เอสซีจีดินหน้าแก้ปัญหาขยะในทะเล ส่งมอบทุ่นกักขยะลอยน้ำ

กรุงเทพฯ – 22 สิงหาคม 2562 : ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี โดย นายชลณัฐ ญาณารณพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ส่งมอบทุ่นกักขยะลอยน้ำจำนวน 20 ชุด ให้กับ นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) นำไปขยายผลติดตั้งร่วมกับทุ่นของ ทช. ณ บริเวณปากแม่น้ำและลำคลองสาขา พร้อมนำร่องในพื้นที่ 13 จังหวัด เพื่อลดปริมาณขยะไหลลงสู่ทะเล คาดว่าจะช่วยกักขยะได้ 30 ตัน ภายใน 6 เดือน ล่าสุด เอสซีจีเปิดตัวต้นแบบ “หุ่นยนต์เก็บขยะลอยน้ำ 4.0” ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติเพื่อเก็บขยะในบริเวณที่น้ำนิ่ง หรือบริเวณที่ทุ่นเข้าไม่ถึง

ทุ่นกักขยะลอยน้ำ โดยความร่วมมือระหว่างธุรกิจเคมิคอลส์เอสซีจี และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้รับการพัฒนาขึ้นสำหรับติดตั้งบริเวณปากแม่น้ำและลำคลองสาขา โดยออกแบบให้มีกลไกฝาเปิดปิดที่อาศัยหลักการไหลของน้ำและแรงดันช่วยกักขยะลอยน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ขยะที่กักได้ไม่หลุดลอยออกนอกทุ่นตามอิทธิพลน้ำขึ้นน้ำลง ซึ่งธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี และ ทช. ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ “พัฒนาอุปกรณ์ติดทุ่นกักขยะลอยน้ำสำหรับติดตั้งในบริเวณปากแม่น้ำและลำคลองสาขา” เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา โดยได้ทดลองติดตั้งทุ่นกักขยะแล้ว 5 จุด ณ บริเวณปากแม่น้ำระยอง และคลองในจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งได้ผลเป็นที่พอใจสามารถรวบรวมและกักขยะลอยน้ำได้เฉลี่ย 7.7 กิโลกรัม/วัน/ชุด โดยจะขยายผลติดตั้งทุ่นกักขยะอีก 20 จุด ใน 13 จังหวัดนำร่อง

นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาขยะทะเล จำเป็นต้องจัดการขยะอย่างเป็นระบบทั้งบนบกและในทะเล ควบคู่กับการลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งและพลาสติกที่ไม่จำเป็นลงให้ได้ เพราะขยะที่ไหลลงสู่ทะเลเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายทรัพยากรทางทะเล สัตว์ทะเล และระบบนิเวศทางทะเลที่สมบูรณ์ ซึ่งกลายเป็นวิกฤตสำคัญของไทยที่ต้องแก้ไขให้ได้ทั้งระบบอย่างจริงจัง ซึ่งลูกพะยูน “มาเรียม” กลายเป็นแรงกระตุ้นจิตสำนึกของคนให้เห็นภัยของขยะพลาสติกต่อชีวิตสัตว์ทะเลหายากมากขึ้น เนื่องจากไทยมีขยะพลาสติกมากกว่า 2 ล้านตัน ต่อปี ดังนั้น พลาสติกที่ไม่จำเป็น เมื่อใช้แล้วต้องทิ้งให้ถูกที่ แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้ผ่านระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือหลักการ 3R ซึ่งความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ดังเช่น ความร่วมมือระหว่างกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับเอสซีจี ในการพัฒนาทุ่นดักขยะร่วมกัน รวมทั้งบทบาทการเป็นผู้นำของไทยในฐานะประธานอาเซียน ปี พ.ศ. 2562 ในการจัดการปัญหาขยะทะเลในอาเซียน ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันเพื่อลดปัญหาขยะทะเลในระดับภูมิภาคอาเซียนและระดับโลก

