แกนนำยางใต้ ยื่นข้อ 5 เสนอบิ๊กตู่ ประชุม ครม.สัญจร ชุมพร

ระนองเร่งแก้ปัญหาวิกฤตยางพาราไทย เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม นายสุนทร รักษ์รงค์ นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้และเลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สคยท.) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่และประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ในวันที่ 20-21 สิงหาคม ที่จังหวัดชุมพรและระนอง ในฐานะเจ้าบ้านที่เป็นเกษตรกรชาวสวนยางต้องขออภัย ที่ไม่สามารถอยู่ต้อนรับได้เพราะติดภารกิจ แต่มีเรื่องการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำที่จะฝากให้พิจารณา ด้วยการทวงข้อเสนอเดิมและมีคำถามเพื่อให้ท่านตอบ

หลังจากการแก้ไขวิกฤตยางพาราไทย ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2557 ของรัฐบาล คสช. จนถึงปัจจุบัน แม้จะเปลี่ยนรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบมาหลายคน แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ราคายางพาราสูงขึ้นได้ สมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ ได้เสนอแนวทางปฏิรูปยางพาราไทย 5 ด้าน ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายกฤษฎา บุญราช เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2560 โดยมี

1.ปฏิรูปเกษตรกรชาวสวนยาง ด้วยการใช้กลไก พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย 2558 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรชาวสวนยาง เช่น การจัดสวัสดิการให้เกษตรกรชาวสวนยาง โดยเฉพาะคนกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อยที่เดือดร้อนสุด โดยมีข้อเสนอให้รัฐบาลจัดทำแผนแม่บทว่าด้วยการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรชาวสวนยาง ทั้งนี้เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางสามารถพึ่งพาตัวเองได้ ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

2.ปฏิรูปสวนยาง ด้วยยุทธศาสตร์สวนยางยั่งยืน เพื่อเปลี่ยนสวนยางเชิงเดี่ยวเป็นป่ายางที่มีสมดุลนิเวศและเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ด้วยการจัดการรูปแบบการปลูกยางใหม่ โดยให้มีต้นยางเพียง 40-44 ต้น ต่อไร่ จากรูปแบบการปลูกยางเดิม 76-80 ต้น ต่อไร่ ทำปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง มีการปลูกพืชร่วมยาง เช่น ผักพื้นบ้าน ผลไม้ ไผ่ กาแฟ มีการทำเกษตรผสมผสาน เช่น เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงผึ้ง ทำฟาร์มเห็ด มีการปลูกต้นไม้ยืนต้นที่มีค่าทางเศรษฐกิจตามแนวทางธนาคารต้นไม้ เพื่อสร้างเสริมรายได้และลดต้นทุนการผลิต

มีการเสนอให้ใช้ชุดความคิดสวนยางยั่งยืน เพื่อแก้ปัญหาสิทธิในที่ทำกินให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ 4.6 ล้านไร่ 3 แสนครัวเรือน โดยให้เกษตรกรชาวสวนยางร่วมกลุ่มทำสวนยางยั่งยืน และขอใช้ประโยชน์ทีดินตามกฎหมาย ลักษณะสิทธิชุมชน

3.ปฏิรูปการผลิตและแปรรูปยางพารา ด้วยการใช้นโยบายของรัฐบาลเพื่อเพิ่มการใช้ยางในประเทศให้ได้ 20% หรือ 1 ล้านตัน ภายใน 2 ปี รวมทั้งการใช้กลไกของการยางแห่งประเทศไทย ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยางรวมกลุ่มเป็นสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และวิสาหกิจชุมชน เพื่อแปรรูปยางพารา จนยกระดับความเข้มแข็ง นำไปสู่การทำการตลาดส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางด้วยตนเองของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง

4.ปฏิรูปการตลาด ด้วยการลดการพึ่งพาตลาดจีน ให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ตั้งบริษัทหรือบริษัทมหาชนค้าขายยางและแปรรูปยาง เพื่อถ่วงดุลและรักษาเสถียรภาพราคายางพารา และให้เพิ่มการทำ spot marget เพื่อต่อสู้กับตลาดกระดาษหรือตลาดซื้อขายยางล่วงหน้า

5.ปฏิรูป กยท. เพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของเกษตรกรชาวสวนยาง ตามเจตนารมณ์ พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย 2558 และพัฒนาคุณภาพพนักงาน กยท. ให้มีศักยภาพเพื่อรองรับสถานการณ์ของยางโลกที่เปลี่ยนไป

