แดเนียล เฟรเซอร์ หลงรักเสน่ห์แบบไทย ณ ชุมชนท่องเที่ยว

OTOP นวัตวิถี จ.สุโขทัยลัดเลาะเมืองเก่าสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งวิถีชุมชนดินแดนสุโขทัย กับฝรั่งยิ้มกว้าง “แดเนียล เฟรเซอร์” ผู้หลงใหลภูมิปัญญาไทย พาสัมผัสเรื่องราวการท่องเที่ยวสไตล์ใหม่ ตามแนวคิด OTOP นวัตวิถี ชมผ้า ผาตีนจก ลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์อย่างดอกทานตะวัน 5 สี เรียนรู้กรรมวิธีการผลิตสินค้า OTOP ที่บ้านมะม่วงร้อยล้าน

สำนักงานพัฒนาชุมชนสุโขทัยและกระทรวงมหาดไทย เผยมิติใหม่ในการท่องเที่ยวชุมชน โดยมุ่งเน้นแนวคิดการพัฒนา OTOP รูปแบบใหม่ สร้างรายได้เข้าสู่ชุมชนโดยร่วมมือกับ รายการหลงรักยิ้ม ซึ่งทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์เสน่ห์ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี พร้อมกระตุ้นให้เกิดการเดินทางเข้าสู่ชุมชน โดยนำไปสู่การกระจายรายได้อย่างยั่งยืน ภายใต้ โครงการไทยนิยมอย่างยั่งยืน OTOP นวัตวิถี จังหวัดสุโขทัย

“แดเนียล” ฝรั่งหัวใจไทย พาท่องเที่ยววิถีชุมชน บ้านคลองต่างหรือที่เรียกว่าบ้านมะม่วงร้อยล้านซึ่งมีความหมายมาจากผลผลิตของ “สวนมะม่วงโชคอนันต์” ที่เป็นแหล่งสร้างอาชีพเสริมให้กับชุมชน โดยนำมะม่วงมาแปรรูปในรูปแบบต่างๆ เช่น มะม่วงแช่อิ่ม, มะม่วงทอด และทอฟฟี่มะม่วงกวน อีกทั้งยังมีสินค้าขึ้นชื่อที่ใครๆ ก็ห้ามพลาด ผงชาจากใบมะม่วง, เยลลี่มะม่วง, คุ้กกี้มะม่วง จากนั้นแวะไปชิมอาหารพื้นบ้านที่หาทานได้ในเฉพาะสุโขทัยเท่านั้นอย่าง ไข่ป่ามย่างใบตอง, ไก่อบมะม่วง หรือจะเป็น แกงสายใย

โดยมีความหมายว่าหากทานไปแล้ว จะมีเยื่อใยกลับมาเยือนบ้านคลองต่างอีกครั้ง ลัดเลาะเมืองเก่า เยี่ยมชมพระพุทธรูปเจ้าพ่อทันใจ สิ่งศักดิ์สิทธิประจำหมู่บ้านที่พากันกราบไว้บูชา เรียนรู้กรรมวิธีการทำผ้าทอโบราณหรือที่เรียกว่า “ผ้าผาตีนจก” ซึ่งมีลวดลายเป็นเอกลักษณ์อย่างดอกทานตะวัน 5 สี จากนั้นไปละลายทรัพย์กับของฝากให้คนพิเศษที่ “ศูนย์ภูมิปัญญาท้องถิ่นชุมชนแม่ทุเลา” มีสินค้าให้เลือกซื้อมากมายเช่น กระเป๋าสาน,ลูกประคบสมุนไพร หรือจะเป็น ไม้สักนวดขาเพื่อสุขภาพ เป็นต้น

เคลิ้มไปกับเสน่ห์แห่งวิถีชุมชนพื้นบ้าน ท่องเที่ยวสุโขทัยสไตล์ฝรั่งยิ้มกว้าง “แดเนียล เฟรเซอร์” ในรายการหลงรักยิ้ม วันเสาร์ ที่ 12 มกราคม 2561 เวลา 16.30 น.

