แก้วมังกร-ส้มเขียวหวาน-สมุนไพร พืชทางเลือกตาม Agri-Map

สร้างกำไรให้เกษตรกรเมืองแพร่นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) ในพื้นที่จังหวัดแพร่ ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก (สศท.2) ได้ทำการศึกษาเศรษฐกิจสินค้าเกษตรที่สำคัญ รวมทั้งสินค้าทางเลือกที่มีศักยภาพสำหรับปรับเปลี่ยนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าวเหนียวนาปี โดยผลการศึกษาพบว่า

กลุ่มที่ 1 การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวเหนียวนาปีในพื้นที่เหมาะสมมาก (S1) และเหมาะสมปานกลาง (S2) ควรส่งเสริมและพัฒนาโดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยกระดับคุณภาพสินค้าสู่มาตรฐาน ควบคู่กับการสร้างกลุ่มที่เข้มแข็งและพัฒนาระบบการบริหารจัดการกลุ่มที่มีประสิทธิภาพ

กลุ่มที่ 2 การผลิตในพื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) และพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) ในกรณีที่เกษตรกรสนใจปรับเปลี่ยนการผลิต ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (มีพื้นที่ S3 และ N รวม 305,665 ไร่) พื้นที่อำเภอร้องกวาง อำเภอเมือง และอำเภอลอง พบว่า สามารถปลูกไม้ผลเป็นพืชทางเลือกได้ 2,613 ไร่ และในกรณีเกษตรกรสนใจปรับเปลี่ยนการผลิตข้าวเหนียวนาปี (มีพื้นที่ S3 และ N รวม 63,135 ไร่) ในพื้นที่อำเภอเมืองลอง อำเภอวังชิ้น และอำเภอร้องกวาง จะสามารถปลูกไม้ผลเป็นพืชทางเลือกได้ 16,845 ไร่

สำหรับพืชทางเลือกที่เหมาะในการปรับเปลี่ยน มีจำนวน 3 ชนิด ได้แก่ แก้วมังกร มีต้นทุนการผลิต 8,449 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนจากการผลิตในปีที่ 3-15 ประมาณ 43,014 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 34,564 บาท/ไร่ โดยร้อยละ 90 จำหน่ายให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านถิ่น ซึ่งผลผลิตบางส่วนทางกลุ่มจะนำมาแปรรูปอบแห้ง และส่งให้พ่อค้ารวบรวมนอกพื้นที่ ส่วนที่เหลืออีก ร้อยละ 10 เกษตรกรขายเองในตลาดชุมชน ซึ่งปัจจุบันมีกระแสความต้องการของตลาดเพิ่มมากขึ้นจากกลุ่มผู้รักสุขภาพและความงาม

ส้มเขียวหวาน มีต้นทุนการผลิต 16,392 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนจากการผลิตในปีที่ 4 ประมาณ 23,896 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 7,504 บาท/ไร่ ผลผลิต ร้อยละ 70 จำหน่ายให้ผู้รับซื้อในท้องถิ่น โดยจะคัดเกรดเพื่อขายส่งให้กับพ่อค้าส่งต่างจังหวัด จากนั้นจะกระจายต่อไปยังตลาดไทยเจริญ ตลาดไท และตลาดสี่มุมเมือง และ สมุนไพร ได้แก่ ขมิ้นชัน และไพล มีต้นทุนการผลิต 30,166 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนจากการผลิตเมื่ออายุเฉลี่ย 9-11 เดือน ประมาณ 72,528 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 42,362 บาท/ไร่ โดยจะเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงฤดูแล้ง (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) ซึ่งร้อยละ 90 จะจำหน่ายให้กลุ่มวิสาหกิจสมุนไพร เพื่อขายส่งให้กับพ่อค้ารวบรวมในพื้นที่ และส่งต่อไปที่โรงพยาบาลสอง โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเพื่อผลิตยาแผนโบราณรักษาโรค ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและองค์ความรู้ด้านสมุนไพร

