เอกชนจีนอีกราย คือ บริษัท เบทต้า ลาเท็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล

ได้ก่อตั้งโรงงานผลิตน้ำยางพาราชนิดข้น ในจังหวัดระยอง เมื่อปี 2009 ปี ต่อมาในปี 2016 บริษัทได้ซื้อกิจการโรงงานยางทองลาเท็กซ์จำกัด ปัจจุบัน บริษัท เบทต้า ลาเท็กซ์ มีเครื่องปั่นน้ำยางที่มีความทันสมัยและเครื่องจักรรีดยางสกรีมที่มีประสิทธิภาพผลิตน้ำยางข้น ปีละ 20,000 ตัน ส่งออกไปขายทวีปยุโรป แอฟริกาเหนือ และทวีปเอเชีย บริษัทต้องการใช้ยางพาราเป็นดั่ง “แม่สื่อ” และยึดถือนโยบาย One Belt One Road ในการสร้างความเชื่อมโยงและสานสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

จีนเปิดตัว “เครื่องกรีดยางรุ่นใหม่”

ในปีนี้ สมาคมยางพาราแห่งสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้นำเสนอนวัตกรรมเครื่องกรีดยางรุ่นใหม่ เรียกว่า อุปกรณ์เครื่องมือกรีดยางพาราไฟฟ้า รุ่น WYD001F ทำงานโดยอาศัยแรงคนกรีดยางตามปกติ แต่กรีดยางได้เร็วกว่าเดิม แถมได้หน้ายางเรียบ ช่วยยืดอายุการกรีดต้นยางได้ยาวนานขึ้น

นวัตกรรมชิ้นนี้ มีน้ำหนักเบาใช้งานสะดวกสบาย ทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ ช่วยยกระดับการกรีดให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เกษตรกรสามารถเรียนรู้การใช้งานได้ง่ายไม่ซับซ้อน เพิ่มคุณภาพของน้ำยางพารา ช่วยถนอมรักษาต้นยางพาราได้ ขณะเดียวกันสามารถปรับระดับความแรงระดับความลึกของการกรีดยางได้ตามความต้องการและความเหมาะสม เพื่อให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่ดีที่สุด เครื่องกรีดยางรุ่นนี้ สามารถเปลี่ยนใบมีดใหม่ได้ง่ายไม่ยุ่งยาก สามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบตามความถนัดของผู้ใช้งาน ไม่จำเป็นต้องมีเทคนิคหรือประสบการณ์การกรีดยางมาก่อน

โดยทั่วไป แรงงานที่ใช้มีดกรีดยางทั่วไป จะกรีดยางได้ 700-800 ต้น/คน/วัน แต่นวัตกรรมชิ้นนี้ จะทำให้กรีดยางได้สูงสุดถึงวันละ 2,000 ต้น/คน/วัน ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานกรีดยางได้ในระยะยาว ปัจจุบัน เกษตรกรชาวสวนยางของจีนนิยมใช้อุปกรณ์เครื่องกรีดยางชนิดนี้กันอย่างแพร่หลายในเขตปกครองตนเองชนชาติไทสิบสองปันนา

ในอนาคต เอกชนจีนวางแผนนำอุปกรณ์เครื่องกรีดยางดังกล่าว เข้ามาขายที่เมืองไทยในราคาประมาณ 4,000 บาท ผู้สนใจสามารถแวะชมการทำงานของอุปกรณ์เครื่องกรีดยางรุ่นใหม่ได้ในที่ “ไชน่า พาวิลเลียน” ภายในงานวันยางพาราบึงกาฬ ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2561 ณ บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ

ดร. สมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยถึงผลผลิตกุ้งไทย ปี 2561 ว่า ผลผลิตกุ้งเลี้ยงไทยโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 2.9 แสนตัน ลดลงจากปีก่อน ร้อยละ 3 โดย ร้อยละ 33 มาจากภาคใต้ตอนล่าง ร้อยละ 29 จากภาคใต้ตอนบนคือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และระนอง จากภาคตะวันออก ร้อยละ 24 และ ร้อยละ 14 จากภาคกลาง ซึ่งผลผลิตที่ลดลงเล็กน้อยมาจากสภาพแปรปรวน เกิดโรคตามมาและราคากุ้งตกต่ำ

