เอสซีจี ผนึกพลังชุมชนและภาครัฐ ขยายพื้นที่โครงการ “

รักษ์น้ำ จากภูผา สู่มหานที” ใน จ.ลำปาง ผลักดันชุมชนสู่การพัฒนาอาชีพ เอสซีจี โดย นายชลณัฐ ญาณารณพ รองผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะกรรมการการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ จังหวัดลำปาง เครือข่ายชุมชน และจิตอาสารักษ์น้ำจากทั่วประเทศ ร่วมกันสานต่อโครงการ “รักษ์น้ำ จากภูผา สู่มหานที” ขยายพื้นที่สร้างฝายชะลอน้ำ

ในจังหวัดลำปาง และอีก 6 จังหวัดในภาคเหนือ เพื่อสร้างต้นน้ำที่ดี กลางน้ำที่สมบูรณ์ และปลายน้ำที่ยั่งยืน ควบคู่กับการส่งเสริมแนวปฏิบัติ SCG Circular Way ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สำหรับวางแผนการทำงานร่วมกับชุมชนให้ใช้ทรัพยากรในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสอดคล้องกับวิถีชีวิต เพื่อช่วยให้ชุมชนสามารถจัดการน้ำ และทำให้มีน้ำหมุนเวียนกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไม่รู้จบ ตลอดจนสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาอาชีพเสริม สร้างรายได้ให้ชุมชนเติบโตได้อย่างยั่งยืน

กว่า 10 ปีที่ เอสซีจี ได้น้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ด้านการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่มาปรับใช้ ในพื้นที่ต้นน้ำ ฝายชะลอน้ำช่วยฟื้นคืนความสมดุลกว่า 235,000 ไร่ พื้นที่กลางน้ำ สระพวงทำให้ชุมชนมีน้ำใช้ทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปีกว่า 30,400 ลบ.ม. ครอบคลุมพื้นที่การเกษตร 500 ไร่ และระบบแก้มลิงที่ช่วยเก็บกักน้ำได้ถึง 9 ล้าน ลบ.ม. ช่วยให้พื้นที่การเกษตรได้รับประโยชน์กว่า 16,750 ไร่ สำหรับพื้นที่ปลายน้ำ บ้านปลาเอสซีจีที่ประกอบจากท่อพลาสติก PE100 ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิต และปูนทนน้ำทะเล ก่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลกว่า 170 ชนิด นับเป็นนวัตกรรมที่หมุนเวียนใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

สกว.จัดเวทีระดมสมองร่วมกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อหาทางออกปัญหาฝุ่น PM 2.5 เชิงนโยบาย ทั้งมาตรการภาษี ปรับมาตรฐานยานยนต์ไปสู่ยูโร 5/6 และเชื้อเพลิงสะอาด หวังลดปัญหาลงได้ครึ่งหนึ่ง รวมถึงปฏิเสธการรับซื้อภาคเกษตรที่ก่อปัญหา พร้อมโชว์เทคโนโลยีในการตรวจวัดและแก้ปัญหาฝุ่นละออง

22 กุมภาพันธ์ 2562 – ศ.นพ. สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นประธานเปิดงานเสวนาทางวิชาการเรื่อง “สถานภาพเทคโนโลยีและแนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่นและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย” และนิทรรศการเทคโนโลยีในการตรวจวัดและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ณ โรงแรม พูลแมน คิง พาวเวอร์ กรุงเทพ (รางน้ำ)

จัดโดยโครงการสัมมนาเผยแพร่ฯ (TRF Forum) ภายใต้งานการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์และสื่อสารสังคม สกว. เพื่อเผยแพร่งานวิจัยด้านเทคโนโลยี ข้อมูลข้อค้นพบ และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง สกว. รวมถึงเป็นเวทีหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างนักวิจัย สกว. ผู้มีส่วนได้เสีย หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กรมควบคุมมลพิษ เป็นต้น อันจะนำไปสู่การประยุกต์ใช้ทั้งเชิงปฏิบัติและเชิงทฤษฎีเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคตบนฐานองค์ความรู้จากงานวิจัย

การเสวนาเรื่อง “สถานภาพเทคโนโลยีและแนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย” ผศ. ดร. สรรเพชญ ชื้อนิธิไพศาล จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงแนวทางการตรวจสอบแหล่งที่มาของฝุ่นละออง ว่า จากประสบการณ์การทำงานท่ามกลางหมอกควันในภาคเหนือในปี 2559 จุดประกายให้ตนพัฒนาเซนเซอร์ตรวจวัดสภาพความรุนแรงของปัญหาหมอกควันให้กับคนในพื้นที่ในฐานะที่เป็นนักวิจัยด้านวิศวกรรม โดยมีเป้าหมายติดตั้งให้ได้ครบทุกตำบลในจังหวัดน่านให้ทันภายในต้นปี 2560 เพราะปัญหาไฟป่าจะเกิดในช่วงต้นปี เพื่อเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์หมอกควันและไฟป่าในจังหวัดน่าน โดยส่งข้อมูลทุก 5 นาที มาที่ระบบคลาวด์ทำให้ประเมินสถานการณ์ได้ตลอดเวลา