ด้าน นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า “โครงการพัฒนาอุปกรณ์ติดทุ่นกักขยะลอยน้ำสำหรับติดตั้งในบริเวณปากแม่น้ำและลำคลองสาขา เกิดจากความมุ่งมั่นของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และเอสซีจี ที่จะร่วมกันลดปัญหาขยะในทะเล โดยขยะส่วนใหญ่ไหลผ่านชุมชนมาตามแม่น้ำลำคลองและไหลลงสู่ทะเล ซึ่งจากการสำรวจของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พบว่าประเทศไทยมีแม่น้ำลำคลองที่เชื่อมต่อกับทะเลจำนวนกว่า 500 สาย เอสซีจี และ ทช. จึงร่วมกันพัฒนาอุปกรณ์สำหรับติดทุ่นกักขยะลอยน้ำของ ทช. โดยมีกลไกฝาเปิดปิดที่อาศัยหลักการไหลของน้ำและแรงดัน ช่วยกักเก็บขยะได้โดยไม่ไหลย้อนกลับจากการเปลี่ยนทิศทางกระแสน้ำและอิทธิพลน้ำขึ้นน้ำลง ซึ่งทุ่นที่ได้รับมอบจากเอสซีจี จำนวน 20 ชุดนี้ จะนำไปติดตั้งในพื้นที่ 13 จังหวัดชายทะเล ได้แก่ ระยอง ฉะเชิงเทรา สมุทรสงคราม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี สงขลา นครศรีธรรมราช ปัตตานี พังงา ภูเก็ต สตูล และระนอง คาดว่าจะสามารถช่วยลดปริมาณขยะลงสู่ทะเลได้อย่างน้อย 30 ตันภายใน 6 เดือน ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการจัดการเพื่อช่วยลดปริมาณขยะที่จะไหลลงสู่ทะเล ลดผลกระทบที่จะเกิดต่อระบบนิเวศทางทะเลและสัตว์ทะเลหายาก”

นายชลณัฐ ญาณารณพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กล่าวว่า “เอสซีจีตระหนักถึงปัญหาขยะในทะเล ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากขยะในแม่น้ำลำคลองไหลสู่ทะเล ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตทางทะเล โดยความร่วมมือระหว่าง ทช. และ เอสซีจีในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญที่ได้นำนวัตกรรมมาช่วยแก้ไขปัญหาขยะในแหล่งน้ำ สำหรับ “ทุ่นกักขยะลอยน้ำ” ที่เอสซีจีได้ส่งมอบให้กับ ทช. จำนวน 20 ชุด ในครั้งนี้ ทาง ทช. จะนำไปวางบริเวณปากแม่น้ำและลำคลองสาขา รวม 20 จุด ในพี้นที่ 13 จังหวัดนำร่อง เช่น เพชรบุรี ระยอง สมุทรสงคราม นครศรีธรรมราช พังงา ภูเก็ต เป็นต้น ทั้งนี้ ทุ่นกักขยะลอยน้ำจะอยู่ในการดูแลของ ทช. โดยเอสซีจี จะร่วมติดตามผล และศึกษาการจัดการขยะที่เก็บได้จากแหล่งน้ำ เพื่อนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และป้องกันไม่ให้กลับสู่แหล่งน้ำอีก”

“นอกจากนี้ เอสซีจียังได้นำความเชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์มาคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมต้นแบบ “หุ่นยนต์เก็บขยะลอยน้ำ 4.0” ซึ่งจะช่วยเก็บขยะในพื้นที่น้ำนิ่ง และพื้นที่ที่เข้าถึงลำบาก โดยได้นำระบบ ML (Machine Learning) และ IoT (Internet of Things) มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บขยะและช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังออกแบบให้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน คาดว่าจะแล้วเสร็จและพร้อมทดลองใช้ภายในปลายปี 2562 นี้” นายชลณัฐกล่าวทิ้งท้าย

จากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนแปรนโยบายเป็นเงิน เพิ่มรายได้ใส่กระเป๋าให้กับประชาชนในระดับฐานราก กรมส่งเสริมสหกรณ์และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ร่วมกันตีโจทย์และผนึกความร่วมมือในนามของโครงการไมซ์เพื่อชุมชน ดึงการสัมมนาและการจัดประชุมนิทรรศการจากห้องประชุม ออกไปศึกษาดูงานและเรียนรู้กิจกรรมในชุมชนต่างๆ โดยมีสหกรณ์เป็นศูนย์กลาง ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้บริการจัดกิจกรรมศึกษาดูงานและการสาธิตการผลิตสินค้า เพื่อผลักดันให้เกิดการร่วมมือกันระหว่างองค์กรต่างๆ กับสหกรณ์ และชาวบ้านในชุมชน นำไปสู่การร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ซึ่งจากปีแรกที่ดำเนินการในปี 2561 มีสหกรณ์เข้าร่วมโครงการ 35 แห่ง ส่งต่อความสำเร็จมาในปีที่ 2 มีสหกรณ์เข้าร่วม 50 สหกรณ์