ส่วนผลผลิตทั่วโลก คาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 3.2 ล้านตัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 15 ถือเป็นปีที่หลายประเทศ เช่น เอกวาดอร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย ผลผลิตกุ้งเลี้ยงเพิ่มขึ้นมาก เป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อราคากุ้งในประเทศ

สำหรับการส่งออกกุ้งเดือน ม.ค.-ต.ค. ปีนี้ ปริมาณ 1.43 แสนตัน มูลค่า 4.5 หมื่นล้านบาท คาดว่าปีนี้จะส่งออกประมาณ 1.8 แสนตัน มูลค่า 5-5.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ ปี 2562 คาดว่า จะส่งออก 2 แสนตันมูลค่า 6 หมื่นล้านบาท

“ไทยต้องปรับกลยุทธ์กุ้งในปี 2562 ใหม่ จากที่ปล่อยลูกกุ้ง P ลงเลี้ยง ควรนำมาอนุบาลต่ออีก 25-30 วัน เพื่อให้การเลี้ยงในบ่อดินสั้นลง กุ้งมีขนาดใหญ่ขึ้น จะได้ไม่ต้องแข่งขันกันในตลาดกุ้งไซซ์เล็กที่แข่งขันด้านราคากันหนักกับเวียดนาม อินเดีย อินโดนีเซีย ที่มีต้นทุนค่าแรงต่ำกว่าไทย เห็นได้จากตลาดสหรัฐอเมริกา 10 เดือนแรกปีนี้ ไทยส่งเข้าไป 4.07 หมื่นตัน ลดลง ร้อยละ 35 มูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาท ลดลง ร้อยละ 38 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ปี 2560 และไทยต้องผลิตกุ้งคุณภาพ จึงจะสู้กับคู่แข่งได้ ซึ่งที่ผ่านมาเรามีจุดแข็ง กุ้งที่ส่งออกแทบไม่เจอเชื้อโรคและยาปฏิชีวนะตกค้าง”

นายสมชาย ฤกษ์โภคี เลขาธิการสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า สถานการณ์การเลี้ยงกุ้งภาคใต้ตอนบน ในภาพรวมไม่ค่อยดีมากนัก มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ผลผลิตต่ำกว่าที่คาดการณ์ ทั้งนี้ สืบเนื่องจากสภาพอากาศทั่วทุกภาคมีฝนตกเกือบตลอดปี อากาศแปรปรวนตลอดเวลา ทำให้การเลี้ยงค่อนข้างยาก โรคไวรัสตัวแดงดวงขาวและขี้ขาวยังคงรุมเร้าทุกพื้นที่การเลี้ยง ผลผลิตรวมของภาคใต้ตอนบนอยู่ที่ประมาณ 8.4 หมื่นตัน โดยจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประมาณ 4 หมื่นตัน ปริมาณมากที่สุด

ปลัดเกษตรฯ เปิดใช้ถนนลาดยางแอสฟัลติกคอนกรีต ภายในศูนย์วิจัยข้าวหนองคาย ตามมาตรการเร่งรัดการใช้ยางพารา พร้อมตั้งเป้าขยายผลกว่า 50 แห่ง ทั่วประเทศ

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดใช้ถนนลาดยางแอสฟัลติกคอนกรีต ตามมาตรการเร่งรัดการใช้ยางพารา โครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐของกรมการข้าว ณ ศูนย์วิจัยข้าวหนองคาย อ.รัตนวาปี จ.หนองคาย ว่า ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางพารากว่า 4 ล้านตัน/ปี และกว่า 90% ส่งออกต่างประเทศ ทำให้ประสบปัญหาราคาผันผวน จนปัจจุบันมีราคาตกต่ำลงอย่างมากเมื่อเปรียบราคาต้นทุนที่รัฐบาลประเมินไว้

รัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ โดยการแปรรูปยางพาราให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือใช้เป็นส่วนผสมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ยางพาราเป็นส่วนผสมในการทำถนนลาดยาง เพื่อสร้างสมดุลของราคายางพาราในตลาด ควบคู่กับการออกมาตรการต่างๆ มารองรับ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพาราและลูกจ้างในสวนยางให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ถึงแม้ว่า กรมการข้าว จะมีภารกิจดูแลชาวนาทั่วประเทศ แต่ก็ยังมีส่วนร่วมในการทำโครงการที่ตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ในการเร่งรัดการใช้ยางพาราภายในประเทศ และดำเนินการจนประสบความสำเร็จ และมุ่งหวังว่าหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะดำเนินโครงการนี้ต่อเนื่องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ด้าน ดร. กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการข้าวมีความภาคภูมิใจที่เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีส่วนร่วมในการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากยางพาราที่ผลิตโดยพี่น้องชาวสวนยาง นอกจากถนนเส้นนี้แล้ว ในปี 2549 กรมวิชาการเกษตร ยังได้ร่วมกับกรมการข้าว ผลักดันให้ศูนย์วิจัยข้าวแพร่ ซึ่งเป็นหน่วยงานของกรมการข้าวนำร่องทำผิวถนนลาดยางผสมยางพารา ด้วยถนนที่มีความกว้าง 3.5 เมตร หนาไม่น้อยกว่า 3 เซนติเมตร ความยาว 2,000 เมตร พื้นที่ประมาณ 6,400 ตารางเมตร โดยใช้ส่วนผสมของยางพารา 6% ในการลาดยางซ่อมผิวถนน โดยถนนดังกล่าวมีอายุการใช้งานนานถึง 10 ปี แต่ยังมีสภาพดี

กรมการข้าว จึงมีความตั้งใจที่จะขยายผลการซ่อมแซมถนนในศูนย์วิจัยข้าว และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกว่า 50 แห่ง ให้เป็นถนนลาดยางพาราเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องชาวสวนยางและประเทศให้มากที่สุด

ทั้งนี้ การสร้างถนนที่มีส่วนผสมของยางพารามีประโยชน์หลายประการ เช่น เป็นถนนที่มีคุณภาพดี เนื่องจากทำให้ผิวถนนมีความลื่นลดลง มีส่วนช่วยลดอุบัติเหตุและอัตราการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน อีกทั้งอายุการใช้งานยาวนานกว่าถนนยางแอสฟัลท์หรือยางมะตอยธรรมดา ทำให้ภาครัฐประหยัดงบประมาณในการซ่อมแซมเป็นจำนวนมาก ลดปัญหาการจราจรติดขัดและอุบัติเหตุระหว่างการซ่อมบำรุงผิวทาง

และที่สำคัญคือประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางพารา การใช้ประโยชน์จากยางพาราภายในประเทศจะช่วยทำให้พี่น้องชาวสวนยางมีรายได้และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้ เกษตรกรจังหวัดหนองคาย ยังประกอบอาชีพทำสวนยางรองจากการทำนา มีพื้นที่สวนยาง ประมาณ 255,000 ไร่ ผลผลิตรวม 64,700 ตัน

กรมการข้าว จึงได้ดำเนินการก่อสร้างถนนลาดยางผิวทางพาราแอสฟัลติกคอนกรีต ภายในศูนย์วิจัยข้าวหนองคาย โดยแขวงทางหลวงชนบทหนองคายให้ความร่วมมือในการออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง มีระยะทาง 1,950 เมตร กว้าง 4 เมตร หรือคิดเป็นพื้นที่ 7,800 ตารางเมตร โดยผสมยางพารา 5% ใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 90 วัน นับเป็นความภาคภูมิใจของพี่น้องชาวสวนยางพาราที่มีส่วนร่วมในการผลิตน้ำยางเพื่อสร้างถนนเส้นนี้ด้วยเช่นกัน

รมช. ลักษณ์ เปิดงาน “วันยางพาราบึงกาฬ 2562” แจง กระทรวงเกษตรฯ มุ่งดำเนินโครงการ ตามมติ ครม. ใน 3 โครงการสำคัญ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดงานวันยางพาราบึงกาฬ ประจำปี 2562 ภายใต้แนวคิด “บึงกาฬ ศูนย์กลางยางพารา เศรษฐกิจก้าวหน้า การค้าก้าวไกล” ณ ที่ว่าการอำเภอบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ว่า การจัดงานดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ที่มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการค้ายางพาราภาคอีสาน และศูนย์กลางการค้ายางพาราของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งการจัดงานดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ 3 ด้าน ได้แก่