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร ต้องบังคับใช้ พ.ร.บ. ควบคุมยาง 2542 อย่างเคร่งครัด เพื่อให้พ่อค้าส่งออกยางลดการเอาเปรียบเกษตรกรชาวสวนยาง รวมทั้งให้กระทรวงพาณิชย์ กำหนดราคายางให้เลยจุดคุ้มทุน เพราะเป็นสินค้าควบคุม

เครื่องมือของใช้ชาวบ้าน วัสดุที่นำมาใช้มักเป็นของใกล้ตัว ต้องการเมื่อใดก็หยิบจับได้ง่าย

อย่าง เข่งใส่ผัก เรานำไผ่ริมรั้วมาเป็นวัสดุ จากนั้นใช้ฝีมือจักตอก และสานออกมา เรียกว่าถ้ามีไผ่อยู่ริมรั้วแล้ว แค่มีฝีมือก็ผลิตเข่งออกมาใส่ผักได้แล้ว ไม่ต้องไปซื้อหาวัสดุใดๆ เข้ามาเพิ่มเติมอีก วิธีสานเข่งใส่ผัก เริ่มจากหาไผ่ลำงามๆ มาจักตอก ตอกสานเข่งใส่ผักไม่ต้องจักเป็นเส้นเล็กๆ เหมือนใช้สานเข่งอย่างอื่น แต่จักเป็นตอกเส้นโตๆ เมื่อได้ตอกยืน ตอกเวียน เรียบร้อยแล้ว เราก็เริ่มสานได้

เราชาวบ้านมักมีแบบเข่งไว้ 1 ใบ เมื่อเราเริ่มต้นสานส่วนของก้นแล้ว เราก็เอามาทาบเข้ากับก้นของแบบ ใช้ไม้กลัดไว้ให้มั่นคง แข็งแรง กันขยับเขยื้อนเวลาสาน จากนั้นก็ค่อยๆ ใช้ตอกเวียนสานวนไปทางเดียวกัน จนกระทั่งได้ความสูงของเข่งตามต้องการ

การที่เรามีแบบ ช่วยให้เข่งทุกใบมีขนาดเท่ากัน ทั้งเส้นผ่าศูนย์กลางและความสูง เมื่อสานเสร็จเรามักวางซ้อนๆ กันไว้ เมื่อผู้สั่งซื้อ หรือผู้มารับไปขายมา เราก็ช่วยกันยกขึ้นไปเรียงไว้ รายการต่อไปก็คือคิดค่าแรง

ถูกแพงขึ้นอยู่กับฝีมือ และสถานที่ขนส่ง

เข่งผักชาวบ้านแต่ละที่ แต่ละถิ่นรูปร่างอาจผิดเพี้ยนกันไปในรายละเอียด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบรรพบุรุษของแต่ละถิ่นว่า สั่งสมการสานกันมาอย่างไร สำหรับเข่งใส่ผักย่านแม่กลอง อย่างย่านที่เรียกกันติดปากว่า “อัมพวาสวนนอก บางกอกสวนใน” คำว่า สวนนอก จากสวนผลไม้แล้ว ยังมีสวนผักด้วย

ชาวสวนผักต้องมีเข่งใส่ผัก เพื่อความสะดวกในการเก็บและขนย้าย เข่งใส่ผักของแม่กลอง รูปร่างกระชับ ขนาดกะทัดรัด เหมาะสำหรับการขนย้ายโดยการหาบและหาม ไม่เหมือนเข่งบางถิ่นที่ใหญ่โต ถ้าจะเคลื่อนย้ายต้องช่วยกันหามไป ไม่อย่างนั้นต้องนั่งยองๆ แล้วร้องไห้ เนื่องจากผักแต่ละเข่งนั้นหนักมาก

จะไม่ให้หนักได้อย่างไร ในเมื่อต้องมีน้ำพรมเปียกแฉะอยู่เสมอ ถ้าไม่พรมน้ำไว้ ไม่นานก็เหี่ยวเฉา เก็บเกี่ยวไปขายก็ไม่ได้ราคา

เข่งใส่ผัก นอกจากใส่ผักได้สารพัดชนิดแล้ว ว่างงานสวนผักก็นำเข่งมาใส่ของได้ อาจจะใส่มะพร้าวอ่อน ใส่ข้าวโพดที่ยังเป็นฝักๆ อยู่ และอาจนำไปใส่ข้าวของอย่างอื่นได้อีกมากมาย ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้

