมัติกำจัดลูกน้ำยุง” เพื่อใช้กับแหล่งน้ำขังขนาดใหญ่ คูน้ำ ลำคลอง หรือ ท่อระบายน้ำ โดยติดตั้งเครื่องกำจัดลูกน้ำยุงคลื่นอัลตราโซนิค 4 ชุด เพื่อเพิ่มรัศมีการทำงานให้ใช้งานได้กับแหล่งน้ำขังขนาดใหญ่โดยไม่ทำลายสิ่งมีชีวิตอื่น

และระบบควบคุมเรือบริเวณกลางลำเรือ ใช้อุปกรณ์ในการควบคุม และแสดงผลชุด Flight Control โดยติดตั้งระบบ GPS เพื่อระบุตำแหน่งของอุปกรณ์ และใช้ในการเคลื่อนที่อัตโนมัติไปยังพิกัดที่ต้องการ สามารถบังคับ และควบคุมได้ทั้งแบบบังคับเอง และระบบ data link ซึ่งเป็นชุดควบคุมแบบอัตโนมัติผ่านคอมพิวเตอร์

ถือว่าเป็นการพัฒนาสมรรถนะของการกำจัดลูกน้ำยุงได้อย่างคลอบคลุม เชื่อว่าอุปกรณ์ดังกล่าวจะสกัดกั้นการเจริญเติบโต และการแพร่กระจายของโรคที่เกิดจากยุงเป็นพาหะได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ต้นทุนในการผลิตต่อลำประมาณ 100,000 บาท

ดร.ชโลธร ธรรมแท้ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ กล่าวว่า การออกแบบตัวเรือ และระบบการขับเคลื่อน ได้ออกแบบเป็นเรือท้องแบนเพื่อประหยัดพลังงาน และใช้ในน้ำตื้นได้ดี ขับเคลื่อนได้ที่ความเร็วต่ำ ลำเรือแบ่งเป็น 2 ฝั่ง ทางด้านข้างถูกเชื่อมต่อกัน เพื่อติดตั้งเครื่องกำจัดลูกน้ำยุงคลื่นอัลตราโซนิค 4 ชุด

และระบบควบคุมเรือบริเวณกลางลำเรือ ลำเรือมีขนาดความยาว 100 เซนติเมตร ความกว้าง 67 เซนติเมตร ความสูง 20 เซนติเมตร รับน้ำหนักได้ 50 กิโลกรัม ใช้ Fiberglass เป็นวัสดุในการสร้างตัวเรือ เนื่องจากเป็นวัสดุที่มีอัตราส่วนความแข็งแรงต่อน้ำหนักสูง ทนต่อการกัดกร่อนของสารเคมี

ระบบขับเคลื่อนใช้หลักการ Thrust Vectoring coresysit.com เป็นการควบคุมทิศทางของแรงขับโดยตรง ไม่ใช้หางเสือ เพื่อให้เรือเลี้ยวมุมแคบได้ดี รัศมีวงเลี้ยว 1 เมตร การควบคุมเรือ ทำได้ทั้งแบบบังคับเองผ่านรีโมทคอนโทรล และแบบอัตโนมัต โดยผ่านชุดคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่ติดตั้งบนเรือ

กำหนดให้เรือไปตามจุดต่างๆ ได้โดยผ่านระบบดาวเทียม GPS ความเร็วสูงสุดของเรือ เดินหน้า 7 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถอยหลัง 3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระยะควบคุมด้วยรีโมทคอลโทรล 800 เมตร และควบคุมผ่านดาวเทียม หรือระบบ GPS ไม่จำกัดระยะทาง ควบคุมผ่านคอมพิวเตอร์ 32 บิท ทำงานต่อเนื่อง 2 ชั่วโมงต่อการชาร์ทไฟ 1 ครั้ง

ทั้งนี้ เรืออัตโนมัติกำจัดลูกน้ำยุงดังกล่าว มทส.ได้ดำเนินการจดสิทธิบัตรไว้เรียยบร้อยแล้ว สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ สำนักงานจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี เทคโนธานี โทร 0-4422-4825