1. “สนับสนุน” ให้เกิดการผลิต การแปรรูป และการวิจัยอุตสาหกรรมยางพารา เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยางพาราในจังหวัดบึงกาฬ

2. “ผลักดัน” การค้าขายและการลงทุนของอุตสาหกรรมยางพาราและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

3. “ส่งเสริม” การท่องเที่ยวในจังหวัดเพื่อสร้างงานสร้างอาชีพและสร้างแหล่งรายได้เสริมให้กับพี่น้องชาวบึงกาฬ อีกทั้งเสริมศักยภาพของเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อตอกย้ำการเป็นเมืองศูนย์กลางยางพาราของภาคอีสานที่มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ โดยในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากบริษัทและอุตสาหกรรมการค้ายางพาราจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมจัดแสดงนิทรรศการและนวัตกรรมยางพารา ในโซน China Pavilion อันเป็นการต่อยอดธุรกิจยางพาราของบึงกาฬ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจการค้ายางพารา สู่การเป็นศูนย์กลางยางพาราของภาคอีสาน และที่สำคัญคือเป็นการเปิดประตูการค้าระดับนานาชาติด้วย

นายลักษณ์ กล่าวต่อไปว่า บึงกาฬ เป็นจังหวัดทางภาคอีสานของประเทศที่มีศักยภาพและมีพื้นที่ปลูกยางพารามากที่สุด ทั้งมีความพร้อมที่จะก้าวสู่การเป็นหนึ่งในเมืองอุตสาหกรรมยางพาราของประเทศได้ไม่ยาก เพราะทุกภาคส่วนต่างมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนายางพาราทั้งระบบ ปัจจุบันแม้ว่าสถานการณ์ราคายางพาราทั้งในประเทศและต่างประเทศมีแนวโน้มลดลง และส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง แต่จะเห็นได้ว่าจังหวัดบึงกาฬ ได้บูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วนภายในจังหวัดตามแนวนโยบายของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เช่น การสร้างถนนยางพาราแอสฟัลติก (Para asphaltic) ในการอำนวยความสะดวกทางด้านการคมนาคมให้แก่ประชาชนในพื้นที่ และการส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ยางพารา อาทิ ที่นอน หมอนยางพาราในโรงพยาบาล และหน่วยงานราชการ เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้ป่วย ครอบครัว และคนใกล้ชิด เป็นต้น นอกจากนี้ ทุกภาคส่วนในจังหวัดยังช่วยกันขับเคลื่อนการส่งเสริมกิจกรรมเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการลงนามบันทึกข้อตกลงการส่งเสริมใช้ยางในประเทศ และการจับมือค้าขายกับพันธมิตรต่างประเทศ ซึ่งเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาเรื่องราคายางพาราอย่างเต็มที่ในทุกมิติ และถือเป็นการแก้ไขปัญหาที่มีความยั่งยืน

สำหรับสถานการณ์ราคายางพาราในปัจจุบันและแนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลในภาพรวม ซึ่งในรอบปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีข้อสั่งการให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศไทยร่วมมือกับประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย ภายใต้ความตกลงของสภาไตรภาคียางพาราระหว่างประเทศ ดำเนินควบคุมปริมาณการส่งออกยางพารา จำนวน 350,000 ตัน ตามโครงการ Agreed Export Tonage Scheme ในช่วงเดือน ม.ค. ถึงเดือน มี.ค. 2561

การลดพื้นที่กรีดยางพารา ตามโครงการ Supply Management Scheme จำนวน 496,000 ไร่ ในช่วงเดือน ต.ค. 2560 – ก.ย. 2561 และการส่งเสริมการใช้ยางในประเทศ ตามโครงการ Demand Promotion Scheme เช่น ให้หน่วยงานภาครัฐนำยางพาราไปผลิตอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับการใช้งาน การสร้างถนนยางพารา การส่งเสริมการลงทุนของนักลงทุนชาวต่างประเทศในการผลิตล้อยางและผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ เป็นต้น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้จัดทำโครงการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการและสถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวม แปรรูป และพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพาราอีกหลายโครงการ และในช่วงกลางปี 2561 นายกรัฐมนตรี ยังได้สั่งการให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณกลางปีเพิ่มเติมให้แก่กรมชลประทาน จำนวน 3,500 ล้านบาท เพื่อนำไปจัดสร้างถนนยางพาราในเขตพื้นที่ชลประทาน ทั้งประเภทถนนลาดยางมะตอยผสมยางพารา (Para asphaltic concrete) และถนนดินซีเมนต์ผสมยางพารา (Para Soil Cement) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าสามารถนำยางพาราไปใช้ประโยชน์เพื่อการนี้ได้

