เลือกน้ำสลัดให้ดีและไม่ต้องใช้เยอะมากน้ำสลัดเป็นหนึ่งใน

วิธีที่รวดเร็วที่สุดที่จะทำลายคุณค่าของสลัดเพื่อสุขภาพ น้ำสลัดแบบครีมเยิ้มๆ หรือมีส่วนผสมของชีสเยอะๆ ให้ปริมาณแคลอรี่สูงถึง 75 แคลอรี่ต่อช้อนโต๊ะ ดังนั้นเราควรสั่งน้ำสลัดแยกมาต่างหาก และเลือกน้ำสลัดประเภทวินนะเกรท (Vinaigrette) แบบเบาๆ แทนที่จะเป็นครีมสลัด และระหว่างรับประทานลองใช้วิธี “ส้อมจุ่ม” ดู ด้วยการเอาส้อมจุ่มในน้ำสลัดแล้วจิ้มผักสลัดทานต่อ ทำแบบนี้ซ้ำๆ กัน ก็จะได้รสชาติน้ำสลัดทุกครั้งที่รับประทาน แล้วจะประหลาดใจว่าได้รับประทานน้ำสลัดไปน้อยมาก

ซูซานแนะนำว่า สิ่งที่ต้องจำให้ขึ้นใจก็คือ แค่เพียงอาหารจานนั้นเรียกว่าสลัด ไม่ได้แปลว่ามันจะดีต่อสุขภาพเสมอไป ดังนั้น อย่าให้คำว่าสลัดมาทำให้ไขว้เขว ขอให้เลือกรับประทานด้วยการใส่ใจให้มากขึ้นว่ามีส่วนผสมอะไรอยู่ในสลัดจานนี้บ้าง มากกว่าแค่เพียงเพราะมันเรียกว่าสลัดเท่านั้น

นายเสน่ห์ วิชัยวงษ์ รองเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้กล่าวถึงการขับเคลื่อน การปฏิรูปภาคการเกษตรด้วยเกษตรอุตสาหกรรมของสภาเกษตรกรแห่งชาติ ว่า ตัวอย่างความสำเร็จในการนำเกษตรอุตสาหกรรมนำสู่เกษตรกรคือ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกรับใหญ่” ต.กรับใหญ่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี จากแต่เดิมเกษตรกรปลูกอ้อยส่งโรงงาน โดยแต่ละครอบครัวจะมีพื้นที่ปลูก 20 – 30 ไร่ ต่อมาครอบครัวขยาย ทำให้พื้นที่ปลูกอ้อยแต่ละครอบครัวจะลดลงเหลือ 5 – 10 ไร่ อีกทั้งความไม่แน่นอนเรื่องราคา, พื้นที่ปลูกน้อย , ผลผลิตที่ได้น้อย ทำให้มีความยากลำบากในการประกอบอาชีพ เมื่อสภาเกษตรกรฯมีนโยบายเกษตรอุตสาหกรรมมุ่งให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนจากการขายวัตถุดิบ

ให้นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ในปี 2558 นายวิชิต พันธ์เพียร ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดราชบุรีจึงได้เกิดแนวคิดการทำน้ำอ้อย โดยรวมกลุ่มเกษตรกร เริ่มจากสมาชิก 40 คน วางแผนการผลิตโดยแบ่งพื้นที่ปลูกอ้อยส่งโรงงาน มาปลูกอ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 50 ด้วย และสามารถตัดได้ทั้งปี หลังปลูกได้ผลผลิตก็แปรรูปเป็น 2 ผลิตภัณฑ์คือลำอ้อยปอกเปลือกขายให้พ่อค้าที่คั้นน้ำอ้อยขาย และนำมาคั้นเป็นน้ำอ้อยขายให้บริษัทไร่ไม่จนจำกัดไปทำน้ำอ้อยพาสเจอร์ไรส์ ผลปรากฏว่าเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายอ้อยให้โรงงาน 900 บาท/ตัน เป็น 1,500 บาท/ตัน อ้อย 2 ตันคั้นน้ำอ้อยได้ 1 ตัน ราคาขายน้ำอ้อยตันละ 8,000 บาท กิจการไปได้ดีจึงจดทะเบียนเป็น “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกรับใหญ่”

