เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติ

ของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อยุคโลกาภิวัตน์ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน

ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังยิ่งในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกัน จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานทางจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรมความซื่อสัตย์สุจริตและให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ มีปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกเป็นอย่างดี (คณะอนุกรรมการส่งเสริมการขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในภาคการเกษตรและชนบท, 2558)

เกษตรกรรมถือได้ว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย มีแรงงานในภาคการเกษตรกว่า 11 ล้านคน (สถิติแรงงาน, 2558) โดยรายได้หลักของประเทศไทยส่วนหนึ่ง คือการขายสินค้าซึ่งเป็นผลผลิตจากการเกษตร ทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ มีการกำหนดมาตรฐานคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร และข้อจำกัดทางการค้าด้านอื่นๆ ดังนั้น เกษตรกรของประเทศไทย ซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรมในด้านต่างๆ ในทุกระดับของการเกษตรจึงควรมีวิสัยทัศน์ มีการพัฒนาความรู้ความสามารถในกิจกรรมด้านการเกษตรในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางแผนการผลิต การจัดรูปแบบการใช้งานของที่ดินและแหล่งน้ำ วิธีการในการเพาะปลูก การดูแลรักษา และการเก็บเกี่ยวผลิต ทั้งนี้ ควรมีรูปแบบการปฏิบัติด้านการเกษตรที่เกี่ยวข้องที่ชัดเจน มีมาตรฐาน เพื่อเป็นการยกระดับการผลิตของเกษตรกรให้เป็นสากล เกษตรกรเกิดความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนในวิชาชีพการเกษตร

การน้อมนำ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” มาประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตร จะส่งเสริมให้เกษตรกรหรือผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมมีความพร้อมในอาชีพมีความรู้ ความสามารถในการวางแผนการผลิตและกระบวนการผลิต ใช้ทรัพยากรการผลิตอย่างสมดุล มีนวัตกรรม พึ่งพาตนเองได้ และพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงเป็นเกษตรกรที่มีความมั่นคงและความยั่งยืนในอาชีพการเกษตร ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศชาติมีความมั่นคงทั้งทางอาหารและเศรษฐกิจ การจัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ สาขาวิชาชีพเกษตรกรรม สาขาเกษตรกรรมตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงนี้ จะเป็นการพัฒนาเกษตรกรหรือผู้ประกอบอาชีพทางการเกษตร มีสมรรถนะอาชีพในสาขาวิชาชีพเกษตรกรรม สาขาเกษตรกรรมตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ที่ถูกต้องและสอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และทิศทางการพัฒนาการเกษตรในบริบทของไทยแลนด์ 4.0

โครงการจัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ สาขาวิชาชีพเกษตรกรรม สาขาเกษตรกรรมตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงนี้ เป็นโครงการความร่วมมือของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)

วันที่ 29 ก.ย. นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย ได้พาผู้เสียหายหลังถูกหลอกให้เลี้ยงกุ้งก้ามแดง หรือเครฟิช กว่า 20 ราย เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียน ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครราชสีมา เพื่อขอให้ทางนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ได้ดำเนินการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ และนำสืบสู่การดำเนินคดีกับประธานสหพันธ์กุ้งก้ามแดง ใน จ.นครราชสีมา และผู้เกี่ยวข้อง ในข้อหาหลอกลวงชักชวนให้มาลงทุนเลี้ยงกุ้งก้ามแดง มูลค่าความเสียหาย จำนวนกว่า 30 ล้านบาท

โดยมีนายมุรธาธีร์ รักชาติเจริญ รอง ผวจ.นครราชสีมา พร้อมนางสาวปัณฑารีย์ โชรัมย์ ผอ.กลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรม ฯ ร่วมรับฟังปัญหา และรวบรวมเอกสารร้องทุกข์ของผู้ร้องเรียน จากนั้นนายมุรธาธีร์ ฯ รอง ผวจ.นครราชสีมา ได้กล่าวกับผู้ร้องเรียนว่าจะดำเนินการมอบหมายหน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการตรวจสอบให้เกิดความกระจ่างชัดเจน รวมทั้งให้มีการติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