สำหรับภาพรวมเทคโนโลยีที่ใช้ในการลดฝุ่นละอองที่แหล่งกำเนิด การดักจับและการกำจัดฝุ่นละอองในภาคอุตสาหกรรม ขนส่ง ครัวเรือนและพื้นที่สาธารณะ โดย ศ. กิตติคุณ ราชบัณฑิต ดร. วิวัฒน์ ตัณฑะพานิชกุล ระบุว่า การทำงานวิจัยด้านฝุ่นในช่วงแรกนั้นปัญหามลภาวะอากาศยังไม่ค่อยเป็นที่สนใจมากนัก และมุ่งไปที่ PM 10 เป็นหลัก แต่ในปัจจุบันฝุ่นละอองมีขนาดเล็กลง PM 2.5

ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพมากขึ้น ฝุ่นมีหลากหลายรูปแบบจากแหล่งต่างๆ ยังไม่มีเครื่องกำจัดฝุ่นที่ใช้ได้กับทุกอุตสาหกรรม ปัจจุบัน ระบบการกำจัดมีสองรูปแบบ คือ แบบเปียก ใช้น้ำหรือของเหลวในการดับฝุ่น และแบบแห้ง ที่คุ้นเคยคือการใช้เครื่องกรองอากาศ โดยหากโรงไฟฟ้าหรืออุตสาหกรรมที่มีไอเสียที่อุณหภูมิสูงต้องจับฝุ่นด้วยระบบแห้ง รวมถึงโรงงานเผาขยะ สำหรับตัวกรองที่มีสมรรถนะสูงจะต้องมี HEPA filter ที่ดักจับฝุ่นในระดับนาโนได้ นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับขนาดของเส้นใยด้วย โดยเส้นใยที่ละเอียดจะจับอนุภาคขนาดเล็กได้

ขณะที่ ผศ.ดร. ยศพงษ์ ลออนวล จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า มาตรฐานการปล่อยมลพิษของยานยนต์ในประเทศไทย รถยนต์ส่วนบุคคลยังใช้ยูโร 4 แต่สากลใช้ยูโร 6 ส่วนรถกระบะและรถบรรทุกใช้ยูโร 3 ปัจจุบันทีมวิจัยได้ทดสอบประสิทธิภาพการเดินรถโดยสารไฟฟ้าจากเกาหลีใต้ในเส้นทางเดินรถของ ขสมก. ผลการทดสอบวิ่งวันธรรมดาจันทร์-ศุกร์ประมาณ 10 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง เนื่องจากการจราจรค่อนข้างหนาแน่น ทั้งนี้ นักวิจัยได้เสนอมาตรการแก้ปัญหามลพิษจากยานยนต์ด้วยการใช้เทคโนโลยียานยนต์และเชื้อเพลิงที่สะอาด

มาตรการการจัดการรถเก่าและการดูแลเครื่องยนต์ที่เหมาะสม รวมทั้งมาตรการลดระยะการเดินทางจากการใช้รถยนต์ เช่น ให้ลูกหลานไปโรงเรียนพร้อมกัน บริหารจัดการช่วงเวลาที่มีจราจรหนาแน่นไม่จำเป็นต้องเข้าโรงเรียนพร้อมกัน มีช่วงเวลาทำงานยืดหยุ่นที่ไม่จำเป็นต้องให้บุคลากรเข้ามาทำงานในองค์กร หรือเริ่มงาน-เลิกงานในเวลาที่เหมาะสม เป็นต้น และอยากเชิญชวนผู้ประกอบที่สนใจมาร่วมลงทุนสร้างรถโดยสารไฟฟ้าเพื่อให้คนไทยมีการขนส่งด้วยพลังงานสะอาดในอนาคต ตลอดจนผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมเห็นความสำคัญของการปรับมาตรฐานยานยนต์ไปสู่ยูโร 5/6 ให้เร็วที่สุด หรือภายในปี 2023 โดยหากใช้รถใหม่ในประเทศปีละ 1 ล้านคัน จะช่วยลดมลพิษลงได้มากถึงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับรถยนต์ยูโร 3/4 ในปัจจุบัน

