เสียงจาก อมรเทพ จาวะลา ผู้บริหารสำนักวิจัย ซีไอเอ็มบี

กล่าวว่า เป็นห่วงกำลังซื้อที่ยังตกต่ำของฐานรากในภูมิภาคถือเป็นความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันและในอนาคต โดยราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดยังอยู่ในระดับต่ำ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงกดดันการบริโภคให้ฟื้นตัวช้า ราคาปาล์มและยางยังไม่ฟื้นตัว

นริศ สถาผลเดชา เจ้าหน้าที่บริหารศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย ระบุว่า กำลังซื้อกลุ่มกลาง-บน ยังดี แต่กลุ่มฐานรากและรายได้จากภาคเกษตรได้รับผลกระทบ ขณะที่ราคาสินค้าเกษตร เช่น ยาง ปาล์ม มันสำปะหลัง ยังชะลอตัวอยู่ เศรษฐกิจมีแนวโน้มปรับดีขึ้นต่อเนื่องแต่ยังไม่ถึงฐานราก

อย่ามัวมานั่งโต้คารมว่ามีคนจนมากขึ้นทุกปีหรือไม่ เอาแค่คนจนทุกวันนี้รัฐบาลเอาตัวเลขมาโชว์ว่าแก้ให้หายจนได้ซักกี่คนกัน ถ้าคิดว่าคนในประเทศนี้ได้อานิสงส์จากการบริหารอยู่ดีกินดีมีสุขก็รีบๆ ปล่อยมือจากอำนาจ ให้ประชาชนได้กำหนดอนาคตตัวเองเถอะ

ไอคอนสยาม แนะนำการเดินทางสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวมาโครงการ ตั้งแต่ 10 พ.ย.เป็นต้นไป บริการรับ-ส่ง ฟรี! ทั้ง SHUTTLE BUS และ SHUTTLE BOAT

ไอคอนสยาม อภิมหาโครงการเมืองแห่งการใช้ชีวิตสู่โลกอนาคต ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขตคลองสาน ได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการกับประชาชนและนักท่องเที่ยวตั้งแต่วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2561 เป็นต้นไป เพื่อความสะดวกในการเดินทางมาไอคอนสยามของลูกค้าทุกท่าน ขอแนะนำเส้นทางการเดินทางดังนี้

เดินทางด้วยรถไฟฟ้า: สามารถเดินทางมายัง
สถานีกรุงธนบุรี (ออกทางออก 1) มีบริการ Shuttle Bus /Van ทุก ๆ 15 นาที ตั้งแต่เวลา 00 น. – 24.00 น.
สถานีสะพานตากสิน (ออกทางออก 2) มีบริการ shutter boat ที่ท่าเรือสาทร ตั้งแต่เวลา 00 น. – 23.30 น. เรือออกทุกๆ 10 นาที
เดินทางด้วยเรือ: สามารถใช้บริการ Shuttle Boat ของไอคอนสยาม ได้ที่
ท่าเรือสาทร ให้บริการตั้งแต่เวลา 08.00 น. – 23.30 น.
ท่าเรือ CAT Telecom ให้บริการตั้งแต่เวลา 00 น. – 23.00 น.
ท่าเรือสี่พระยา ให้บริการตั้งแต่เวลา 00 น. – 23.00 น.
ท่าเรือราชวงศ์ ให้บริการตั้งแต่เวลา 00 น. – 23.00 น.
เดินทางด้วยรถยนต์:
ทางด่วนพิเศษศรีรัช

มาจากบางนา-คลองเตย ลงทางออกสาทร เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเจริญราษฎร์ ข้ามสะพานตากสิน เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเจริญนคร
มาจากแจ้งวัฒนะ ลงทางออกสีลม เลี้ยวซ้ายเจอแยกสุรศักดิ์ เลี้ยวขวาเข้าถนนสุรศักดิ์ แล้วเลี้ยวขวาข้ามสะพานตากสิน เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเจริญนคร
ฝั่งพระนคร
จากถนนสุขุมวิท เลี้ยวซ้ายเข้าถนนวิทยุ ตรงมาเข้าถนนสาทร ขึ้นสะพานตากสิน เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเจริญนคร
จากถนนเจริญกรุง เลี้ยวขวาเข้าถนนสีลม เลี้ยวขวาเข้าถนนสุรศักดิ์ แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนนสาทร ข้ามสะพานตากสิน เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเจริญนคร
จากถนนราชดำเนิน เลี้ยวเข้าถนนวรจักร ข้ามสะพานพระปกเกล้า ถึงวงเวียนเล็ก เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสมเด็จเจ้าพระยา ตรงมาเข้าถนนเจริญนคร
จากแยกคลองเตย เลี้ยวเข้าถนนพระราม วิ่งตรงมาข้ามสะพานพระราม 3 ชิดซ้ายทางออกถนนเจริญนคร เพื่อวนลงถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระราม 3 จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าถนนเจริญนคร