นายสามารถ ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กลุ่มผู้ร้องเรียนที่เดินทางมาในวันนี้ เป็นตัวแทนสมาชิกเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ทั่วประเทศ ที่มีจำนวนกว่า 2,800 ราย ถูกหลอกให้นำเงินมาลงทุนเลี้ยงกุ้งก้ามแดง เมื่อช่วงต้นปี 2559 โดยอ้างว่าตัวว่าเป็นสหพันธ์กุ้งก้ามแดง แล้วเปิดเพจในเฟซบุ๊ก ชักจูงให้ไปหาสมาชิกเข้ามาลงทุนซื้อลูกกุ้งก้ามแดงขนาด 1 นิ้วไปเลี้ยง ในลักษณะแชร์ลูกโซ่ มีเงินลงทุนตั้งแต่รายละ 15,000-50,000 บาท ในลักษณะมีตัวแทนเครือข่ายระดับอำเภอและจังหวัด เพื่อส่งต่อให้กับบริษัทที่ถูกอ้างว่าเป็นบริษัทใหญ่มีชื่อเสียง และมีเงินทุนรับซื้อกุ้ง

เมื่อบรรดาผู้เสียหายหลงเชื่อมาสมัครลงทุน ปรากฏไม่ได้รับกุ้งไปเลี้ยง หรือ ขายกุ้งไม่ได้ตามที่สัญญาไว้ บางรายต้องเสียเงินค่าขุดบ่อ ทำบ่ออีกหลายแสนบาท ขณะนี้ผู้เสียหายเดือดร้อนมาก เพราะต้องการหารายได้สุจริตทำเพื่อเป็นรายได้เสริม จึงร้องทุกข์ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ที่มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานอนุฯ ในการยุติความเสียหายต่อประเทศชาติ และประชาชน ที่นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี สั่งการมาให้ผู้ว่าราชการจังหวัด แก้ไขปัญหาแชร์ลูกโซ่ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีผู้เสียหายเข้าร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรม ฯ แล้วกว่า 30 ราย

ด้านนายบุญชู แววกระโทก อายุ 49 ปี เจ้าของบ่อกุ้งบุญชูเครฟิชเปิดเผยว่า ตน และครอบครัวนั้นได้ประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้งอยู่แล้ว ต้องการขยายตลาดเพื่อเพิ่มรายได้ จึงสมัครเป็นสมาชิกด้วยเงิน 15,000 บาท ไม่ได้รับพันธุ์กุ้งมาเลี้ยงแต่อย่างใด เพียงขอสิทธิ์ในการส่งจำหน่ายแก่บริษัท ฯ ที่อ้างตัวว่าสามารถรับซื้อกุ้งได้ในปริมาณมาก และมีราคาดีกว่าท้องตลาด แต่หลังจากต้องใช้เวลาเลี้ยงกุ้งนานกว่า 4-6 เดือน จนกุ้งโตได้ขนาด 4-6 นิ้ว ราคา 400 -600 บาท แต่มีการรับซื้อจริง เพียง 1-2 ครั้งเท่านั้น ภายหลังก็ไม่ได้รับซื้อแต่อย่างใด จึงเกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามผู้กระทำผิดดำเนินคดีทางกฎหมายให้ถึงที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นตัวอย่าง หรือไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นอีก

สมาคมโรงสีภาคใต้”โวย” ได้รับผลกระทบ ”รำเนียน แกลบ” จากต่างประเทศ ผู้ใช้แห่บริโภค เดือนละ 2,000 ตัน ราคาที่ต่ำ ชาวนาและโรงสี โดน 1 เด้ง รายได้สูญหายเดือน 20 ล้านบาท โรงสีใต้ กระอัก ล้นสต๊อกสะสม วอนรัฐบาลช่วย