แพทย์หญิงภัทร์ สิทธิการิยกุล หัวหน้าสาขาเวชศาสตร์ครอบครัว ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พร้อมด้วยทีมงาน ได้ร่วมประชุมหารือเกี่ยวกับเป้าหมายของการบริการวิชาการเพื่อชุมชนกับโรงพยาบาลเทพรัตนเวชชานุกูล เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน 19 หมู่บ้าน สำรวจวิถีชีวิตและสุขอนามัยของประชาชนในพื้นที่เพื่อวางแผนจัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการให้ความรู้เบื้องต้นด้านสุขศึกษาแก่เยาวชนให้สามารถทำหน้าที่เป็นหมอจิ๋วดูแลสุขอนามัยผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรังที่นอนติดเตียงได้

จากการประชุมและลงพื้นที่สำรวจชุมชนพบว่า ชุมชนอำเภอแม่แจ่มต้องการให้ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เข้ามาช่วยให้ความรู้และรณรงค์ให้ชาวบ้านและเกษตรกรลดการใช้สารเคมีเพื่อการเกษตร ซึ่งปัญหาหลักมาจากการใช้สารเคมีในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟสกับการทำการเกษตรในทุกพื้นที่ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งและโรคไตจำนวนมาก สารเคมีจากการเกษตรกระจายลงแหล่งน้ำและสะสมทุกวัน ซึ่งแหล่งน้ำ 30% ของแม่แจ่มไหลลงแม่น้ำปิง จึงจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีกับการเกษตรโดยเร่งด่วน นอกจากนั้น ยังพบปัญหาหมอกควันจากการเผาตอซังข้าวโพดและพืชไร่ต่างๆ จึงควรอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคหอบหืด และปัญหาสำคัญที่ควรเร่งให้ความรู้แก่เยาวชนก็คือเรื่องของพิษภัยจากยาเสพติด

นอกจากนั้น พบว่าวิถีชีวิตส่วนใหญ่ของชาวบ้านอยู่กันแบบสังคมผู้สูงอายุ ปู่ย่าตายายอยู่บ้านกับหลานๆ ส่วนคนวัยทำงานและวัยรุ่นมักจะไปทำงานหรือไปมีครอบครัวต่างถิ่น ทำให้ทางชุมชนสนใจที่จะให้ทางทีมงานเวชศาสตร์ครอบครัวเข้ามาช่วยเรื่องการอบรมสร้างหมอจิ๋วให้มีความรู้เบื้องต้นสำหรับดูแลปู่ย่าตายายและผู้สูงอายุในหมู่บ้าน โดยทางศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน จะนำข้อมูลจากการประชุมในครั้งนี้ไปวางแผนการจัดอบรมในโครงการการดูผู้สูงอายุที่บ้านโดยจิตอาสาหมอจิ๋วต่อไป เพื่อตอบเป้าประสงค์ของการบริการวิชาการสู่ชุมชนในยุคสังคมผู้สูงอายุ (Aged Society)

เวลานี้หากจะเอ่ยถึงชื่อไม้ที่มีราคาแพงที่สุดในโลก เชื่อว่าท่านทั้งหลายคงจะนึกถึง ไม้พะยูง รวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน ทั้งนี้เนื่องจาก ไม้พะยูง เป็นไม้เนื้อแข็ง เนื้อไม้มีสีสันและลวดลายที่สวยงาม เป็นที่ต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะจีน สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน นำไปสู่ปัญหาการลักลอบตัดไม้ภายในประเทศ

ประกอบกับไม้พะยูงหายาก และเป็นไม้หวงห้าม “ปลูกได้แต่ตัดยาก” มีการประเมินกันว่า การลักลอบซื้อขายไม้พะยูงขณะนี้ ลูกบาศก์เมตรละ 200,000-600,000 บาท เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การตัดใช้สอยหรือตัดจำหน่ายจะยุ่งยากก็ตาม แต่มีเกษตรกรจำนวนหนึ่ง ได้ปลูกต้นพะยูงเพื่อเป็นการปลูกป่า สร้างความสมดุลทางธรรมชาติและเป็นเงินออมแก่ตนเองหรือลูกหลาน อย่างเช่น

คุณทรงเดช บุญอุ้ม อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 153 หมู่ที่ 7 บ้านศิลามงคล ตำบลหนองสวรรค์ อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู โทร. (087) 061-6891 ซึ่งเป็นประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ด้วย

คุณทรงเดช เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่การเกษตรหลายแปลง รวมกันประมาณ 89 ไร่ มีอาชีพหลักคือ ทำการเกษตร โดยทำในรูปแบบไร่นาสวนผสม ได้แก่ ทำนา 30 ไร่ ปลูกพืชผสมผสานหลายอย่าง ได้แก่ กล้วยหอมทอง 400 กอ กล้วยน้ำว้า 600 กอ เพกา 130 ต้น มะพร้าวน้ำหอมกว่า 100 ต้น