ด้าน นายบุญลาภ โสวัณณะ ผู้อำนวยการ สศท.2 กล่าวเสริมว่า หากในกรณีเกษตรกรไม่ปรับเปลี่ยนการผลิต เนื่องจากมีพื้นที่ทำการเกษตรน้อย และปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือนแนวทางการพัฒนา จึงควรมุ่งเน้นการปรับปรุงคุณภาพดินให้มีคุณสมบัติเหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อาทิ การตรวจวิเคราะห์ดินรายแปลง การใช้สารปรับปรุงบำรุงดินตามค่าวิเคราะห์ดิน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น แหล่งน้ำ เป็นต้น ทั้งนี้ สศท.2 ได้มีการหารือและรับฟังข้อคิดเห็นเกี่ยวกับผลการศึกษาดังกล่าว

ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายภาคประชาสังคมระดับจังหวัด ซึ่งที่ประชุมได้ให้ข้อเสนอแนะในประเด็นต่างๆ เช่น การส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ มาตรฐาน GAP แบบครบวงจร เน้นกลุ่มผู้บริโภคตลาดเฉพาะ รูปแบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) การบริหารจัดการสินค้าเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่อุปทานสอดคล้องทั้งด้านอุปสงค์อุปทาน

รวมถึงส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าเชิงเศรษฐกิจสร้างสมดุลระบบนิเวศคนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน โดยปลูกพืชที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในแต่ละเดือนได้ อาทิ ถั่วลิสง สมุนไพรต่างๆ ตามความต้องการและความเป็นไปได้ในการผลิตสินค้าชนิดใหม่ที่เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างแท้จริง สำหรับท่านที่สนใจผลการศึกษาเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ สศท.2 โทร. (055) 322-650 และ (055) 322-658 หรือ อี-เมล zone2@oae.go.th

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ประกาศตัวเลขรับวันปลอดถุงพลาสติกสากล ในฐานะผู้นำร่องห้างไม่แจกถุงพลาสติกเจ้าแรกในประเทศไทย ตั้งแต่วันแรกที่เปิดดำเนินการจนถึงปัจจุบันกว่า 30 ปี ลดถุงพลาสติกไปแล้วกว่า 5,400 ล้านใบ สร้างพฤติกรรมคุ้นชินให้คนไทยไม่ใช้ถุงพลาสติกเวลาช็อปปิ้ง พร้อมเดินหน้าการเป็นผู้นำงดจำหน่ายโฟมบรรจุอาหาร เน้นกระตุ้นร้านอาหารใช้ผลิตภัณฑ์ย่อยสลายได้ หวังสร้างวัฒนธรรมปลอดขยะพลาสติกในไทย

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการตลาด บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตั้งแต่วันแรกที่เปิดดำเนินการในประเทศไทย เมื่อ 30 ปีที่แล้ว แม็คโครให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการประกาศตัวเป็นห้างที่ไม่แจกถุงพลาสติกให้กับลูกค้าที่เข้ามาจับจ่าย ตั้งแต่เริ่มดำเนินกิจการและยังคงยืนหยัดต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ยุคนั้นผู้คนพูดถึงเรากันมาก ทั้งตำหนิ ทั้งชื่นชม แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี จวบจนวันนี้แม็คโครยังมุ่งมั่นและชัดเจนกับการดำเนินนโยบายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง สร้างการจดจำ และก่อเกิดพฤติกรรมความเคยชินลดใช้ถุงพลาสติกมาอย่างยาวนาน เป็นที่รู้กันเลยว่า ถ้ามาซื้อของที่แม็คโคร ไม่มีถุงพลาสติกใส่ให้

