เอกชนชี้ส่งออกปี”62 ส่อเค้าติดลบนอกจากการกระตุ้นดีมานต์

ภายในประเทศไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายแล้ว การส่งออกยางก็ยังอยู่ในสถานะที่เสี่ยงเช่นกัน โดยขณะนี้การส่งออกยางในช่วง 8 เดือนแรก (มกราคม-สิงหาคม) 2561 ในด้านปริมาณเพิ่มขึ้นเพียง 1.1% ขณะที่ด้านมูลค่าติดลบกว่า 20%

สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งเป็นผลจากตลาดจีนที่เป็นตลาดหลักชะลอตัว และมีแนวโน้มว่าจะชะลอตัวไปถึงปีหน้า โดยจากการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าเศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 6.2% ชะลอตัวลงจากปีนี้ที่ขยายตัว 6.5% ซึ่งหนีไม่พ้นจะส่งผลเชื่อมโยงถึงกำลังซื้อยางพาราด้วย

อย่างไรก็ตาม ทพ.พงษ์ศักดิ์ เกิดวงศ์บัณฑิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท วงศ์บัณฑิต จำกัด มองว่า แม้ว่า lMF ประเมินว่าเศรษฐกิจจีนในปีหน้าจะขยายตัวในลักษณะที่ชะลอตัวลงจากปีนี้

แต่เชื่อว่าจีนก็ยังคงมีความต้องการใช้ยางอยู่ และภาพรวมความต้องการใช้ยางของทั้งโลกเฉลี่ยจะขยายตัวปีละ 3% แต่การส่งออกของไทยขยายตัวในเชิงปริมาณเพียง 1.1% ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณความต้องการใช้ยางของทั้งโลก

เหตุผลที่การส่งออกยางพาราในช่วง 8 เดือนแรกยังติดลบ เพราะสินค้ายางพารากำลังถดถอยอย่างมาก ปริมาณผลผลิตสูง ขณะนี้กำลังมีการโค่นสวนยางพารามากขึ้น ปริมาณซัพพลายเริ่มถอยลง จึงมีโอกาสที่ปริมาณการส่งออกยางพาราในปีหน้าจะยังขยายตัวใกล้เคียงกับปีนี้ หรือติดลบ แต่ก็มีความหวังว่าราคาต่อหน่วยของยางพาราน่าจะปรับขึ้นเทียบกับปีนี้

เกษตรกรผวาราคาดิ่ง

ด้าน นายกัมปนาท วงศ์ชูวรรณ ผู้จัดการกลุ่มเกษตรกรทำสวนธารน้ำทิพย์ ผู้แปรรูปยางพาราส่งออกทางภาคใต้ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ขยับขึ้นมาที่ 73-74 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งปกติราคายางพาราจะอิงอยู่กับน้ำมัน เมื่อราคาน้ำมันระดับนี้ ราคายางที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ กก.ละ 60-70 บาท

แต่ปัจจุบันราคายางธรรมชาติอยู่ที่ กก.ละ 42 บาท ขณะที่ยางเทียมจากปิโตรเคมีขยับมาอยู่ที่ กก.ละ 62-63 บาท สูงกว่ายางธรรมชาติถึง กก.ละ 20 บาท ถือเป็นราคาที่ห่างกันมากและยางพาราในระยะ 2 ปี ยังคงมีทิศทางที่ไม่ขยับขึ้น และจะทรง ๆ ตัว แต่มีนักวิเคราะห์ในประเทศมาเลเซียคาดการณ์ว่า ปี 2563 ราคายางจะปรับตัวดีขึ้น และจะเป็นไปได้ราคา 80-100 บาท

ส่วนตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ราคาตันละ 11,000 หยวน สำหรับส่งมอบเดือนธันวาคม-มกราคม 2562 ราคาสำหรับประเทศไทยอยู่ที่ กก.ละ 55 บาท