ปลูกพืชล้มลุก เช่น ข้าวโพดข้าวเหนียว รุ่นละ 1-2 ไร่ ถั่วลิสง 10 ไร่ มีสระน้ำ ประมาณ 5 ไร่ ได้ปล่อยปลานิล ปลาตะเพียน ปลายี่สก และปลานวลจันทร์ รวมประมาณ 5,000 ตัว เลี้ยงวัว 10 ตัว และไก่ สามารถเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย แต่กิจกรรมที่ผมภูมิใจและเป็นการสร้างความสมดุลให้แก่ธรรมชาติและเป็นเงินออมด้วยคือ การปลูกไม้พะยูง พื้นที่ 49 ไร่ หรือประมาณ 19,600 ต้น

ได้เริ่มปลูกไม้พะยูง ตั้งแต่ ปี 2537 (14 พฤษภาคม) พื้นที่ 2 ไร่ ใช้ระยะปลูก 2×4 เมตร (200 ต้น/ไร่) ปลูกไม้สัก 5 ไร่ ใช้ระยะปลูก 2×4 เมตร โดยกรมป่าไม้ได้สนับสนุนต้นกล้าไม้และเงิน 3,000 บาท ต่อไร่ แบ่งจ่าย 5 ปี

ต่อมาเห็นว่า ไม้พะยูง โตเร็วและมีมูลค่าสูง ตลาดต้องการสูง น่าจะเป็นการออมเงินที่มีมูลค่าสูงไว้ให้ลูกหลาน จึงได้ปลูกมากขึ้น ในปี 2557-2558 โดยการสนับสนุนของกรมป่าไม้ 3,000 บาท/ไร่ แต่คราวนี้แบ่งจ่าย 3 ปี โดยใช้ระยะปลูก 2×2 เมตร (400 ต้น/ไร่) เต็มพื้นที่ 49 ไร่

วิธีการปลูก การดูแลรักษาเริ่มจากไถเตรียมดิน จากนั้นเกลี่ยหน้าดินให้เรียบ แล้วปลูกเหมือนกับการปลูกป่าทั่วไป ขุดหลุมเท่าขนาดถุงกล้าไม้ ไม่ได้ขุดหลุมใหญ่เหมือนกับการปลูกไม้ผลแต่อย่างใด โดยใช้ระยะปลูก 2×2 เมตร ปลูกฤดูฝน ถ้าฝนตกก็ไม่ต้องให้น้ำ หลังปลูก 1 เดือน ให้ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา ต้นละ 1 ช้อนแกง และใส่อีกครั้งปลายฤดูฝนในช่วงสิงหาคมถึงกันยายน

เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งหากมีการปลูกพืชแซมในช่องว่างระหว่างแถว จะทำให้มีรายได้เพิ่ม เป็นการให้น้ำแก่ไม้พะยูงไปในตัวด้วย พืชที่ปลูก ได้แก่ ถั่วลิสง 10 ไร่ ปอเทือง 22 ไร่ ปลูกหญ้าเนเปียร์ 2 ไร่ และข้าวโพดข้าวเหนียว

จากนั้นก็ย้ายไปปลูกแปลงอื่นๆ ต่อไป คือให้ไม้พะยูงได้รับน้ำด้วยเช่นกัน จะทำให้เรามีรายได้หมุนเวียนตลอดปี และจากการสังเกตพบว่า หากพะยูงได้รับน้ำในช่วงฤดูแล้งภายใน 2-3 ปี จะมีการเจริญเติบโตดีมาก แต่ก็ทำได้เพียงไม่กี่ไร่ และจากการสังเกตหากให้น้ำฤดูแล้งด้วยสัก 2-3 ปีแรก เมื่ออายุ 20 ปี จะได้ขนาดโตพอๆ กับปลูกแบบอาศัยน้ำฝนอย่างเดียว 25 ปี

“ต้นพะยูงที่ปลูก ปี 2537 ขณะนี้ประมาณ 23 ปี จำนวน 400 ต้น แต่ละต้นน่าจะได้ไม่ต่ำกว่าครึ่งลูกบาศก์เมตร หากประเมินลูกบาศก์เมตรละ 200,000 บาท (ขั้นต่ำ) พะยูงจะมีมูลค่า ต้นละ 100,000 บาท เลยทีเดียว จึงขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรมาปลูกกันให้เยอะๆ เพราะขณะนี้กรมป่าไม้กำลังหาแนวทางแก้ไขระเบียบเพื่อให้ตัดขายได้ง่ายขึ้น” คุณทรงเดช กล่าว

คุณจรัส เต็มเมธาวิทยาเลิศ ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้หนองบัวลำภู สำนักงานตั้งอยู่ที่ ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดหนองบัวลำภู โทรศัพท์ (081) 708-0687 โทรศัพท์ (042) 311-554 ให้ข้อมูลว่า ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกป่าตามโครงการส่งเสริมการปลูกต้นไม้เพื่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีวัตถุประสงค์
1. เพื่อเพิ่มพื้นที่ปลูกไม้เศรษฐกิจ สำหรับการใช้สอยให้เพียงพอภายในประเทศ และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร
2. เพื่อสร้างอาชีพด้านป่าไม้ให้กับประชาชนในท้องถิ่น
3. เพื่อเพิ่มจำนวนต้นไม้ที่จะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยสร้างสมดุลธรรมชาติ

โดยมีหลักเกณฑ์ในการสนับสนุนจากภาครัฐ ได้แก่
1. สนับสนุนกล้าไม้คุณภาพตามความต้องการชนิดต่างๆ จำนวน ไร่ละ 200 ต้น
2. สนับสนุนเงินทุนแก่เกษตรกร ไร่ละ 3,000 บาท โดยแบ่งจ่าย 3 ปี ตามหลักเกณฑ์ดังนี้

ปีที่ 1 จ่ายไร่ละ 1,500 บาท โดยปลูก 200 ต้น ต่อไร่ เมื่อสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ตรวจสอบผลการปลูกต้นไม้ตามโครงการถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ต้องมีจำนวนต้นไม้ที่ปลูกเฉลี่ย ร้อยละ 90 ขึ้นไป ของพื้นที่ที่ร่วมโครงการ

ปีที่ 2 จ่ายไร่ละ 800 บาท เมื่อตรวจสอบผลการปลูกซ่อมบำรุงรักษาต้นไม้และมีจำนวนต้นไม้ที่ปลูกเฉลี่ย ร้อยละ 80 ของพื้นที่ที่ร่วมโครงการ

ปีที่ 3 จ่ายไร่ละ 700 บาท เมื่อตรวจสอบผลการปลูกซ่อมบำรุงรักษาต้นไม้และมีจำนวนต้นไม้ที่ปลูกเฉลี่ย ร้อยละ 70 ของพื้นที่ที่ร่วมโครงการ

สำหรับต้นไม้ที่ปลูกในที่ดินกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นไม้สัก ไม้ยางนา ไม้พะยูง หรือไม้หวงห้ามอื่นๆ สามารถนำไปขึ้นทะเบียนสวนป่าตามพระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. 2535 หรือแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อความสะดวกในการแจ้งตัดฟัน ทำไม้เพื่อใช้สอยส่วนตัว หรือเพื่อการค้าได้

ซึ่งในปัจจุบัน ทางกรมป่าไม้ กำลังปรับปรุงกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกให้เจ้าของพื้นที่ที่ปลูกต้นไม้หวงห้ามในที่ดินของตนเองสามารถตัดฟันแปรรูปได้ โดยไม่ยุ่งยากในขั้นตอนการขออนุญาต ซึ่งจะทำให้ประชาชนให้ความสนใจในการปลูกไม้เศรษฐกิจเพื่อการค้า ประชาชนจะสามารถออมเงินออมทรัพย์ในรูปของต้นไม้ได้มากขึ้น ซึ่งกรมป่าไม้มีโครงการส่งเสริมหลายรูปแบบ ทั้งการสนับสนุนกล้าไม้ ความรู้ทางวิชาการ และเงินอุดหนุนต่างๆ

จะเห็นว่า การปลูกไม้พะยูง เป็นไม้เศรษฐกิจและเพื่อการค้า คงจะเป็นจริงในไม่ช้านี้ ประกอบกับไม้พะยูงเป็นพันธุ์ไม้พระราชทานปลูกเป็นมงคลประจำจังหวัดหนองบัวลำภูด้วย ดังนั้น จึงขอเชิญชวนท่านทั้งหลายใช้โอกาสนี้ปลูกไม้พะยูง เพื่อเป็นการออมเงินไว้ในไร่นา ทำเร็วราคาดีกว่า ทำช้าราคาอาจตก ไม่แน่เหมือนกันนะครับ ผ่านไป 20 ปี อาจเป็นเศรษฐีโดยไม่รู้ตัว