“เนื่องในวันปลอดถุงพลาสติกสากล 3 กรกฎาคม แม็คโครได้รวบรวมตัวเลขการลดใช้ถุงพลาสติกตลอด 30 ปีที่ผ่านมา พบตัวเลขที่น่าภาคภูมิใจมาก เพราะลดไปได้แล้วกว่า 5,400 ล้านใบ นับเฉพาะ 1 ใบต่อครั้งในการจับจ่าย ซึ่งลูกค้าหลักของแม็คโครจะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการร้านโชห่วย และผู้ประกอบการร้านอาหาร แม็คโครตระหนักดีว่า ปัญหาขยะพลาสติกไม่ได้เป็นเรื่องของคนใดคนหนึ่งหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของโลก และมนุษยชาติที่จะต้องหันมาช่วยกันแก้ไข สำหรับเมืองไทยน่าดีใจที่ปีนี้ บรรดาธุรกิจค้าปลีก

โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ซูเปอร์มาร์เก็ต พากันหันมาเอาจริงกับนโยบายการงดให้ถุงพลาสติก ซึ่งแม็คโครเราได้ดำเนินนโยบายนี้มาแล้วหลายสิบปี แต่เรายังไม่หยุดนิ่งกับนโยบายเรื่องสิ่งแวดล้อม และเพิ่มระดับความสำคัญมากขึ้น ด้วยการเป็นผู้นำหยุดขายโฟมบรรจุอาหารใน 12 สาขานำร่อง ใกล้แหล่งท่องเที่ยวรายแรกในไทย รวมถึงตั้งเป้าหยุดจำหน่ายโฟมบรรจุอาหารในทุกสาขาภายในปี 2564 โดยร่วมมือกับภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนรับทราบ และเกิดเป็นแรงกระเพื่อมให้ภาคเอกชนรายอื่นๆ ให้ความสำคัญในการลดจำหน่ายหรือใช้โฟมบรรจุอาหารโดยหวังว่า สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นวัฒนธรรมปลอดขยะพลาสติกให้กับประเทศของเรา” นางศิริพร กล่าว

ทั้งนี้ วันที่ 3 กรกฎาคม นับเป็น “วันปลอดถุงพลาสติกสากล” ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ กับการจัดการขยะพลาสติก ซึ่งประเทศไทยมีโรดแม็ปจัดการขยะพลาสติกปี พ.ศ. 2561-2573 ตั้งเป้าหมายลด ละ เลิก ใช้พลาสติก มาใช้สิ่งเป็นมิตรสิ่งแวดล้อมแทน รวมถึงกำหนดเป้าหมายของปี 2565 จะเลิกใช้พลาสติก 4 ชนิด คือ ถุงหูหิ้วที่มีความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอน กล่องโฟม หลอดพลาสติก แก้วน้ำพลาสติก เนื่องจากเกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศทางธรรมชาติอย่างคาดไม่ถึง และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน รวมไปถึงยังเป็นสาเหตุการตายของสัตว์ทะเลอย่าง เต่า วาฬ ฯลฯ

ที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 6 ของโลกที่ปล่อยขยะลงสู่ทะเลและมหาสมุทร สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้เปิดเผยสถิติ 10 อันดับ ขยะในทะเลไทยประจำปีงบประมาณ 2561 พบว่า ถุงพลาสติก ครองอันดับ 1 (15,154 ชิ้น) รองลงมาคือ ขวดพลาสติก, ขวดแก้ว, ถ้วย จาน โฟม, หลอดพลาสติก, เชือก, ถุงก๊อบแก๊บ, กระป๋องเครื่องดื่ม, กล่องโฟม, ห่อขนม

เกษตรกรจำนวนมากสนใจซื้อวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์มาเข้าคอกขุน เพราะโตเร็ว เนื้อดี ไขมันแทรกในเนื้อสูง ถือเป็นเนื้อเกรดบน ตลาดบน แต่ก็ใช่ว่าจะหาวัวลูกผสมเล่ส์ได้ง่ายๆ ในช่วงที่วัวราคาดี ขอแนะนำให้เกษตรกรลองเลี้ยงวัวไทยพื้นเมืองมาเข้าขุนด้วยอีกทาง เป็นอย่างไรนั้น ตามไปชมกัน