วันที่ 30 ก.ย. นายทักษิณ สุดจันทร์ นายกสมาคมโรงสีข้าวและชาวนาภาคใต้ เปิดเผยว่าขณะนี้โรงสีและชาวนาภาคใต้ ได้รับผลกระทบจากการนำเข้ารำเนียนหรือรำละเอียดและแกลบจากต่างประเทศ จากแนวพรมแดนไทย-มาเลเซีย ราคารำเนียนหรือรำละเอียด กก.ละ 7-8 บาท ในขณะที่ของภาคใต้จำหน่าย กก.ละประมาณ 10 บาท
นายทักษิณเปิดเผยว่าแกลบจากต่างประเทศราคาจำหน่าย กก.ละ 2 บาท ในขณะที่ของภาคใต้ ราคา กก.ละ 2.50 บาท – 2.80 บาท ราคานำเข้าจากต่างประเทศจะห่างกว่าของภาคใต้ ทำให้ผู้บริโภครำเนียนหรือรำละเอียดและแกลบ หันไปใช้วัตถุดิบที่ราคาต่ำกว่า

“รำเนียนหรือรำละเอียด นำไปแปรูปเป็นอาหารสัตว์ อาหารสุกร ส่วนแกลบ นำไปเป็นพื้นที่รองไก่ ของกลุ่มผู้เลี้ยงไก้ และฟาร์มไก่”

นายทักษิณเปิดเผยว่าการนำเข้ารำเนียนหรือรำละเอียดและแกลบ จากต่างประเทศ เริ่มตั้งแต่ต้นปี 60 จนถึงขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อโรงสีข้าวและชาวนา ต้องเหลือค้างสต๊อกสะสม ทุกเดือน ในภาพรวมโรงสีขนาดเล็กประมาณ 100 ตัน และโรงสีขนาดใหญ่ ประมาณ 700 ตัน ต่อ เดือน

นายทักษิณเปิดเผยว่าก่อนที่เปิดนำเข้า รำเนียนหรือรำละเอียดแกลบ มีไม่เพียงพอ ต้องนำเข้าจาก จ.เพชรบุรี ราชบุรี และ จ.นครปฐม แต่ขณะนี้ไม่สามารถนำเข้าได้แล้ว แต่สามารถนำไปจำหน่ายให้กับโรงไฟฟ้าชีวมวลได้
นายทักษิณ เปิดเผยว่าจากการนำเข้ารำเนียนหรือรำละเอียด และแกลบ จากต่างประเทศ จะส่งผลกระทบต่อโรงสีข้าว และชาวนา ประมาณ 500 บาท ต่อ ตัน เป็นหลายเงินประมาณ 10 ล้านบาทต่อเดือน เมื่อรำเนียนหือรำละเอียด และแกลบ ไม่มีราคาและเหลือ ซึ่งเป็นส่วนควบสร้างรายได้ของโรงสีข้าวและของชาวนา ก็จะทำให้ราคาข้าวกล่องตกตามตามไปด้วย

“สำหรับรำเนียนหรือรำละเอียด ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน หาไม่แล้วจะเน่าเสีย ส่วนแกลบไม่มีปัญหา กลับมีมูลค่าเพิ่มเมื่อนำไปรองพื้นไก่แล้ว เมื่อเก็บเกี่ยวไก่เสร็จ แกรบข้าว ก็จะปนกับขี้ไก่ นำไปเป็นปุ๋ยหมักที่ได้คุณภาพ”
นายทักษิณเปิดเผยว่าตนจะนำปัญหาเรื่องรำข้าวเนียนหรือรำละเอียด และแกลบ เข้าสู่ที่ประชุมสมาคมโรงสีข้าวและชาวนาภาคใต้ เพื่อหาแนวทางแก้ไขป้องกัน เพราะส่งผลกระทบต่อชาวนาโดยตรง เมื่อนำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อแก้ไข