รมต. เกษตรฯ ลงพื้นที่เกี่ยวข้าวโพดในพื้นที่นำร่องอุตรดิตถ์ ชี้สำเร็จตามเป้า ผลผลิตต่อไร่เกิน 1,200 กก. เกษตรกรขายข้าวโพดฝักสด กก.ละ 7-8 บาท มีกำไรหลังหักต้นทุนไร่ละ 4,555 บาท กลไกสหกรณ์ช่วยบริหารจัดการผลผลิตและเชื่อมโยงตลาดกับโรงงานอาหารสัตว์ ส่งผลทำให้ต้นทุนลดลงและราคาข้าวโพดปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

วันที่ 9 มกราคม 2561 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ติดตามผลสำเร็จการดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาในพื้นที่นำร่องอำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่เริ่มเพาะปลูกไปเมื่อต้นเดือนกันยายน 2561 ซึ่งใช้ระยะเวลา 4 เดือน จึงเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงนี้ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงมือเกี่ยวฝักข้าวโพดในแปลงของเกษตรกรตัวอย่าง ก่อนจะตรวจเยี่ยมความพร้อมจุดรับซื้อผลผลิตของสหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ จำกัด ซึ่งมีอุปกรณ์การตลาดที่พร้อมรองรับผลผลิตจากเกษตรกรในพื้นที่

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในปีนี้ประสบกับปัญหาการขาดแคลน ขณะที่ตลาดภายในประเทศยังมีความต้องการเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ ส่งผลทำให้ราคาผลผลิตปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะผลผลิตข้าวโพดที่จะออกมาในเดือนมีนาคม คาดว่าจะมีราคารับซื้อที่สูงขึ้นและเป็นไปตามเป้าหมายที่คาดไว้ที่ กิโลกรัมละ 8-10 บาท ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยเกื้อหนุนต่างๆ และการดำเนินโครงการได้ยึดหลักการตลาดนำการผลิต มาเป็นแนวทางในการบริหารจัดการสินค้าเกษตรเพื่อสร้างความสมดุล สิ่งสำคัญคือ การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรควบคู่กับการเชื่อมโยงการตลาดไปสู่ภาคเอกชน โดยใช้สหกรณ์เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน ก็จะส่งผลทำให้โครงการนี้สำเร็จได้ตามเป้าหมาย

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้คัดเลือกอำเภอพิชัยเป็นพื้นที่นำร่องในการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังนา เนื่องจากมีสภาพพื้นที่เหมาะสมตาม Agri – Map โดยมีเกษตรกรในพื้นที่ 221 ราย และมีเกษตรกร 67 ราย เพิ่งหันมาลองปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาเป็นครั้งแรกในปีนี้ ซึ่งเกษตรกรทั้งหมดเป็นสมาชิกสหกรณ์ 4 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ จำกัด สหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านโรงหม้อ จำกัด สหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านโคกหม้อ จำกัด และสหกรณ์การเกษตรพิชัย จำกัด พื้นที่เพาะปลูก 3,240 ไร่

ทั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มต้นของโครงการนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ประสานความร่วมมือกับ กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สมาคมผู้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ ร่วมกันทำงานในพื้นที่เพื่อวิเคราะห์สภาพดินเพื่อการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างละเอียด ตลอดจนได้ถ่ายทอดเทคนิคการปลูก การดูแลรักษา การลดต้นทุน และการเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การวางแผนการตลาดกับสหกรณ์ซึ่งทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตและเชื่อมโยงกับภาคเอกชนผู้ผลิตอาหารสัตว์เข้ามารับซื้อข้าวโพดของเกษตรกร โดยสหกรณ์จะทำหน้าที่ในการบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบบครบวงจร

นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า ผลการดำเนินงานพื้นที่นำร่องในจังหวัดอุตรดิตถ์ เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วประมาณ 3,800 ตัน สหกรณ์รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด และส่งต่อให้สหกรณ์การเกษตรเมืองตรอน จำกัด ซึ่งเป็นแม่ข่ายในการรับซื้อผลผลิตจากทั้ง 4 สหกรณ์ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการแปรสภาพอบลดความชื้นให้อยู่ที่ 14.5% และส่งจำหน่ายให้กับ บริษัท CPF และ บริษัท เบทาโกร จำกัด ซึ่งราคาขณะนี้อยู่ที่กิโลกรัมละ 9.80 บาท