วันที่ 26 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากการตรวจสอบแบบจำลองสภาวะอากาศ(วาฟ-รอม) ของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(สสนก.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.) ระบุว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมา กรุงเทพมหานคร(กทม.) อุณหภูมิลดลงเหลือ 23 องศาเซลเซียส มีฝนตกเล็กน้อย วัดปริมาณน้ำฝนสูงสุดได้ที่เขตบางขุนเทียนปริมาณ 1.5 มิลลิเมตร(มม.) แต่ในวันพรุ่งนี้ (27 ธันวาคม) บริเวณความกดอากาศสูงแผ่ลงมาทางตอนเหนือของประเทศไทย ทำให้อุณหภูมิลดลงอีก พร้อมทั้งมีฝนตกเกิดขึ้นเกือบทุกภูมิภาค กทม.จะมีอุณหภูมิประมาณ 19 องศาเซลเซียส ในช่วงตี 4 ถึง 6 โมงเช้า ส่วนช่วง 7-8 โมงเช้า อุณหภูมิจะอยู่ที่ 20 องศาเซลเซียส และช่วงกลางวัน อุณหภูมิจะเพิ่มเป็น 23 องศาเซลเซียส และมีฝนตกควบคู่กัน โดยปริมาณน้ำฝนจะเพิ่มมากขึ้นคาดว่าจะอยู่ที่ 10-14 มม. ตั้งแต่เช้ามืดจนถึงช่วงสายๆ การเดินทางสัญจรไปมาในตอนเช้า อาจจะต้องพกร่ม จากนั้นวันที่ 28 ธันวาคม อาจไม่มีฝนแต่ท้องฟ้ายังคงครึ้ม และอุณหภูมิตอนเช้าอยู่ที่ 21-22 องศาเซลเซียส ส่วนกลางวันจะอยู่ที่ 29-30 องศาเซลเซียส

วาฟระบุด้วยว่า ความกดอากาศสูงจะเริ่มกลับมาแรงอีกครั้งวันที่ 30 ธันวาคม ทำให้วันที่ 31 ธันวาคม กทม.กลับมามีอากาศเย็นอีกครั้ง โดยเช้ามืดวันที่ 1 มกราคม กทม.จะมีอุณหภูมิเหลือ 20 องศาเซลเซียส

ในส่วนของภาคใต้ วาฟ ระบุว่า ช่วงวันที่ 27-28 ธันวาคม พายุ เทมบิง จะอ่อนกำลังลงมากและเคลื่อนตัวผ่านภาคใต้ลงสู่ทะเลอันดามัน จะส่งผลให้ภาคใต้มีปานกลางและมีฝนตกหนักได้ในจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี และ นครศรีธรรมราช และวันที่ 30 ธันวาคม กระแสลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะกลับมามีกำลังแรงซึ่งอาจต้องระวังฝนตกหนักไปจนถึงช่วงปีใหม่

ถ้ำแห่งเมืองตรัง การเดินทางบนเส้นทางสายโหดของฝรั่งหัวใจไทย “แดเนียล เฟรเซอร์” มาถึงเรื่องราวของสถานที่ท่องเที่ยวสุด Unseen อย่าง ถ้ำมรกต สัมผัสทางเข้าสุดหินที่ต้องว่ายน้ำด้วยระยะทาง 80 เมตร ชมหินงอกหินย้อยที่ถ้ำเลเขากอบ พร้อมสักการะโบราณสถานอันงดงามที่ถ้ำเขาปินะ

เรื่องราวสุด Unseen แห่งเมืองตรัง โดยฝรั่งยิ้มกว้าง “แดเนียล” อาสาพาแฟนรายการหลงรักยิ้ม ไปสัมผัสประสบการณ์สุดแอดเวนเจอร์ เริ่มต้นที่ถ้ำมรกต กับทางเข้าสุดวิบากและมืดมาก แถมต้องว่ายน้ำเข้าไปเป็นระยะทาง 80 เมตร จากนั้นจึงจะพบกับความสว่างเมื่อถึงด้านใน ถ้ำมรกตมีลักษณะเป็นโถงใหญ่ จากนั้นไปไปชมถ้ำเลเขากอบ อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต วิธีการเข้าไปนั้นไม่ยาก แต่ไฮไลท์อยู่ที่วิธีการออกจากถ้ำ ที่ต้องนอนราบไปบนเรือ ซึ่งความสูงของเพดานถ้ำต่ำมาก เรียกได้ว่าเฉียดหน้านายแดนไปอย่างหวุดหวิด จากนั้นไปชมโบราณสถานที่สำคัญแห่งเมืองตรัง ที่ถ้ำเขาปินะ ด้านในแบ่งออกเป็นห้องต่างๆ มีพระพุทธรูป ลายแกะสลัก พระปรมาภิไธยของรัชกาลที่ 7 ที่เคยเสด็จพระราชดำเนินมายังถ้ำแห่งนี้