ดร. อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา กล่าวถึงแนวคิดและแนวทางทางเศรษฐศาสตร์ในการแก้ปัญหาเรื่องฝุ่น ว่าคนที่รายได้ปานกลาง-สูง ควรมีมาตรการภาษีตามค่าฝุ่นจากเครื่องยนต์ ประกอบด้วย ภาษีประจำปีรถยนต์ตามการปล่อยมลพิษ ภาษีน้ำมันตามค่าการปล่อยมลพิษ โดยปัจจุบันการเก็บภาษีป้ายวงกลมไม่ได้เก็บค่าฝุ่นละอองที่ปลายท่อ จึงเสนอให้รถที่ปล่อยควันพิษออกมามากต้องจ่ายแพงขึ้น ทั้งรถยนต์ส่วนบุคคลและรถของกองทัพหรือหน่วยงานราชการที่ควรจะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ประชาชน ขณะที่ภาษีน้ำมันจะต้องหลีกเลี่ยงน้ำมันที่สกปรก ออกแบบจูงใจให้คนหันไปใช้พลังงานสะอาดอย่างน้ำมันยูโร 5 น้ำมันไร้สารราคาถูก โดยรัฐมนตรีสามกระทรวง คือ คลัง พลังงาน และมหาดไทย จะต้องหารือกันเพื่อให้เกิดการใช้มาตรการภาษีเขียว

นอกจากนี้ ยังต้องมีภาษีสรรพสามิตรถพลังงานไฟฟ้า และภาษีศุลกากรรถพลังงานไฟฟ้า เพื่อส่งเสริมการใช้รถพลังงานสะอาด รวมถึงค่าเข้าเมือง ขนส่งสาธารณะ และ CCTV เพื่อลดปริมาณรถที่เข้าเขตเมืองได้ ซึ่งกรมภาษีสรรพสามิตขยับแล้ว แต่กรมการขนส่งทางบกยังไม่ขยับ ส่วนฝุ่นจากภาคเกษตรนั้นควรมีการรับรองที่มาของวัตถุดิบทางการเกษตร ปฏิเสธการรับซื้อจากผู้ประกอบการที่ปลูกข้าวโพดในเขตป่าสงวน หรือผลิตอ้อยจากไร่ที่มีการเผา สำหรับผู้มีรายได้น้อยต้องมีเงินช่วยเหลือและการอุดหนุนไขว้ รถไฟฟ้าควรได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐ ขณะที่ภาคเกษตรควรมีเงินกู้เครื่องจักร รถตัดอ้อยดอกเบี้ยต่ำ และระบบการจัดการของเหลือใช้ มีมาตรการจูงใจให้เกิดการนำของเหลือทิ้งจากภาคเกษตรมาผลิตพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ทั้งนี้ ควรจะต้องเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้นและเพิกถอนใบอนุญาตผู้ละเมิดกฎได้เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นจริงจัง

นอกจากการเสวนาแล้ว สกว.ยังได้จัดนิทรรศการนำเสนอผลงานวิจัยเพื่อตรวจวัดและแก้ปัญหาฝุ่นละออง ประกอบด้วย อุปกรณ์ตรวจวัดฝุ่น PM2.5 และ AQI ขนาดเล็กและพกพา โดย ดร. อดิสร เตือนตรานนท์ ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ สวทช. ซึ่งได้พัฒนาออกแบบอุปกรณ์โดยใช้เทคโนโลยีต่างๆ ทั้งเซนเซอร์มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับและเทคโนโลยี IoT ในการรายงานผลข้อมูลอย่างแม่นยำ เนื่องจากการได้มาซึ่งข้อมูลสภาพอากาศโดยภาพรวมในปัจจุบันยังไม่ตรงกับพื้นที่ไกล้เคียงกับที่ต้องการรู้ข้อมูล โดยการนำเสนอข้อมูลนั้นผู้ใช้งานจะสามารถเรียกดูข้อมูลขณะนั้นและข้อมูลย้อนหลังได้จากหน้าเว็บไซต์ที่ใช้รายงานผลทั้งบนโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถนำอุปกรณ์ดังกล่าวพกพาติดตัวหรือนำไปติดตั้งได้ทุกที่ เพื่อตรวจวัดคุณภาพอากาศและค่าฝุ่นละออง PM2.5 ได้ด้วยตนเอง

การพัฒนาระบบเครือข่ายเซนเซอร์และระบบภูมิสารสนเทศเพื่อติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์หมอกควันภาคเหนือของประเทศไทย : การศึกษานำร่องในพื้นที่จังหวัดน่าน โดย ผศ.ดร. สรรเพชญ ชื้อนิธิไพศาล เพื่อเป็นข้อมูลเสริมจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศหลักที่มีอยู่ในอำเภอเมืองของทุกจังหวัดของภาคเหนือตอนบน อุปกรณ์ดังกล่าวมีขนาดเล็ก ติดตั้งใช้งานง่ายและสะดวกในการบำรุงรักษา สามารถตรวจวัดค่าความเข้มข้นของ PM 1.0 PM 2.5 และ PM 10 รวมถึงค่าอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ โดยผ่านการสอบเทียบค่ากับเครื่องมือตรวจวัดมาตรฐานที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมและสถานีตรวจวัดมาตรฐาน เพื่อกำหนดค่าปรับแก้ข้อมูล มีจอแสดงผลค่าข้อมูลและ LED เพื่อใช้แสดงสถานะของค่าหมอกฝุ่นควันอย่างง่ายๆ ตัวอุปกรณ์เชื่อมต่อกับไวไฟและส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบคลาวด์ทุก 5 นาที หน่วยงานท้องถิ่น ภาครัฐและประชาชนสามารถเข้าดูได้ที่ http://cusense.net/ พร้อมระบบการเตือนผ่านทวิตเตอร์ @foonReporter