นายพิเชษฐ์ วิริยะหาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือทีเส็บ ภายใต้โครงการไมซ์เพื่อชุมชน ปีที่ 2 ได้รับการตอบรับที่ดีจาก สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ ทำให้แต่ละสหกรณ์มุ่งมั่นที่จะพัฒนาสหกรณ์ตนเองให้ดียิ่งขึ้น เพื่อดึงดูดให้องค์กรและหน่วยงานต่างๆ แวะเวียนเข้ามายังสหกรณ์ เพื่อจัดกิจกรรมศึกษาดูงาน เรียนรู้กิจกรรมและเยี่ยมชมกระบวนการผลิตสินค้าของสหกรณ์ ซึ่งจะช่วยเผยแพร่งานด้านสหกรณ์และขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าของสหกรณ์ให้เป็นที่รู้จักกับอง ดังนั้น การที่สหกรณ์ ได้เข้าร่วมกับโครงการไมซ์เพื่อชุมชน นอกจากช่วยให้สมาชิกสหกรณ์มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าที่เป็นผลผลิตแล้ว ยังได้นำเสนอถึงชุมชนในพื้นที่ของสหกรณ์ที่มีความหลากหลายในเชิงอัตลักษณ์ ประเพณี วัฒนธรรมและความเป็นอยู่ด้วย ซึ่งจะทำให้มีหน่วยงานต่างๆ สนใจลงไปเยี่ยม ชมกิจกรรมของสหกรณ์และเสริมสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนได้เพิ่มมากขึ้น

ด้าน นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นปีที่ 2 มีสหกรณ์เข้าร่วมแล้ว 80 กว่าแห่ง ซึ่งแต่ละสหกรณ์ได้มีการพัฒนาและเตรียมความพร้อมในการรองรับการศึกษาดูงาน ทั้งในเรื่องห้องประชุม กิจกรรมสาธิต การนำเสนอสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ และหลายสหกรณ์มีจุดแข็งในเรื่องของวัฒนธรรม หรือความหลากหลายของกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น สหกรณ์ในตลาดคลองลัดมะยม แม้ไม่มีห้องสำหรับจัดประชุม แต่กิจกรรมของตลาดคือจุดขาย เป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจให้คนเข้าไปเรียนรู้ดูงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทางทีเส็บจะนำมาปรับให้เหมาะสมกับเป้าหมายของโครงการต่อไป รวมถึงจะขยายโครงการไปสู่จังหวัดที่เป็นเมืองรองด้วย เนื่องจากโครงการนี้เน้นการช่วยเหลือประชาชน สมาชิกสหกรณ์ หรือเกษตรกรในระดับฐานรากให้มีรายได้เพิ่ม ซึ่งในปีนี้ทีเส็บจะมีการทำประชาสัมพันธ์ไปยังองค์กรและหน่วยงานต่างๆ เพื่อเชิญชวนเข้าไปจัดกิจกรรมศึกษาดูงานในสหกรณ์ให้มากขึ้น

“ทีเส็บหวังว่าในปี 2562 นี้จะทำให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 33 ล้านคน และสร้างเงินหมุนเวียน ในการท่องเที่ยวประมาณ 117,301 ล้านบาท ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ให้กับสมาชิกสหสกรณ์ได้จริงตามนโยบายของรัฐบาล” นายจิรุตถ์ กล่าว

นายยงยุทธ์ ซื่อสัตย์ ประธานสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด จังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า ได้ร่วมงานกับไมซ์เพื่อชุมชนในปีแรกของโครงการ เห็นว่าโครงการนี้เป็นประโยชน์ และช่วยทำให้สหกรณ์จัดกิจกรรมการเรียนรู้ดูงานสำหรับผู้สนใจ ได้ดีขึ้นเป็นระบบมากขึ้น จากเดิมก็มีคนมาเยี่ยมสหกรณ์นี้มากอยู่แล้ว แต่เป็นเหมือนการแวะมาชม ชิม ช็อป แล้วเดินทางกลับ ไม่ได้มีกิจกรรมที่เป็นส่งเสริมเรื่องเรียนรู้และเกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งภายหลังจากที่ทีเส็บได้ให้คำแนะนำถึงวิธีในการจัดกิจกรรมศึกษาดูงานให้น่าสนใจ การถ่ายทอดความรู้ และการให้บริการแก่หน่วยงานต่างๆ ทำให้ในปีที่ผ่านมามีหน่วยงานเข้ามาดูงานมากขึ้นและประทับใจกับกิจกรรมของสหกรณ์ โดยสหกรณ์ได้มีการประสานกับหน่วยงานที่จะเข้ามาดูงาน เพื่อสอบถามถึงเรื่องที่สนใจจะมาเยี่ยมชม ทางสหกรณ์ก็จะจัดเตรียมสถานที่ กำหนดกิจกรรมและหาวิทยากรให้ตรงกับความต้องการของหน่วยงานนั้นๆ ทำให้เกิดความประทับใจ ทั้งแขกผู้มาเยือนและสหกรณ์ซึ่งเจ้าของบ้านที่ให้การต้อนรับ