มีการวางแผนการปลูกให้สามารถคั้นน้ำอ้อยได้ทั้งปี การปลูกเป็นแบบอินทรีย์ น้ำอ้อยที่ได้จึงสะอาด 3 ปีที่ผ่านมากลุ่มมีรายได้เฉลี่ยปีละ 300,000 – 500,000 บาท รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์หลังหักค่าอ้อยให้สมาชิกแล้วคงเหลือกำไรจะจ่ายเพิ่มราคาให้สมาชิกและจัดสวัสดิการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกด้วย

ด้านนายจารุพันธุ์ จารโยภาส ผู้อำนวยการกองพัฒนาดิจิทัลอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ได้กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนของเกษตรกรเป็นเกษตรอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาไปสู่ผู้ประกอบการ โดยเห็นว่าควรวางแผนการพัฒนาทำผลิตภัณฑ์น้ำอ้อยให้หลากหลายเพิ่มขึ้นเช่น น้ำเชื่อม น้ำตาลปึก โดยมีรูปแบบเป็นก้อนจะสะดวกสำหรับคนเมือง หรือไปในแนวสมุนไพร เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และหาแนวทางลดต้นทุนการผลิตด้วยการใช้เครื่องจักร โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมพร้อมให้การสนับสนุน ซี่งการปรับเปลี่ยนเป็นเกษตรอุตสาหกรรมสามารถทำให้เกษตรกรมีรายได้ทั้งปี ระบบกลุ่มมีความเข้มแข็ง เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

สำหรับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมีแผนงานร่วมมือกับสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาตินำการพัฒนา 600 กลุ่มในปีนี้ ซึ่ง “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกรับใหญ่” เป็นกลุ่มเดียวที่ทำผลิตภัณฑ์น้ำอ้อย

พริก ชื่อวิทยาศาสตร์ Capsicum frutescens L. (Capsicum มาจากศัพท์กรีก kapto แปลว่า กัด)เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดจากทวีปอเมริกาใต้ ก่อนนำเข้าสู่ยุโรปและเอเชีย สำหรับเมืองไทย เข้ามาอยู่คู่ครัวตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบมาเป็นเวลานานเกือบ 200 ปีแล้วว่า สารเคมีชื่อ “แคปไซซิน” (Capsaicin) เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้พริกเผ็ด เป็นสารที่มีอยู่มากบริเวณเยื่อแกนกลางสีขาว (คือส่วนเผ็ดมากที่สุด) ขณะที่ในส่วนเนื้อผลพริก เปลือกผล และเมล็ดจะมีสารนี้อยู่น้อยมาก (คนทั่วไปมักเข้าใจกันว่าส่วนเมล็ดและเปลือกคือส่วนที่เผ็ดที่สุด)

สารแคปไซซินทนต่อความร้อนและความเย็นอย่างมาก แม้จะนำมาต้มให้สุกหรือแช่แข็งก็ไม่ทำให้สูญเสียความเผ็ดไปแต่อย่างใด สารแคปไซซินที่ทำให้พริกเผ็ด เป็นสารหลักของสารในกลุ่ม แคปไซซินอยด์ (capsicinoids) ซึ่งนอกจากแคปไซซินแล้ว ก็ยังมี ไฮโดรแคปไซซิน (hydrocapsicin) ซึ่งเป็นสารให้ความเผ็ดเช่นเดียวกันแต่เผ็ดน้อยกว่า โดยทั่วไป แคปไซซินนอยด์ ประกอบด้วย แคปไซซิน 70% และ ไฮโดรแคปไซซิน 22% และสารอื่นๆ

อีก 8% สารแคปไซซินสามารถละลายในน้ำได้เล็กน้อย แต่จะละลายได้ดีในไขมัน น้ำมัน และ แอลกอฮอล์ ดังนั้น ถ้าต้องการบรรเทาความเผ็ดของอาหารในปาก ควรดื่มแอลกอฮอล์หรือกินอาหารที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบมากกว่าการดื่มน้ำ เพราะน้ำที่ดื่มมีผลเพียงช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนได้เท่านั้น ความเผ็ดไม่ได้ลดลง ด้วยน้ำละลายสารดังกล่าวได้ไม่ดี