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 30 ก.ย. ที่โรงแรมโฆษะ ถ.ศรีจันทร์ ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น นายเมธี จันทร์จารุภรณ์ ประธานสถาบันประชาชนเพื่อการสาธารณสุขมูลฐาน ได้มาเป็นประธานเปิดโครงการสัมมนา ทางเลือกทางรอด “ชาวนาบอกชาวนาปรับตัวอย่างไรในยุค 4.0” โดยมี นายระวี รุ่งเรือง ผู้ประสานงานองค์กรชาวนาเพื่อการปลดหนี้ ร่วมกับ กรมประชาสัมพันธ์ และ เครือข่ายองค์กรชาวนาเพื่อนำไปสู่แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ดำเนินการจัดให้มีการเสวนา เรื่อง “ทางเลือกทางรอดชาวนาบอกชาวนาปรับตัวอย่างไรในยุค 4.0” ซึ่งมีพิธีกร คือ ผศ.ไกรเลิศ ทวีกุล อาจารย์ประจำภาควิชาส่งเสริมการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น นายทองคำ แจ่มใส ปราชญ์ชาวบ้าน ต.จันดุม อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ บุคคลต้นแบบด้านการจัดการชีวิตและชุมชน, การสร้างคน สร้างความรู้ : กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านม่วงหวาน-โคกเจริญ และผู้นำชาวนาภูมิภาคต่างๆ ซึ่งมีเกษตรกรทำนาใน 12 จังหวัดภาคอีสานเข้าร่วมสัมมนาประมาณ 100 – 150 คน

สืบเนื่องจาก ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทยและเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ อาชีพทำนาจึงมีความสำคัญกับประเทศไทยและผูกพันกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของไทยมาแต่โบราณ ชาวนาจึงถือเป็นกระดูสันหลังของชาติรัฐบาลมีความมุ่งมั่นในการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวนาไทยให้ดีขึ้น จึงได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรชาวนาไทยเปลี่ยนแปลงการทำการเกษตรแบบดั้งเดิมสู่การเกษตรสมัยใหม่ เพื่อก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ด้วยการสร้างนวัตกรรมใหม่เกี่ยวกับการเกษตร และใช้แนวทางประชารัฐ เพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางอาหาร และมีศักยภาพเป็นผู้นำข้าวในตลาดโลก

นายระวี รุ่งเรือง นายกสมาคมเครือข่ายชาวนาไทย กล่าวว่า ชาวนาต้องรวมกลุ่มกันให้เข้มแข็งเป็นเอกภาพ ภาครัฐต้องให้ชาวนามีส่วนร่วมในระดับนโยบายและการบริหารจัดการ โครงการนาแปลงใหญ่เพื่อการปลดหนี้เป็นสูญเป็นทางออกที่ดี รวมกลุ่มกันในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์ “ตั้งเป้าว่าโครงการปลดหนี้เป็นสูญจะกระจายให้ได้ถึงล้านไร่ ขอให้ ธ.ก.ส. หรือรัฐบาลช่วยพักดอกเบี้ยในช่วง 5 ปี ส่วนชาวนาจะบริหารเรื่องปลดหนี้สินกันเอง โดยวางแผนว่า 5 ปี จะดำเนินการโครงการนี้ให้สำเร็จ

ด้านนายเมธี จันทร์จารุภรณ์ ประธานสถาบันประชาชนเพื่อการสาธารณสุขมูลฐาน กล่าวว่า ชาวนาต้องรวมตัวให้เข้มแข็ง ลดการพึ่งพาภาครัฐ กำหนดทิศทางของตนเอง ปลดหนี้ให้เป็นสูญ นอกจากนี้ชาวนาต้องแบ่งการผลิตเป็น 2 หลัก คือ ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยกินข้าวที่ตัวเองปลูก และอีกหลักหนึ่งคือ การทำนาแปลงใหญ่โดยลดต้นทุนการผลิต ทำให้ปริมาณและคุณภาพควบคุมได้ ตั้งเป้าสำเร็จ