ในประเทศเรา คนปลูกผักส่วนใหญ่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน เพราะมีความขยันขันแข็งอย่างยิ่งยวด คนปลูกผักต้องหมั่นดูแลผักเป็นอย่างดี มีความละเอียดรอบคอบในการทำงาน เพราะผักต้องการน้ำสม่ำเสมอ ผักเกือบทุกชนิดต้องระวังแมลงอย่างเต็มที่ ถ้าเผลอปล่อยให้แมลงลงแปลงผักเมื่อใด เมื่อนั้นก็สิ้นหวัง

การปลูกผักในปัจจุบัน นอกจากลงแรงหนักแล้ว ยังต้องลงทุนหนักอีกด้วย เพราะค่ายาแพงมาก ผักบางชนิดจำเป็นต้องใช้ยา ถ้าไม่ใช้อาจไม่ได้ผลเก็บเกี่ยวเลย แมลงตัวร้ายไม่รู้มาจากไหน พากันมากัดกินเสียหาย

อย่าง ผักกาด กว่าจะได้ลงเข่งไปขาย เจ้าของสวนต้องเอาใจใส่เป็นอย่างดี รดน้ำ ใส่ปุ๋ย และใช้ยาฆ่าแมลงราคาแพง เพื่อสีสันของผัก การใช้ยาฆ่าแมลงแม้จะเป็นที่รู้กันว่า ทำให้ผู้บริโภคตายผ่อนส่ง แต่อย่างที่บอกคื อผักบางชนิดไม่ฉีดไม่ได้

ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้เกษตรกรบางรายหัวใส หันมาใช้ยาฆ่าแมลงที่ไม่ต้องพึ่งสารเคมี ไม่ว่าจะเป็นน้ำส้มควันถ่าน น้ำจากสะเดา แต่ละรายต่างคิดและค้นในรูปแบบต่างๆ กัน บางคนก็ใช้ได้ผลดี ขณะที่บางคนก็บอกว่าเอาแมลงไม่อยู่ก็มี

อาชีพปลูกผักมีคนมองว่า เหมือนนักแทงหวย เพราะว่าผักมีขึ้นและลง

ถ้าผลผลิตออกขายได้ตอนผักขึ้นก็ยิ้มกันไป แต่ถ้าผลผลิตออกมาช่วงราคาตกต่ำก็หน้าเหี่ยวกันไป บางคราวราคาตกมากๆ หน้าอาจจะเหี่ยวมากกว่าผักในเข่งเสียด้วยซ้ำ ผู้เขียนมีเพื่อนปลูกผักอยู่คนหนึ่ง

เพื่อนบอกว่า มีอยู่ปีหนึ่งเช่าที่ดินหลายไร่ปลูกต้นหอม หลังปลูกต้นหอมปรากฏว่าพื้นที่เหลืออยู่ 1 ไร่ ไม่รู้จะทำอะไรดี จึงเอาเมล็ดผักชีไปหว่านทิ้งไว้ ไม่คาดฝันว่า ต้นหอม ที่หมายมั่นปั้นมือกลับเจ๊งไม่เป็นท่า แต่ผักชีที่หว่านแบบทิ้งๆ ขว้างๆ กลับราคาดีมากๆ

ทำให้ปีนั้นลืมตาอ้าปากได้

อาชีพเกษตรกรรมมีเสี่ยงมาก เสี่ยงน้อยต่างๆ กันไป อย่าง อาชีพปลูกผัก กว่าจะได้ผักมาใส่เข่ง กว่าจะได้เงินมาใส่มือต้องลงทุนและแรง แถมเสี่ยงไม่น้อยเหมือนกัน คุณรัตตินันท์ พิชัยบวรภัสร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ตัวแทน CSR SPIRIT จิตอาสา กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร (ข้าวโพด) ส่งมอบคุณช้างจับมือให้กับ ศาสตราจารย์ นายแพทย์วินัย วนานุกูล รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อมอบให้กับผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต ผู้ป่วยที่มือเกร็งและกล้ามเนื้ออ่อนแรง ลดโอกาสที่เกิดอาการทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นหดสั้น ภาวะข้อติดหรือแบมือไม่ได้ จำนวน 100 ตัว

สหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด เมินราคาผักตกต่ำ หันส่งเสริมสมาชิกปลูกเมล่อนอินทรีย์ พืชเศรษฐกิจตัวใหม่มาแรง ปลูกง่าย ขายคล่อง ราคาพุ่ง กำไรงาม รสชาติดีจนลูกค้าติดใจ ตลาดยังมีความต้องการ แถมราคาถูกกว่าห้าง สร้างอาชีพยั่งยืนให้เกษตรกร เตรียมขยายโรงเรือนปลูกเพิ่มพร้อมฝึกสมาชิกนำไปปลูกเองที่บ้าน เน้นทำคุณภาพและขายตามออเดอร์ เตรียมแผนขยายพื้นที่ปลูกเพิ่ม พร้อมหาตลาดรองรับเพิ่มเพื่อกระจายเมล่อนสู่ผู้บริโภคในราคาไม่แพง

นางกัญญา งามสงวน ผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด กล่าวถึงความสำเร็จในการส่งเสริมอาชีพปลูกเมล่อนอินทรีย์ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยมของผู้บริโภค ว่าสหกรณ์ได้ส่งเสริมสมาชิกหันมาปลูกเมล่อนอินทรีย์ ในลักษณะปลูกในโดม ซึ่งสหกรณ์มีเป้าหมายที่จะสร้างอาชีพสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับสมาชิกและเป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดสารพิษให้กับผู้บริโภค ที่ผ่านมา

สหกรณ์ได้เริ่มต้นส่งเสริมสมาชิกปลูกผักบุ้งอินทรีย์ปลอดสาร เป็นเวลา 1 ปี แต่เจอกับอุปสรรคเรื่องราคาผักบุ้งตกต่ำ ไม่มีตลาดรองรับและไม่คุ้มค่าแรง จึงได้หาความรู้เพิ่มเติม โดยเข้าอบรมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดพิษณุโลก และสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก ที่ได้มาสนับสนุนโครงการปลูกพืชทางเลือกและผักปลอดภัยเพื่อเพิ่มรายได้เสริมให้กับกลุ่มสมาชิก ได้เรียนรู้วิธีการปลูกเมล่อนตามนโยบายยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรและสร้างมูลค่า เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และพัฒนาให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อแก้ไขปัญหาและสร้างอาชีพที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกร

“สหกรณ์ได้รับคำแนะนำจากสำนักงานเกษตรจังหวัดในการเรียนรู้วิธีการปลูกเมล่อน ใช้เวลาเพียง 60 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตนำไปขายได้ และได้เตรียมตลาดไว้รองรับผลผลิตของสมาชิก เพื่อช่วยกระจายไปสู่ผู้บริโภค จากนั้นสหกรณ์จึงลงทุนสร้างโรงเรือนกลางของสหกรณ์ใช้งบประมาณ 600,000 บาท เนื่องจากเห็นว่าเมล่อน เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังมาแรงที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับการลงทุน อีกทั้งกำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคจำนวนมาก หากมีตลาดรองรับชัดเจน ก็จะขยายพื้นที่ปลูกเพิ่ม

เชื่อว่าในอนาคตเมล่อนจะทำเงินให้กับเกษตรกรได้อย่างงดงาม ต่อมาสหกรณ์ได้หันมาปลูกเมล่อนอินทรีย์ตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี โดยซื้อเมล็ดพันธุ์เมล่อนพันธุ์กรีนเน็ตมาปลูก ซึ่งทำให้ผลผลิตมีรสชาติดี เนื้อนุ่ม หวาน หอม มีทั้งสีส้มและเขียว ปัจจุบันขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 บาท ถ้าซื้อเหมาถึงฟาร์มขายราคากิโลกรัมละ 80 บาท ซึ่งถูกกว่าตามห้างทั่วไปและยังปลอดสารด้วย เพราะอยากให้ผู้บริโภคได้กินเมล่อนปลอดสารและราคาที่ไม่แพง” นางกัญญา กล่าว

ปัจจุบันสหกรณ์มีโรงเรือนสำหรับปลูกเมล่อน 2 โรงเรือน เป็นโรงเรือนแบบปิดที่สามารถควบคุมการผลิตได้ โดยจะควบคุมความหนาแน่นของจำนวนต้น การให้น้ำ การดูแลรักษาซึ่งปลอดจากสารเคมี สารกำจัดแมลง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การปลูกเมล่อนยังมีต้นทุนต่ำ ดูแลรักษาง่าย ไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก เพราะเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย ใช้เพียงการทำแบบระบบน้ำหยด เปิดปิดเป็นเวลา จากที่เงินลงทุนครั้งแรก 6 แสนบาท สหกรณ์ได้เริ่มเก็บผลผลิตและจำหน่ายเมล่อนรุ่นแรก ทำกำไรถึง 80,000 บาท

ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ที่ดีให้กับเกษตรกร ปัจจุบันสหกรณ์ขายเมล่อนตามยอดสั่งซื้อของลูกค้าที่สั่งผ่านชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด และโครงการธงฟ้าประชารัฐ นอกจากนี้ ยังได้เชิญหอการค้าจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัด กรมการค้าภายใน มาเยี่ยมชมและชิมรสชาติเมล่อนจากฟาร์มของสหกรณ์ แล้วก็ประทับใจ และช่วยประชาสัมพันธ์หาช่องทางในการจำหน่ายเมล่อนให้กับสหกรณ์ ทำให้ได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นอย่างมาก ทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด ส่วนใหญ่ซื้อกลับไปชิมครั้งแรก ก็จะกลับมาซื้ออีกเพราะติดใจในรสชาติ จากที่ตอนแรกลูกค้าไม่มั่นใจในรสชาติเมล่อน เพราะไม่เคยทานและมองว่าเป็นผลไม้ที่ราคาแพง แต่เมื่อได้ลองทานแล้วก็ชื่นชอบกลับมาซื้อเพราะเห็นว่าราคาถูกกว่าในห้าง แถมหวานอร่อยกว่าด้วย

ขณะนี้สหกรณ์กำลังจะขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก 2 โรงเรือน เพื่อกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดให้มากขึ้น โดยจะให้สมาชิกนำความรู้ไปต่อยอด หากจะทดลองปลูกที่บ้านของตัวเอง สหกรณ์ก็จะไปรับซื้อถึงที่เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้แก่สมาชิก ขณะเดียวกัน สหกรณ์จะประชุมกับทางสำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อนำเสนอเมล่อนอินทรีย์ของสหกรณ์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถช่วยกระจายสินค้าได้ดีและมีตลาดรองรับเพิ่ม โดยสหกรณ์มองเห็นโอกาสจากการปลูกเมล่อนจำหน่าย หากสมาชิกได้เรียนรู้และสนใจจะทำอาชีพนี้จริงจัง

ก็น่าจะสร้างรายได้ให้กับสมาชิกได้มากกว่าการปลูกพืชชนิดอื่น และทำให้มีรายได้อย่างต่อเนื่องทั้งปี ขณะนี้มีห้างสรรพสินค้าติดต่อมารับซื้อเยอะ แต่สหกรณ์ต้องการทำให้ผลผลิตมีคุณภาพคงที่เสียก่อน แล้วจะขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นเพื่อรวบรวมผลผลิตส่งขายให้กับทางห้าง ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงเรียนรู้ แต่คาดว่าในอนาคตสหกรณ์จะสามารถผลิตเมล่อนอินทรีย์ ส่งจำหน่ายให้กับผู้บริโภคได้เพิ่มมากขึ้น หากสนใจจะสั่งซื้อเมล่อนจากสหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด จังหวัดพิษณุโลก ติดต่อสอบถามได้ที่ 055-258-449 หรือ 086-937-4904

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ตรวจติดตามการดำเนินงาน วว. ด้านการพัฒนายางพาราตลอดห่วงโซ่คุณค่า ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจ ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินงานของ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้าไปพัฒนาการผลิตยางพาราตลอดห่วงโซ่คุณค่าอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การจัดการดิน การทำปุ๋ยลดต้นทุนการปลูกยาง การผลิตชีวภัณฑ์ป้องกันโรคระบบรากยางพารา การปลูกพืชแซมในสวนยาง การแปรรูปกล้วยหอมซึ่งปลูกแซมในสวนยาง และการแปรรูปเป็นหมอนไร้กลิ่นยาง/ถุงมือผ้าเคลือบน้ำยาง ทั้งนี้