ปริมาณของสารแคปไซซินมีความแตกต่างกันออกไปตามชนิดและสายพันธุ์ของพริก กล่าวคือ ปริมาณของสารแคปไซซิน มากน้อยเรียงตามลำดับดังนี้ พริกขี้หนู 18.2 ppm. (ส่วนในล้านส่วน), พริกเหลือง 16.7 ppm., พริกชี้ฟ้า 4.5 ppm., พริกหยวก 3.8 ppm., พริกหวาน (พริกยักษ์) 1.6 ppm. พริกที่เผ็ดมากมี ปริมาณแคปไซซินสูงกว่าพริกที่เผ็ดน้อย

แคปไซซินเป็นสารที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่นและไม่มีรส ดังนั้นการที่พูดว่าพริกมีรสเผ็ดจึงไม่ถูกต้องตามสมบัติของตัวสารเคมีนี้ เนื่องจากคนเราไม่มีต่อมรับรสเผ็ด คงมีแต่ต่อมรับรู้รสเปรี้ยว เค็ม หวาน และขมเท่านั้น ความเผ็ดจึงน่าจะเป็นอาการของความรู้สึกออกแสบออกร้อนมากกว่า อย่างไรก็ตาม รสเผ็ด ก็เป็นที่เข้าใจและยอมรับโดยทั่วไป

หน่วยวัดความเผ็ดในพริกคือ “สโกวิลล์ ฮีต ยูนิต” หรือ“เอสเอชยู” (Scoville Heat Unit-SHU โดยศัพท์ Scoville มาจากชื่อของผู้คิดค้นวิธีการวัดระดับ คือ วิลเบอร์ สโกวิลล์ นักเคมี ชาวอเมริกัน) อย่างพริกขี้หนูสวนบ้านเราจะมีค่าอยู่ที่ 50,000-100,000 สโกวิลล์ ส่วนพริกที่ได้รับการบันทึกลงในกินเนสส์บุ๊ก ว่าเผ็ดที่สุดในโลกขณะนี้คือ แคโรไลน่า รีปเปอร์ (Carolina Reaper) ระดับความเผ็ด 2,200,000 SHU

คุณค่าทางอาหารของพริกอยู่ที่สารสีเหลือง สีส้ม และสีแดงของผล จัดเป็นสารจำพวกแคโรทีนอยด์ (carotenoids) ซึ่งมีอยู่มากมายถึง 20 ชนิด ที่สำคัญได้แก่ เบตาแคโรทีน (beta-carotene) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา แคโรทีนอยด์เป็นสารที่ไม่ละลายในน้ำ แต่ละลายในไขมันเช่นกัน ดังนั้นการใช้พริกในส่วนผสมของอาหาร ทั้งการต้มแกงนานๆ จึงไม่ทำให้สีของพริกจางลง แต่อาจจะละลายออกมาบ้างกับไขมันที่อยู่ในน้ำแกง

ที่สำคัญพริกยังเป็นแหล่งให้วิตามินซีในปริมาณที่สูงมาก ผลพริก 1 ออนซ์ (28 กรัม) มีวิตามินซีสูงถึง 100 มิลลิกรัม และวิตามินเอ 16,000 หน่วย ปริมาณดังกล่าวนี้จะสูงกว่าปริมาณวิตามินซีและวิตามินเอที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน แต่วิตามินซีจะสลายตัวได้ง่ายเมื่อถูกความร้อน ดังนั้นถ้าต้องการได้วิตามินซีสูงควรรับประทานในรูปของพริกสดร่วมกับผักสลัด