“ขณะนี้บริษัทใหญ่ระดับโลกยังไม่กล้าสต๊อก และยังไม่มีการซื้อเก็บสต๊อกไว้ ยกเว้นยางพาราของรัฐบาลที่เก็บสต๊อกเอาไว้เพราะไม่สามารถขายออก ราคาจะร่วงลงมา โดยมีสต๊อกประมาณ 300,000 ตัน ขณะที่ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในตลาด รัฐบาลต้องเล่นเป็น ขายเป็น ต้องเรียนรู้จิตวิทยาในตลาด อย่างตอนนี้ฝนตกทุกวัน กรีดยางพาราได้ไม่มาก แต่ราคายังไม่เคลื่อนไหวขยับขึ้น นโยบายลดการกรีดยางพาราประมาณ 3 เดือนแล้ว รวมถึงทำนโยบายต่าง ๆ มาหลายครั้ง ใช้เงินไปแล้วหลายหมื่นล้านแล้ว แต่ไม่สามารถทำให้ราคาขยับขึ้น จึงไม่อยากให้รัฐบาลใช้วิธีนี้ ให้รัฐบาลนำเงินไปลงทุนด้านอื่น ๆ เช่น ผลิตยางล้อของตนเองไม่ดีกว่าหรือ รวมถึงการให้หน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ เอาล้อยางไปใช้”

ทั้งหมดนี้เป็นเสียงสะท้อนปัญหาจากเกษตรกรถึงนโยบายการยกระดับราคายาง ตามหลัก “การตลาดนำการผลิต” ของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งถือเป็นความท้าทายการทำงานของ “เยี่ยม ถาวโรฤทธิ์” ผู้ว่าการ กยท. ในฐานะ “มิสเตอร์ยาง” ว่าจะปลดล็อกประเด็นนี้อย่างไรในห้วงเวลาโค้งสุดท้ายของการทำงานก่อนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์นี้

งานละเอียดแกะสลักพระพุทธรูป อาชีพนี้ใช้ทักษะเฉพาะตัว จ่ายค่าตอบแทนต่อครั้งหลักแสน

คำแสนแกลเลอรี่เป็นที่รวมงานศิลปะประเภทประติมากรรมแกะสลักไม้ แนวคิดเชิงพุทธธรรมเป็นจำนวนมาก รวมเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ให้คนได้ไปชม ส่วนใหญ่เป็นผลงานแกะสลักรูปเหมือนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และเกจิอาจารย์ชื่อดัง รวมทั้งพุทธประวัติ

ผลงานแต่ละชิ้นมีความเหมือนและสวยงามน่าทึ่งว่าศิลปินจะแกะสลักจากไม้ขึ้นมาเหมือนคนจริงๆ ได้อย่างไร

ส่วนชั้นล่างของเรือนไม้ก็มีงานศิลปะแสดงอยู่จำนวนหนึ่ง

บริเวณเนื้อที่โดยรอบเป็นงานแกะสลักที่ทำเสร็จแล้วบ้าง กำลังทำก็มีอยู่หลายชิ้น เนื่องจากมีงานมาก อาจารย์จึงต้องมีคนช่วยงานถึง 7 คน

ตัวอาจารย์เอง พอได้ไม้เป็นท่อนๆ หรือเป็นแผ่นหนามาแล้ว ก็จะวางกรอบออกแบบ

อาจารย์จะแกะสลักตรงจุดที่สำคัญ เช่น ใบหน้า ส่วนตรงอื่นที่ไม่ต้องการความเหมือนมากนัก เช่นส่วนของร่างกาย จะให้ผู้ช่วย ช่วยกันแกะ

มีพระพุทธรูปแกะสลักขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 3 เมตร สูง 4 เมตร อาจารย์บอกว่าได้แกะเสร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังรอส่งให้ผู้ว่าจ้าง

ราคาค่าแกะพระพุทธรูปขนาดนี้ประมาณ 300,000-400,000 บาท แล้วแต่ตกลง โดยผู้จ้างจัดหาไม้สักมาให้บ้าง อาจารย์หามาบ้าง ส่วนค่าขนส่งเป็นของผู้ว่าจ้าง

ระยะหลังๆ ไม้สักขนาดใหญ่หายาก จึงใช้ไม้ฉำฉาบ้าง ประดู่บ้าง
งานแกะสลักที่อาจารย์รับทำส่วนใหญ่ ถ้าไม่เป็นพระพุทธรูปก็จะเป็นรูปเหมือน ที่กำลังทำอยู่ในระยะนี้ เป็นงานแกะสลักเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงของเมืองไทย

งานที่รับทำทุกชิ้น ผู้มาว่าจ้างจะแนะนำกันมาปากต่อปาก อาจารย์จึงมีงานทำตลอดมา ก็ตั้งแต่อายุ 25 ปี จนถึงปัจจุบันอายุ 53 ปี