อีกทั้งได้จัดสรรงบประมาณให้แก่ กยท. และกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 1,500 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้ชาวสวนยางรายย่อยกระจายความเสี่ยงด้วยการปลูกพืชหรือเลี้ยงปศุสัตว์ในสวนยาง เพื่อเสริมรายได้ตามข้อเสนอของกลุ่มชาวสวนยางรายย่อย ซึ่งถือเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาที่มุ่งสู่เป้าหมายแห่งความยั่งยืนทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีปัจจัยภายนอกหลายประการ ได้แก่ เศรษฐกิจโลกในภาพรวมชะลอตัวลง มีสงครามทางการค้าระหว่างประเทศที่เป็นคู่ค้าและนำเข้ายางพาราจากประเทศไทย และราคาน้ำมันที่ยังคงผันผวน เข้ามาซ้ำเติมในช่วงปลายปี ทำให้สถานการณ์ราคายางพารายังไม่ดีขึ้น นายกรัฐมนตรี จึงได้เห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินมาตรการเพิ่มเติมตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2561 รวม 3 โครงการ ได้แก่

1. โครงการช่วยเหลือและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชาวสวนยาง วงเงิน 17,512 ล้านบาท โดยจ่ายเงินช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าครองชีพของเกษตรกรชาวสวนยางตามพื้นที่เปิดกรีดจริง ไร่ละ 1,800 บาท ไม่เกินรายละ 15 ไร่ (กรณีมีคนกรีดยาง แบ่งเป็น เจ้าของสวนยาง 1,100 บาท ต่อไร่ และคนกรีดยาง 700 บาท ต่อไร่) เริ่มดำเนินการในเดือนธันวาคม 2561

2. โครงการสินเชื่อสนับสนุนการส่งออกยางพาราของสถาบันเกษตรกร วงเงิน 5,000 ล้านบาท และ

3. โครงการสร้างถนนยางพาราในชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศกว่า 75,032 หมู่บ้าน 7,200 ตำบล และสร้างถนนคันคลองชลประทานใน 53 จังหวัด โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำรายละเอียดโครงการและงบประมาณเพื่อขออนุมัติต่อไป ซึ่งในปัจจุบันกรมทางหลวงได้จัดทำข้อกำหนด หรือ Spec. ของถนนท้องถิ่นดังกล่าวและกรมบัญชีกลางได้กำหนดและประกาศวิธีการกำหนดราคากลางเรียบร้อยแล้ว

“ผมมีความเชื่อมั่นว่า ยางพารายังคงเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญ และเมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีขึ้น สงครามทางการค้าคลี่คลาย และราคาน้ำมันมีเสถียรภาพ สถานการณ์ราคายางพาราจะปรับตัวดีขึ้นกว่าปัจจุบันอย่างแน่นอน จึงขอให้พี่น้องชาวสวนยางอดทนและมีความเชื่อมั่นในรัฐบาลว่าจะดูแลแก้ไขปัญหาอย่างเต็มความสามารถ” นายลักษณ์ กล่าวในที่สุด

คุณจันทิมา พิพิธสุนทร หรือคุณหวาน วัย 29 ปี ดำเนินการในรูป บริษัทบีกรีนนิ่ง จำกัด โดยให้คำจำกัดความว่า เป็นบรรจุภัณฑ์กาบหมากเพื่อสิ่งแวดล้อม

คุณหวาน เล่าให้ฟังว่า เธอเรียนจบสาขาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมีแนวคิดเริ่มต้นมาจากการทำกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการคัดแยกขยะ ทำมาตั้งแต่ ปี 2011 คัดแยกขยะ ได้รับทุนสนับสนุนจากบริติชเคาท์ซิล (องค์กรระหว่างประเทศที่มีต้นกำเนิดในสหราชอาณาจักร ตั้งขึ้นเพื่อความร่วมมือด้านโอกาสทางการศึกษา และศิลปวัฒนธรรมกับนานาประเทศ)