โดยทั่วไป เกษตรกรมักมองหาวัวโครง หรือที่เรียกภาษาท้องถิ่นว่า “วัวซาก” มาเข้าคอกขุน ซึ่งส่วนใหญ่มักมองหาวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์เป็นหลัก โดยนำนมาขุนวัวด้วยเปลือกสับปะรดเป็นอาหารหยาบ ให้อาหารวันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้าและเย็น ส่วนอาหารข้นก็ให้วันละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 7-8 กิโลกรัม ต่อตัว ต้องใช้เวลาขุนวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์ประมาณ 5 เดือนเพื่อให้ได้น้ำหนักมากกว่า 500 กิโลกรัม จึงจับวัวขายให้กับพ่อค้าที่ให้ราคาสูงที่สุด

เกษตรกรบางรายสนใจจับตลาดวัวพื้นเมืองอีกด้วย โดยขุนวัวไทยติดคอกขุนเป็นประจำ สำหรับ วัวไทยพื้นเมือง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วัวลาน จะเน้นคัดวัวลานที่หาซื้อได้ในท้องถิ่น ซึ่งเป็นวัวลานที่ใช้ไม่ได้หรือมีปัญหามาเข้าคอกขุน ทั้งนี้ การขุนวัวไทยพื้นเมือง มักนิยมขุนด้วยเปลือกสับปะรด วันละ 7-8 กิโลกรัม ต่อตัว ใส่ติดรางให้กินได้ตลอดทั้งวัน รวมทั้งให้อาหารข้น วันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้าและเย็น ตกตัวละประมาณ 8 กิโลกรัม ต่อตัว ต่อวัน นอกจากนี้ ก็ให้ฟางเสริมเข้าไปด้วยทุกวัน ขุนไปเรื่อยๆ ประมาณ 5 เดือน ก็จับขายได้ที่น้ำหนักตัวละประมาณ 300 กิโลกรัม

ถึงแม้ว่าวัวไทยจะโตช้าแต่ก็กินไม่มากเท่าวัวลูกผสม สุดท้ายแล้วเกษตรกรยังสามารถขายวัวได้ในระดับราคาที่น่าพอใจ ดังนั้นเกษตรกรหลายรายจึงนิยมเลี้ยงวัวลานติดคอกขุนไว้ตลอด ซึ่งวัวไทยกลุ่มนี้ เป็นที่นิยมส่งขายตลาดมาเลเซีย เพราะเนื้อวัวไทย จะมีลักษณะแน่นกว่า ถูกใจคนมาเลย์มากกว่า พ่อค้าจึงนิยมส่งไปขายพื้นที่ภาคใต้ที่ติดกับชายแดนมาเลเซีย

เนื้อวัวไทยพื้นเมืองตลาดของเนื้อวัวพื้นเมืองเป็นตลาดระดับล่างที่ตลาดสดหรือเขียงเนื้อในตลาดทั่วไป ลักษณะเด่นของเนื้อวัวพื้นเมืองเหล่านี้อยู่ที่มีโปรตีนสูงและไขมันน้อย เส้นใยกล้ามเนื้อละเอียดและมีลักษณะเนื้อสัมผัสแน่นและค่อนข้างแห้ง มีผลทำให้การสูญเสียน้ำจากชิ้นเนื้อน้อย ไขมันแทรกในเนื้อและไขมันระหว่างก้อนกล้ามเนื้อมีน้อยมาก

ซึ่งลักษณะดังกล่าวส่งผลดีคือ พลังงานที่ได้จากการบริโภคเนื้อต่ำ เป็นแหล่งอาหารโปรตีนเพื่อสุขภาพ สีของเนื้อแดงเข้มเป็นมันวาว เหมาะสำหรับการนำไปปรุงอาหารไทย ได้แก่ แกงมัสมั่น แกงเนื้อ พะแนงเนื้อ ลาบเนื้อ อีกทั้งเหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อ ได้แก่ ลูกชิ้นเนื้อและผลิตภัณฑ์ตะวันตก เช่น salami แฮมดิบรมควัน