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรจะมีต้นทุนในการผลิตเฉลี่ย 3,810 บาท/ไร่ ซึ่งสหกรณ์จะรับซื้อข้าวโพดฝักสดจากสมาชิก ระดับความชื้น 27-30 % ราคา 7-8 บาท/กก. โดยเกษตรกรจะมีรายได้จากการขายข้าวโพดเฉลี่ย 8365 บาท/ไร่ และเมื่อหักต้นทุนแล้วจะมีกำไรเฉลี่ยไร่ละ 4,555 บาท ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ วงเงิน 10.3 ล้านบาท เพื่อให้สหกรณ์กู้ยืมไปจัดหาปัจจัยการผลิต และรวบรวมผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นการสนับสนุนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้ด้วย

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึงตัวอย่างความสำเร็จในแปลงนำร่อง ซึ่งเป็นของ นายสมพร แตงน้อย เนื้อที่ 10 ไร่ เพาะปลูกเดือนสิงหาคม 2561 และเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 61 ขายให้กับสหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ จำกัด ในระดับความชื้นที่ 28% ราคา 7.20 บาท/กก. ทำให้มีรายได้ 86,400 บาท และมีกำไรเฉลี่ยไร่ละ 4,850 บาท ส่วนแปลงของ นายทองเหลือ มูลนิล สมาชิกสหกรณ์ ที่ รมว.กษ. เป็นประธานในการเก็บเกี่ยวข้าวโพดในแปลงนี้ มีเนื้อที่ปลูก 3 ไร่ ลงทุนไป 11,370 บาท เริ่มเพาะปลูกเมื่อ วันที่ 3 กันยายน 61 และจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จทั้งหมดในวันนี้ คาดว่าจะได้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ประมาณ 1,200 ก.ก. ความชื้นประมาณ 27% ซึ่งสหกรณ์จะรับซื้อในราคา กิโลกรัมละ 8 บาท ทำให้ นายทองเหลือ มีรายได้ทั้งสิ้น 28,800 บาท เมื่อหักต้นทุนในการเพาะปลูกผลิต 11,370 บาท จะมีกำไร 17,430 บาท และได้กำไรเฉลี่ย 5,810 บาท/ไร่

“ในอำเภอพิชัยซึ่งเป็นพื้นที่นำร่อง มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 221 ราย พื้นที่รวม 3,240 ไร่ ผลผลิตข้าวโพดที่ได้โดยเฉลี่ยไร่ละ 1.2 ตัน และในบางรายได้ผลผลิตสูงถึง 1.8 ตัน/ไร่ และหากขายได้ในราคากิโลกรัมละ 8 บาท จะทำให้เกษตรกรในพื้นที่นำร่องมีรายได้รวมกว่า 31 ล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นไปตามเป้าหมายของโครงการที่วางไว้ทั้งเรื่องปริมาณผลผลิตต่อไร่ คุณภาพของข้าวโพดและราคาที่รับซื้อจากเกษตรกร ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และสหกรณ์ในพื้นที่ ในการร่วมกันปฏิรูปภาคการเกษตร ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อช่วยดูแลและส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง และคาดว่าข้าวโพดจะเป็นพืชทางเลือกอีกชนิดหนึ่งที่เกษตรกรจะเพาะปลูกได้หลังเสร็จสิ้นจากฤดูทำนา” นายพิเชษฐ์ กล่าว

ดันไทยส่งออกผลไม้ อันดับ 1 ของโลก – นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินโครงการะเบียงผลไม้ภาคตะวันออก (อีเอฟซี) ว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ได้หารือถึงแนวทางในการพัฒนา อีเอฟซี ให้เกิดเป็นรูปธรรมภายในปี 2564 ต่อยอดให้ไทยเป็นผู้ส่งออกผลไม้ อันดับ 1 ของโลก จากปัจจุบันอยู่ที่ อันดับ 2 ของโลก ที่สัดส่วนการส่งออก 20% มูลค่าประมาณ 2.5-3 แสนล้านบาท รองจากชิลี ที่ส่งออก อันดับ 1 สัดส่วน 21% เบื้องต้นได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการแล้ว (ฟีสซิบิลิตี้ สตัดดี้) และปีนี้จะดำเนินการศึกษากลไกตลาด เชิญชวนผู้ประกอบการมาร่วมดำเนินการ ใช้งบประมาณดำเนินงาน 20 ล้านบาท และจะขอการสนับสนุนจากภาคเอกชนขนาดใหญ่ในภาคตะวันออก ประมาณ 20-30 ล้านบาท ในการดำเนินการ ส่วนปี 2563 คาดว่าจะใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท

“รูปแบบเบื้องต้นโครงการจะมีตลาดกลางให้เกษตรกรและโรงงานอุตสาหกรรมได้แลกเปลี่ยนสินค้า มีการลงทุนห้องเย็นขนาดใหญ่ โดยเบื้องต้นมี บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สนใจลงทุนห้องเย็นมูลค่าหลายร้อยล้านบาท โดยโครงการดังกล่าวจะส่งผลดีต่อเกษตรกรที่จะขายได้ในราคาที่เป็นธรรม และผู้ประกอบการที่จะได้สินค้าที่มีคุณภาพ”

นายเดชา จาตุธนานันท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กล่าวว่า การจัดตั้งระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก (อีเอฟซี) จะทำให้ไทยมีแนวโน้มก้าวเป็นผู้กำหนดราคาผลไม้ของโลกได้ ลักษณะเดียวกับกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือกลุ่มโอเปก ที่กำหนดราคาน้ำมันทั่วโลก เนื่องจาก อีเอฟซี แล้ว จะเป็นพื้นที่กลาง ที่กำหนดราคาผลไม้ ขั้นตอนการซื้อ-ขาย จัดเก็บผลไม้เพื่อป้อนให้โรงงานอุตสาหกรรมไว้ใช้ในการแปรรูป และขณะนี้ไทยเป็นผู้ส่งออกผลไม้ อันดับ 2 ของโลก มีสัดส่วน 20% รองจากประเทศชิลี

ที่ส่งออกเป็น อันดับ 1 มีสัดส่วนการส่งออก 21% ซึ่งต่อไปหากจัดตั้ง อีเอฟซี แล้ว เชื่อว่าภายใน ปี 2563-2564 ไทยจะขึ้นเป็นผู้ส่งออก อันดับ 1 ได้อย่างแน่นอน ตั้งเป้าหมายเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ ปี 2565
“ปัจจุบัน ไทยเป็นผู้ส่งออกผลไม้ทั้งผลไม้สดและผลไม้แปรรูป คิดเป็น 20% ของโลก อยู่อันดับ 2 ดังนั้นหากมี อีเอฟซี มั่นใจว่าจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีก 5-10 เท่า เพราะจะมีการพัฒนามาตรฐาน เพิ่มนวัตกรรม เพื่อเพิ่มผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย อาทิ อาหารเสริม ยา และทำให้ไทยเป็นผู้กำหนดราคาผลไม้ของโลก”นายเดชา กล่าว

อียูปลดใบเหลืองประมง – เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 ม.ค. 2562 ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานอนุกรรมการแก้ปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) เป็นหัวหน้าคณะทำงานของไทย ร่วมหารือทวิภาคีความร่วมมือด้านการประมงไทย-สหภาพยุโรป กับ นายเคอเมนู เวลลา (Mr.Karmenu Vella) กรรมาธิการยุโรปด้านสิ่งแวดล้อม กิจการทางทะเล และประมง (European Commissioner for Environment, Maritime Affairs, and Fisheries) ณ สำนักงานใหญ่คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป

และเมื่อสิ้นสุดการประชุมฯ เวลา 11.00 น. นายเคอเมนู เวลลา กล่าวว่า ทาง อียู ได้พิจารณาปลดใบเหลืองประมงของประเทศไทย ซึ่งเป็นเพียงประเทศเดียวที่ได้รับการพิจารณาครั้งนี้ หลังให้ใบเหลืองเมื่อ 21 เม.ย. 2558 เพราะไทยได้ดำเนินการในการกำกับดูแลและประมงได้เป็นมาตรฐานสากล ส่วนที่สื่อมวลชนได้สอบถามว่าการปลดใบเหลืองของประมงไทยเกิดจากการที่ไทยจะเป็นประชาธิปไตย เพราะมีการกำหนดกรอบเวลาเลือกตั้งชัดเจน ในปี 2562 ทาง อียู ยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการพิจารณาใบเหลือง หรือปลดใบเหลืองของการทำประมงที่ยั่งยืน