นอกจากนี้ผลพริกยังมีคุณค่าทางโภชนาการและสารอาหารอื่น ทั้งไขมัน คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน แต่มีในปริมาณที่ไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับความต้องการของร่างกาย เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ศ.นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัด สธ. และคณะไปตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขในการให้บริการประชาชน ที่ โรงพยาบาล (รพ.) บางกระทุ่ม โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) นครป่าหมาก และพบปะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก โดยเป็นการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ก่อนเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่อย่างเป็นทางการในวันที่ 26 ธันวาคม

นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า สธ.ได้กำหนดให้การแพทย์แผนไทยและทางเลือก เป็น 1 ใน 19 สาขาหลัก ตามแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) เพื่อใช้ภูมิปัญญาไทยการแพทย์แผนไทยดูแลผู้ป่วยแบบผสมผสาน ร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันและสหวิชาชีพ เพิ่มทางเลือกการดูแลสุขภาพประชาชน ตั้งเป้าให้โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป มีคลินิกบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสานรักษาโรคทั่วไปและเฉพาะโรค อย่างน้อย 1 คลินิก ขณะนี้ดำเนินการได้ร้อยละ 70 นอกจากนี้ ได้พัฒนาโรงพยาบาลแพทย์แผนไทย และมีแพทย์แผนไทยใน รพ.สต.ทั้ง 9,000 แห่ง ให้ประชาชนเข้าถึงบริการการแพทย์ผสมผสานมากขึ้น

“สำหรับ รพ.บางกระทุ่ม นับเป็นโรงพยาบาลที่มีความก้าวหน้าการพัฒนาสมุนไพร มีโรงงานผลิตยาสมุนไพรที่ผ่านการรับรองมาตรฐานหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตยาจากสมุนไพร (GMP: Good Manufacturing Practice) ในปี 2560 มีมูลค่าการใช้ยาแผนไทยในโรงพยาบาลกว่าร้อยละ 40 และได้กระจายยาแผนไทยที่ผลิตให้สถานบริการภายในจังหวัด ในเขตสุขภาพที่ 2 รวมถึงจังหวัดอื่นๆ กว่า 50 แห่ง มีประชาชนในพื้นร่วมกันตั้งกลุ่มสมุนไพรครบวงจรเพื่อเศรษฐกิจชุมชน จำนวน 77 ราย ปลูกวัตถุดิบสมุนไพรที่มีคุณภาพส่งโรงพยาบาล สร้างรายได้ให้กับชุมชน ในปีงบประมาณ 2561 มีแผนเพิ่มกำลังการผลิตยาสมุนไพรเพิ่มร้อยละ 10 อาทิ ยาแคปซูล ยาชง ยาลูกกลอน ยาน้ำ ลูกประคบสมุนไพร 55 รายการ เป็นต้น ทั้งนี้ รพ.บางกระทุ่ม ได้รับงบพัฒนาจังหวัด/กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 (งบเพิ่มเติม) ปีงบประมาณ 2560 ในโครงการส่งเสริมและพัฒนาพืชสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย เพื่อสร้างเสริมสุขภาพ เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ตามยุทธศาสตร์ของจังหวัดพิษณุโลกที่จะพัฒนาจังหวัดให้เป็นเมืองสุขภาพและเมืองสมุนไพร” ศ.นพ.ปิยะสกล กล่าว

และ ในปี 2560 สถิติการใช้ยาแผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ มีมูลค่ากว่า 1,219 ล้านบาท โดยในปี 2561 ตั้งเป้าให้มีมูลค่าการใช้ยาแผนไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 และจะพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการผลิตยาสมุนไพรในโรงพยาบาลตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลกและจีเอ็มพี ขณะนี้มีโรงงานผลิตยาสมุนไพรฯ ผ่านมาตรฐานดังกล่าวแล้ว 32 แห่ง และอยู่ระหว่างพัฒนามาตรฐานและตรวจประเมินมาตรฐาน 15 แห่ง