แต่เพิ่งมาจัดตั้งเป็นแกลลอรี่หรือพิพิธภัณฑ์ไม้แกะสลักก็เมื่อ 9 ปีมานี้เอง เมื่อผมถามถึงผลงานที่ทำเงินให้มากที่สุด เป็นเงินเท่าไร

ได้รับคำตอบว่า เป็นเงิน 700,000 บาท ใช้เวลาแกะประมาณ 4 เดือนเศษ

งานที่ว่านี้เป็นงานประติมากรรมถึงนามธรรมเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนาพุทธและประวัติความเป็นมา

เจ้าอาวาสวัดคำประมง อยู่ที่จังหวัดสกลนคร เป็นผู้มาว่าจ้างให้อาจารย์ทำ

วัดที่ว่านี้มีชื่อเสียงทางรักษาโรคมะเร็ง ต้องการนำงานแกะสลักฝีมือของอาจารย์ไปติดตั้ง เพื่อให้คนป่วยมองแล้วมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในการมารักษาอาการป่วยที่วัด

นอกจากอาจารย์รับแกะสลักแล้ว ยังใช้เวลาบางเดือนในบางปีนำผลงานไปแสดงที่เชียงใหม่ จนเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงเกี่ยวกับงานแกะสลัก

พูดง่ายๆ ก็คือ ในวงการของการแกะสลักในเมืองไทยแล้ว แทบไม่มีใครไม่รู้จักอาจารย์ อิทธิพล ปัญญาแฝง

อาจารย์ได้เล่าความเป็นมาถึงชีวิตส่วนตัวให้ผมฟังว่า

หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมที่แพร่ ก็ไม่ได้ไปเรียนต่อที่ไหน ได้ไปฝึกงานกับอาที่เชียงใหม่ ซึ่งเป็นงานที่อาจารย์ชอบมาตั้งแต่เด็ก

งานที่ว่าก็คืองานแกะสลัก อาของอาจารย์เป็นช่างแกะสลักจากไม้ทุกชนิดและรับซ่อมของเก่าที่ทำด้วยไม้จนมีชื่อเสียงไปทั่วจังหวัด

อาจารย์เรียนอยู่กับอาถึง 5 ปี แล้วไปเป็นทหารเกณฑ์ ออกจากทหารก็มาทำงานแกะสลักอยู่กับอาต่ออีกหลายปี จนมั่นใจในฝีมือของตัวเองจึงกลับไปอยู่บ้านที่แพร่ ไปอยู่แพร่ใหม่ๆ ก็รับจ้างแกะไม้จากคนที่รู้จักและพ่อค้าของเก่า ต่อมา จากฝีมือที่ปรากฏจึงทำให้มีคนแนะนำหางานมาให้ทำ จึงได้งานทำตลอดไม่เคยเหงามือแล้วยังทำให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้นด้วย

จากการที่ผมได้ไปเห็นผลงาน และได้พูดคุยกับอาจารย์ จึงทำให้รู้เลยว่า คนเราถ้ามีความสามารถในด้านใดก็ตาม ไม่จำเป็นจะต้องไปเรียนที่สถาบันสูงๆ ก็สามารถมีอาชีพที่ดีได้ ทำมาหากินได้ และมีชีวิตที่ดีได้ ที่สำคัญ ทำให้มีความสุขด้วย เพราะได้ประกอบอาชีพในงานที่ตนเองชอบ

สำหรับอาจารย์อิทธิพลที่ถูกใครต่อใครเรียกท่านว่าอาจารย์นั้น ก็เพราะได้รับเชิญให้ไปสอนงานแกะสลักแก่นักศึกษามาแล้วหลายสถาบันนั่นเอง โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร แนะวิธีการใช้สมุนไพรเพื่อเป็นหนึ่งในทางเลือกที่จะช่วยในการชะลอความเสื่อมของร่างกาย ช่วยชะลอวัยได้ โดยเลือกกิน พืชผักผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ หรือที่มักเรียกกันอย่างคุ้นหูว่า แอนตี้อ็อกซิแดนท์ (antioxidant) รวมถึง มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ เสริมภูมิคุ้มกัน และ เสริมฮอร์โมน