ฝั่งธนบุรี
จากถนนเพชรเกษม มุ่งหน้าสู่วงเวียนใหญ่ ชิดซ้ายสู่ถนนลาดหญ้า แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนนเจริญนคร
จากถนนราชพฤกษ์ ก่อนถึงสถานี BTS กรุงธนบุรี (S7) ชิดซ้ายเข้าสู่ทางคู่ขนาน เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนเจริญนคร
จากถนนราษฎร์บูรณะ ถึงแยกบุคคโล วิ่งตรงเข้าสู่ถนนเจริญนคร
จากถนนอิสรภาพ เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนลาดหญ้า เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนเจริญนคร

กยท. ร่วม กสส. ลงนาม MOU เชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรฯ – ข้อมูลสารสนเทศด้านส่งเสริมสหกรณ์ มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแก่ชาวสวนยาง สอดรับนโยบายของรัฐ

วันนี้ (8 พฤศจิกายน 2561) การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และกรมส่งเสริมสหกรณ์ (กสส.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยาง และข้อมูลสารสนเทศด้านส่งเสริมสหกรณ์ โดยมี นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการ กยท. และ นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นผู้แทนลงนาม ณ ห้องประชุมสถลสถานพิทักษ์ กยท. สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ เน้นเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรฯ เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแก่ชาวสวนยาง

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง เผยว่า กยท. ได้ดำเนินการจัดทำทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการยางพาราของประเทศทั้งระบบ ตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 โดยที่ผ่านมา กยท. ได้เล็งเห็นความสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำข้อมูลของเกษตรกรชาวสวนยางในประเทศไทย

ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด สำหรับการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางและข้อมูลสารสนเทศด้านส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ (สสก.) ครั้งนี้ จะเป็นการบูรณาการข้อมูลทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางของ กยท. และข้อมูลสารสนเทศด้านส่งเสริมสหกรณ์ของ กสส. ซึ่งฐานข้อมูลระหว่างสององค์กรนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการรองรับภารกิจของหน่วยงานและตอบสนองนโยบายรัฐบาล อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแก่เกษตรกรชาวสวนยางในการพัฒนาการผลิต ตลอดจนการอำนวยสินเชื่อซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลด้วย

“กยท. และ กสส. สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและใช้ประโยชน์จากข้อมูลของแต่ละฝ่ายที่มีอยู่ได้ตามความจำเป็น ในส่วนของ กยท.นั้น มีการจัดทำทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยาง และข้อมูลอื่นที่เป็นประโยชน์ ได้แก่ ข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูกยาง ข้อมูลสวนยาง จุดรวบรวมยางของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน ข้อมูลพื้นที่ปลูกยางของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน ข้อมูลความเคลื่อนไหวราคายางชนิดต่างๆ รวมถึงข้อมูลต้นทุนยาง/ราคายาง ตลาดกลางยางพารา” รองผู้ว่าการ กยท. กล่าวเพิ่มเติม

ด้าน นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า บันทึกข้อตกลงนี้จะเป็นกรอบในการดำเนินงานร่วมกันระหว่างสองหน่วยงาน และสามารถนำไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำบันทึกความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อการสนับสนุนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงนโยบายอื่นๆ ระหว่าง กยท. และ กสส. ต่อไป โดยข้อมูลที่นำมาเชื่อมโยงร่วมกับ กยท. ได้แก่ ข้อมูลสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร ข้อมูลโรงงานผลิตยางแท่ง STR ข้อมูลโรงงานอัดยางก้อน ข้อมูลตลาด ข้อมูลโรงอบ/รมควันยางพารา ข้อมูลโรงตากยางแผ่นดิบ/ยางเครฟ ข้อมูลศูนย์รวบรวมน้ำยางสด ซึ่งเชื่อว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานตามภารกิจของทั้งสองหน่วยงานอย่างแน่นอน