“หลังจากเข้าร่วมโครงการไมซ์เพื่อชุมชนทำให้มีหน่วยงานเข้ามาดูงานที่สหกรณ์หุบกะพงเพิ่มมากขึ้น หลายหน่วยงานสนใจดูงานแตกต่างกันไป เช่น สนใจเรื่องการปลูกพืชผักสวนครัว การผลิตของใช้ในครัวเรือน หรือสนใจดูวิธีการจักสานผลิตภัณฑ์จากป่านศรนารายณ์ ทางสหกรณ์พาไปดูตั้งแต่การปลูกต้นป่านศรนารายณ์ การขูดเปลือกเพื่อให้เป็นเส้นป่าน การย้อมสี การถัก ไปจนถึงการขึ้นรูปเป็นกระเป๋าหรือหมวก และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งเมื่อมีคนให้ความสนใจมาเยี่ยมชมมากขึ้น ส่งผลทำให้สมาชิกก็มีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะชาวบ้านซึ่งเป็นผู้สูงอายุที่อยู่บ้านสามารถรับป่านไปถักเป็นเปียเพื่อมาจักสานเป็นกระเป๋าได้ ทำให้มีรายได้และมีความสุขเพิ่มมากขึ้น”

นายสันติ ขจรเวชไพศาล ประธานสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จังหวัดระยอง กล่าวว่า สมาชิกสหกรณ์มีโอกาสมีรายได้เพิ่มจากโครงการไมซ์เพื่อชุมชน เพราะสามารถนำผลผลิตที่มีในสวน ทั้งทุเรียน ผัก ผลไม้ และสินค้าแปรรูปที่ทำขึ้นเองและมีรสชาดดีเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนมาจำหน่ายกับผู้ที่มาศึกษาดูงานและเยี่ยมชมกิจกรรมของสหกรณ์ ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีโครงการนี้เข้ามา หน่วยงานที่จะมาดูงานที่สหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์ด้วยกันที่เดินทางมาจากจังหวัดต่างๆ ยังไม่ค่อยมีภาคเอกชน หรือบริษัทเข้ามามากนัก ดังนั้น การเข้าร่วมโครงการนี้จะเปิดโอกาสให้สหกรณ์ได้ต้อนรับผู้ที่จะเข้ามาศึกษาดูงาน โดยมีทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชน ซึ่งสหกรณ์จะปรับกิจกรรมการดูงานให้สอดคล้องกับที่หน่วยงานต้องการ และจะประชาสัมพันธ์ผ่านทางออนไลน์เพื่อให้คนได้รับทราบว่าทางสหกรณ์พร้อมให้การต้อนรับทุกหน่วยงานที่สนใจจะมาเยี่ยมชม ที่ผ่านมา มีความประทับใจที่ได้เข้าร่วมโครงการนี้ เพราะแม้ว่า จะไม่สามารถวัดได้ว่ารายได้ของสหกรณ์เพิ่มขึ้นหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับสมาชิกของเราสามารถจำหน่ายผลผลิตและสินค้าที่เขามีอยู่ ทำให้มีรายได้เพียงพอสำหรับเลี้ยงครอบครัว

ปัจจุบันโครงการไมซ์เพื่อชุมชน มี 5 เส้นทางนำร่อง คือ สหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด จังหวัดเพชรบุรี สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด จังหวัดสระบุรี สหกรณ์โคเนื้อมหาวิทยาลัยเกษตรกำแพงแสน จำกัด และสหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด จังหวัดนครปฐม สหกรณ์นิคมวังไทร จำกัด และสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นสหกรณ์ที่มีความพร้อมสำหรับการเป็นแหล่งศึกษาดูงาน จัดประชุมและการจัดกิจกรรมในชุมชน ให้กับหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ที่สนใจได้

แวะเวียนไปเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกับคนในชุมชนและสหกรณ์ เพื่อช่วยกันต่อยอดความคิด ชีวิตและวิถีชุมชนให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ภายใต้ความร่วมมือกันจากทุกภาคส่วนของโครงการไมซ์เพื่อชุมชน

จากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนแปรนโยบายเป็นเงิน เพิ่มรายได้ใส่กระเป๋าให้กับประชาชนในระดับฐานราก กรมส่งเสริมสหกรณ์และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ร่วมกันตีโจทย์และผนึกความร่วมมือในนามของโครงการไมซ์เพื่อชุมชน ดึงการสัมมนาและการจัดประชุมนิทรรศการจากห้องประชุม ออกไปศึกษาดูงานและเรียนรู้กิจกรรมในชุมชนต่างๆ โดยมีสหกรณ์เป็นศูนย์กลาง ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้บริการจัดกิจกรรมศึกษาดูงานและการสาธิตการผลิตสินค้า เพื่อผลักดันให้เกิดการร่วมมือกันระหว่างองค์กรต่างๆ กับสหกรณ์ และชาวบ้านในชุมชน นำไปสู่การร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ซึ่งจากปีแรกที่ดำเนินการในปี 2561 มีสหกรณ์เข้าร่วมโครงการ 35 แห่ง ส่งต่อความสำเร็จมาในปีที่ 2 มีสหกรณ์เข้าร่วม 50 สหกรณ์

นายพิเชษฐ์ วิริยะหาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือทีเส็บ ภายใต้โครงการไมซ์เพื่อชุมชน ปีที่ 2 ได้รับการตอบรับที่ดีจาก สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ ทำให้แต่ละสหกรณ์มุ่งมั่นที่จะพัฒนาสหกรณ์ตนเองให้ดียิ่งขึ้น เพื่อดึงดูดให้องค์กรและหน่วยงานต่างๆ แวะเวียนเข้ามายังสหกรณ์ เพื่อจัดกิจกรรมศึกษาดูงาน เรียนรู้กิจกรรมและเยี่ยมชมกระบวนการผลิตสินค้าของสหกรณ์ ซึ่งจะช่วยเผยแพร่งานด้านสหกรณ์และขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าของสหกรณ์ให้เป็นที่รู้จักกับอง ดังนั้น การที่สหกรณ์ ได้เข้าร่วมกับโครงการไมซ์เพื่อชุมชน นอกจากช่วยให้สมาชิกสหกรณ์มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าที่เป็นผลผลิตแล้ว ยังได้นำเสนอถึงชุมชนในพื้นที่ของสหกรณ์ที่มีความหลากหลายในเชิงอัตลักษณ์ ประเพณี วัฒนธรรมและความเป็นอยู่ด้วย ซึ่งจะทำให้มีหน่วยงานต่างๆ สนใจลงไปเยี่ยม ชมกิจกรรมของสหกรณ์และเสริมสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนได้เพิ่มมากขึ้น

ด้าน นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นปีที่ 2 มีสหกรณ์เข้าร่วมแล้ว 80 กว่าแห่ง ซึ่งแต่ละสหกรณ์ได้มีการพัฒนาและเตรียมความพร้อมในการรองรับการศึกษาดูงาน ทั้งในเรื่องห้องประชุม กิจกรรมสาธิต การนำเสนอสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ และหลายสหกรณ์มีจุดแข็งในเรื่องของวัฒนธรรม หรือความหลากหลายของกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น สหกรณ์ในตลาดคลองลัดมะยม แม้ไม่มีห้องสำหรับจัดประชุม แต่กิจกรรมของตลาดคือจุดขาย เป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจให้คนเข้าไปเรียนรู้ดูงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทางทีเส็บจะนำมาปรับให้เหมาะสมกับเป้าหมายของโครงการต่อไป รวมถึงจะขยายโครงการไปสู่จังหวัดที่เป็นเมืองรองด้วย เนื่องจากโครงการนี้เน้นการช่วยเหลือประชาชน สมาชิกสหกรณ์ หรือเกษตรกรในระดับฐานรากให้มีรายได้เพิ่ม ซึ่งในปีนี้ทีเส็บจะมีการทำประชาสัมพันธ์ไปยังองค์กรและหน่วยงานต่างๆ เพื่อเชิญชวนเข้าไปจัดกิจกรรมศึกษาดูงานในสหกรณ์ให้มากขึ้น

“ทีเส็บหวังว่าในปี 2562 นี้จะทำให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 33 ล้านคน และสร้างเงินหมุนเวียน ในการท่องเที่ยวประมาณ 117,301 ล้านบาท ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ให้กับสมาชิกสหสกรณ์ได้จริงตามนโยบายของรัฐบาล” นายจิรุตถ์ กล่าว

