เอกชนรับซื้อไหมสุก ทางเลือกใหม่ของเกษตรกรผู้ปลูกหม่อน

เคยนำเสนอเรื่องการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อขายตัวไหมสุกไปแล้ว หลายคนอาจสงสัยว่าบริษัทที่รับซื้ออยู่ที่ไหน ดำเนินการกันอย่างไร และเขานำไปทำอะไรต่อ วันนี้จะได้เล่าในรายละเอียด

บริษัทเอกชนที่จังหวัดพะเยาจับมือศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ น่าน ส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงไหมขายตัวเป็นๆ โดยรับซื้อไปเดินเส้นไหมเองส่งออกไปขายที่ประเทศเกาหลี ซึ่งความต้องการของตลาดยังมีอีกมาก

คุณสุมิตร ฮาวบุญมี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท NTGS จำกัด ตั้งโรงงานอยู่ที่ตำบลทุ่งรวงทอง อำเภอจุน จังหวัดพะเยา กล่าวว่า บริษัทจัดตั้งได้ยังไม่นานนัก ก่อนหน้านี้เป็นวิสาหกิจชุมชนเล็กๆ ทำงานเกี่ยวกับแผ่นใยไหม มีการไปแสดงสินค้าตามงานต่างๆ มีลูกค้าชาวต่างประเทศเข้ามาติดต่อโดยเฉพาะลูกค้าชาวเกาหลี เห็นว่าธุรกิจตัวนี้มีช่องทางที่จะเป็นไปได้

จึงมาศึกษาพื้นที่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในจังหวัดพะเยาและเชียงราย ซึ่งเกษตรกรทำเป็นอาชีพดั้งเดิมอยู่ก่อนนี้แล้วมากพอสมควร ประกอบกับประสานข้อมูลกับศูนย์วิจัยหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ น่าน จะเป็นผู้สนับสนุนทางวิชาการและผลิตไข่ไหมป้อนให้กับเกษตรกรในระยะแรก เห็นว่าสามารถที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงแล้วส่งต่อให้กับบริษัทเดินเส้นและดำเนินการทางการตลาดต่อ

จึงเริ่มต้นในการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ได้ขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น โดยเกษตรกรในจังหวัดเชียงรายและพะเยา เดิมมีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมหลายพันครอบครัว แต่มีปัญหาเรื่องต่างๆ รวมถึงตลาดที่จะรับซื้อ ทำให้เกษตรกรเลิกเลี้ยง การดำเนินธุรกิจของบริษัทถือว่าเป็นเรื่องใหม่ เพราะแต่เดิมเกษตรกรจะเลี้ยงไหมเพื่อสาวเส้น ทั้งสาวเองหรือขายรังไหม การเลี้ยงไหมที่บริษัทดำเนินการนั้นเกษตรกรจะเลี้ยงถึงแค่ไหมสุก (หมายถึง ตัวไหมแก่พร้อมที่จะพ่นใยทำรัง) บริษัทจะรับซื้อมาดูแลเพื่อให้หนอนไหมได้ชักใยในแบบที่บริษัทกำหนด

จะไม่ใช่การสร้างรังในรูปแบบเดิมๆ เกษตรกรใช้เวลาน้อยลง ลดเวลาในการเลี้ยงลงครึ่งหนึ่ง ความยุ่งยากน้อยลง ได้รับผลตอบแทนเร็วขึ้น สามารถเพิ่มรอบการเลี้ยงได้มากขึ้นตามไปด้วย โดยปกติการเลี้ยงไหมเพื่อสาวไหมจะเลี้ยงได้ 1 แผ่น ต่อ 1 คน แต่การเลี้ยงเพื่อขายไหมสุก จะเลี้ยงได้ 5-6 แผ่น ต่อคน การเลี้ยงเพื่อสาวเส้นไหมส่วนใหญ่จะเป็นคนรุ่นเก่า เพราะใช้เวลามากและมีความยุ่งยากในการเลี้ยงมากกว่า ปัจจุบันคนรุ่นใหม่เริ่มเข้ามาเลี้ยงเพิ่มขึ้น เนื่องจากไม่มีความยุ่งยาก และสามารถเลี้ยงได้ในปริมาณที่เพิ่มขึ้น แน่นอนว่าผลตอบแทนก็เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน

ผู้จัดการทั่วไป บริษัท NTGS จำกัด เล่าว่า การดำเนินงานส่งเสริมและขั้นตอนการเลี้ยงคือ จะรับสมัครเกษตรกรที่จะเลี้ยงในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกันเพื่อง่ายต่อการบริหารจัดการ ที่สำคัญเกษตรกรจะต้องมีแปลงหม่อนเพื่อเป็นอาหารให้กับหนอนไหม มีโรงเรือนที่ปิดมิดชิดสามารถป้องกันศัตรูของหนอนไหม เช่น จิ้งจก ตุ๊กแก มด ลม ฝน เป็นต้น สำหรับแผ่นไข่ไหม ทางศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ น่าน จะเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายให้กับเกษตรกรในราคาที่เกือบจะเป็นการให้ฟรี คือแผ่นละ 10 บาท ซึ่งจริงๆ ต้นทุนการผลิตอยู่ในระดับหลักร้อยบาทขึ้น โดยเกษตรกรที่จะปลูกจะต้องรวมกลุ่มกันเลี้ยงเพื่อให้ได้ปริมาณมากพอที่บริษัทจะรับซื้อไปเดินเส้นไหม และเวลาเดียวกัน โดยจะมีตัวแทนในหมู่บ้านที่มีความชำนาญในการคัดตัวหนอนไหมที่ดี เพราะแน่นอนว่าตัวหนอนไหมที่เกษตรกรผลิตได้จะมีทั้งได้คุณภาพและด้อยคุณภาพ

ไหมสุก หมายถึง หนอนไหมที่เจริญเติบโตเต็มที่และเริ่มจะชักใยทำรัง ไหมสุกมีลักษณะดังนี้ จะเริ่มหยุดกินอาหารและไต่ขึ้นบนหรือออกนอกกลุ่ม ผนังลำตัวเริ่มบางใส มูลที่ถ่ายออกมาจะมีสีน้ำตาลมากกว่าสีเขียวคล้ำ ชูส่วนหัวส่ายไปมา และเคลื่อนไหวมาก เมื่อพบหนอนดังกล่าวมักจะเป็นวัย 5 วันที่ 8 ก็ต้องเก็บหนอนไหมเหล่านี้ จากนั้นทางบริษัทจะส่งรถไปรับมาที่โรงงานเพื่อนำหนอนไหมมาเดินเส้นใย ซึ่งจะใช้เวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง และผลิตเป็นแผ่นใยไหมจนถึงกระบวนการส่งออกไปให้ลูกค้าในต่างประเทศ ทั้งนี้

จะมีการวางแผนร่วมกันระหว่างศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ น่าน และบริษัท เพิ่มการผลิตไข่ไหมและการสุกของไหมที่จะเวียนมาเข้าโรงงานเพื่อการผลิตเส้นไหมจะได้ไม่ขาดช่วง การเดินเส้นไหมจะเดินในเฟรม ขนาด กว้าง 1.5 ยาว 4.0 เมตร โดย 1 เฟรม จะใช้ตัวหนอนไหมสุก ประมาณ 5 กิโลกรัม แผ่นใยไหมที่ได้จะส่งออกไปยังประเทศเกาหลี โดยเกาหลีจะนำไปผลิตเป็นเครื่องสำอาง เพราะในเส้นใยไหมจะอุดมไปด้วย เซริซิน ไฟเบอร์อิน ในขณะนี้ตลาดต่างประเทศมีความต้องการ ไทยเรายังผลิตให้ไม่พอกับความต้องการ สามารถขยายการปลูกได้อีก

สนใจรายละเอียดอยากจะเลี้ยงไหมเพื่อขายตัวไหมสุก ติดต่อได้ที่ บริษัท NTGS จำกัด ตำบลทุ่งรวงทอง อำเภอจุน จังหวัดพะเยา หมายเลขโทรศัพท์ รมว.แรงงาน เปิดงานกิจกรรมถ่ายทอดสดการเฉลิมฉลองครบ 100 ปี การก่อตั้งไอแอลโอซึ่งไทยเป็น 1 ใน 24 ประเทศไทยสมาชิกที่ได้รับเกียรติให้เข้าร่วมกิจกรรมถ่ายทอดสดผ่านทางเฟสบุ๊คกระทรวงแรงงานและไอแอลโอ ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยและไอแอลโอ ลงนามบันทึกความเข้าใจขับเคลื่อนแผนงานระดับชาติว่าด้วยงานที่มีคุณค่า ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2562 พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นประธานกล่าวเปิดงานกิจกรรมถ่ายทอดสดเนื่องในโอกาสการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี การก่อตั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ณ ห้องประชุมจอมพล ป.พิบูลสงคราม ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงานโดยกล่าวว่า ประเทศไทยเป็น 1 ใน 42 ประเทศสมาชิกก่อตั้ง ILO ซึ่งเป็นผลจากการร่วมลงนามในสนธิสัญญาแวร์ซาย ตามพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธฯ

พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 เมื่อปี พ.ศ.2462 ตลอดระยะเวลา 100 ปี ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความสัมพันธ์อันดีและเป็นหุ้นส่วนของการพัฒนามิติด้านแรงงานอย่างใกล้ชิดกับ ILO ในการส่งเสริมความยุติธรรมทางสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงาน และส่งเสริมการเจรจาทางสังคม ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 24 ประเทศสมาชิก ILO ที่ได้รับเกียรติให้เข้าร่วมกิจกรรมการถ่ายทอดสดการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี การก่อตั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ผ่านทางเฟสบุ๊คของกระทรวงแรงงานและไอแอลโอ

พล.ต.อ.อดุลย์ฯ กล่าวต่อว่า การจัดงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงความสัมพันธ์อันดีและร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ในการส่งเสริมความยุติธรรมทางสังคม ส่งเสริมการยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงาน ส่งเสริมการเจรจาทางสังคมเพื่อยกระดับมาตรฐานแรงงานสร้างงานที่มีคุณค่า โดยการขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างเข้มแข็ง โดยกิจกรรมที่น่าสนใจภายในงาน ได้แก่ สารแสดงความยินดีจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา นายกรัฐมนตรี การจัดทำและเผยแพร่หนังสือประวัติศาสตร์ 100 ปี ความสัมพันธ์ไทย และILO การจัดทำตราไปรษณียากรที่ระลึกเพื่อจำหน่าย และกิจกรรมไฮไลท์ของงาน คือ การเปิดตัวแผนงานระดับชาติว่าด้วยงานที่มีคุณค่า (Decent Work Coutry Program:DWCP) ซึ่งเป็นแผนฉบับแรกของประเทศไทย โดยจะจัดให้มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างผู้แทนกระทรวงแรงงานองค์กรนายจ้าง องค์กรลูกจ้าง และ ILO

โดยในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานได้ดำเนินการให้สัตยาบันกับไอแอลโอแล้วจำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ 1)ฉบับที่ 187 ว่าด้วยกรอบเชิงส่งเสริมการดำเนินงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ค.ศ.2006 2) ฉบับที่ 111 ว่าด้วยการเลือกปฏิบัติในการจ้างงานและอาชีพ ค.ศ.1958 3) ฉบับที่ 29 ว่าด้วยการเกณฑ์แรงงานหรือแรงงานบังคับ ค.ศ.1930และ 4) ฉบับที่ 29 ว่าด้วยการเกณฑ์แรงงานหรือแรงงานบังคับ ค.ศ.1930 นอกจากนี้ยังมีโครงการความร่วมมือต่างๆ มากมาย อาทิ โครงการสิทธิจากเรือสู่ฝั่ง โครงการความปลอดภัยและยุติธรรม : สิทธิและโอกาสของแรงงานต่างด้าวสตรีในภูมิภาคอาเซียน โครงการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติโครงการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชีย และการสำรวจการทำงานของเด็กในประเทศไทย ปี พ.ศ.2561

คุณปรีชา ชะเอม เกษตรกรชาวจังหวัดชัยนาท เป็นเกษตรกรที่เลี้ยงปลากระชังอยู่เหนือจากเขื่อนเจ้าพระยา จะมาแนะนำเทคนิคการเลี้ยงปลาสังกะวาด บอกว่า จะหาช้อนลูกปลาตามแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อใส่ลงในกระชังและบางส่วนติดต่อหาซื้อลูกปลาสังกะวาดจากพ่อค้าทางภาคอีสานและภาคเหนือ เพื่อนำมาเลี้ยงให้เป็นปลาไซซ์ใหญ่แล้วส่งขาย