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ หอมแดง ปี 2562 (ปีเพาะปลูก 2561/62) ซึ่งคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านการเกษตร มีมติเห็นชอบผลพยากรณ์ (ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2561) คาดว่า หอมแดง ปี 2562 มีเนื้อที่เพาะปลูก รวมทั้งประเทศ 66,652 ไร่ ลดลงจากปีที่แล้วที่มีจำนวน 66,795 ไร่ (ลดลงร้อยละ 0.21) เนื้อที่เก็บเกี่ยว รวมทั้งประเทศ 66,135 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีจำนวน 65,336 ไร่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.22) ผลผลิต รวมทั้งประเทศ 168,854 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีจำนวน 166,662 ตัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.32) ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว ทั้งประเทศ 2,553 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ 2,551 กิโลกรัม/ไร่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.08)

สำหรับเนื้อที่เพาะปลูกหอมแดงคาดว่าลดลง เนื่องจากราคาที่เกษตรกรขายได้มีแนวโน้มลดลง โดยราคาหอมแดงหัวกลาง มัดจุก แห้ง 7-15 วัน เฉลี่ย (มกราคม-มีนาคม) ปี 2561 อยู่ที่กิโลกรัมละ 12.78 บาท โดยปี 2560 อยู่ที่กิโลกรัมละ 19.51 บาท (ลดลงร้อยละ 34.50) ในขณะที่เนื้อที่เก็บเกี่ยวคาดว่าเพิ่มขึ้น เพราะปีที่แล้วบางแหล่งผลิตประสบปัญหาโรคไหม้และโรคเชื้อรา ทำให้มีเนื้อที่เสียหาย แต่ปีนี้คาดว่าจะไม่มีฝนตกในช่วงฤดูเพาะปลูก เนื้อที่เสียหายจากผลผลิตเน่าเสียและโรคเชื้อราจึงลดลง และผลผลิตต่อไร่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น หากสภาพภูมิอากาศเอื้ออำนวย อากาศหนาวเย็นยาวนาน มีน้ำเพียงพอในช่วงระยะการเจริญเติบโตและแตกกอ จะทำให้หอมแดงเจริญเติบโตได้เต็มที่ น้ำหนักดี มีขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม หากมองรายภาค ภาคเหนือ คาดว่าเนื้อที่เพาะปลูกหอมแดงลดลง เนื่องจากในแหล่งผลิตใหญ่ประสบปัญหา เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ปี 2561 มีเชื้อราระบาด และราคาลดลง เกษตรกรจึงปล่อยพื้นที่ว่าง และจังหวัดเพชรบูรณ์มีโครงการปลูกพืชใช้น้ำน้อย เช่น ยาสูบ และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 2 ในขณะที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื้อที่เพาะปลูกหอมแดงคาดว่าเพิ่มขึ้น เนื่องจากจังหวัดศรีสะเกษเป็นแหล่งเพาะปลูกใหญ่ได้รับการส่งเสริม และเป็นของดีเมืองศรีสะเกษ จึงจูงใจเกษตรกรขยายพื้นที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ แนวทางบริหารจัดการสินค้าหอมแดงในปี 2562 ซึ่งจะมีผลผลิตออกตลาดมากในช่วงต้นปีนั้น (มกราคม-มีนาคม) ภาครัฐได้กำหนดมาตรการไว้อย่างรอบด้าน โดยกรมศุลกากร ได้มีมาตรการเข้มงวดในการปราบปรามการลักลอบนำเข้าหอมแดงจากต่างประเทศ และประเมินราคาเพื่อเสียภาษีนำเข้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะใช้ขบวนการสหกรณ์ในการรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิตในประเทศ

โดยสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้แก่สหกรณ์ เพื่อช่วยเร่งระบายผลผลิตผ่านเครือข่ายสหกรณ์ รวมถึงชะลอการจำหน่ายผลผลิตของเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก นอกจากนี้ กรมการค้าภายใน จะประสานห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นเทรด ช่วยเร่งกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการเจรจากับประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของไทยเพื่อลดข้อกีดกันการนำเข้าหอมแดงจากประเทศไทย