สำหรับสมุนไพรตัวแรกที่อยากแนะนำในครั้งนี้ ได้แก่ เป็นสมุนไพรที่จัดเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งของอาเซียน มีการใช้ร่วมกันในหลายประเทศที่ใกล้เคียงบ้านเรา สมัยก่อนจะมีการเก็บยอไว้ในรูปแบบการหมักดองกับเกลือ และใช้กินทุกวันเพื่อบำรุงร่างกาย แก้ปวดแก้เมื่อย พื้นบ้านเชื่อว่า ลูกยอ มีสรรพคุณสารพัดประโยชน์ ใช้แก่อาการครั่นเนื้อครั่นตัวจะเป็นหวัด ท้องอืด คลื่นไส้อาเจียน ปวดมึนหัว ปวดเมื่อย ปวดเข่าปวดข้อ เพิ่มการไหลเวียนเลือด ฟอกเลือด ช่วยประจำเดือนมาดีขึ้น ช่วยให้หลับสบาย และแก้มือเท้าตายเหมาะกับคนที่เป็นลมอัมพฤกษ์อัมพาต เอ็นตกนกตายในผู้ชายยอก็ช่วยได้ สรรพคุณเหล่านี้ได้รับการยืนยันจากการศึกษาวิจัยสมัยใหม่พบว่า ใน ยอ มีสารที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สำคัญในเพศหญิง ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนและลดอาการที่เกิดจากระบบฮอร์โมนได้

ลูกยอ ยังมีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ฤทธิ์ลดความดัน ต้านมะเร็ง มีการทดลองในหนูที่เป็นมะเร็งพบว่าช่วยให้มีอายุยาวขึ้น นอกจากนี้ยังพบงานวิจัยที่ช่วยรักษาอาการกรดไหลย้อนได้ดีพอกๆกับยาแผนปัจจุบัน คือ Ranitidine และ Lansoprazol เนื่องจากมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านการหลั่งกรด ต้านการเกิดแผล ช่วยให้การบีบตัวของระบบทางเดินอาหารดีขึ้น โดยมีผลต่อระบบประสาทที่เกี่ยวข้องโดยตรง และยังมีรายงานว่าช่วยเพิ่มการดูดซึมของยา Ranitidine อีกด้วย แต่เนื่องจากยอมีรสร้อน จึงไม่แนะนำในสตรีตั้งครรภ์เพราะอาจทำให้แท้งได้ รวมถึงมีโพแทสเซียมสูง จึงไม่แนะนำในผู้ป่วยโรคไตและโรคหัวใจรับประทาน

สำหรับ “เมนูต้านแก่” ที่แนะให้ทาน ทำไม่ยาก ได้แก่ ส้มตำลูกยอ เป็นอาหารครบรส บำรุงเลือดลม บำรุงผิวพรรณ เสริมฮอร์โมน กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้ โดยภาคตะวันออกเฉียงหนือ มี ฝน มากกว่าบริเวณอื่น สำหรับภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไปจะมีฝนตกหนักบางแห่ง

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 20-22 ต.ค. 2561 หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่างจะเคลื่อนผ่านปลายแหลมญวนเข้าสู่อ่าวไทยและภาคใต้ ทำให้ภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้ รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนเพิ่มมากขึ้นและมี ฝน ตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนัก และเกษตรกรระวังความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตร ในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ด้วย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงกำลังอ่อนปกคลุมประเทศเวียดนาม และทะเลจีนใต้ ส่งผลทำให้มีลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นเข้ามาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ในขณะที่มีลมตะวันตกพัดปกคลุมภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้น สำหรับภาคใต้มีฝนตกหนักบางแห่ง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 17.00 น.วันนี้ ถึง 17.00 น.วันพรุ่งนี้
ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และตาก อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-25 ก.ม./ช.ม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ ชัยภูมิ นครราชสีมา กาฬสินธุ์ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-30 ก.ม./ช.ม.

ภาคกลาง มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-25 ก.ม./ช.ม.
ภาคตะวันออก มี ฝน ฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดฉะเชิงเทรา นครนายก ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-30 ก.ม./ช.ม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกความเร็ว 10-30 ก.ม./ช.ม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-30 ก.ม./ช.ม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากในระหว่างบ่ายถึงค่ำ อุณหภูมิต่ำสุด 26-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-25 ก.ม./ช.ม.