การออกแบบโครงสร้างน้ำหนักเบาสำหรับรถโดยสารไมโครบัสไฟฟ้าในประเทศไทยด้วยวัสดุคอมโพสิท โดย ผศ.ดร. ยศพงษ์ ลออนวล ซึ่งได้ออกแบบโครงสร้างรถสำหรับระยะการขับขี่ 300 กิโลเมตร โดยร่วมกับ ขสมก. นำรถโดยสารไฟฟ้าของบริษัท เอดิสัน มอเตอร์ส ประเทศเกาหลีใต้ ให้บริการประชาชนบนเส้นทางรถประจำทาง ผลทดสอบเชิงประสิทธิภาพการใช้พลังงานพบว่า เมื่อความเร็วเฉลี่ยต่ำหรือสภาพการจราจรที่แออัด มีการหยุดรถและเพิ่มความเร็วของรถบ่อยครั้ง จะมีค่าอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานสูง ขณะที่การใช้งานที่ความเร็วเฉลี่ยสูงจะมีค่าอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานเข้าใกล้ 1 กิโลวัตต์ชั่วโมง/กิโลเมตร

เพื่อประโยชน์ในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดขนาดของแบตเตอรี่ให้เล็กลง นักวิจัยได้ออกแบบโครงสร้างแบบ Semi-monocoque (โครงสร้างส่วนรับแรงส่วนใหญ่เป็นผิวและมีคานรองรับพื้นห้องโดยสาร) จากวัสดุคอมโพสิท และแบบแซนวิชแทนเหล็ก โดยคำนึงถึงขนาดและลักษณะของรถโดยสารให้สอดคล้องกับกฎหมายของกรมการขนส่งทางบก และผ่านมาตรฐานความปลอดภัยตาม UN-ECE ที่นำมาใช้ในกลุ่มประเทศยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฯลฯ รวมถึงชนิดวัสดุและความสามารถในการผลิตในประเทศ

เงื่อนไขในการออกแบบอ้างอิงจากรูปแบบและลักษณะการใช้งานจริงบนท้องถนนตามมาตรฐานความปลอดภัยสากล UN ECE-R66 ด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ ผลการวิเคราะห์แบบจำลองพบว่าในสภาวะการใช้งานส่วนโครงสร้างพื้นที่รองรับแบตเตอรี่เป็นส่วนที่เกิดความเค้นสูงสุด ขณะที่ภายใต้สภาวะการพลิกคว่ำโครงสร้างบริเวณด้านข้างของรถโดยสารและเสาเกิดความเสียหายบางส่วน อย่างไรก็ตามโครงสร้างที่ออกแบบมีความแข็งแรงตามเกณฑ์การออกแบบทุกเงื่อนไขและสามารถลดน้ำหนักร้อยละ 19 จากที่คาดการณ์ไว้

ผลกระทบของเชื้อเพลิงชีวภาพต่อจลศาสตร์เคมีในโครงสร้างระดับนาโนของมลพิษอนุภาคเขม่าและกลไกการสึกหรอของเครื่องยนต์ โดย ผศ.ดร. ปรีชา การินทร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งระบุว่าเครื่องยนต์ดีเซลจะปล่อยมลพิษอนุภาคเขม่าจากการเผาไหม้ในปริมาณที่สูง และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งในปอดของผู้ที่อาศัยในเมืองใหญ่ อุปกรณ์กรองมลพิษอนุภาคเขม่าดีเซลหรือ DPF เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีหลังการเผาไหม้ที่ถูกออกแบบให้สามารถดักและสลายมลพิษอนุภาคเขม่าได้โดยอัตโนมัติ

ควบคู่กับระบบควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีแผนจะนำมาใช้ในประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ ทั้งนี้ การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพจะช่วยลดปริมาณการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาโลกร้อน การใช้น้ำมันไบโอดีเซลซึ่งมีอะตอมของออกซิเจนในโมเลกุลเชื้อเพลิงจะสามารถลดปริมาณมลพิษอนุภาคเขม่าจากไอเสียเครื่องยนต์ตามสัดส่วนที่ผสมในน้ำมันดีเซล โดยลดปริมาณมลพิษอนุภาคเขม่าได้สูงสุดถึงประมาณ ร้อยละ 50 เมื่อใช้น้ำมันไบโอดีเซลล้วนในเครื่องยนต์จุดระเบิดด้วยการอัดแบบฉีดตรง ประการสำคัญที่สุดคือ การส่งเสริมให้มีการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอย่างยั่งยืนยังจะสามารถสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรภายในภูมิภาคอาเซียนได้

โครงการพัฒนาท้องถิ่นและพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยมีสถาบันอุดมศึกษาเป็นพี่เลี้ยง กิจกรรม “วิถีข้าว วิถีไทย เชื่อมสายใยจากมหาวิทยาลัยสู่ชุมชน” (ปีที่ 4) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (มทร.ศรีวิชัย) ได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) เครือข่ายโรงเรียนประถมศึกษาที่ร่วมโครงการ 3 โรงเรียน คือ โรงเรียนบ้านปลายละหาน โรงเรียนวัดไทรใหญ่ และโรงเรียนชุมชนบ้านโคกค่าย รวมถึงกลุ่มภาคีชุมชน 2 หน่วยงาน คือ องค์การบริหารส่วนตำบลควนรูและกลุ่มเกษตรกรรมปลอดสารพิษและผลิตเมล็ดพันธุ์ หมู่ที่ 4 ตำบลควนรู อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา

ดร.ภาณุมาศ สุยบางดำ ผู้อำนวยการวิทยาลัยรัตภูมิ (มทร.ศรีวิชัย) กล่าวว่า การจัดการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ การพัฒนามุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ มีทักษะการแก้ปัญหา ทักษะชีวิตมีคุณธรรม รักความเป็นไทย สามารถทำงานร่วมกันในสังคมอย่างสันติ การพัฒนาดังกล่าวต้องอาศัยการฝึก ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงเป็นสถาบันการศึกษาที่มีส่วนสำคัญในการฝึกให้นักศึกษามีลักษณะนิสัยแห่งการเรียนรู้ มีทักษะชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่น โดยมีคุณธรรมนำความรู้

สร้างชุมชนเข้มแข็ง แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการสร้างคุณธรรม การรู้จักแบ่งปันให้สังคม คือการบูรณาการการเรียนการสอนในรายวิชาศึกษาทั่วไป การจัดทำเป็นโครงการวิถีข้าว วิถีไทย เชื่อมสายใยจากมหาวิทยาลัยสู่ชุมชน ตำบลควนรู อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา เพื่อให้คณาจารย์ นักศึกษา และนักเรียนโรงเรียนประถมศึกษา ได้เห็นถึงความสำคัญของการเสียสละผ่านทางการเรียนรู้กระบวนการทำนาโดยลงมือกระทำทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมดิน เพาะพันธุ์เมล็ดข้าวเปลือก ปักดำ บำรุงต้น และออกวานเกี่ยวข้าว โดยมีปราชญ์ชาวบ้านเป็นผู้สอนและให้คำแนะนำที่ถูกหลักตามแบบวิถีการทำนาดั้งเดิม ทำให้คณาจารย์ นักศึกษา นักเรียน ได้ตระหนักรู้คุณค่าของข้าวไทย มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมข้าว

เมื่อได้ผลผลิตจากการทำนา ข้าวสารกว่า 460 กิโลกรัม ส่งมอบให้เป็นอาหารกลางวันแก่นักเรียนโรงเรียนวัดไทรใหญ่ โรงเรียนชุมชนบ้านโคกค่าย และโรงเรียนบ้านปลายละหาน จากการดำเนินโครงการติดต่อกันมา 4 ปี เป็นการสร้างแนวคิดให้นักศึกษารู้จักการให้ การแบ่งปัน การเรียนรู้ วิถีเศรษฐกิจพอเพียง การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนในพื้นที่และทักษะชีวิตที่ดีร่วมกัน ทุกคนควรมีส่วนร่วม เผื่อแผ่ดูแลสังคมไทย ดูแลสิ่งแวดล้อมตลอดจนปัญหาต่างๆ รอบๆ ตัว ร่วมกันสร้างสรรค์ ทำดีให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ก่อให้เกิดคุณลักษณะของเยาวชนทั้งระดับประถมศึกษาและอุดมศึกษาที่พึงประสงค์ของสังคม รวมทั้งการกระทำที่เป็นประโยชน์ต่อบุคคล กลุ่มบุคคล และสังคมมีความรักความปรารถนาที่จะให้และมีจิตใจที่จะทำความดีเข้าใจและเห็นนอกเห็นใจผู้อื่น