“เราเห็นปัญหาขยะที่เกิดขึ้นในบ้านเรา ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เราทำกิจกรรมนี้ ซึ่งมองว่า ไม่ใช่มีแต่พลาสติกเท่านั้นที่เราสามารถนำมาใช้ได้ แต่มีวัสดุอีกมากมาย ที่นำมาใช้ได้ บางอย่างผ่านภูมิปัญญามาอย่างยาวนาน โดยก่อนหน้านี้ เราหาวัสดุหลากหลาย แต่พบว่า กาบหมาก มีความเหมาะสมที่สุด เนื่องจากที่เราไปดูองค์ความรู้ ก็มีการนำไปห่อข้าว ก็มีความคงทน ก็ขึ้นรูปได้เลย แต่ถ้าเป็นใบตอง อาจจะซ้อนกันหลายใบ และผ่านหลายขั้นตอน”

คุณหวาน ว่า ภาชนะจานมีอายุการใช้งานสั้น ดังนั้น การที่จะหาวัสดุสักอย่างมาทำ ก็ควรทำได้ง่าย ไม่ต้องผ่านหลายขั้นตอน อย่างกาบหมาก ก็แค่นำมาล้างด้วยน้ำสะอาด ขึ้นรูปด้วยความร้อน 100-120 องศาเซลเซียส ก็ใช้ได้เลย อีกทั้งเธอยังพยายามรักษาความสวยงาม คงความเป็นธรรมชาติ เพื่อให้คนได้เห็น

ปัจจุบัน ภาชนะกาบหมาก เริ่มทำในเชิงการค้า มีโรงงานผลิต ผลิตตามความต้องการของลูกค้าที่ส่วนใหญ่เป็นโรงแรมและร้านอาหาร ที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์องค์กรในเรื่องสิ่งแวดล้อม

สำหรับ ตัวอย่างราคา ภาชนะจากกาบหมาก
จานกาบหมาก ขนาด 8 นิ้ว ราคาประมาณ 10-12 บาท // ขนาด 10 นิ้ว ราคา 12-14 บาท //ถ้วยน้ำจิ้ม 4 นิ้ว 5-7 บาท

ซึ่งจริงๆ แล้ว แพงกว่า โฟม หรือ พลาสติก 7-8 เท่า แต่อย่างที่กล่าวไปข้างต้น เนื่องจากเจ้าของไอเดียโฟกัสไปที่ ลูกค้าที่ต้องการการใช้งานเพื่อสร้างภาพลักษณ์องค์กร เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กร

ส่วน วัตถุดิบ ไปรับซื้อจากชาวสวน จังหวัดรอบๆ กรุงเทพฯ เนื่องจากโรงงานอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อไม่ให้เกิดภาระต้นทุนการขนส่งวัตถุดิบที่มากเกินไป“เนื่องจากกำลังการผลิตของเรายังไม่มาก ดังนั้น จึงยังไม่ได้วางขายในห้างสรรพสินค้า หรือโมเดิร์นเทรด ส่วนใหญ่ขายผ่านออนไลน์ บนหน้าเว็บไซต์ และเฟซบุ๊ก และออกงานอีเว้นต์ ไปกับ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า”

คุณหวาน ว่า ระหว่างที่ทำโครงการนี้ ก็มีโอกาสได้เข้าพัฒนาความรู้ การทำธุรกิจเพื่อสังคม ซึ่งนอกจากจะมองในเรื่องธุรกิจ เงินๆ ทองๆ แล้ว ยังต้องเทน้ำหนักไปเพื่อสังคม สิ่งแวดล้อมอีกด้วย และคาดว่าธุรกิจแนวนี้ จะยิ่งมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต ตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป

ปลูกกัญชา – เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือ ไบโอไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาสิทธิบัตรกัญชา ที่อาจกระทบต่อการออกประมวลกฎหมายยาเสพติดฯ ที่จะอนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อทางการแพทย์ ว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เชิญทางภาคประชาสังคมและทางมหาวิทยาลัยรังสิต เข้าหารือเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ที่ผ่านมา โดยการหารือร่วมกับนายสมชาย แสวงการ สมาชิก สนช. พบว่า ทาง สนช. มีความเป็นห่วงเรื่องนี้มาก และยอมรับว่า จริงๆ กฎหมายต้องออกเร็วกว่านี้ แต่ปรากฏว่าติดขัดเรื่องสิทธิบัตรกัญชา ขณะที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็มีความเป็นห่วงจนก่อนหน้านี้จะใช้คำสั่ง ม. 44 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาแก้ปัญหาสิทธิบัตรกัญชา