“พอเราได้ลูกปลามาจากพ่อค้า เป็นลูกปลาไซซ์ประมาณ 2-3 นิ้ว ก็เอามาใส่เลี้ยงในกระชังที่เราเตรียมไว้ ขนาด 5×5 เมตร ความลึกประมาณ 3 เมตร เอาลูกปลาสังกะวาดปล่อยประมาณ 20,000 ตัว ต่อกระชัง ก็เลี้ยงแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งจับ ไม่ต้องย้ายกระชังอะไรอีก” คุณปรีชา บอกถึงขนาดของกระชังที่ใช้เลี้ยง

อาหารที่ให้ลูกปลาสังกะวาดกินในระยะแรก จะเป็นอาหารเม็ดเล็ก ที่มีเปอร์เซ็นต์โปรตีนประมาณ 40 ให้กินประมาณ 1-2 เดือน เมื่อเห็นว่าปลาเริ่มมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น จึงเปลี่ยนเป็นอาหารที่มีขนาดเม็ดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม และจำนวนของเปอร์เซ็นต์โปรตีนลดลง ให้อยู่ที่ 30 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเป็นการลดต้นทุน ซึ่งอาหารจะให้กิน วันละ 2 มื้อ คือช่วงเช้าและเย็น

“เราจะให้อาหารกินวันละ 3 มื้อ ก็ได้ พูดถึงมันกินไหมมันกิน แต่ไม่ดี ต้องให้อย่างเหมาะสม เรียกว่ามันกินเรื่อยๆ จนอิ่มตายก็มี จนท้องพอง บางทีมันก็ไม่หยุดกิน อาหารเราก็เลี้ยงวันละ 2 มื้อ นี่แหละเหมาะสม พอถึงหน้าที่มีแมลงชีปะขาวบินมาลงในกระชัง อันนี้ถือว่าเป็นของขวัญจากธรรมชาติเลย เป็นแหล่งโปรตีนที่ดีมาก เราก็เอาให้มันกินได้ ก็ถือว่าประหยัดต้นทุนได้อีกหน่อย” คุณปรีชา อธิบายถึงขั้นตอนการให้อาหาร

ส่วนเรื่องโรคของปลาสังกะวาด คุณปรีชา บอกว่า ยังไม่เจออาการของโรคที่ทำให้ปลาตายในจำนวนที่มากๆ แต่เรื่องการตายของปลาที่อ่อนแอพอมีอยู่บ้างเป็นธรรมดา แต่ช่วงที่มีน้ำไหลมามากในฤดูฝน คุณปรีชาจะให้อาหารน้อยลง เพราะปลาจะไม่ค่อยกินอาหารเหมือนช่วงฤดูอื่น

ปลาสังกะวาด ใช้เวลาเลี้ยงทั้งหมดจนขายได้ ประมาณ 7 เดือน ซึ่งการทำตลาดนั้น คุณปรีชา บอกว่า จะมีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อถึงหน้าฟาร์ม เป็นหน้าใหม่บ้างหน้าเก่าบ้างสลับกันไป เพราะเขาจะรู้ว่าในย่านนี้เลี้ยงปลาอะไรบ้าง พอถึงช่วงที่ปลาโตก็จะมาติดต่อขอซื้อทันที

“พอปลาอายุได้ประมาณ 7 เดือน เราก็จะเตรียมขาย ขนาดไซซ์ก็ประมาณ 20 ตัวโล ซึ่งเวลาที่เขามาซื้อก็เอาหมดยกกระชังเลย ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 115 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับสมัยก่อนที่เลี้ยงแรกๆ ราคากิโลกรัมละ 70 บาทเอง เทียบกับราคาปัจจุบันนี้ถือว่าดีกว่ามาก ราคายังไม่มีตก เป็นปลาที่นิยมมากทางภาคอีสาน” คุณปรีชา บอกถึงเรื่องราคา

สำหรับท่านใดที่สนใจเรื่องการเลี้ยงปลาในกระชัง ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณปรีชา ชะเอม ที่หมายเลขโทรศัพท์เมื่อวันที่ 11 เมษายน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำ หนดตำรับยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ ที่ให้เสพเพื่อรักษาโรคหรือการศึกษาวิจัยได้ พ.ศ. 2562 ความว่า

“คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม” เป็นผู้จุดประกายความคิดให้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ออกกฎกระทรวงเพื่อเพิ่มทรัพย์สินอื่นมาเป็นหลักประกัน กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงเปิดเวทีประชาพิจารณ์ รับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม สหกรณ์สวนป่าภาคเอกชน กรมป่าไม้ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ สมาคมธนาคารไทยและธนาคารรัฐ เช่น ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน SME Bank ปรากฏว่า ทุกหน่วยงานต่างสนับสนุนแนวคิดเรื่องการใช้ไม้มีค่าเป็นสินทรัพย์หลักประกันทางธุรกิจ เพราะนโยบายนี้สร้างผลดีต่อประเทศชาติ รวมทั้งภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงได้นำไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าสูงมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ โดยการออกเป็นกฎกระทรวง ตามมาตรา 8 (6) แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 เพื่อเปิดทางให้ใช้ไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น ต้นไม้ตามบัญชีท้ายกฎหมายว่าด้วยสวนป่าสามารถนำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ได้รับความสะดวกและมีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนในการประกอบธุรกิจมากยิ่งขึ้นแล้ว

นโยบายดังกล่าว สร้างแรงจูงใจให้คนไทยหันมาปลูกไม้ยืนต้นในที่ดินกรรมสิทธิ์เพื่อการออม ช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้วยังส่งผลดีทำให้ประเทศไทยมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มมากขึ้นในระยะยาว ประชาชนยังสามารถใช้ประโยชน์จากต้นไม้ระหว่างการปลูก โดยใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจเพื่อกู้ยืมเงินกับสถาบันการเงินได้อีกด้วย ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมก่อสร้าง และอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ จะมีไม้จากป่าปลูกจำนวนมากใช้เป็นวัตถุดิบแปรรูปในอนาคต

58 พันธุ์ไม้มีค่า
สำหรับไม้ยืนต้นที่กำหนดตามบัญชีท้ายกฎหมายว่าด้วยสวนป่า จำนวน 58 ชนิด ประกอบด้วย

ไม้สัก พะยูง ชิงชัน กระซิก กระพี้เขาควาย สาธร แดง ประดู่ป่า ประดู่บ้าน มะค่าโมง มะค่าแต้ เคี่ยม เคี่ยมคะนอง เต็ง รัง พะยอม ตะเคียนทอง ตะเคียนหิน ตะเคียนชันตาแมว ไม้สกุลยาง (ไม่รวมยางพารา) สะเดา สะเดาเทียม ตะกู ยมหิน ยมหอม นางพญาเสือโคร่ง นนทรี สัตบรรณ ตีนเป็ดทะเล พฤกษ์ ปีบ ตะแบกนา เสลา อินทนิลน้ำ ตะแบกเลือด นากบุด

ไม้สกุลจำปี (จำปีสิรินธร จำปีป่า จำปีถิ่นไทย จำปีดง จำปีแขก จำปีเพชร ) แคนา กัลปพฤกษ์ ราชพฤกษ์ สุพรรณิการ์ เหลืองปรีดียาธร มะหาด มะขามป้อม หว้า จามจุรี พลับพลา กันเกรา กะทังใบใหญ่ หลุมพอ กฤษณา ไม้หอม เทพทาโร ฝาง ไผ่ทุกชนิด ไม้สกุลมะม่วง ไม้สกุลทุเรียน และมะขาม

การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 ครั้ง ที่ 5/2561 ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2561 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทรัพย์สินอื่นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. … ตามข้อเสนอของกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดทางให้ประชาชนสามารถนำไม้ยืนต้น เช่น ไผ่ มะม่วง ทุเรียน มะขาม ไม้ยาง มะขามป้อม ไม้สัก ไม้พะยูง ฯลฯ ที่ขึ้นทะเบียนปลูกกับหน่วยงานภาครัฐ นำมาใช้ค้ำประกันธุรกิจได้ในอนาคต

ปัจจุบัน กระทรวงพาณิชย์ กำลังเร่งส่งร่างกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว ไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาและนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีอีกครั้งในเร็วๆ นี้ หากใครอยากนำไม้ยืนต้นมาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ ขอให้อดใจรออีกสักหน่อย