อาจารย์อัมรินทร์ สันตินิยมภักดี อาจารย์สาขาศึกษาทั่วไป วิทยาลัยรัตภูมิ (มทร.ศรีวิชัย) กล่าวว่า จากการดำเนินกิจกรรมวิถีข้าว วิถีไทย เชื่อมสายใยจากมหาลัยสู่ชุมชน นอกเหนือจากการบูรณาการการเรียน การสอนงานวิจัย ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและงานบริการวิชาการแล้ว แนวทางหนึ่งที่สำคัญของโครงงานนี้คือ การฝึกให้นักเรียนและนักศึกษา ครู อาจารย์ ที่เข้ารวมโครงงานนี้เพื่อปลูกฝังให้การอยู่รวมกันในสังคมของการเป็นคนดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีอยู่ในสังคมที่เอื้ออาทรและเป็นธรรม สิ่งที่จะธำรงรักษาพัฒนาการที่เกิดขึ้นให้คงอยู่ต่อไปคือ

การจัดการศึกษาในลักษณะเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ให้เยาวชนผู้เข้าร่วมได้สร้างศักยภาพการเรียนรู้ ทักษะชีวิต สร้างการมีจิตสาธารณะ ใช้กระบวนการชุมชนเข้มแข็งในการเสริมสร้างการอยู่ร่วมกัน สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สร้างกำลังคนรุ่นใหม่ในการมีทักษะ ฝึกฝนเพื่อสร้างนวัตกรรมจากรากฐานของชุมชน สร้างประสบการณ์และภูมิปัญญา

ภูมิธรรมของปราชญ์ชาวบ้านถ่ายทอดให้เกิดองค์ความรู้แก่คนรุ่นใหม่และเกิดประโยชน์ต่อสังคม นอกจากนั้น เป็นการตระหนักถึงคุณค่าของวัฒนธรรม คุณค่าของสังคมไทย โดยการนำทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางสังคม ทุกคนควรมีส่วนร่วม เผื่อแผ่ ดูแลสังคมไทย ดูแลสิ่งแวดล้อม ชุมชน ตลอดจนปัญหาต่างๆ รอบๆ ตัว ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ทำดีให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์อัมรินทร์ สันตินิยมภักดี อาจารย์สาขาศึกษาทั่วไป วิทยาลัยรัตภูมิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย โทรศัพท์ 089-466-6145

“เก็บเอาไว้เถอะเก็บเอาไว้ ยังมีคนต้องการ ผ่านวันนี้มาจากเมื่อวาน ยังมีวันต่อไป…”

บทเพลง รักต้องสู้ ของ วงคาราบาว ดังแว่วมาจากท้องทุ่ง ลมแล้งพัดแผ่วผิว แดดในยามสายส่องแสงร้อนแรง จนต้องสวมเสื้อแขนยาวสวมหมวกมิดชิด ผมมองระยิบแดดที่เริ่มแผดกล้าขึ้น ครอบครัวหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับการขุด ล้วง แคะ แหย่ และหยิบ เสียงพูดคุยเย้าแหย่หัวร่อต่อกระซิกมีไม่ขาดสาย “พอได้ครับพี่ คงหลายสิบโคมอยู่ครับ”

“โคม เป็นยังไงหนอ”

“เดี๋ยวไปดูที่บ้านครับ สักพักก็จะพากันกลับแล้ว ต้องไปจัดปูเข้าคีบเข้าโคมรอส่งแม่ค้ากันต่อ” นิวัตร ปรีสมบัติ หนุ่มอีสานลูกเมืองน้ำดำ – กาฬสินธุ์ ผู้ผ่านงานมาสารพัด ตั้งแต่เป็นทหารเกณฑ์ กระทั่งปลดประจำการ แล้วก็หอบหิ้วความรู้ระดับ ม.6 เข้าไปหางานในเมืองกรุง ด้วยความหวังอยากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตั้งใจว่าจะมุ่งมั่นทำงานเก็บเงิน เผื่อในวันข้างหน้าจะได้สร้างฐานะให้คนในครอบครัวสุขสบายมากขึ้น

ชีวิตเริ่มต้นก็สวยงามด้วยตำแหน่งงานที่ดี หัวหน้างานจะเลื่อนตำแหน่งงานที่สูงขึ้นให้พร้อมกับเงินเดือนที่มากขึ้น แต่โลกที่ไม่รู้ใครลิขิตก็ทำให้ชีวิตต้องหักเหอีกครั้ง อีสาวบ้านนาผู้ที่วาดหวังในอนาคตร่วมกันไม่รอแล้ว ขอไปมีครอบครัวที่สุขสบายมากกว่า นิวัตรต้องอกหักพร้อมกับสิ้นหวังในความรักครั้งนั้น ส่งผลให้ต้องลาออกจากงานในที่สุด

กะว่าจะกลับไปเลียแผลใจอยู่บ้านเกิด เงินที่ติดตัวมาก็หมด อนาคตก็ไม่รู้จะไปในทิศทางใด น้องสาวก็มาชวนไปทำงานที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี ทำไปได้ไม่นานบริษัทก็เจอมรสุมเศรษฐกิจต้องเชิญออก พร้อมคำมั่นว่า “หากเศรษฐกิจดีจะรับเข้ามาทำงานเหมือนเดิม”