เที่ยวตามกระแส…แชร์ความสุขสู่อนาคต ชวนเที่ยวธรรมชาติใกล้กรุง ตอบรับกระแสกรีนซีซั่น พาสัมผัสอากาศบริสุทธิ์กันที่ฉะเชิงเทรา ดื่มด่ำบรรยากาศสุดคูล ณ รตะธารา รีสอร์ท บ้านพักไซซ์มินิที่ซ่อนตัวท่ามกลางป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์ ชิลกับคาเฟ่ริมน้ำสุดชิค NAVA House Cafe เตรียมเปิดเลนส์ Wide แชะภาพวิวธรรมชาติเต็มสตรีมแบบ 360 องศาไปด้วยกัน

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับ รายการสมุดโคจร On The Way นำโดย คุณจ๊อบ นิธิ สมุทรโคจร ดันกระแสการท่องเที่ยวชุมชน เชิญชวนสัมผัสประสบการณ์สไตล์ท้องถิ่น เพื่อเชื่อมโยงตลาดการท่องเที่ยวระหว่างชุมชนและนักท่องเที่ยวให้เป็นรูปธรรม จุดประกายสถานที่สำคัญตามแหล่งชุมชนให้โดดเด่น ภายใต้แคมเปญ “เที่ยวตามกระแส แชร์ความสุขสู่อนาคต” งานนี้ได้นักแสดงหนุ่มอย่าง คุณป๊อก โฆษวิส ปิยะสกุลแก้ว ร่วมแชร์เส้นทางด้วย

อินไซต์ไปกับการท่องเที่ยวสไตล์ Local ด้วยการเดินทางมาสัมผัสภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างการแปรรูป ชาใบขลู่ ผลิตภัณฑ์ประจำชุมชนขึ้นชื่อ หนึ่งในมนต์เสน่ห์ที่ไม่ควรพลาดแห่งบางปะกง ต่อด้วยบุกเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าบางปะกง แหล่งพลังงานสำคัญที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจของประเทศชาติ Take a Break ชิมกาแฟและขนมอร่อยๆ พร้อมเสพบรรยากาศริมแม่น้ำบางปะกงแสนชิลที่ร้าน Nava House Café ปิดท้ายชวนพักกาย ณ รตะธารา รีสอร์ท ที่พักริมน้ำสุดเงียบสงบและอบอุ่น คงไว้ด้วยวิถีชีวิตริมแม่น้ำของชาวบางปะกงที่คุณสัมผัสได้

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับประสบการณ์การท่องเที่ยวสไตล์ Local สัมผัสการผจญภัยสุดพิเศษไปพร้อมๆกันได้ใน รายการ สมุดโคจร On The Way ตอน เที่ยวตามกระแส แชร์ความสุขสู่อนาคต วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2561 นี้ ตั้งแต่เวลา 17:00 น. เป็นต้นไป ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 28 (3SD) หรือติดตามข่าวสารต่างๆได้ที่ https://www.facebook.com/samudkojorn/

พาณิชย์ปลื้ม จับคู่ซื้อขายข้าวต่างประเทศ ผู้นำเข้ากว่า 160 ราย จาก 28 ประเทศทั่วโลก แห่ร่วมเจรจา คาดรับออเดอร์กว่า 3 หมื่นล้านบาท ใน 1 ปี
แห่เจรจาซื้อข้าวไทย – นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวในการเป็นประธานการเจรจาธุรกิจสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว ระหว่างผู้นำเข้าข้าวต่างประเทศและผู้ประกอบการไทย ว่า มีผู้ซื้อผู้นำเข้าเดินทางมาร่วมเจรจาธุรกิจกว่า 160 ราย จาก 28 ประเทศทั่วโลก อาทิ จีน ฮ่องกง แคนาดา สหรัฐอเมริกา ยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง อาเซียน และมีผู้ประกอบการไทยกว่า 170 ราย เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ เชื่อมั่นว่าจะสามารถเร่งรัดการส่งออกข้าวของไทย สู่ตลาดโลกให้บรรลุได้ตามเป้าหมาย และคาดว่าจะก่อให้เกิดคำสั่งซื้อทันที ประมาณ 1,500 ล้านบาท และคำสั่งซื้อใน 1 ปี อีกประมาณ 3 หมื่นล้านบาท