คุณรัชฏะ ประวัติ หรือ คุณอาร์ต อยู่บ้านเลขที่ 41 หมู่ที่ 7 ตำบลคำพราน อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่มีความหลงใหลในชวนชม เพราะพรรณไม้ชนิดนี้เป็นไม้ดอกที่ใฝ่ฝันของใครหลายๆ คน ที่ต้องการเพาะเลี้ยงจัดรูปทรงราก กิ่ง ให้สวยงามเป็นไปตามความต้องการของผู้ดูแลเอง

ซึ่งการจัดทรง การดูแล อาจมีความยากง่ายแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับฝีมือและเทคนิคของแต่ละคน ที่ได้ใช้จินตนาการให้กับชวนชมของตนเองการดูแลชวนชมแต่ละต้น รูปทรงจะไม่เหมือนกันทุกต้น อาจจะกล่าวได้ว่ามีเพียงต้นเดียวในโลกก็ว่าได้ เป็นไม้ดอกที่ไม่มีรูปแบบตายตัว เหมาะกับผู้ที่ต้องการหาไม้ดอกไว้ประดับหน้าบ้าน เพื่อความสวยงาม และดูแลเป็นงานอดิเรก ไว้เพื่อความเพลิดเพลิน สำราญใจเหมือนเช่นคุณอาร์ต

คุณอาร์ต เล่าว่า ก่อนที่จะเริ่มมาทำการปลูกเลี้ยงชวนชม ที่บ้านของเขาทำกิจการจำหน่ายหนังสือสิ่งพิมพ์ทุกชนิด ต่อมาจึงได้หยุดทำกิจการทางด้านนี้มาทำการปลูกเลี้ยงชวนชมอย่างเต็มตัวในปี 2552 โดยเรียนรู้ศึกษาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต

“ผมก็เริ่มลองและศึกษาดูเลยว่า ชวนชมมันมีความพิเศษยังไง โดยอาศัยศึกษาจากในเว็บไซต์ ซึ่งก็จะมีคนที่มากด้วยประสบการณ์มาบอกสอนเยอะอยู่ ต่อมาก็พัฒนามาเรื่อยมาเป็นเฟซบุ๊กแทน โดยเขาก็จะมีข้อมูลว่าสวนนี้มีอะไรดี มีเทคนิคอะไรบ้างที่เราต้องเรียนรู้ เราก็ศึกษาจากจอสี่เหลี่ยมนี่แหละ บางทีก็เดินทางติดต่อขอเข้าไปดูที่สวนเขาเลยก็มี” คุณอาร์ต เล่าถึงการแสวงหาความรู้ของเขาในสมัยนั้น

คุณอาร์ต บอกว่า ชวนชมที่มีภายในสวนทั้งหมดจะไม่เน้นหาซื้อต้นพันธุ์จากที่อื่นมาปลูกเลี้ยงแล้วจำหน่ายต่อ แต่จะเน้นที่นำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่มีลักษณะดีมาผสมกัน แล้วเพาะเมล็ดขึ้นมาใหม่ สรรค์สร้างต้นด้วยตนเอง

คุณอาร์ต เล่าว่า หลังจากได้เมล็ดจากฝักมาแล้วให้ทำการเพาะทันที เพราะเปอร์เซ็นต์การงอกจะดี ซึ่งการเพาะเมล็ดนั้นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ วัสดุปลูก

“วัสดุปลูกที่ผมใช้ก็จะเป็นขุยมะพร้าวผสมกับทราย ในอัตราส่วน 3 ต่อ 1 ส่วนก้นกระถางก็จะเป็นดินใบก้ามปู พอเอาเมล็ดลงมาเพาะประมาณ 3 วัน เมล็ดก็จะงอก โดยรดน้ำในช่วงนี้ให้พอชุ่มๆ เมื่อดูแล้วว่าเหมือนวัสดุปลูกในกระถางมันจะแห้ง เราก็รดแบบพอดี เพราะว่าถ้ารดน้ำมากเดี๋ยวเมล็ดมันจะเน่า ดูแลในช่วงนี้ประมาณ 2 เดือน” คุณอาร์ต กล่าวอธิบาย

จากนั้นนำต้นชวนชมที่ดูแลจนครบอายุมาปลูกลงในกระถาง 6 นิ้ว ซึ่งวัสดุปลูกไม่เหมือนกับการเพาะเมล็ด จะใช้ดินใบก้ามปูเพียงอย่างเดียว ทำการรดน้ำทุกวันเช้าและเย็น ซึ่งคุณอาร์ต บอกว่า วัสดุที่ปลูกค่อนข้างที่จะโปร่ง ไม่แน่นจนเกินไป ทำการดูแลชวนชมในกระถาง 6 นิ้ว ประมาณ 2-3 เดือน