ตกงานอีกครั้ง แต่ครานี้กลับไม่เจ็บแบบเดิม สาวน้อยช่างฝันคนหนึ่งอาสามาเป็นกำลังใจ พากันไปสมัครงานตามบริษัทต่างๆ ในละแวกนั้น ซึ่งในช่วงฟองสบู่แตกการหางานมิได้ง่ายนัก แต่คนเราคงถูกฟ้าทดสอบใจ เมื่อมีความมุ่งมั่นการหางานใหม่ก็ประสบผลสำเร็จ แม้เงินจะได้ไม่มากเท่าบริษัทเดิม แต่การได้งานทำก็เป็นความหวังหนึ่งในการหารายได้ เพราะในตอนนี้นิวัตรมิได้อยู่คนเดียวแล้ว โสภิตา แซ่ล้อ คือสาวน้อยผู้ที่มาเติมเต็มชีวิตในยามที่คิดว่าตกต่ำในขณะนั้น

สองคนช่วยกันทำมาหากิน ภรรยาสาวเลิกงานในยามเย็นก็ทำขนมไปขายที่ตลาดนัด สามีเลิกงาน 2 ทุ่ม ก็ไปช่วยเก็บของกลับบ้าน ช่วยกันอยู่เช่นนี้จนกระทั่งบริษัทเดิมเรียกตัวกลับไปทำงานอีกครั้ง คราวนี้ทั้งสองมีความมั่นคงทางด้านการงานและการเงินมากขึ้น จนซื้อบ้านอยู่ที่นั่น

“ตอนนั้นเรียกว่าทุกอย่างกำลังดีขึ้นนะ”

“ใช่ครับพี่ ผมได้รับการบรรจุเป็นพนักงาน และเราสองคนก็แต่งงานกันตามประเพณีแล้ว ก็เลยมาคิดเรื่องความมั่นคง เราต้องมีบ้านของเราเอง ก็เลยตัดสินใจซื้อครับ” ด้วยความที่เกิดและเติบโตมากับการเป็นลูกเกษตรกร เมื่อมีบ้านอยู่ก็ต้องคิดถึงเรื่องอาหารการกิน ประกอบกับในช่วงนั้นมะนาวราคาดีมาก นิวัตรจึงมองหาช่องทางสร้างอาชีพเสริม ไปซื้อกิ่งตอนมะนาวจากสวนหนึ่งในชลบุรี แบ่งส่วนใหญ่ไปปลูกที่กาฬสินธุ์ และเหลือไว้ 3 ต้น ปลูกอยู่หลังบ้านที่ชลบุรี วันดีคืนดีเพื่อนมาเห็นก็อยากได้บ้าง จึงไปที่สวนนั้นอีกครั้งแต่เจ้าของสวนไม่มีของขาย

“ทำไม่ทันครับพี่ แกมียอดจองข้ามปีเลย”

“แล้วเราทำยังไง”

“ผมก็เลยพูดเล่นกับแก เอางี้ไหมพี่ ผมตอนกิ่งมาขายให้พี่”

“แกว่าไง”

“แกโอเคสิครับ แต่หนักที่ผมแหละ ชีวิตไม่เคยตอนต้นอะไรเลย ผมจะทำได้ไหมหนอ ก็เลยเปิดเว็บ ยูทูบ ศึกษาและทำตามวิธีที่เขาบอก ผมเริ่มตอน 3 กิ่ง”

“สำเร็จไหม”

“100% ครับพี่ รากออกสวยงามมาก เพื่อนมาเห็นขอซื้อไปหมดเลย นั่นเป็นก้าวแรกที่ผมมองเห็นโอกาสในการเป็นคนทำกิ่งพันธุ์พืชขายหารายได้” ทุกอย่างกำลังเดินหน้าไปด้วยดี งานเดินเงินดี รายได้พิเศษก็มา ที่สำคัญมีลูกสาวหนึ่งคน – น้องฟ้าใส สองคนเริ่มคิดเรื่องอนาคตอีกครั้ง เพราะมองเห็นแล้วว่าปลูกต้นไม้ไว้ขายพันธุ์น่าจะดี เผื่อวันข้างหน้าก็จะเป็นรายได้หลักต่อไป จึงเริ่มซื้อต้นไม้ต่างๆ ไปปลูกที่สวนโดยมีพ่อดูแล แต่ก็ไม่ได้เป็นดังที่ใจต้องการนัก เพราะพ่อก็ไม่แข็งแรง ไม่ได้ดูแลต้นไม้อย่างที่ควร จะเป็นทำให้ต้นไม้เสียหายไปมาก จึงกลับมาปรึกษากัน โดยนิวัตรตัดสินใจจะกลับไปอยู่ที่บ้าน ให้ลูกเมียอยู่ที่ชลบุรี