รู้จักลักษณะเด่นของพันธุ์ไม้แต่ละชนิด
ต้นกระซิก

ชื่ออื่นๆ ซิก สรี้ ครี้ ประดู่ชิงชัน ดู่สะแตน เก็ดแดง อีเม็ง พยุงแกลบ กระซิบ หมากพลูตั๊กแตน“กระซิก” เป็นต้นไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดสตูล ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ คือ ตอนต้นเล็กๆ ถูกจัดเป็นไม้รอเลื้อย ลำต้นมีหนามเล็กๆ เปลือกสีเทา แต่พอโตขึ้นมีกิ่งก้านแข็งแรง สูงใหญ่ มีดอกเล็กๆ กลิ่นหอมออกปลายกิ่ง ง่ามใบใกล้ยอด ดอกออกประมาณเดือนมีนาคมถึงสิงหาคม มีผลเป็นฝักแบนๆ มีเมล็ดขยายพันธุ์ได้ ชอบอยู่ป่าโปร่งริมห้วย ริมลำธาร ใกล้ทะเลทางภาคใต้ ต้นกระพี้เขาควาย

ชื่ออื่นกระพี้ (ภาคกลาง) กำพี้ (เพชรบูรณ์) จักจั่น เวียด (เงี้ยว เชียงใหม่) อีเม็งใบมน (อุดรธานี) เก็ดดำ อีเฒ่า เก็ดเขาควาย (ภาคเหนือ) แดงดง (เลย)

เป็นไม้ยืนต้นที่มีขนาดปานกลางจนถึงใหญ่โดยทั่วไปความสูงอยู่ที่ 10-25 เมตร พบขึ้นทั่วไปในป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรังซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1,000 เมตร แต่ในปัจจุบันไม้ชนิดนี้ไม่ค่อยมีให้เห็นทั่วๆไป เพราะการกระจายพันธุ์ค่อนข้างน้อยโดยส่วนใหญ่จะพบที่ภาคเหนือและอีสานตอนบนหรือแถบตะวันตกติดพม่าเท่านั้น

ต้นกันเกรา

ต้นกันเกรามีชื่อเรียกอื่นว่า มันปลา ตำเสา มะซูไม้ต้น ภาคกลางเรียก กันเกรา ภาคใต้เรียก ตำแสง หรือตำเสา ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียก มันปลา เนื่องจาก ลักษณะของดอก เหมือนกับไขมันของปลา

กันเกราเป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ ขึ้นโดยทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย ในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายนจะออกดอกเป็น ช่อสีเหลือง มีกลิ่นหอมขจรขจาย มักพบต้นกันเกราเติบโตทั่วไปในป่าเบญจพรรณชื้น และตามที่ต่ำ ที่ชื้นแฉะใกล้น้ำ ทั่วทุกภาคของประเทศไทยออกดอก เมษายน – มิถุนายน เป็นผล มิถุนายน – กรกฎาคม ขยายพันธุ์โดยเมล็ด

กันเกรา สวยงามและกลิ่นหอมไม่เหมือนใคร จัดอยู่ในกลุ่มไม้มงคล 1 ใน 9 ชนิด เช่นเดียวกับราชพฤกษ์ ขนุน ชัยพฤกษ์ ทองหลาง ไผ่สีสุก ทรงบาดาล สัก และพะยูง ที่คนนิยมนำมาใช้ในพิธีกรรมเมื่อเวลาก่อสร้างบ้านเรือนให้เป็นสิริมงคล นอกจากนั่นคนอีสานยังนำมาบูชาพระโดยเฉพาะเมื่อเวลางานบุญบวชนาคช่วงเดือนพฤษภาคมหรือเดือน 6 ของทุกปี

การใช้ประโยชน์ เนื้อไม้สีเหลืองอ่อน เสี้ยนตรง เนื้อละเอียด เหนียว แข็ง ทนทาน ใช้ในการก่อสร้าง นิยมใช้ทำเสาเรือน แก่นมีรสฝาดใช้เข้ายาบำรุงธาตุ แน่นหน้าอก เปลือกใช้บำรุงโลหิต ผิวหนังพุพอง ปลูกเป็นไม้ประดับ ลักษณะลำต้นที่สวยงามทั้งลวดลายของเปลือกและเนื้อไม้ เหมาะแก่การนำไปใช้ประโยชน์ทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้ต่าง ๆ มีน้ำมันหอมระเหยที่เปลือก