เมื่อปลูกเลี้ยงชวนชมในกระถาง 6 นิ้ว ได้ตามอายุที่กำหนด ขั้นตอนต่อไปจะนำไม้ขึ้นมาทำราก โดยตัดรากเดิมทิ้งไปเพื่อให้ต้นชวนชมมีรากใหม่ ปล่อยแผลให้แห้งสัก 4-5 วัน จากนั้นนำชวนชมมาปลูกลงในกระถาง 8 นิ้ว ตั้งไว้ในร่ม รดน้ำวันละ 1 ครั้ง ในช่วงเช้า ถ้าเห็นไม้มียอดแตกออกมาก็ให้ย้ายออกแดดได้ทันที

“พอปลูกลงกระถาง 8 นิ้ว ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่เราจะได้รากรอบต้น เพราะเป็นช่วงที่เราทำรากใหม่ให้เกิดขึ้น ก็ดูแลในช่วงนี้ไปอีกประมาณ 2 เดือน รดน้ำช่วงเช้าเย็นปกติ ซึ่งช่วงนี้โรคแมลงก็ไม่มีอะไรต้องดูแลเป็นพิเศษ ผมก็จะเน้นเดินดูอยู่ตลอด จะไม่เน้นใช้ยากำจัดเท่าไร เห็นมีไข่เราก็เอาออกได้เลย แต่ถ้าใครเจอระบาดมากๆ การเดินดูเอาไม่อยู่ ก็อาจจะมีใช้ยาเคมีด้วยก็ได้ ประมาณนี้” คุณอาร์ต กล่าว

จากนั้นจะนำชวนชมมาปลูกลงในกระถาง 11 นิ้ว เพื่อทำการจัดรากให้มีรูปทรงสวยงามตามที่ต้องการ ดูแลให้มีกิ่งที่สวย ก็จะได้เป็นไม้ไซซ์ใหญ่ที่จำหน่ายได้ราคาดี

คุณอาร์ต บอกว่า ชวนชมทั้งหมดที่ปลูกเลี้ยงไม่ว่าจะอายุ 4 เดือนที่ปลูกในกระถาง 6 นิ้ว หรืออายุ 8 เดือนขึ้นไปที่ปลูกในกระถาง 11 นิ้ว สามารถจำหน่ายได้ทั้งสิ้น ขึ้นอยู่ที่ความชอบของลูกค้า แต่สำหรับคนปลูกเลี้ยงเองจะไม่นิยมจำหน่ายไม้ที่มีขนาดเล็ก เพราะราคาจะสู้ไม้ที่มีขนาดไซซ์ใหญ่ๆ ไม่ได้

“ชวนชมที่อยู่ในกระถาง 11 นิ้ว เราจะเห็นระบบราก กิ่งครบหมดทุกอย่าง ลูกค้าเมื่อซื้อไปก็สามารถนำไปเลี้ยงต่อ ดูแลตามที่เขาต้องการได้เลย ซึ่งเมื่อเทียบกับไม้ที่ปลูกในกระถาง 6 นิ้ว และ 8 นิ้ว ยังมีระบบราก กิ่ง ไม่ครบ ลูกค้าซื้อไปก็ต้องไปดูแลอีกหลายขั้นตอน” คุณอาร์ต เล่าถึงคุณสมบัติของชวนชมที่มีอายุแตกต่างกัน

คุณอาร์ต บอกว่า การจำหน่ายชวนชมในช่วงแรกของเขาจะโพสต์โชว์รูปในหน้าเว็บไซต์เป็นหลัก และส่งให้ลูกค้าทางไปรษณีย์ ต่อมาเมื่อเริ่มมีเฟซบุ๊ก การจำหน่ายไม้ก็ง่ายขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก มีลูกค้าเดินทางมาดูที่สวนมากขึ้น

ชวนชมที่สวนของคุณอาร์ต มีราคาตั้งแต่ 100 บาท ไปจนถึงหลักหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับความสวยงามและแบบรูปทรง ซึ่งลูกค้าที่ซื้อชวนชมในหลักหมื่นจะเน้นไปใช้สำหรับการส่งไม้เข้าประกวด ส่วนชวนชมที่สามารถจำหน่ายได้อย่างคล่องตัวจะอยู่ที่หลักร้อย และหลักพันบาท