วันที่ 25 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากการตรวจสอบแบบจำลองสภาพอากาศ(วาฟ-รอม) ของสถาบันสารสนเทศน้ำและการเกษตร(สสนก.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.) พบว่า เวลานี้ พายุไต้ฝุ่นเทมบิง(TEMBIN) ที่อยู่บริเวณตอนล่างของทะเลจีนใต้ มีกำลังแรงเป็นพายุใต้ฝุ่นระดับ 1 มีแนวโน้มเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนไปทางเหนือผ่านปลายแหลมญวนแล้วอ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อน และอ่อนลงต่อเนื่อง เป็นพายุดีเปรสชั่น ลงก่อนเข้าสู่อ่าวไทยตอนบน โดยเมื่อเคลื่อนที่เข้าปลายแหลมญวนและอ่าวไทย จะมีบริเวณความกดอากาศสูง แผ่ลงมาปะทะ กับลมที่หมุนอยู่ด้านบนของตัวพายุเทมบิง ทำให้เกิดลมพัดสอบ หรือลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดมาปะทะด้านบนของพายุ ส่งผลให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนตก ในวันที่ 26-27 ธันวาคม เป็นฝนตกปรอยๆแต่ตกต่อเนื่องยาวๆ

วาฟระบุด้วยว่า ระหว่างวันที่ 27-28 ธันวาคม มีบริเวณความกดอากาศสูงแผ่ลงมาทางตอนเหนือของประเทศไทย ทำให้อุณหภูมิลดลง พร้อมทั้งมีฝนตกเกิดขึ้นเกือบทุกภูมิภาค เรียกว่าเป็นภาวะ ฝนควบหนาว โดยในวันที่ 26 ธันวาคม กรุงเทพมหานครจะมีฝนตกตั้งแต่ช่วงกลางคืนถึงช่วงเช้าของวันที่ 27 ธันวาคม และตกเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่จะตกต่อเนื่องได้ตลอดทั้งวัน ซึ่งในช่วงเช้าวันที่ 27 ธันวาคมนั้น คาดว่า กรุงเทพมหานครจะมีอุณหภูมิประมาณ 20 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่านั้น และมีฝนตกควบคู่กัน

ในส่วนของภาคใต้ วาฟ ระบุว่า ช่วงวันที่ 27-18 ธันวาคม พายุ เทมบิง จะอ่อนกำลังลงมากและเคลื่อนตัวผ่านภาคใต้ลงสู่ทะเลอันดามมัน จะส่งผลให้ภาคใต้มีฝนตกหนักได้ในจังหวัดชุมพร สุราษธานี และ นครศรีธรรมราช จากนั้นบริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจะเริ่มแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยอีกครั้งในช่วงวันที่ 30 ธันวาคม ทำให้กระแสลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังแรงจะกลับมาพัดปกคลุมภาคใต้อีกครั้ง ส่งผลให้ภาคใต้ตอนล่างกลับมามีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ซึ่งอาจต้องระวังฝนตกหนักไปจนถึงช่วงปีใหม่

นายณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า ปกติในช่วงฤดูหนาวและช่วงที่สภาพอากาศเย็นแม่โคนมจะให้ผลผลิตสูงและมีปริมาณน้ำนมดิบออกสู่ตลาดค่อนข้างมาก แต่เนื่องจากเกิดปัญหาโรคปากและเท้าเปื่อย หรือ Foot and Mouth Disease (FMD) ระบาดในฟาร์มโคนมหลายพื้นที่ก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ผลผลิตน้ำนมดิบโดยรวมทั้งประเทศ ซึ่งอ.ส.ค. ได้รับผลกระทบจากปัญหาโรค FMD ด้วยเช่นกัน โดยฟาร์มเกษตรกรสมาชิกที่ประสบปัญหาเรื่องโรคดังกล่าวไม่สามารถรีดนมส่งขายได้ ทำให้มีน้ำนมดิบเข้าสู่โรงงานนม อ.ส.ค. 5 แห่ง ลดลงเหลือประมาณ 550 ตัน/วัน จากเป้าหมายที่คาดว่าจะมีวันละกว่า 600 ตัน ส่งผลต่อสต๊อกผลิตภัณฑ์ นมไทย-เดนมาร์ค มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ต้องบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสินค้าขาดตลาด