นายยงยุทธ์ ซื่อสัตย์ ประธานสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด จังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า ได้ร่วมงานกับไมซ์เพื่อชุมชนในปีแรกของโครงการ เห็นว่าโครงการนี้เป็นประโยชน์ และช่วยทำให้สหกรณ์จัดกิจกรรมการเรียนรู้ดูงานสำหรับผู้สนใจ ได้ดีขึ้นเป็นระบบมากขึ้น จากเดิมก็มีคนมาเยี่ยมสหกรณ์นี้มากอยู่แล้ว แต่เป็นเหมือนการแวะมาชม ชิม ช็อป แล้วเดินทางกลับ ไม่ได้มีกิจกรรมที่เป็นส่งเสริมเรื่องเรียนรู้และเกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งภายหลังจากที่ทีเส็บได้ให้คำแนะนำถึงวิธีในการจัดกิจกรรมศึกษาดูงานให้น่าสนใจ การถ่ายทอดความรู้ และการให้บริการแก่หน่วยงานต่างๆ ทำให้ในปีที่ผ่านมามีหน่วยงานเข้ามาดูงานมากขึ้นและประทับใจกับกิจกรรมของสหกรณ์ โดยสหกรณ์ได้มีการประสานกับหน่วยงานที่จะเข้ามาดูงาน เพื่อสอบถามถึงเรื่องที่สนใจจะมาเยี่ยมชม ทางสหกรณ์ก็จะจัดเตรียมสถานที่ กำหนดกิจกรรมและหาวิทยากรให้ตรงกับความต้องการของหน่วยงานนั้นๆ ทำให้เกิดความประทับใจ ทั้งแขกผู้มาเยือนและสหกรณ์ซึ่งเจ้าของบ้านที่ให้การต้อนรับ

“หลังจากเข้าร่วมโครงการไมซ์เพื่อชุมชนทำให้มีหน่วยงานเข้ามาดูงานที่สหกรณ์หุบกะพงเพิ่มมากขึ้น หลายหน่วยงานสนใจดูงานแตกต่างกันไป เช่น สนใจเรื่องการปลูกพืชผักสวนครัว การผลิตของใช้ในครัวเรือน หรือสนใจดูวิธีการจักสานผลิตภัณฑ์จากป่านศรนารายณ์ ทางสหกรณ์พาไปดูตั้งแต่การปลูกต้นป่านศรนารายณ์ การขูดเปลือกเพื่อให้เป็นเส้นป่าน การย้อมสี การถัก ไปจนถึงการขึ้นรูปเป็นกระเป๋าหรือหมวก และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งเมื่อมีคนให้ความสนใจมาเยี่ยมชมมากขึ้น ส่งผลทำให้สมาชิกก็มีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะชาวบ้านซึ่งเป็นผู้สูงอายุที่อยู่บ้านสามารถรับป่านไปถักเป็นเปียเพื่อมาจักสานเป็นกระเป๋าได้ ทำให้มีรายได้และมีความสุขเพิ่มมากขึ้น”

นายสันติ ขจรเวชไพศาล ประธานสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จังหวัดระยอง กล่าวว่า สมาชิกสหกรณ์มีโอกาสมีรายได้เพิ่มจากโครงการไมซ์เพื่อชุมชน เพราะสามารถนำผลผลิตที่มีในสวน ทั้งทุเรียน ผัก ผลไม้ และสินค้าแปรรูปที่ทำขึ้นเองและมีรสชาดดีเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนมาจำหน่ายกับผู้ที่มาศึกษาดูงานและเยี่ยมชมกิจกรรมของสหกรณ์ ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีโครงการนี้เข้ามา หน่วยงานที่จะมาดูงานที่สหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์ด้วยกันที่เดินทางมาจากจังหวัดต่างๆ ยังไม่ค่อยมีภาคเอกชน หรือบริษัทเข้ามามากนัก ดังนั้น

การเข้าร่วมโครงการนี้จะเปิดโอกาสให้สหกรณ์ได้ต้อนรับผู้ที่จะเข้ามาศึกษาดูงาน โดยมีทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชน ซึ่งสหกรณ์จะปรับกิจกรรมการดูงานให้สอดคล้องกับที่หน่วยงานต้องการ และจะประชาสัมพันธ์ผ่านทางออนไลน์เพื่อให้คนได้รับทราบว่าทางสหกรณ์พร้อมให้การต้อนรับทุกหน่วยงานที่สนใจจะมาเยี่ยมชม ที่ผ่านมา มีความประทับใจที่ได้เข้าร่วมโครงการนี้ เพราะแม้ว่า จะไม่สามารถวัดได้ว่ารายได้ของสหกรณ์เพิ่มขึ้นหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับสมาชิกของเราสามารถจำหน่ายผลผลิตและสินค้าที่เขามีอยู่ ทำให้มีรายได้เพียงพอสำหรับเลี้ยงครอบครัว