ผลจากการวิจัยพบว่า เนื้อวัวพื้นเมืองมีระดับไขมันแทรกเพียงประมาณ 1% (ในเนื้อสันนอก 100 กรัม) ในขณะที่เนื้อวัวขุนโพนยางคำหรือเนื้อวัวขุนเลือดชาร์โรเล่ส์ระดับสูง มีปริมาณไขมันแทรกถึง 10% (ที่ระดับคะแนนไขมันแทรก 4) และสูงถึง 15% (ที่ระดับไขมันแทรก 5) ส่วนเนื้อวัวขุนบราห์มันเลือดสูง มีปริมาณไขมันแทรก ประมาณ 3% ด้านปริมาณโปรตีนในเนื้อวัวแต่ละพันธุ์ไม่แตกต่างกัน เฉลี่ยอยู่ที่ 20% ซึ่งทั้งคุณค่าทางอาหารและคุณค่าทางโภชนาการเหล่านี้ ทำให้เนื้อวัวพื้นเมืองไทยเป็นชิ้นเนื้อที่มีคุณภาพ

เนื้อวัวไทยพื้นเมืองมากด้วยคุณค่า

รู้กันไหมครับว่า เนื้อวัวพื้นเมืองของเรามีคุณค่าทางอาหารสูงมาก เรามาดูข้อมูลนี้กันครับ

ทัศนีย์ และ รัชกฤช รายงานว่า เนื้อวัวพื้นเมืองของไทยมี CLA สูงกว่าเนื้อวัวลูกผสมอื่นๆ CLA คือชื่อย่อของกรดคอนจูเกเตด ไลโนเลอิก (Conjugated Linoleic Acids) เป็นสารผสมของกรดไขมันไม่อิ่มตัว (polyunsaturated fatty acid) ที่เกิดในไส้ พุงของสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น วัว ควาย CLA เป็นสารที่ไม่สามารถผลิตขึ้นได้ในร่างกายมนุษย์

ความสำคัญของ CLA จากผลงานวิจัยของ ดร. ไมเคิล พาริซา มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน (แมดิสัน) สหรัฐอเมริกา พบว่า CLA มีคุณสมบัติการต่อต้านมะเร็ง CLA อาจเป็นหนึ่งในสารที่มีฤทธิ์ต่อสู้กับมะเร็งได้แรงที่สุด ปริมาณ CLA เพียง 0.5% ในอาหารจะช่วยลดภาวะของโรคลงได้กว่า 50% งานวิจัยโดย แมรี่ โชมอน ในวารสาร Journal of Nutrition เมื่อเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 2000 แสดงให้เห็นว่า CLA สามารถลดไขมันและช่วยบำบัดรักษากล้ามเนื้อของคน กลุ่มผู้ถูกทดลองที่ได้รับ CLA เข้าไป ไขมันในร่างกายจะลดลงอย่างชัดเจน เมื่อเปรียบกับกลุ่มผู้ที่ไม่ได้รับ CLA นอกจากนั้น CLA ลดปฏิกิริยาแพ้ที่เกิดจากอาหาร CLA มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยไทรอยด์ ในการช่วยลดการแพ้อาหาร

นอกจากนั้น เนื้อวัวไทยพื้นเมืองยังมีธาตุสังกะสีและธาตุซีลีเนียม (Selenium) สูง ถ้าร่างกายได้รับปริมาณธาตุสังกะสีที่เหมาะสมแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของเราอย่างมาก เช่น ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ป้องกันมะเร็ง พบว่าผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากจะมีปริมาณธาตุสังกะสีต่ำกว่าคนปกติ จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ธาตุสังกะสี สามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากได้ ที่สำคัญต้องกระซิบดังๆ คือ ธาตุสังกะสีช่วยเพิ่มความรู้สึกทางเพศในผู้ชาย การผลิตสเปิร์มของผู้ชายต้องการธาตุสังกะสีมาก การสร้างฮอร์โมนเพศชายก็ต้องการธาตุสังกะสีเช่นกัน