คุณอาร์ต บอกว่า สำหรับพรรณไม้ชนิดนี้ถ้าถามว่ามีทางตันไหม เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่เชื่อมั่น จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสกับการปลูกเลี้ยงชวนชมอย่างจริงจัง แบบมั่นใจเลยว่าเป็นไปได้ยาก เพราะเป็นไม้ที่มีเสน่ห์และยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่ตลอดเวลา

“ชวนชมที่สวนผมก็จะมีจำหน่ายไปที่มาเลเซีย ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมาก เพราะว่าอากาศที่ประเทศเขาคล้ายกับประเทศเรา ซึ่งเมื่อเทียบกับอเมริกาก็มีคนส่งไปจำหน่าย แต่อากาศที่นั้นมันอาจจะยังปลูกไม่ได้เท่าที่ควร เพราะว่าตอนนี้เขาก็กำลังศึกษากันอยู่ ส่วนอนาคตของชวนชมก็อยากจะบอกว่า ผมเองปลูกเลี้ยงมาเกือบจะ 10 ปีแล้ว ยังถือว่าเป็นอะไรที่ดีมาก เพราะตลาดต่างประเทศเริ่มเข้ามามากขึ้น อีกอย่างมีบริษัทที่สามารถส่งของให้เราได้เลยโดยตรง มันทำให้เราง่ายยิ่งขึ้น ไม่ยุ่งยากแบบสมัยก่อน” คุณอาร์ต กล่าวถึงทิศทางอนาคตของชวนชม และพร้อมกล่าวแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจต่อไปอีกว่า

“ส่วนคนที่สนใจอยากทำในด้านนี้ อยากจะบอกว่าการที่คุณจะเลี้ยงสิ่งมีชีวิต สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ใจคุณต้องรักก่อน ถามใจตัวเองก่อนว่าชอบไหม โดยหาไม้หลักร้อยมาเลี้ยงเล่นดู ถ้ารู้สึกว่าชอบจริงๆ เดี๋ยวก็จะศึกษาหาความรู้เอง ทั้งการทำราก การหาไม้ใหม่ๆ เข้ามาเรื่อยๆ พอทำเป็นทุกอย่างคุณจะสนุกเอง ขอแค่ให้มีใจรัก ขอให้ถามใจตัวคุณเองเท่านั้นว่าชอบไหม ถ้าชอบสิ่งที่ทำสิ่งนั้นจะออกมาดีเสมอ เป็นสิ่งที่สร้างรายได้ให้กับเราไปเอง” คุณอาร์ต กล่าวแนะนำ

จากประสบการณ์ของคุณอาร์ตทำให้เห็นแนวคิดที่เป็นรูปธรรมว่า การจะทำสิ่งใดก็แล้วแต่ แม้ในช่วงชีวิตเรา อาจไม่ได้มีความรู้ในเรื่องนั้นๆ แต่ขอเพียงมีใจแสวงหาวิชาความรู้ หมั่นฝึกฝนพัฒนาฝีมือ ในไม่ช้าสิ่งที่เราคิดว่ายาก สุดท้ายกลับกลายเป็นสิ่งที่ง่าย ซึ่งความสำเร็จที่ได้รับสามารถสรรค์สร้างได้ด้วยสองมือของมนุษย์อย่างเราๆ นี่เอง

สำหรับท่านใดที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณรัชฏะ ประวัติ หรือ คุณอาร์ต ที่หมายเลขโทรศัพท์ (087) 117-4307 คุณภานุวัฒน์ ห้วยเรไร อยู่บ้านเลขที่ 6 หมู่ที่ 4 ตำบลศีรษะทอง อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เป็นผู้ที่มีความชื่นชอบในการเลี้ยงปลา จึงได้สนใจที่อยากจะเพาะพันธุ์ปลาแรดเป็นอาชีพ ด้วยสมัยยังเป็นเด็กค่อนข้างมีความชอบในเรื่องของการเลี้ยงปลา ทำให้ได้มีโอกาสมาทำอาชีพทางด้านนี้ จึงทำให้สิ่งที่รักและชอบสร้างความสำเร็จให้กับเขาได้เป็นอย่างดี