ปัจจุบันโครงการไมซ์เพื่อชุมชน มี 5 เส้นทางนำร่อง คือ สหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด จังหวัดเพชรบุรี สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด จังหวัดสระบุรี สหกรณ์โคเนื้อมหาวิทยาลัยเกษตรกำแพงแสน จำกัด และสหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด จังหวัดนครปฐม สหกรณ์นิคมวังไทร จำกัด และสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นสหกรณ์ที่มีความพร้อมสำหรับการเป็นแหล่งศึกษาดูงาน จัดประชุมและการจัดกิจกรรมในชุมชน ให้กับหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ที่สนใจได้

แวะเวียนไปเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกับคนในชุมชนและสหกรณ์ เพื่อช่วยกันต่อยอดความคิด ชีวิตและวิถีชุมชนให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ภายใต้ความร่วมมือกันจากทุกภาคส่วนของโครงการไมซ์เพื่อชุมชน

สัมผัสเสน่ห์ดินแดนผ้าไหม จังหวัดขอนแก่น แผ่นดินอีสานที่เปี่ยมล้นไปด้วยวิถีวัฒนธรรมล้านช้างอันทรงคุณค่า โดย “เคนโด้ – ธนิก สมุทรโคจร” ขอตามรอยเส้นทางประวัติศาสตร์อันน่าพิสมัยกับคุณพ่อนักเดินทาง อย่าง “จ๊อบ – นิธิ สมุทรโคจร” ตื่นตากับแลนด์มาร์คใหญ่บึงแก่นนคร พร้อมเยือน 3 ชุมชนคนโลคอลในสไตล์ ม่วนคัก ฮัก ISAN เสน่ห์ใหม่แห่งเมืองขอนแก่น

แว่วเสียงแคนแดนอีสาน อร่ามเหลืองเมืองดอกคูนงาม สัมผัสวิถีธรรมชาติ ณ “หมู่บ้านหนองฮี” เรียนรู้ศิลปะการตัดกระดาษแบบโบราณ พร้อมอุดหนุนผลิตภัณฑ์จักสานจากกก สุดยอดงานช่างฝีมือท้องถิ่นไทย ก่อนจะไปช็อปปิ้งตลาดเด็ดย่านอาร์ตที่ “ตลาดต้นตาล” Shopping Mall บ้านนาแห่งเมืองขอนแก่น แหล่งรวมงานศิลป์สุดชิค มีให้เลือกช็อปกันแบบชิลๆ ตามไปเยือนหมู่บ้านทำผ้าไหมที่มีชื่อเสียงของ จังหวัดขอนแก่น พบกับการแสดงสุดม่วนในชุดส้มตำลำซิ่ง ณ “หมู่บ้านเหล่าเหนือ” จากนั้นตามไปอิ่มท้องกับเมนูสุดแซ่บ ยำสะดึ้งสาวเมืองเพีย และแกงผักหวานเงินล้าน อาหารพื้นถิ่นของ “หมู่บ้านเมืองเพีย” ต่อเนื่องด้วยเมนูของหวานอย่างข้าวต้มมัดจิ๋วทรงพลัง สนุกสนานกับกิจกรรมเลี้ยงไก่ชน ปิดท้ายความสนุกของพ่อแม่พี่น้องที่รำวงย้อนยุคส่งท้ายความประทับใจมิรู้ลืม

เติมเต็มสีสันแห่งเทรนด์ท้องถิ่นสไตล์โลคอลได้พร้อมกัน ในรายการ สมุดโคจร On The Way : ม่วนคัก ฮักISAN – ขอนแก่น EP.2 วันเสาร์ ที่ 24 สิงหาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 28 (3SD) หรือติดตามข่าวสารต่างๆ

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การผลิตและการตลาดข้าว ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย และพิษณุโลก ระหว่างวันที่ 13-16 สิงหาคม 2562 เพื่อติดตามการเพาะปลูกข้าวเจ้านาปีของเกษตรกร ปริมาณผลผลิต การประสบภัยธรรมชาติ ตลอดจนราคาข้าวเปลือกที่ผู้ประกอบการโรงสีรับซื้อ ซึ่งทั้ง 2 จังหวัด เป็นแหล่งผลิตข้าวเจ้าคุณภาพดีที่สำคัญของประเทศโดยข้อมูลการผลิต (ข้อมูลผลพยากรณ์โดยศูนย์สารสนเทศการเกษตร ณ เดือนมิถุนายน 2562) พบว่า