“ผมรอโบนัสออก เพื่อได้เงินสักก้อนไปเริ่มต้นที่บ้านครับพี่”

“แล้วเป็นไง ดีไหม”

“ก็ดีครับพี่ ผมอยู่กาฬสินธุ์ ลูกเมียอยู่ชลบุรี เดินทางไปมาหาสู่กัน รับของจากกาฬสินธุ์มาขายที่ชลบุรีด้วย”

“แล้วไปไงมาไงถึงโยกกันมาทั้งบ้านเลย”

“น้องฟ้าใสนี่แหละพี่ เวลาผมจะกลับก็ร้องไห้ตามพ่อ ไอ้ผมก็น้ำตาไหลคิดถึงลูก ก็เลยตัดสินใจกันอีกรอบ ยกมาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าดีกว่า”

“ไหวหรือ เคยรับเงินเดือนแล้วตอนนี้ไม่มีแล้วนะ”

“ต้องได้ครับพี่ บ้านผมอยู่ไม่ไกลจากอ่างเก็บน้ำห้วยสีทน กุ้ง หอย ปู ปลา หากินง่าย ก็ปลูกผักไว้กินไว้ขาย ผมก็ขุดปู รับจ้างตัดยูคา เผาถ่านหารายได้ พอมีเวลาว่างก็ตอนกิ่งไม้ไว้ขายอีกทางหนึ่ง” “พี่สนใจหลายเรื่อง แต่วันนี้ถามเรื่องปูนา”

“คือที่นาของเราไม่ใช้ยาฆ่าปู ทำให้ถึงเวลาแล้งปูก็ขุดรูอยู่เต็มไปหมดครับพี่ ผมก็มาคิดว่าจะสร้างรายได้จากตรงนี้ได้อย่างไร”

“ก็เลยกลายเป็นพ่อค้าขายปูนาขุด”

“ใช่พี่ ขุดปูมา พอช่วงแดดร้อนเราก็เข้าบ้าน จับปูเข้าคีบ จากคีบก็เข้าโคม จะมีแม่ค้ามารับไปขายต่อที่กรุงเทพฯ ครับ”

“รายได้เป็นยังไงบ้าง”

“หามากได้มากครับพี่ แต่อย่างน้อยก็พอได้ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าขนม น้องฟ้าใสนั่นแหละครับ”

“เขาซื้อปูนาไปทำอะไรบ้างน่ะ”

“พี่เคยกินแบบไหนครับ”

“ปูดอง มีเมนูอะไรอีกไหม”

“หลายเมนูครับพี่ ลาบปู อ่อมปู ป่นปู ปูย่าง ปูทอด อ่องปู รับรองว่าอร่อยทุกเมนู” ในช่วงหน้าฝน ชาวบ้านจะหาปลาเป็นอาชีพหลักกันอย่างมากมาย เพราะใกล้อ่างเก็บน้ำ ทำให้นิวัตรและครอบครัวมีกิจกรรมหารายได้ไม่เว้นแต่ละวัน นอกจากนั้น ยังปลูกดาวเรืองตัดดอกส่งขายให้แม่ค้าขายพวงมาลัยในตลาดอีก ฝ่ายภรรยาก็ทำขนมส่งขายตามร้านค้าเพื่อเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง เรียกว่าบ้านนี้ไม่เคยมียามว่างกันเลยทีเดียว

“ตอนนี้มีอะไรขายบ้างเนี่ย”

“ผมเริ่มขายของทางออนไลน์แล้วครับพี่ สั่งมาได้ทุกอย่าง ปูนา ขนมดอกจอก ปลาส้ม ปลาแดดเดียว ปลาร้า”

“แล้วเรื่องพันธุ์ไม้”

“ก็มีหลายอย่างครับ มะนาว ฝรั่งสายพันธุ์ดีๆ พุทรา ชมพู่ น้อยหน่า ส่วนมากที่สวนผมมีไม้ผลจากไต้หวันหลายอย่างครับ”

“แล้วผัก ยังปลูกขายอีกไหม”

“รายได้ประจำวันเลยพี่ เก็บผักขายทุกวันแหละ”

“แล้วบ้านที่ชลบุรี”

“ให้เช่าครับพี่ พอได้เก็บค่าเช่าไว้ให้น้องฟ้าใสได้เรียน เป็นสมบัติให้ลูกครับ”

“ทำแบบนี้ มีคนมาพูดอะไรให้ได้ยินไหม”

“เยอะพี่ มีคนดูถูกไว้เยอะ แต่ผมก็ไม่สนใจหรอก ผมทำเพื่อครอบครัว กลับมาบ้านมาดูแลพ่อแม่ มีครอบครัวลูกเมียอยู่พร้อมหน้า เท่านี้ก็มีความสุขแล้วพี่”