“แต่เมื่อทราบว่า การใช้ ม. 44 อาจส่งผลข้างเคียง ก็มีการหารือว่าอาจใช้ในทิศทางอื่นๆ เพื่อแก้ปัญหา ส่วนจะใช้ทิศทางไหนยังไม่ทราบ ซึ่งทางเครือข่ายฯ เห็นว่า เรื่องนี้น่ากังวลมาก เพราะจะส่งผลต่อการออกกฎหมายได้ ขณะที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาก็ปล่อยเกียร์ว่าง ไม่สนใจใดๆ คงรอให้ผ่านพ้นรัฐบาลชุดนี้ ทางเครือข่ายฯ จึงฝากความหวังกับทาง สนช. และเสนอขอให้เรียกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมทรัพย์สินทางปัญญามาร่วมกันเพื่อหาทางออก ด้วยการตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจก่อนที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดฯ จะออกมา แต่ถ้าสุดท้ายกรมทรัพย์สินฯ ยังไม่ให้ความร่วมมือ คงต้องไปร้องต่อ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ให้ช่วยเรื่องนี้ เพราะหากฝ่ายราชการนิ่งเฉย ฝ่ายการเมืองต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบ้าง ไม่เช่นนั้นก็เหมือนไม่ปกป้องสิทธิของคนในประเทศ” นายวิฑูรย์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้ นายสนธิรัตน์ ได้มีการประกาศยกเลิกสิทธิบัตรกัญชา ผู้อำนวยการ ไบโอไทย กล่าวว่า ยกเลิกไปเพียง 3 คำขอ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงยกเลิกจริงหรือไม่ เพราะเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงเช่นนั้น แต่ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาก็ดูนิ่งๆ เกียร์ว่างตลอด ก็ไม่เห็นว่าทางฝ่ายการเมืองจะดำเนินการอะไรต่อ การทำงานของส่วนราชการแบบนี้ จริงๆ ต้องปรับเปลี่ยนให้ดียิ่งขึ้นหรือไม่ แต่กลับนิ่งเฉย คงคิดเพียงรอหลังเลือกตั้ง รอรัฐบาลหน้าเท่านั้น ซึ่งจริงๆ เรื่องนี้แก้ปัญหาไม่ยาก แค่ถอนสิทธิบัตรที่ขัดกับกฎหมายก็จบ แต่กลับยืดเยื้อ จนทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ตกลงมีอะไรหรือไม่ ดังนั้น หากสุดท้ายการขับเคลื่อน การเจรจาดีๆ ไม่เป็นผล คงต้องมีการเคลื่อนไหวหลังปีใหม่ ก่อนเลือกตั้งแน่นอน

“เราไม่อยากจะทำอะไรให้ดูใหญ่โต เราอยากเน้นเจรจาและหาทางออกร่วมกัน ปัญหาคือ เรื่องง่ายๆ แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับจากส่วนราชการเลย ขณะที่ส่วนการเมือง แทนที่จะทำเพื่อประชาชนมากกว่านี้ หรือควรแจ้งอะไรบ้าง ก็ดูจะนิ่งๆ ตอนนี้มีความหวังที่ สนช. ว่า จะขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างไร เพราะหากยังติดขัดไปหมดก็กังวลว่าจะส่งผลต่อการออกกฎหมาย และจะกระทบต่อผู้ป่วย” นายวิฑูรย์ กล่าว

ผู้อำนวยการ ไบโอไทย กล่าวอีกว่า อีกปัญหาที่ทางมหาวิทยาลัยรังสิตมองคือ ร่างกฎหมายที่กำลังผลักดันจำกัดสิทธิการปลูกของหมอยา ซึ่งมีภูมิปัญญาทางการแพทย์แผนไทยอยู่แล้ว จึงเสนอว่าเป็นไปได้หรือไม่ให้ปลูกได้ แต่ต้องขึ้นทะเบียนถูกต้อง