“ในปีนี้กระทรวงฯ ได้รับข่าวดีว่า ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิมีราคาสูง 16,000-17,000 บาท ในขณะที่ข้าวเปลือกแห้งมีราคาสูงถึง 18,000 บาท ในบางพื้นที่ และเตรียมมาตรการสำคัญในการสนับสนุน อาทิ การจัดหารถเกี่ยวข้าว นวดข้าว ในราคายุติธรรมให้แก่ชาวนา พร้อมกับการสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพให้แก่ผู้นำเข้าในคราวเดียวกัน ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นกลไกที่สำคัญของกระทรวง” นายสนธิรัตน์ กล่าว

ทั้งนี้ โครงการจับคู่ธุรกิจครั้งนี้จัดขึ้นตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งผลักดันการค้าระหว่างประเทศของไทยในการขยายลู่ทางการส่งออกสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าวสู่ตลาดโลกให้ได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถดูดซับผลผลิตออกจากตลาดในช่วงต้นฤดูกาลเก็บเกี่ยว และพยุงราคาสินค้าข้าวโดยได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกเชิญผู้ซื้อ/ผู้นำเข้าจากตลาดที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อสูงเดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจโดยหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ บูรณาการการทำงานร่วมกับกรมการค้าต่างประเทศ กรมการค้าภายใน กรมทรัพย์สินทางปัญญา และภาคเอกชน ได้แก่ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และสมาคมโรงสีข้าวไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งรัดการส่งออกข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าวของไทย นำไปสู่การส่งออกข้าวไทยที่ปริมาณ 11 ล้านตันตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

สำหรับการเจรจาในครั้งนี้มีการลงนามความตกลง MOU ระหว่างผู้นำเข้าข้าวต่างประเทศกับผู้ประกอบการไทย จำนวน 4 ฉบับ รวม 93,000 ตัน ได้แก่
ฉบับแรก ได้แก่ การลงนามระหว่าง 759 Store ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มี 224 สาขา ทั่วเกาะฮ่องกง กับ บริษัท Siam Diamond Export Rice จำกัด เพื่อสั่งซื้อข้าวหอมมะลิไทย จำนวน 10,000 ตัน

ฉบับที่สอง ได้แก่ การลงนามระหว่าง 759 Store ของฮ่องกง กับ บริษัท Global Rice Intertrade จำกัด เพื่อสั่งซื้อข้าวหอมปทุมธานี จำนวน 4,000 ตัน โดยทาง 759 Store ยังต้องการนำเข้าผลิตภัณฑ์ข้าวเพื่อเจาะตลาดภัตตาคารและร้านค้าทั่วไปด้วย

ฉบับที่สาม เป็นการลงนามการลงนามระหว่าง บริษัท Everflowing Fortune Trading Inc. จากฟิลิปปินส์ กับ บริษัท Asia Golden Rice จำกัด โดยจะลงนามสั่งซื้อข้าวขาวไทย 5% 15% และ 25% รวมจำนวน 70,000 ตัน และข้าวหอมมะลิไทย อีกจำนวน 5,000 ตัน ฉบับที่สี่ เป็นการลงนามการลงนามระหว่าง บริษัท Guangdong Youliang Grain & Oil Industrial Co., Ltd. จากจีน กับ บริษัท Homkula จำกัด โดยจะลงนามสั่งซื้อข้าวหอมมะลิไทย GI และข้าวหอมมะลิไทยออร์แกนิกส์ รวมจำนวน 4,000 ตัน

ทั้งนี้ ในปี 2561 ตั้งแต่เดือนม.ค.-ก.ย. ไทยส่งออกข้าวปริมาณ 8.12 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 4,101 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 14.13% จากช่วงเดียวกันของปี 2560 ตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ เบนิน สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย จีน และฟิลิปปินส์

บ้านสวนเมล่อน อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา สวนเมล่อน ขนาด 4 ไร่ ที่ใครๆ ก็ต้องมาลองชิมเมล่อนสักครั้ง ด้วยเอกลักษณ์พิเศษของสายพันธุ์เมล่อนที่มีทั้งหวานกรอบ และหวานเนื้อนุ่ม รวมถึงการปลูกที่ใส่ใจและปลอดภัยจากสารเคมี 100%