จะนำผลสำเร็จดังกล่าวเสนอต่อการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรต่อไป โอกาสนี้ ดร.อาภารัตน์ มหาขันธ์ รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน วว. ผู้บริหาร นักวิจัย ตลอดจนกลุ่มเกษตรกร ร่วมให้การต้อนรับ ในวันที่ 20 สิงหาคม 2561 ณ สหกรณ์กองทุนสวนยางทรัพย์ทวี จำกัด ตำบลทรัพย์ทวี อำเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ดร.อาภารัตน์ มหาขันธ์ รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน วว. กล่าวว่า วว. วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มเข้าไปพัฒนาการผลิตยางพาราตลอดห่วงโซ่คุณค่าอย่างเป็นรูปธรรม สร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจ โดยมี สหกรณ์กองทุนสวนยางทรัพย์ทวี จำกัด อำเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นพื้นที่ดำเนินการ ดังนี้

การจัดการดิน ด้วยการให้ความรู้การวิเคราะห์ดินอย่างง่าย และแปรผลการวิเคราะห์ เพื่อให้เกษตรกรทราบถึงคุณสมบัติของดินเบื้องต้น พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ในการปรับปรุงดินที่เหมาะสม

ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงสำหรับยางพารา เป็นปุ๋ยที่บำรุงทั้งต้นยางพาราและบำรุงดิน ทำให้ต้นยางพาราเจริญงอกงามดี ให้ผลผลิตสูง ช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน อันจะส่งผลถึงการเกษตรที่ยั่งยืนในอนาคต

การปลูกพืชแซมในสวนยางพารา วว. ได้ทดลองปลูกพืชเศรษฐกิจในแปลงทดลอง จำนวน 2 ชนิด ได้แก่ 1. กล้วยหอมทอง และ 2. ต้นจำปาทอง เพื่อเป็นพืชแซมในสวนยางพารา สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอีกทางหนึ่ง

การผลิตชีวภัณฑ์ป้องกันโรคระบบรากยางพารา เป็นการป้องกันโรคยางพาราด้วยจุลินทรีย์ไตรโคเดอร์มา สายพันธุ์เฉพาะที่สามารถป้องกันโรครากขาว และรากน้ำตาลในยางพารา

การแปรรูปกล้วยหอม/หัวปลีซึ่งปลูกแซมในสวนยาง วว. ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการแปรรูปเป็นกล้วยหอมทอดแบบสุญญากาศ พร้อมกับบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม และการแปรรูปหัวปลีเป็นน้ำหัวปลี

การแปรรูปยางพาราเป็นหมอนไร้กลิ่นยาง วว. ใช้เทคโนโลยีด้านนวัตกรรมวัสดุช่วยเพิ่มความนุ่มให้กับผลิตภัณฑ์ และใช้เทคโนโลยีด้านนวัตกรรมวัสดุร่วมกับการใช้กลิ่นที่สกัดจากพืชชนิดต่างๆ ที่ช่วยส่งเสริมให้นอนหลับง่าย ปรับอารมณ์ให้สมดุลและสงบ ช่วยผ่อนคลาย อาทิ กลิ่นหญ้าแฝก กลิ่นมะลิ เป็นต้น ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับน้ำยางพาราได้ 3-5 เท่า โดยในอนาคตคาดการณ์ว่าจะนำผลิตภัณฑ์ไปใช้ในโรงเรียนอนุบาล 5,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะสามารถเพิ่มปริมาณการใช้น้ำยางข้นประมาณ 3,500 ตัน (คิดเป็นปริมาณน้ำยางสด 7,000 ตัน)

ถุงมือผ้าเคลือบยาง น้ำยางจะช่วยเพิ่มความทนทานให้แก่ถุงมือ ทำให้ถุงมือผ้าเคลือบยางมีคุณสมบัติป้องกันการบาดคม บาดเฉือน ลดแรงกระแทก กันลื่น นำไปใช้ในงานด้านเกษตรกรรม ประมง ก่อสร้างและอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับน้ำยางพาราได้มากกว่า 10 เท่า และน้ำยาง 1 กิโลกรัมสามารถนำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตถุงมือผ้าเคลือบยางได้ถึง 30 คู่

ทั้งนี้ หากในอนาคตสามารถขยายการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมโดยใช้เครื่องจักรแบบต่อเนื่องที่มีกำลังการผลิตเดือนละ 500,000 คู่ จะมีปริมาณการใช้น้ำยางข้นต่อเดือนประมาณ 16.7 ตัน (คิดเป็นปริมาณน้ำยางสด 33.4 ตัน)

ทั้งนี้ ในการเพิ่มมูลค่ายางดิบของ วว. นั้น ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ ผลกระทบทางสังคม และผลกระทบด้านเกษตรกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ในมิติสร้างมูลค่าเพิ่มยางพาราด้วยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ช่วยแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ ลดการนำเข้าของผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ ช่วยให้ชาวสวนยางพาราและคนในชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรจากการขายยางพารา รวมทั้งก่อให้เกิดผู้ประกอบการใหม่ด้านการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากยางพารา

ถามเพิ่มเติมได้ที่ กองประชาสัมพันธ์ สำนักสื่อสารองค์กร วว. โทร. 0 2577 9360 โทรสาร 0 2577 9362 E-mail : pr@tistr.or.th ดร.สาโรจน์ ขอจ่วนเตี๋ยว ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาช่างอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานพิธีมอบโล่รางวัลการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์สมาคมวิทยาศาสตร์ฯ-อาชีวศึกษา-เอสโซ่ ระดับชาติ ประจำปี 2561 ให้กับสถาบันการศึกษาที่ส่งโครงงานเข้าประกวด ในงานวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ที่ศูนย์การแสดงสินค้าอิมแพค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา

โดย ผู้ชนะเลิศ ระดับ ปวช. ชื่อโครงงานเรื่อง “การศึกษาสมบัติของพลาสติกชีวภาพจากเซลลูโลสใบสับปะรดที่ใช้สำหรับเป็นถุงเพาะชำทางเกษตร” จากวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี และผู้ชนะเลิศ ระดับ ปวส. ชื่อโครงงานเรื่อง “การพัฒนาและศึกษาประสิทธิภาพไม้เท้าค้ำ” จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก โดยเชือดเฉือนเอาชนะอันดับ 2 จากวิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร กันเพียง 1 คะแนน ในชื่อโครงงานเรื่อง “การศึกษาการใช้ชนิดของปุ๋ยอินทรีย์เพื่อไปกำหนดค่าสีและค่าความหวานของกล้วยไข่สายพันธุ์กำแพงเพชร”

ซีเอ็นเอช อินดัสเทรียล (ประเทศไทย) มอบรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อ นิว ฮอลแลนด์ ให้สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กรุงเทพฯ – 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561 – นายมุสตาค เอ็มเร่ คาราซลี Business Director/Agriculture Machinery พร้อมด้วยผู้บริหารของ บริษัท ซีเอ็นเอช อินดัสเทรียล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อ นิว ฮอลแลนด์ มอบรถแทรกเตอร์ นิว ฮอลแลนด์ จำนวน 1 คัน ให้คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดย รศ. ดร. คมสัน มาลีสี คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็นผู้แทนรับมอบ พร้อมด้วยคณาจารย์ของสถาบันฯ ได้แก่ ดร. วสุ อุดมเพทายกุล หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเกษตร ผศ. ดร. วสันต์ ชุ่มใจหาญ อาจารย์ประจำภาควิชาฯ และ ดร. จิตราพร กังสวัสดิ์ เจ้าหน้าที่ประสานงานภาควิชาฯ

นอกจากนี้ นายเอ็มเร่ กล่าวว่า บริษัทมีความตั้งใจสนับสนุนสื่อการเรียนการสอนให้กับสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อการพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมเกษตรในประเทศไทย อันสอดคล้องกับนโยบายของ สถาบันฯ ที่ยินดีร่วมมือกับบริษัทในหลายโครงการในอนาคตของสถาบันฯ เช่น การใช้พื้นที่แปลงสาธิตสำหรับการทดสอบการใช้งานผลิตภัณฑ์ของ นิว ฮอลแลนด์ ฯลฯ บริษัทจะยังคงดำเนินการกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นการขอบคุณสังคมไทย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารถแทรกเตอร์ นิว ฮอลแลนด์ จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวหน้าในด้านธุรกิจการเกษตร

บริษัท ซีเอ็นเอซ อินดัลเทรียล (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทชั้นนำระดับโลก ที่มีการออกแบบ ผลิตและจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย อาทิ เช่น เครื่องจักรกลการเกษตร ภายใต้แบรนด์ นิว ฮอลแลนด์ (New Holland), เครื่องจักรกลในการก่อสร้างภายใต้แบรนด์ เคส (Case Construction), รถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์, รถบัสเพื่อการขนส่งและรถเฉพาะกิจ ภายใต้แบรนด์ อิเวโก้ (IVECO) รวมทั้งระบบส่งกำลังสำหรับรถเพื่อการพาณิชย์ ภายใต้แบรด์ เฟียต พาวเวอร์ เทรน (Fiat Powertrain)