ผลกระทบจากโรค FMD นอกจากทำให้สุขภาพโคนมทรุดโทรมลงแล้ว ยังทำให้ผลผลิตลดลง เกษตรกรรีดนมส่งขายไม่ได้จนกว่าจะรักษาโคนมให้หายขาด ส่งผลให้สูญเสียรายได้ นอกจากนั้น ยังทำให้ปริมาณน้ำนมดิบลดลงและอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงงานแปรรูป ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเร่งควบคุมและป้องกันโรคโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ

อย่างไรก็ตาม อ.ส.ค. เร่งหารือกับกรมปศุสัตว์เพื่อวางแนวทางควบคุมและป้องกันโรค FMD ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เบื้องต้นอาจใช้วิธีฉีดวัคซีนป้องกันโรค FMD ปูพรมพร้อมกันทั้งในโคนม โคเนื้อ กระบือ สุกร และสัตว์กีบคู่ชนิดอื่นๆ โดยต้องฉีดวัคซีนตามโปรแกรมปีละ 2 ครั้งในช่วงเวลาที่เหมาะสม ประกอบกับบริหารจัดการการเคลื่อนย้ายสัตว์ข้ามพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เคลื่อนย้ายสัตว์ต้องทำอย่างมีวินัยและรัดกุมมากยิ่งขึ้นเป็นไปตามข้อบังคับทางกฎหมาย เป็นแนวทางที่จะสามารถช่วยป้องกันและควบคุมโรค FMD ได้อีกทางหนึ่ง โดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง คาดว่าจะสามารถช่วยลดปัญหาดังกล่าวได้

“อ.ส.ค. มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมและสัตวแพทย์ประสานสหกรณ์โคนม ในเขตพื้นที่ส่งเสริมของ อ.ส.ค. 56 แห่ง ให้ติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังโรค FMD ในฟาร์มโคนมของเกษตรกรสมาชิกอย่างใกล้ชิด พร้อมให้บริการรักษาสัตว์ป่วยให้หายโดยเร็ว เพื่อช่วยเหลือฟาร์มเลี้ยงโคนมที่ประสบปัญหาโรค FMD ให้สามารถรีดนมส่งขายได้และกำชับให้เกษตรกรทำวัคซีนโคนมตามโปรแกรมและระยะเวลาที่กำหนดด้วย”นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

หน่วยธุรกิจ (BU) การยางแห่งประเทศไทย funnypatentsandinventions.com จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการผลิตและ ร่วมมือทางการตลาด หมอนยางพารา ดึง 3 ภาคส่วน ทั้งภาครัฐ/เอกชน/สถาบันเกษตรกร ติดปีกธุรกิจหมอนยางพารา ใส่เกียร์เดินหน้า สร้างรายได้ สู่ความมั่นคง

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล ในฐานะผู้จัดการหน่วยธุรกิจ BU กล่าวว่า เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ที่ผ่านมา หน่วยธุรกิจ (BU) กยท. ได้จัดประชุมภายใต้ชื่อ “ใต้หล้ารวมเป็นหนึ่ง” โดยได้ร่วมกับบริษัท เลย์เท็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนจากภาคเอกชน และ สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางกว่า 42 สถาบันจากทั่วประเทศ มาหารือเพื่อสร้างความเข้าใจในเชิงการดำเนินธุรกิจแปรรูปหมอนยางพาราร่วมกัน ทั้งในเชิงการจัดกลุ่มสินค้าตามความสามารถในการผลิตและรูปลักษณ์ภายนอก การกำหนดมาตรฐานการผลิต การจัดกลุ่มทางการตลาด

รวมถึงการรวบรวมชื่อสถาบันที่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการ ซึ่งได้รับผลตอบรับในเกณฑ์ที่ดีมากจากหน่วยสถาบันฯที่เดินทางมาเข้าร่วม เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมานั้น แต่ละสถาบันได้มีการทำตลาดในช่องทางของตนเอง โดยอาจจะยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก ซึ่งเมื่อโครงการนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้น สถาบันจำนวนมากจึงได้มีการตอบตกลงเข้าร่วมด้วยความเชื่อมั่นในการยางแห่งประเทศไทย และ บริษัท เลย์เท็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัดและบริษัทในเครือ ซึ่งเป็นภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญในการส่งออกผลิตภัณฑ์เครื่องนอนยางพารามาอย่างยาวนาน ว่าจะสามารถขยายช่องทางการทำตลาดไปได้อย่างแพร่หลายมากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

และยังได้มีการจัดทำสัญญาความร่วมมือการผลิตหมอนและที่นอนยางพาราภายใต้แบรนด์กลาง กยท. ซึ่งเกิดมาจากความร่วมมือจาก 3 ภาคส่วนดังกล่าว โดยคาดว่าภายในปี 61 จะเริ่มต้นผลิตหมอนยางพาราคุณภาพเยี่ยมออกสู่ตลาดได้ราว 200,000 ใบ สร้างมูลค่าทางการตลาดรวม 100 ล้านบาท

นายสุนันท์ กล่าวต่อว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ นอกจากเพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ที่มีความพร้อมในการผลิตเข้ามาร่วมในโครงการดังกล่าวแล้ว ยังเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากยางพารา ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นในการจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้งยังพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมหมอนและเครื่องนอนยางพารารวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆจากยางพาราอย่างครบวงจร โดยคำนึงถึงการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยแต่ละภาคส่วนมีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนต่างๆ โดย หน่วยธุรกิจ BU กยท. ได้มีการดูแล สนับสนุน ส่งเสริม ให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางร่วมมือกันผลักดันให้มีการดำเนินการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์แห่งข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ รวมถึงพัฒนาสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์จากยางพาราตามมาตรฐานระดับสากล เพื่อเพิ่มมูลค่ายางพาราและผลิตภัณฑ์จากยางพาราให้กับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ โดยใช้เป็นผลิตภัณฑ์ยางพาราในการจำหน่ายในประเทศและต่างประเทศ

นายประเสริฐ จรัญฤทธิกุล ผู้แทนจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง กล่าวว่า สำหรับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางนั้นมีหน้าที่หลักในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากยางพาราให้เป็นไปตามมาตรฐานระดับสากล โดยในการดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ จะถือเป็นการเปิดโอกาสให้สถาบันเกษตรกร ที่มีความสามารถ ได้แสดงศักยภาพของแต่ละสถาบัน ในการผลิตผลิตภัณฑ์ยางพารา เพื่อแสดงให้ผู้ใช้ยาง และตลาดเห็นถึงกำลังการผลิตที่มากขึ้น

นายณัฐพัฒน์ นิธิอุทัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เลย์เทกซ์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทในเครือ ซึ่งเป็นตัวแทนจากภาคเอกชนกล่าวว่า บริษัทมีความพร้อมเป็นอย่างยิ่งในการสนับสนุนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางให้ได้มูลค่าเพิ่มในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ สนับสนุนด้านการตลาด และปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์จากยางพาราให้เป็นไปตามมาตรฐานระดับสากล เพื่อเพิ่มมูลค่ายางพาราและผลิตภัณฑ์จากยางพาราให้กับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ ด้วยความเชี่ยวชาญจากการดำเนินธุรกิจแปรรูปยางพารามากว่า 40 ปี และได้มีการปูช่องทางการทำตลาดอย่างเข้มแข็งไว้แล้วในหลายประเทศทั่วโลก

“การจับมือกันระหว่าง 3 ภาคส่วนในครั้งนี้ จะเป็นเหมือนการติดปีกทางธุรกิจยางพาราให้กับเรา การบูรณาการร่วมกันทั้ง 3 ภาคส่วน จะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการผลิตที่สูงขึ้น โดยมีสถาบันเกษตรกรที่มีความสามารถในการผลิต มาร่วมกัน และทาง กยท. กับภาคเอกชน จะเจาะตลาดโดยมุ่งเน้นความต้องการของตลาดทั้งในหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน ถือเป็นการใส่เกียร์เดินหน้าธุรกิจ เพื่อสร้างรายได้ และเสถียรภาพอย่างยั่งยืน และมั่นคง” นายสุนันท์ กล่าวทิ้งท้าย