นางสาวปคุณา บุญก่อเกื้อ (แก้ว) เกษตรกรรุ่นใหม่ (YSF) เจ้าของสวน “บ้านสวนเมล่อน” ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของสวนแห่งนี้ว่า เกิดจากความต้องการปลูกเมล่อนให้สามี จึงลงมือปลูกและลองผิดลองถูกด้วยตนเองจากการเสิร์ชกูเกิลตั้งแต่การเริ่มต้นสร้างโรงเรือนจนถึงการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตเมล่อนจนกระทั่งค้นพบวิธีการสร้างโรงเรือนและการปลูกเมล่อนที่เหมาะสม ทำให้มีผลผลิตเมล่อนสำหรับขายมากขึ้นเรื่อยๆ และค่อยๆ ขยายการปลูกเมล่อนเพิ่มขึ้น ปัจจุบัน มีทั้งหมด 17 โรงเรือนแล้ว ในระยะเวลาเพียง 2 ปี ทั้งนี้บ้านสวนเมล่อนไม่ได้ปลูกแค่เมล่อนเท่านั้น แต่เป็นสวนผสมผสานมีทั้งพืชผักสวนครัวและพืชอื่นๆ ที่เจ้าของสวนชื่นชอบ อาทิ ตะไคร้ ใบกะเพรา ถั่วฝักยาว มะเขือเทศราชินีเหลือง ข้าวโพดหวาน
ฮอกไกโด เห็ด ฯลฯ ปลูกร่วมด้วยเสมือนว่ามีตู้เย็นธรรมชาติอยู่ในบ้าน

ในกระบวนการผลิตของสวนบ้านเมล่อนจะไม่ใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช แต่เน้นการป้องกันศัตรูพืชโดยการปลูกพืชผักในโรงเรือนและใช้สารชีวภัณฑ์ทั้งเชื้อรา​บิวเวอเรียและเชื้อรา​ไตร​โค​เด​อร์มา​อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ลูกค้าทุกท่านมั่นใจได้ว่าผลผลิตที่นี่ปลอดสารเคมี 100%

อย่างไรก็ตาม การเป็นเกษตรกรไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคุณแก้ว เพราะไม่มีความรู้หรือเป็นเกษตรกรมาก่อน อีกทั้งที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นดินเค็ม น้ำเค็มทำให้ทั้งสวนต้องใช้น้ำประปารดต้นไม้ อีกทั้งเพื่อนบ้านทั้งหมดทำบ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง จึงไม่ค่อยมีเกษตรกรให้คำปรึกษาในการทำเกษตร จนกระทั่งคุณแก้วตัดสินใจไปขึ้นทะเบียนเกษตรกร ณ สำนักงานเกษตรอำเภอบ้านโพธิ์ จึงมีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer (YSF) ช่วงกลางปี 2561 จึงทำให้พบเครือข่ายเกษตรกร YSF และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการเกษตรซึ่งกันและกัน และทำให้คุณแก้วกลายเป็นวิทยากรในการสอนเรื่องการผลิตสินค้าเกษตรในจังหวัดฉะเชิงเทรา

การเป็น YSF ทำให้ได้รับโอกาสในการพัฒนาแผนธุรกิจ คุณแก้วจึงได้พัฒนาสวนเมล่อนของตนเองเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่กระจายรายได้สู่ชุมชน โดยมีจุดเด่นในการท่องเที่ยวคือ “โครงการกลับมาเยี่ยมลูกเมล่อน” โดยให้ลูกค้ามาจับจองเมล่อนโดยการสลักชื่อไว้ที่ผลก่อนเก็บเกี่ยวเมล่อน ประมาณ 1 เดือน และทางสวนจะดูแลต่อให้จนถึงวันที่เก็บผลผลิต ลูกค้าก็สามารถมาตัดเมล่อนได้ด้วยตนเอง

นอกจากนี้ ยังจัดตั้งสหกรณ์พืชผัก ผลไม้ ปลอดภัยสูง จังหวัดฉะเชิงเทรา จำกัด เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมและจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรของเครือข่าย ซึ่งเป็นสินค้ามาตรฐาน GAP ทั้งหมด อาทิ เมล่อน ถั่วฝักยาว คะน้า เห็ด มะพร้าว มะม่วง โดยมีตลาดหลักคือ การบินไทย