จังหวัดสุโขทัย มีเนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63 ประมาณ 1.04 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 0.99 ล้านไร่ ให้ผลผลิตรวม 0.55 ล้านตัน ผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยวประมาณ 553 กิโลกรัม/ไร่ (ณ ความชื้น 15%) สำหรับจังหวัดพิษณุโลก มีเนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63 ประมาณ 1.37 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 1.31 ล้านไร่ ให้ผลผลิตรวม 0.77 ล้านตัน ผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยวประมาณ 588 กิโลกรัม/ไร่ (ณ ความชื้น 15%)

เมื่อเทียบกับเนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2561/62 พบว่า เนื้อที่เพาะปลูกของทั้ง 2 จังหวัด เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน (ปีการผลิต 2562/63) ประกอบกับราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้มีแนวโน้มสูงขึ้น เกษตรกรจึงกลับมาทำนาในที่นาที่เคยปล่อยว่าง แต่เนื้อที่เพิ่มขึ้นไม่มาก เนื่องจากเนื้อที่เพาะปลูกข้าวมีจำกัด

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรทั้ง 2 จังหวัด ได้ประสบปัญหาภัยแล้งในช่วงเดือนมิถุนายน – กลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง ต้นข้าวของเกษตรกรที่เพาะปลูกช่วงเดือนพฤษภาคม ได้รับความเสียหาย ต้นแคระแกร็น และแห้งตาย ส่งผลให้เนื้อที่เก็บเกี่ยวมีแนวโน้มลดลง ขณะที่มีเกษตรกรบางพื้นที่ในจังหวัดสุโขทัย เช่น อำเภอเมือง อำเภอบ้านด่านลานหอย อำเภอศรีสำโรง และในจังหวัดพิษณุโลก เช่น อำเภอเมือง อำเภอบางระกำ อำเภอบางกระทุ่ม อำเภอวัดโบสถ์ และอำเภอวังทอง ได้เลื่อนการเพาะปลูกข้าวออกไป เนื่องจากฝนมาล่าช้า โดยเกษตรกรได้เริ่มปลูกช่วงปลายเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม และจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน ส่งผลให้ทำนาได้เพียงรอบเดียว จึงคาดว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดลดลง (ปกติเกษตรกรจะเริ่มปลูกข้าวช่วงเดือนพฤษภาคม และจะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตและนำไปจำหน่ายในเดือนสิงหาคม)

สำหรับสถานการณ์ราคาข้าวเปลือกทั้ง 2 จังหวัดพบว่า ณ เดือนสิงหาคม 2562 ราคาอยู่ในเกณฑ์ดีและมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยจังหวัดสุโขทัย ราคาข้าวเปลือกเจ้าที่เกษตรกรขายได้ (ความชื้น 25-26%) ประมาณตันละ 6,700-7,200 บาท และข้าวเปลือกเจ้า (ความชื้น 15%) ประมาณตันละ 8,000-8,200 บาท สำหรับจังหวัดพิษณุโลก ราคาข้าวเปลือกเจ้าที่เกษตรกรขายได้ (ความชื้น 25-26%) ประมาณตันละ 6,800-7,000 บาท และข้าวเปลือกเจ้า (ความชื้น 15%) ประมาณตันละ 8,200-8,300 บาท

ดังนั้น หากพิจารณาในภาพรวม เมื่อปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง ขณะที่ตลาดยังคงมีความต้องการข้าว ราคาข้าวเปลือกอาจจะรักษาระดับราคาอยู่ในเกณฑ์สูงได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี อย่างไรก็ตาม เกษตรกรควรจะดูแลแปลงนาตลอดฤดูกาลเพาะปลูกอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้มีวัชพืช และศัตรูพืชระบาด เพื่อให้ได้ผลผลิตมีคุณภาพดี สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูง นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาสนับสนุนเงินทุนให้กับสหกรณ์การเกษตรที่มีศักยภาพ เพื่อซื้อเครื่องอบลดความชื้นข้าวเปลือก เนื่องจากจะเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถช่วยชะลอปริมาณข้าวออกสู่ตลาดพร้อมกันเป็นจำนวนมาก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