ซีลีเนียม (Selenium) เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันและชะลอความชรา โดยซีลีเนียมและวิตามินอีจะทำงานเสริมกัน ซึ่งต่างก็ช่วยให้อีกฝ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยซีลีเนียมมีส่วนสำคัญมากต่อการสร้างกลูตาไธโอนเพอรอกซิเดส ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระหลักของร่างกายที่พบได้ในทุกเซลล์ ประโยชน์ของซีลีเนียม ช่วยคงความยืดหยุ่นอ่อนเยาว์ของเนื้อเยื่อต่างๆ ช่วยป้องกันมะเร็งได้หลายชนิด ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและเส้นเลือดในสมองตีบ บรรเทาอาการร้อนวูบวาบและอาการวัยทองอื่นๆ ช่วยเพิ่มจำนวนสเปิร์มและประสิทธิภาพการสืบพันธุ์ในผู้ชาย ประโยชน์ของเนื้อวัวไทยพื้นเมือง แค่ 3-4 ข้อ ที่ว่ามา น่าจะเพียงพอที่จะทำให้ท่านผู้อ่าน โดยเฉพาะท่านชายทั้งหลายอยากออกไปตลาดซื้อเนื้อวัวไทยมาแกงสักหม้อ…ใช่ไหมครับ ฮา

ทัศนีย์ ตรัยรัตน์อภิวัน และ รัชกฤช เลิศภัทรโกมล. เนื้อโคพื้นเมืองไทย จากผู้ผลิตถึงผู้บริโภค. เอกสารประกอบการบรรยาย คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร.

วช.ร่วมจังหวัดพะเยา เสริมสร้างความเข้มแข็งวิสาหกิจชุมชนด้วยวิจัยและนวัตกรรม: เครื่องอบแห้งเมล็ดพันธุ์พืชและเครื่องผลิตข้าวฮางงอกวช.เดินหน้างานตามภารกิจ มุ่งส่งเสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับจังหวัดพะเยาและมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ภายใต้แผนงานจัดการความรู้การวิจัย และการขยายผลสู่พื้นที่ชุมชน โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในการมอบ “เครื่องเร่งกระบวนการแช่และเพาะงอกข้าวเปลือกสำหรับการผลิตข้าวฮางงอก” และ “เครื่องอบแห้งแบบถังทรงกระบอกหมุนด้วยรังสีอินฟราเรด” แก่วิสาหกิจชุมชนข้าวหอมมะลิป่าต้นน้ำห้วยร่องสัก จังหวัดพะเยา

โดยมี นายพงษ์พันธ์ วิเชียรสมุทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ให้เกียรติกล่าวต้อนรับ และผศ.ดร.จักรมาส เลาหวาณิช กล่าวรายงานถึงการพัฒนานวัตกรรมโดยการสนับสนุนของวช. ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 ณ วิสาหกิจชุมชนข้าวหอมมะลิป่าต้นน้ำห้วยร่องสัก ต.หนองหล่ม อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา

นวัตกรรมเครื่องอบเมล็ดพันธุ์ ได้รับรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ : รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้นระดับประกาศเกียรติคุณ สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา ประจำปี 2562 วช.ร่วมจังหวัดพะเยา เสริมสร้างความเข้มแข็งวิสาหกิจชุมชนด้วยวิจัยและนวัตกรรม: เครื่องอบแห้งเมล็ดพันธุ์พืชและเครื่องผลิตข้าวฮางงอก