ไม้แดง

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า แดง (ทั่วไป), จะลาน จาลาน ตะกร้อม สะกรอม (จันทบุรี), เพ้ย (ตาก), ปราน (สุรินทร์), ไปร (ศรีษะเกษ), กร้อม (นครราชสีมา), ผ้าน (เชียงใหม่), คว้าย (เชียงใหม่, กาญจนบุรี), ไคว เพร่ (แพร่, แม่ฮ่องสอน), เพ้ย (กะเหรี่ยง-ตาก) เป็นต้น

ไม้แดง เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลำต้นตรง สีเขียวอมแดง เปลือกเรียบ สีเทาอมแดง ตกสะเก็ดออกเป็นแผ่นกลมบางๆ รอบลำต้นเมื่อสับเปลือกทิ้งไว้จะได้ชันสีแดง ยอดอ่อนมีขนสีเหลืองปกคลุม ใบ เป็นช่อแบบขนนกสองชั้น ปลายใบแหลมมน ดอกสีเหลือง ขนาดเล็กขึ้นอัดกันแน่นบนช่อกลมเดี่ยวๆ หรือแตกกิ่งก้าน หรือขึ้นเป็นกลุ่มๆ ดอกจะออกราวเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม แล้วเป็นฝัก ฝักจะแก่ประมาณเดือนตุลาคม – ธันวาคม ผลเป็นฝักแบน รูปขอบขนานเรียวและโค้งงอมีส่วนปลาย ฝักแข็งยาวประมาณ 7 – 10 เซนติเมตร สีน้ำตาลอมเทา

ลักษณะเนื้อไม้สีแดงเรื่อๆ หรือสีน้ำตาลอมแดง เนื้อละเอียดพอประมาณ แข็ง เหนียว ทนทานมาก เลื่อย ไสกบ ตกแต่งได้เรียบร้อย ขัดชักเงาได้ดี ไม้แดง จัดเป็นไม้ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ นิยมนำมาใช้งานกันอย่างกว้างขวาง ไม้แดงมีความทนทานสูงมาก นำไปใช้งานกลางแจ้งได้ดี แต่ส่วนใหญ่นิยมนำไม้แดงไปใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน ทำเป็นพื้นบ้าน เครื่องมือทางเกษตร และทำเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังนิยมนำไม้แดงไปใช้ในการทำปาร์เก้ได้รับความนิยมรองจากไม้สักปาร์เก้ ใช้ทำเสา รอดตง ขื่อ ฝา ทำกระดานข้างเรือ เรือใบ เรือสำเภา คราด ครก สาก กระเดื่อง ส่วนต่างๆ ของเกวียน ทำสะพาน หมอนรางรถไฟ ด้ามเครื่องมือต่างๆ แกะสลักก็ได้ ประโยชน์ของไม้แดงทางสมุนไพร เช่น ใช้ผสมยาแก้ทางโลหิต และโรคกษัย แก้พิษ โลหิต และอาการปวดอักเสบของฝีต่างๆ เปลือกมีรสฝาดใช้สมานธาตุ ดอกผสมยาแก้ไข บำรุงหัวใจ เมล็ดรับประทานได้

ไม้ชิงชัน

ชื่ออื่นๆ ดูสะแตน เก็ดแดง อีเม็ง พะยูงแกลบ กะซิบ หมากพลูตั๊กแตน ประดู่ชิงชัน

เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ประเภทไม้ผลัดใบที่อยู่ในวงศ์ Leguminosae ชนิดหนึ่ง อยู่ในวงศ์เดียวกับไม้ประดู่ ต้นชิงชันขยายพันธุ์โดยเมล็ด แพร่กระจายพันธุ์ตามป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณทั่วไปยกเว้นเฉพาะทางภาคใต้เท่านั้นที่ไม่สามารถแพร่กระจายพันธุ์ได้ ไม้ชิงชันเป็นไม้กลางแจ้ง สามารถขึ้นได้ดีในดินทุกประเภท ต้องการน้ำเพียงปานกลาง

ไม้ชิงชัน แข็งและเหนียว เนื้อไม้สวยงามมาก จึงนิยมใช้เป็นเครื่องเรือน เครื่องดนตรีต่าง และมีประโยชน์ด้านสมุนไพร