“เกษตรกรเข้าร่วมสัมมนาครั้งนี้เป็นชาวนาโดยอาชีพที่ประสบปัญหามากมาย และมีหนี้สินมากจนแก้ปัญหาไม่ได้ เกษตรกรจึงได้มีเวทีสัมมนาทางเลือกทางรอดในประเด็น ชาวนาบอกชาวนาปรับตัวอย่างไรในยุค 4.0 โดยเฉพาะหนี้ของชาวนาที่ต้องแก้ไขให้เป็นสูญ ดังนั้นชาวนาต้องตัดสินใจของเขาเองไม่ให้เป็นหนี้อีก ภาครัฐต้องมาช่วยจัดระบบเรื่องการทำนาของเกษตรกรทำนาใหม่ โดยให้ทำนาแปลงใหญ่ ซึ่งมีการทดลองทำนาแปลงใหญ่แก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรทำนาใน 7 พื้นที่ ที่เป็นนาแปลงใหญ่ในภาคอีสาน คือ จ.สุรินทร์ ขอนแก่น และ จ.นครราชสีมา ภาคเหนือ จ.สุโขทัย จ.นครสวรรค์ ภาคกลาง จ.เพชรบุรี และ จ.นครปฐม โดยมีพื้นที่ประมาณ 30,000 ไร่ โดยจะทดลงทำนาแปลงใหญ่ให้เห็นว่าสามารถแก้ปัญหาหนี้สินให้กับเกษตรกรที่ร่วมในโครงการได้ในเดือนธันวาคม 2560 ซึ่งจะเกิดนาแปลงใหญ่ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ พร้อมกับใช้ประโยชน์กับนาแปลงใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง รัฐบาลต้องให้การสนับสนุนด้านเทคโนโลยีให้กับเกษตรกรที่ร่วมโครงการทำนาแปลงใหญ่ให้มากที่สุด” ดร.เมธี จันทร์จารุภรณ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม การสัมมนาทางเลือกทางรอด “ชาวนาบอกชาวนาปรับตัวอย่างไรในยุค 4.0” ได้สรุปทางออกของชาวนาไทย ว่า ชาวนาต้องปรับตัวให้เข้มแข็งจะสามารถยืนอยู่ได้ โดยยกระดับชาวนารายย่อยให้ก้าวทันกับบริบทการเปลี่ยนแปลงของตลาดการค้า และสร้างมั่นคงในอาชีพ ทั้งการสร้างวิธีการจัดการใหม่ พันธุ์จำเพาะ วิธีการผลิตจำเพาะ สร้างผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น นอกจากนี้ต้องยกระดับการผลิตของเกษตรกรให้ได้มาตรฐานและมีความปลอดภัย ยกระดับทุ่งนาเป็นแหล่งพลังงานสีเขียวและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

นอกจากนี้ชาวนาจะต้องรวมกลุ่มกันผลักดันโครงการปลดหนี้เป็นสูญ ให้บริหารจัดการกันเอง โดยรัฐเป็นฝ่ายสนับสนุนให้เกิดความเข้มแข็ง และมีการเชื่อมโยงเครือข่ายช่วยเหลือกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ ธ.ก.ส.ต้องมีการปรับบทบาทใหม่ไม่คิดแต่จะให้ชาวนากู้เป็นหนี้อย่างเดียว แต่ต้องช่วยปลดล็อคหนี้ให้ได้และต้องตั้งธงที่ทำอย่างไรไม่ให้เป็นหนี้อีก.

เมื่อวันที่ 30 ก.ย. นายสมชัย สิบหย่อม อายุ 60 ปี อดีต ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 16 ต.หนองโสน อ.สามง่าม จ.พิจิตร ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำ เขตอ.สามง่าม กล่าวว่า กรณีรัฐบาลจะบังคับใช้ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ โดยมีผล เดือน ต.ค.-พ.ย.ที่จะถึงนี้ ในฐานะประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำในเขตอ.สามง่าม มองว่า รัฐบาลทำไม่ถูกอยากให้ ทบทวนเรื่องนี้เนื่องจากสร้างความเดือดร้อน ให้เกษตรกรชาวนา อีก ทั้งยัง เป็นการลิดรอนสิทธิ์ เกษตรกรชาวนา ทั้งที่ชาวนาทำนามาตั้งนานแล้ว ซึ่งรัฐบาลชุดไหนไม่เคยทำมีแต่รัฐบาลชุดนี้ โดยการออกพ.ร.บ.นี้ เหมือนเป็นการข่มเหงเกษตรกรจริงๆ แล้วรัฐบาล ไม่มีเงินเก็บภาษีค่าเหล้า ค่าบุหรี่ ประชาชนไม่ว่า แต่มาเก็บภาษีเกษตรกร ตนเชื่อว่าเกษตรกรทั้งประเทศรับกันไม่ได้ ในฐานะชาวนา อยากให้รัฐบาล ทบทวนพ.ร.บ.นี้ รัฐบาลรู้ไหมว่าแค่ราคาข้าวชาวนาจะอยู่กันไม่ได้ แล้ว

นายสมชัย กล่าวอีกว่า ทุกวันนี้ ถูกกดราคาข้าวเหลือไร่ละ 4,000-5,000 กว่าบาท ค่าปุ๋ย ค่ายาก็ขึ้นราคา ยังต้องมาเสียภาษี ค่าน้ำอีก ชาวนาจะเหลือเงินเท่าไหร่ หรือรัฐบาลจะฆ่าเกษตรกรชาวนาทางอ้อมเพื่อไม่ให้ชาวนาอยู่ได้ ถ้าชาวนาอยู่ไม่ได้รัฐบาลเองก็ต้องยอมรับว่ารัฐบาลเองก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน ตรงนี้ รัฐบาลต้องคำนึงถึง ความอยู่รอดของเกษตรกรไม่ใช่ รัฐบาลไปลดแลกแจกแถมจนเงินในคลังไม่มี แล้วมาไล่บี้ค่าน้ำกับเกษตรมันไม่ถูกต้อง ขอให้รัฐบาลคิดใหม่ทำใหม่ ตอนนี้ เกษตรกรพิจิตรหารือกันแล้วว่า มันไม่มีความเป็นธรรมกับเกษตรการขึ้นค่าน้ำ หนี้ท่วมหัว ทุกวันนี้จะตายกันอยู่แล้ว

เมื่อรัฐบาลประกาศตัวอยู่ตลอดเวลาว่า ประเทศไทยจะก้าวเข้าไปสู่ความเป็น “ไทยแลนด์ 4.0” คือ การเปลี่ยนเศรษฐกิจแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เพื่อให้ประเทศไทยได้มีโอกาสกลายเป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง ซึ่งแน่นอน เมื่อมีคำว่านวัตกรรมแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเนื้องานนี้โดยตรงก็คือ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)

โดยนางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการ วท. บอกว่า การวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นกุญแจสำคัญที่จะสามารถนำไปสู่การพัฒนาประเทศให้ประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว วท.จะทำหน้าที่หลัก เพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนเกิดความตื่นตัวต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในระดับประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาได้ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยในภูมิภาคต่างๆ ตั้ง “อุทยานวิทยาศาสตร์” ในแต่ละภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อให้เป็นฐานสำหรับการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ทั้งด้านกำลังคน การวิจัยพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ไปสู่ระดับท้องถิ่น

นางอรรชกาบอกว่า เวลานี้อุทยานวิทยาศาสตร์มีงานที่ประสบความสำเร็จพร้อมนำมาใช้มากมาย

มี 3 ชิ้นงานที่พร้อมประกาศศักดา พิสูจน์ความสำเร็จเรื่องการพัฒนานวัตกรรมของคนไทย โครงการพัฒนาอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน เพื่อการเกษตรสมรรถนะสูง ซึ่งเป็นความร่วมมือกับบริษัท ไลลา เอวิเอชั่น จำกัด โดย นายมนตรี ธนะสิงห์ เจ้าของบริษัท และนักวิจัยที่ได้พัฒนาโดรนมาใช้งานด้านการเกษตร โดยอาศัยการออกแบบทางวิศวกรรมของโครงสร้างลำตัวเครื่อง ให้สามารถพ่นของเหลวไม่ว่าจะเป็นยาฆ่าแมลง ปุ๋ย หรือสารเคมีทางการเกษตร โดยแบกน้ำหนักได้สูงสุดถึง 20 กก. ทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าคนถึง 40 เท่า สามารถทำงานได้ถึง 15-20 ไร่/ชม. นอกจากนี้ยังมีความสามารถในการควบคุมตำแหน่งความสูงที่ถูกต้องแม่นยำในการฉีดพ่น ช่วยลดความเสี่ยงในการสัมผัสหรือลดผลกระทบจากสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร ลดต้นทุนให้เกษตรกร ประหยัดทั้งเวลาและแรงงาน

“เวลานี้ได้ผลิตขึ้นมา 4 ขนาด คือ ขนาดที่สามารถบรรจุสารเคมีและปุ๋ยขนาด 5, 10, 15 และ 20 ลิตร ซึ่งขนาดใหญ่สุดเป็นขนาดเดียวกันกับที่เกษตรกรชาวญี่ปุ่นใช้ ราคาตัวละ 5 ล้านบาท แต่เราสามารถทำได้ในราคาตัวละ 5 แสนบาทเท่านั้น ขณะนี้ได้ทำขนาดเล็กคือตัวละ 3 ลิตรเพิ่มขึ้นมาสำหรับเกษตรกรที่มีเนื้อที่ไม่เกิน 20 ไร่ ราคาต้นทุนในขณะที่ยังไม่แพร่หลายไม่เกิน 75,000 บาท สามารถทำงานได้งานมากกว่าคนถึง 40 เท่า คือ ทำงานได้ 15-20 ไร่/ชม.แบบต่อเนื่อง ที่ผ่านมาขายและอบรมการใช้ให้เกษตรกรไทยไปแล้ว 10 ตัว และกำลังจะทำสัญญาผลิตให้ประเทศญี่ปุ่น เพราะเมื่อครั้งที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯไปออกบูธที่ประเทศญี่ปุ่นได้รับความสนใจจากนักธุรกิจญี่ปุ่นมาก เพราะในประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกันแต่เราสามารถผลิตได้ในราคาถูกกว่าถึง 10 เท่า” นายมนตรีกล่าว

ระบบควบคุมโรงเรือนอัจฉริยะผ่านสมาร์ทโฟน หรือ Smart think gfxtr.net เป็นโครงการพัฒนาร่วมกับบริษัท สมาร์ทธิงค์คอนโทรล (Smart Think Control) จำกัด ของเยาวชนรุ่นใหม่ อย่าง นายพีรดนย์ ไชยมี และ น.ส.วิยะดา เทียมขุนทด ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มาพัฒนาเป็นนวัตกรรมสำหรับควบคุมโรงเรือนและสวนการเกษตรอัจฉริยะ มีความสามารถในการควบคุมและตัดสินใจในการสั่งงานแบบอัตโนมัติแทนมนุษย์ หรือให้ผู้ใช้งานสามารถสั่งงานจากทางไกลผ่านระบบอินเตอร์เน็ต นอกจากนี้ ภายในโรงเรือนและสวนยังจะมีเซ็นเซอร์ที่คอยทํางานตรวจสอบค่าต่างๆ เช่น ความเป็นกรด-ด่าง วัดค่าปุ๋ย อุณหภูมิเพื่อนำข้อมูลกลับมาคำนวณและสั่งการทำงานตามระบบที่ตั้งไว้ให้ทำงานได้ตามความต้องการ รวมถึงมีระบบวางแผนการปลูก วางแผนการตลาด ผ่านแอพพลิเคชั่น ซึ่งทั้งหมดจะช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนจากค่าปุ๋ย ค่าน้ำ รวมถึงเพิ่มศักยภาพด้านการผลิตและการตลาดได้อย่างสอดคล้องไปพร้อมๆ กัน

และงานที่ 3 “หุ่นยนต์แขนกลอุตสาหกรรม สัญชาติไทย” เป็นความร่วมมือกับ บริษัท RST ROBOTICS จำกัด โดย นายอรัญ อนุพรรณสว่าง กรรมการผู้จัดการบริษัท และผู้พัฒนาหุ่นยนต์แขนกล จนสามารถยกระดับไปสู่การผลิตโดยการใช้องค์ความรู้ เครื่องมืออุปกรณ์ และแรงงานที่อยู่ในพื้นที่ พร้อมทั้งการนำเทคโนโลยีทางด้านวิศวกรรมเครื่องกล, วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และวิศวกรรมซอฟต์แวร์มาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับสมรรถนะของหุ่นยนต์ให้มีความสามารถเทียบเท่ากับหุ่นยนต์นำเข้าจากต่างประเทศ แต่มีราคาไม่แพง พร้อมกันนี้ยังมีฟังก์ชั่นการใช้งานเป็นภาษาไทย ใช้งานง่าย ซึ่งตอบโจทย์แก่ผู้ประกอบการไทยได้เป็นอย่างดี โดยปัจจุบันมีหุ่นยนต์แขนกล 3 ประเภท คือ 1.หุ่นยนต์แขนกลประเภท Welding (เชื่อม) 2.หุ่นยนต์แขนกลประเภท Pallet (ยกวาง) และ 3.หุ่นยนต์แขนกลประเภท Painting (พ่นสี) ซึ่งถือเป็นการพัฒนาทักษะแรงงานขั้นสูงในการช่วยเหลือแรงงานมนุษย์

ทั้ง 3 โครงการ เป็นตัวอย่างแห่งความก้าวหน้าที่สำคัญของอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เห็นชัดถึงการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำพาประเทศชาติให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

เป็นความหมายโดยตรงของการเข้าสู่ ไทยแลนด์ 4.0 ถ้าเอ่ยถึงจังหวัดสกลนคร หลายท่านที่มีความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จะต้องนึกถึง หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอริยสงฆ์ที่ประชาชนทั่วไปเคารพนับถือ แห่งวัดป่าสุทธาวาส และเกจิอาจารย์ดังๆ อีกมากมาย รวมถึงสมเด็จพระสังฆราช องค์ปัจจุบัน ที่อดีตท่านเคยไปปฏิบัติธุดงควัตร ที่วัดถ้ำขาม แห่งเทือกเขาภูพาน อีกหลายคนนึกถึง “พระธาตุเชิงชม” เจดีย์เก่าแก่สมัยขอมเรืองอำนาจ หลายคนนึกถึง “พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์” ที่ประทับทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศ์ และอีกหลายคนจะนึกถึงทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า “หนองหาร” เป็นที่มาของตำนาน “ท้าวผาแดง นางไอ่” แต่อีกหลายคนจะนึกถึง “สาวภูไท” ที่มีเอกลักษณ์การดำรงชีพของตนเอง จนเป็นที่มาของคำขวัญประจำจังหวัด “พระธาตุเชิงชุมคู่บ้าน พระตำหนักภูพานคู่เมือง งามลือเลื่องหนองหาร ตระการตาปราสาทผึ้ง สวยสุดซึ้งสาวภูไท ถิ่นมั่นในพุทธธรรม”