วช.เดินหน้างานตามภารกิจ มุ่งส่งเสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับจังหวัดพะเยาและมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ภายใต้แผนงานจัดการความรู้การวิจัย และการขยายผลสู่พื้นที่ชุมชน โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในการมอบ “เครื่องเร่งกระบวนการแช่และเพาะงอกข้าวเปลือกสำหรับการผลิตข้าวฮางงอก” และ “เครื่องอบแห้งแบบถังทรงกระบอกหมุนด้วยรังสีอินฟราเรด” แก่วิสาหกิจชุมชนข้าวหอมมะลิป่าต้นน้ำห้วยร่องสัก จังหวัดพะเยา

โดยมี นายพงษ์พันธ์ วิเชียรสมุทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ให้เกียรติกล่าวต้อนรับ และผศ.ดร.จักรมาส เลาหวาณิช กล่าวรายงานถึงการพัฒนานวัตกรรมโดยการสนับสนุนของวช. ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 ณ วิสาหกิจชุมชนข้าวหอมมะลิป่าต้นน้ำห้วยร่องสัก ต.หนองหล่ม อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา

นวัตกรรมเครื่องอบเมล็ดพันธุ์ ได้รับรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ : รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้นระดับประกาศเกียรติคุณ สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา ประจำปี 2562

ข้าวตราฉัตรแบรนด์คนไทยแบรนด์เดียว ตอกย้ำข้าวคุณภาพมาตรฐานส่งออก ที่คนไทยทั่วประเทศไว้วางใจ คว้ารางวัล อย.ควอลิตี้ อวอร์ด ปี 2562 เป็นครั้งที่ 2

บริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด (ข้าวตราฉัตร) ได้รับรางวัลเกียรติยศ อย.ควอลิตี้ อวอร์ด ปี 2562 เป็นครั้งที่ 2 ถือเป็นผู้ประกอบการข้าวสารบรรจุถุงรายใหญ่ของประเทศไทย เพียงยี่ห้อเดียว ที่ได้รับรางวัลฯ เพื่อตอกย้ำ “ข้าวตราฉัตร” ข้าวแบรนด์คนไทยผลิต เป็นข้าวสารบรรจุถุงคุณภาพดี สะอาด ปลอดภัยตามมาตรฐานส่งออกที่คนไทยทั่วประเทศไว้วางใจ โดยผลิตภัณฑ์ข้าวตราฉัตรมีการรักษาคุณภาพตามมาตรฐานมาอย่างต่อเนื่อง มีระบบตอบสนองต่อผู้บริโภค (Customer Relations) และประกอบกับเป็นผู้นำธุรกิจยั่งยืน คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) และความปลอดภัยในอาหารของผู้บริโภคมาเป็นหลัก รวมถึงความเป็นอยู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเกษตรกรไทย

นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ (รับผิดชอบธุรกิจข้าวและอาหาร) เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยถึงการได้รับรางวัล อย. ควอลิตี้ อวอร์ด ปี 2562 ในครั้งนี้ว่า “ข้าวตราฉัตร” ให้ความสำคัญตั้งแต่ “ต้นน้ำการผลิตข้าว” เข้าไปส่งเสริมเรื่องเพาะปลูกข้าวอย่างถูกวิธี และรับซื้อวัตถุดิบจากชาวนาโดยตรง หลังจากนั้นสู่กระบวนการ “กลางน้ำ” คือนำวัตถุดิบข้าวที่ได้ เข้าสู่โรงงานปรับปรุงคุณภาพข้าวนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อปรับปรุงคุณภาพข้าว ตลอดจนขั้นตอนสุดท้าย “ปลายน้ำ” ได้มาซึ่งข้าวสารที่มีคุณภาพ บริสุทธิ์ สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล และเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก

ในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ พยามยามพัฒนาชูเกษตรกรให้มีชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน บริษัทฯ มีแนวทางในการพัฒนาให้เกษตรกรกลายเป็น “ฉัตร Smart Famer To Sustainability” จะจัดให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบผสมผสานระหว่างเกษตรกรกับบุคคลต้นแบบ ได้ศึกษาดูงาน ลงมือฝึกปฏิบัติจริง และการเรียนรู้ผ่านสื่อสารสนเทศและสื่อออนไลน์ เป็นการผสานพลังร่วมกันระหว่าง หน่วยงานภาครัฐ กรมการข้าว องค์กรชั้นนำเรื่องวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าว พลังเครือข่ายเกษตรกรไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านปลูกข้าว และข้าวตราฉัตร ผู้เชี่ยวชาญทำตลาดและจัดจำหน่าย

นับเป็นความสำเร็จร่วมกัน เพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิต อีกทั้งมีเป้าหมายในพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer เพื่อทดแทนเกษตรกรผู้สูงอายุ สร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันมาทำการเกษตร และเป็นผู้นำทางการเกษตรในท้องถิ่นอีกด้วย ผมมองว่าประเทศไทยมีโอกาสที่จะติดอันดับผู้นำด้านเทคโนโลยีเกษตร ด้วยความสามารถของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หันมาทำการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม จะทำให้เกิดการปรับเปลี่ยน จากทำมากได้น้อย เป็นทำน้อยได้มาก สอดคล้องกับโมเดล Thailand 4.0 และนอกเหนือจากเรื่องสินค้าและคุณภาพ ยังดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานความเป็นธรรม มีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านกิจกรรมต่างๆ

นายสุเมธฯ ยังแนะนำอีกว่า การเลือกซื้อข้าวสารบรรจุถุงในปัจจุบัน เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้ข้าวดี และมีคุณภาพนั้น แนะนำให้พิจารณาจาก 4 หลักการ ดังนี้ 1. ต้องผลิตจากโรงงานที่มีมาตรฐาน บริหารงานภายใต้ระบบมาตรฐานสากล อาทิ ระบบการบริหารคุณภาพ (ISO 9001:2008), ระบบการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP) ตลอดจนมีระบบการวิเคราะห์อันตราย และจุดวิกฤติที่ต้องควบคุม (HACCP) 2. กระบวนการผลิตข้าวคุณภาพดีต้องมีระบบตรวจสอบย้อนกลับคุณภาพสินค้า เมื่อสินค้าเกิดปัญหา สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทันที 3. ข้าวสารบรรจุถุงที่จำหน่ายในประเทศนั้น ต้องได้รับใบอนุญาต อย. เป็นเครื่องหมาย รับประกันคุณภาพอาหารว่า ได้มาตรฐานปลอดภัยต่อการบริโภค ปกป้อง และคุ้มครองสุขภาพของประชาชน 4. ควรเลือกซื้อข้าวสารที่มีแบบบรรจุถุงที่มีมาตรฐานสากล ปิดสนิท เพื่อป้องกันสิ่งสกปรก เช่น ฝุ่น ละอองต่างๆ รวมถึงฉี่หนู หรือ แมลงอื่นๆ

อีกทั้ง ยังมีหน่วยงานบริหารความพึงพอใจ (CSM) คอยตอบข้อซักถามของลูกค้าทุกกรณี และมีเครื่องหมาย “รับเปลี่ยนสินค้าทันที หากไม่พึงพอใจ” บนถุงข้าวตราฉัตรทุกถุงทั่วประเทศ เพื่อรับประกันคุณภาพข้าวทุกถุงหลังจากออกสู่ตลาด และให้ได้รับสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัย

เรามีความภาคภูมิใจรางวัลที่ได้มาสามารถต่อยอด เพื่อเกิดความภาคภูมิใจในองค์กรและมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และรางวัล “อย. ควอลิตี้ อวอร์ด 2562” ทำให้หน่วยงานราชการรวมถึงผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในสินค้าเรา และตอกย้ำสิ่งต่างๆ ที่คนในองค์กรทำในการดูแลคุณภาพสินค้า และบริการภายใต้แบรนด์ “ข้าวตราฉัตร” ซึ่งเราจะรักษามาตรฐานและต้องทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก