แต่ก็ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ใช้สารเคมีกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าว

และมองข้ามการใช้แตนเบียนกำจัด คุณวิชาญ วิเคราะห์ว่า น่าจะเป็นเพราะความไม่พร้อมในการหาอุปกรณ์ผลิตแตนเบียน รวมถึงการรวมตัวของกลุ่มเกษตรกรในตำบลเดียวกันที่ยังไม่เข้มแข็งพอ เพราะการผลิตแตนเบียนให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรที่รวมกลุ่มกันนั้น ต้องมีการกำหนดวันเวลาที่ทำไว้ชัดเจน ไม่อย่างนั้นจำนวนแตนเบียนที่ผลิตได้อาจไม่เพียงพอ รวมถึงขณะนั้นเกษตรกรเห็นว่ามีพืชอื่นที่ขายได้ราคาดีกว่า จึงไม่ให้ความสำคัญกับการทำสวนมะพร้าว

นอกเหนือจากหนอนหัวดำแล้ว ศัตรูพืชที่สำคัญของมะพร้าว ยังมีด้วงแรดและด้วงงวง ที่จัดว่าเป็นศัตรูพืชที่สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งแตนเบียนไม่สามารถกำจัดด้วงเหล่านี้ได้

คุณวิชาญ ไม่ได้เป็นปราชญ์ชาวบ้านที่เก่งกาจไปทุกสิ่ง ปัญหาด้วงแรดและด้วงงวงก็ยังพบอย่างต่อเนื่อง แต่เพราะการทำการเกษตรด้วยปัญญา ทำให้ปัญหาต่างๆ ทุเลาลง

“ตัวร้ายจริงๆ คือ ด้วงงวง ที่เข้าไปวางไข่ในยอดอ่อนของมะพร้าว แต่ถ้าไม่มีด้วงแรด ด้วงงวงก็ไม่สามารถเข้าไปวางไข่ได้ เพราะด้วงแรดเป็นตัวกัดกินยอดอ่อนของมะพร้าว เป็นศัตรูพืชที่ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ดังนั้น หากกำจัดด้วงแรดได้ ด้วงงวงก็ไม่สามารถเข้าไปวางไข่ในยอดอ่อนของมะพร้าว ปัญหาด้วงก็หมดไป”

เกษตรกรส่วนใหญ่ได้รับคำแนะนำให้ซื้อสารฟีโรโมน เป็นตัวล่อ ผูกล่อไว้กับถังน้ำ เมื่อด้วงได้กลิ่นก็บินเข้ามาหาที่ถังน้ำ เมื่อบินลงไปก็ไม่สามารถบินขึ้นมาได้ เป็นการกำจัดด้วงแรด แต่ประสิทธิภาพการกำจัดด้วงแรดด้วยวิธีนี้ก็ไม่ได้ผล 100 เปอร์เซ็นต์ ในบางรายใช้ก้อนเหม็นแขวนไว้ตามยอดมะพร้าว ใช้กลิ่นไล่ด้วงแรด แต่ลูกเหม็นก็ไม่สามารถวางกระจายได้ครอบคลุมทั่วทั้งสวน

วิธีหนึ่งที่คุณวิชาญแนะนำ คือ การหมั่นบำรุงรักษาต้นมะพร้าว โดยการให้น้ำ ให้ปุ๋ย อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มะพร้าวแข็งแรง นอกจากนี้ ควรหมั่นสังเกตต้นทุกระยะ โดยเฉพาะระยะ 3-4 ปี เป็นช่วงที่แมลงศัตรูพืชชอบมากที่สุด เพราะมะพร้าวกำลังแตกใบอ่อน หากพบให้ทำลายด้วยวิธีชีวภาพหรือกำจัดด้วยมือตามความสามารถที่ทำได้

ทุกวันนี้ เฉลี่ยมะพร้าวแกงที่เก็บจำหน่ายได้ในสวนของคุณวิชาญ อยู่ที่ 1 ตัน ต่อไร่ ต่อปี ไม่เคยน้อยไปกว่านี้ ซึ่งพื้นที่ปลูกมะพร้าวของคุณวิชาญและครอบครัวรวมกัน กว่า 100 ไร่ ผลมะพร้าวแกงที่เก็บได้ มีพ่อค้าเข้ามาเก็บถึงสวน ราคาขายหน้าสวน ลูกละ 17 บาท

ดูเหมือนการป้องกันและกำจัดศัตรูมะพร้าวด้วยวิธีข้างต้น จะเป็นวิธีที่ประสบความสำเร็จดีในระดับหนึ่ง แต่คุณวิชาญก็ยังไม่วางใจ เพราะยังมีอีกหลายพื้นที่ที่เกษตรกรปลูกมะพร้าวแบบทิ้งขว้าง เพราะมีรายได้จากพืชชนิดอื่นในสวนมากกว่า และหากทำได้ คุณวิชาญ จะใช้เวลาว่างเท่าที่มีเข้าไปส่งเสริมการป้องกันและกำจัดศัตรูมะพร้าว เพื่อให้เกษตรกรที่ทำสวนมะพร้าวอย่างไม่กังวล ทั้งยังเป็นการลดต้นทุน ปลอดภัยกับเกษตรกรและผู้บริโภคอย่างแท้จริง

ปราชญ์มะพร้าว บางละมุง ท่านนี้พร้อมถ่ายทอดให้ข้อมูล หากเกษตรกรสวนมะพร้าวท่านใดต้องการ สอบถามเพิ่มเติม โทรศัพท์ 062-956-3629 ยินดีเป็นอย่างยิ่งอาชีพดั้งเดิมของชาวบ้านในอำเภอท่าวังผา ส่วนใหญ่ถนัดปลูกพริกและฟักทอง แต่วันนี้ได้รับโอกาสจาก สหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดินท่าวังผา จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ เข้ามาสนับสนุนต่อยอดผลผลิตของเกษตรกร โดยการยกระดับไปสู่การแปรรูปพืชผักซึ่งเป็นผลผลิตภายในชุมชน ด้วยการนำมาอบแห้งและบดละเอียดเป็นผงบรรจุซองสุญญากาศจำหน่าย ซึ่งผักบางชนิดสามารถนำไปชงดื่ม และมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพื่อสะดวกต่อผู้บริโภค

อาชีพดั้งเดิมของชาวบ้านในอำเภอท่าวังผา ส่วนใหญ่ถนัดปลูกพริกและฟักทอง แต่วันนี้ได้รับโอกาสจาก สหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดินท่าวังผา จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ เข้ามาสนับสนุนต่อยอดผลผลิตของเกษตรกร โดยการยกระดับไปสู่การแปรรูปพืชผักซึ่งเป็นผลผลิตภายในชุมชน ด้วยการนำมาอบแห้งและบดละเอียดเป็นผงบรรจุซองสุญญากาศจำหน่าย ซึ่งผักบางชนิดสามารถนำไปชงดื่ม และมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพื่อสะดวกต่อผู้บริโภค

“มาตรการสำคัญของสหกรณ์คือ จะต้องหาตลาดก่อนที่จะมาวางแผนการผลิตกับสมาชิก เพื่อป้องกันผลผลิตล้นตลาด เพื่อไม่ให้เป็นปัญหากับการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์และอาชีพของสมาชิก โดยจะหารือเพื่อวางแผนล่วงหน้ากับเอกชนและตลาดจะที่รับซื้อว่า ปีนี้ต้องการผลผลิตชนิดไหน ปริมาณเท่าไหร่ และกำหนดคุณภาพอย่างไร เช่น พริกแห้ง บริษัทจะแจ้งว่าปีนี้ต้องการจำนวนเท่าไหร่ และให้เมล็ดพันธุ์ที่เขาต้องการมาส่งเสริมชาวบ้านปลูก โดยจะประกันราคารับซื้อขั้นต่ำไว้ ซึ่งเมื่อเริ่มลงมือปลูก สหกรณ์จะมีส่วนร่วมในการคุมคุณภาพร่วมกับเกษตรกร เพราะสิ่งที่สหกรณ์ต้องการ คือส่งเสริมให้ปลูกแบบปลอดสารเคมีและแปลงผลิตต้องได้มาตรฐาน GAP เนื่องจากเป้าหมายหลักของสหกรณ์ คือการสร้างโรงงานแปรรูประบบ GMP ซึ่งต้องนำวัตถุดิบที่มีคุณภาพจากเกษตรกรมาป้อนสู่โรงงาน โดยสหกรณ์มีการทำห้องเย็นสำหรับแช่เยือกแข็งเพื่อรักษาคุณภาพของสินค้าด้วย”

ปัจจุบัน สหกรณ์ได้ทำเรื่องของบประมาณสนับสนุน ตามโครงการพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ภาคเกษตรและกลุ่มเกษตรกร งบประมาณปี 2562 จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อใช้ในการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร โดยของบประมาณสำหรับสร้างโรงเรือนระบบอบแห้งด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อแปรรูปผลผลิตเพิ่มอีก 1 หลัง วงเงินประมาณ 1.1 ล้านบาท มูลค่าธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลผลิตของสหกรณ์ปีล่าสุดประมาณ 26.8 ล้านบาท ผลผลิตส่วนมากเป็นพริก ฟักทอง ฟักเขียว มะเขือเทศ กระหล่ำปลี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น

ที่ผ่านมา สหกรณ์ได้รับงบอุดหนุนห้องแช่แข็งผักและผลไม้ทั้งงบจังหวัดและเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) และมีออร์เดอร์จัดส่งพริกแห้งปลอดสารให้กับเอกชนที่เป็นคู่ค้า จนได้รับการยอมรับจากบริษัทไทยเวิลด์อิมพอร์ตเอ็กซปอร์ต จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ส่งออกในฤดูกาลผลิตปี 2562 นอกจากนั้นในส่วนของพริกแห้งเกรด B ที่รองลงมา ได้ส่งเสริมให้สหกรณ์แปรรูปเป็นพริกป่นปลอดสารและบรรจุในซองสุญญากาศ ทำให้สหกรณ์ต้องมีการขยายพื้นที่ เพิ่มเครื่องมือและอุปกรณ์ เพื่อใช้สำหรับการแปรรูปพริกและผักของเกษตรกร เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า

“ที่ท่าวังผาและพื้นที่ใกล้เคียง ชาวบ้านส่วนใหญ่ถนัดปลูกพริก สหกรณ์จึงรวบรวมพริกสำหรับส่งตลาดและจำหน่าย ซึ่งปีที่ผ่านมา บริษัท ไทยเวิลด์อิมพอร์ตฯ สนใจและติดต่อให้ส่งพริกแห้ง สหกรณ์จึงได้สร้างโรงเรือนระบบอบแห้งด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับอบพริกแห้งเพื่อการส่งออก ซึ่งการทำพริกแห้ง จะใช้พริกสด 10 กิโลกรัม ตากและอบแห้งแล้วจะได้พริกแห้ง 5-6 กิโลกรัม และพริกแห้ง 10 กิโลกรัม จะได้พริกป่นประมาณ 9 กิโลกรัม และนอกจากพริกแห้งแล้ว สหกรณ์ยังปลูกพริกซอส ส่งให้ บริษัท อะกริฟู้ด ซึ่งมีความต้องการถึง 500 ตัน ต่อปี แต่ปัจจุบันสหกรณ์ผลิตได้เพียง 250 ตันเท่านั้น และอีกธุรกิจสหกรณ์ทำขณะนี้คือการผลิตสินค้าตามออเดอร์ของลูกค้าด้วย

ซึ่งสหกรณ์แห่งนี้มีห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์หรือห้อง Lab ของตนเอง เพื่อตรวจสอบหาสารตกค้างในพืชผักของเกษตรกร ทำให้ที่ผ่านมาการส่งผลผลิตขายให้กับคู่ค่าจะไม่มีสินค้าของสหกรณ์ถูกตีกลับ และขณะนี้ทางสหกรณ์ได้พัฒนาการผลิตพืชผักเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยแปรรูปทั้งพริกแห้ง พริกป่น และแป้งฟักทอง หรือ Pumpkin Powder เป็นผงฟักทองสำหรับชงดื่ม เพื่อบำรุงสุขภาพ โดยได้ศึกษาร่วมกับสถาบันการศึกษา ทำวิจัยเพื่อพัฒนากระบวนการแปรรูปฟักทองพันธุ์ญี่ปุ่นมาเป็นฟักทองแบบผงที่ยังคงคุณค่าของสารอาหาร เนื่องในพื้นที่เกษตรกรยังปลูกฟักทองกันมาก ซึ่งฟักทองที่อำเภอท่าวังผา มีรสชาตดีและสีสวย สหกรณ์จึงคิดทำเป็นผงชงพร้อมดื่ม เพื่อลองทดสอบตลาด ก่อนจะขยายไปยังผลผลิตพืชตัวอื่นในอนาคต”

จากความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น ทำให้สหกรณ์ต้องหาแปลงผักจากเกษตรกรมาสมทบ เพื่อส่งผลผลิตป้อนให้สหกรณ์ได้ตามความต้องการของคู่ค้า โดยในช่วงฤดูแล้งที่ผลผลิตของพริกจะไม่พอต่อความต้องการของตลาด มีการแย่งซื้อจากพ่อค้าทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ สหกรณ์จึงต้องหาแปลงผักของเกษตรกรพื้นที่ใกล้เคียงมาช่วย ซึ่งสหกรณ์จะมีการสุ่มตรวจแปลงเป็นระยะและต่อเนื่อง และเมื่อแปรรูปแล้ว ก็จะมีการสุ่มตรวจผลผลิตที่แปรรูปอีกครั้งก่อนส่งขาย เพื่อให้ได้คุณภาพผลผลิตตามที่ตลาดต้องการและไม่มีสารตกค้าง

ผลของการดำเนินธุรกิจที่ใช้ตลาดนำการผลิต คือหาช่องทางตลาดไว้ล่วงหน้าก่อน จะไปวางแผนส่งเสริมการปลูกพืชผักให้กับสมาชิก ทำให้ยอดเงินกู้ของสมาชิกสหกรณ์มีจำนวนเพียง 36-37% ของธุรกิจสหกรณ์ทั้งหมด สมาชิกที่กู้เงินสหกรณ์มีประมาณ 400 คน รวมเงินกู้ประมาณ 10 ล้านบาท บางฤดูกาลอาจะมีปัญหาเรื่องการส่งชำระหนี้บ้าง แต่ก็ยังสามารถบริหารจัดการได้ เนื่องจากในการปล่อยกู้จะไม่ปล่อยกู้เป็นเงินสด แต่จะให้เป็นปัจจัย การผลิต เมื่อผลผลิตออกมา สมาชิกก็จะนำมาขายให้สหกรณ์ จึงจะมีการหักเงินส่งชำระหนี้คืนสหกรณ์ ทำให้สมาชิกไม่มีหนี้สินพอกพูน เนื่องจากสหกรณ์ส่งเสริมอาชีพที่ช่วยสร้างรายได้ และเหลือพอส่งชำระหนี้คืนสหกรณ์

นอกจากการแปรรูปแล้ว สหกรณ์แห่งนี้ยังมีการจ้างงานแรงงานในพื้นที่ด้วย โดยเฉพาะกระบวนการทำพริกแห้ง ที่เริ่มตั้งแต่การล้างทำความสะอาด และการเด็ดขั้วพริกสำหรับทำพริกแห้ง สหกรณ์จะจ้างผู้สูงอายุในพื้นที่ เพื่อให้มีรายได้ ให้อัตราค่าจ้างกิโลกรัมละ 4 บาท ทำให้ผู้สูงอายุในหมู่บ้าน ซึ่งส่วนมากไม่มีงานทำ ต้องอยู่เฝ้าบ้าน ได้มีโอกาสมีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดินท่าวังผา จำกัด จังหวัดน่าน นับว่ามีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างอาชีพ สร้างรายได้และดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ให้มีความกินดีอยู่ดี จึงเป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ตัวอย่างที่ได้ทำหน้าที่ในการสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน สมกับความหมายคำว่า “สหกรณ์”

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มอบโล่ประกาศเกียรติ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา ครบรอบ 17 ปี แก่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้มีผลงานด้านการพัฒนาสังคมเป็นเลิศ ประเภทบริษัท หรือภาคธุรกิจที่มีผลงาน CSR เป็นเลิศ ในฐานะองค์กรเอกชนที่ร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ด้วยการสร้างโอกาสจ้างงานให้กับคนพิการได้ทำงานในชุมชน โดยมี นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในพิธี นายสากล ม่วงศิริ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นผู้มอบ และ นายประสิทธิ์ สู่ศิลวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ซีพีเอฟ เป็นตัวแทนบริษัทฯ รับมอบ ณ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรุงเทพฯ

นายปริโสทัต ปุณณภุม รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ด้านทรัพยากรบุคคล ซีพีเอฟ กล่าวว่า ประกาศเกียรติคุณที่ได้รับช่วยตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยการจัดจ้างคนพิการได้มีงานและรายได้ที่มั่นคง เป็นการตอบรับนโยบายภาครัฐในการสนับสนุนให้คนพิการสามารถพึ่งพาตนเองได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีคุณค่าและเปลี่ยนภาระให้เป็นพลัง สร้างความเสมอภาค และความเท่าเทียมกันของคนในสังคม

“บริษัทฯ ยินดีที่ได้เห็นผลลัพธ์ที่ดีเกิดขึ้นจากการจัดจ้างงานคนพิการทำงานสาธารณประโยชน์ในชุมชนมา 3 ปีต่อเนื่องกันของซีพีเอฟ ชุมชนส่วนใหญ่พึงพอใจกับศักยภาพการทำงานของคนพิการ และคนพิการหลายคน พลิกบทบาทเป็นเสาหลักของครอบครัว” นายปริโสทัต กล่าว

ปัจจุบัน บริษัทฯ จัดจ้างคนพิการทำงานรวมทั้งหมด 774 คน เป็นไปตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 แบ่งออกเป็น จ้างคนพิการทำงานในสถานประกอบการของบริษัททั่วประเทศ รวม 279 คน และจัดจ้างคนพิการที่ด้อยโอกาส ฐานะยากจน และมีอุปสรรคในการเดินทาง ให้ทำงานสาธารณประโยชน์หรือช่วยเหลืองานในชุมชนของคนพิการเอง อาทิ โรงเรียน วัด โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล รวมถึงองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เป็นต้น รวม 476 คน

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมอาชีพให้สัมปทานคนพิการจัดสถานที่ให้จัดจำหน่ายสินค้าในโรงงานและสถานประกอบการของบริษัทฯ อีก 19 คน ทั้งนี้ ซีพีเอฟ มีแนวทางที่จะลดจำนวนการให้สิทธิสัมปทานเพื่อไปจัดจ้างคนพิการโดยตรง 100% ต่อไป

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้คนพิการสามารถพึ่งพาตนเองได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีสามารถเข้าถึงสวัสดิการต่างๆ อาทิ เบี้ยคนพิการ การบริการสุขภาพ เป็นต้น บนพื้นฐานของความเสมอภาคและความเท่าเทียม และร่วมพัฒนาให้คนพิการเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าของครอบครัวและชุมชน ตามแนวคิด “เปลี่ยนภาระให้เป็นพลังของสังคม”

นอกเหนือจากการจ้างงานคนพิการให้ทำงานในชุมชนแล้ว ซีพีเอฟยังดำเนินกิจกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมมือกับกรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ สำนักงานประกันสังคม และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง จัดอบรมให้ความรู้เรื่องสิทธิประโยชน์ของคนพิการและการประกันสังคม ขณะเดียวกัน หน่วยงานทรัพยากรบุคคลของบริษัทฯ ยังเดินทางไปเยี่ยมบ้านและที่ทำงานของคนพิการเพื่อดูแลความเป็นอยู่และมอบของอุปโภคและบริโภคให้แก่คนพิการและครอบครัว รวมทั้งประเมินผลการทํางานของคนพิการ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า คนพิการที่ซีพีเอฟจัดจ้างทำงานสาธารณประโยชน์ในชุมชน มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและมีความสุข เพื่อเปิดโอกาสให้คนพิการได้แสดงศักยภาพร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานขององค์กร รวมทั้งทำประโยชน์ให้ชุมชนและสังคมโดยรวม

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมอาชีพให้สัมปทานคนพิการจัดสถานที่ให้จัดจำหน่ายสินค้าในโรงงานและสถานประกอบการของบริษัทฯ อีก 19 คน ทั้งนี้ ซีพีเอฟ มีแนวทางที่จะลดจำนวนการให้สิทธิสัมปทานเพื่อไปจัดจ้างคนพิการโดยตรง 100% ต่อไป

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้คนพิการสามารถพึ่งพาตนเองได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีสามารถเข้าถึงสวัสดิการต่างๆ อาทิ เบี้ยคนพิการ การบริการสุขภาพ เป็นต้น บนพื้นฐานของความเสมอภาคและความเท่าเทียม และร่วมพัฒนาให้คนพิการเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าของครอบครัวและชุมชน ตามแนวคิด “เปลี่ยนภาระให้เป็นพลังของสังคม”

นอกเหนือจากการจ้างงานคนพิการให้ทำงานในชุมชนแล้ว ซีพีเอฟยังดำเนินกิจกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมมือกับกรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ สำนักงานประกันสังคม และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง จัดอบรมให้ความรู้เรื่องสิทธิประโยชน์ของคนพิการและการประกันสังคม ขณะเดียวกัน หน่วยงานทรัพยากรบุคคลของบริษัทฯ ยังเดินทางไปเยี่ยมบ้านและที่ทำงานของคนพิการเพื่อดูแลความเป็นอยู่และมอบของอุปโภคและบริโภคให้แก่คนพิการและครอบครัว รวมทั้งประเมินผลการทํางานของคนพิการ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า คนพิการที่ซีพีเอฟจัดจ้างทำงานสาธารณประโยชน์ในชุมชน มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและมีความสุข เพื่อเปิดโอกาสให้คนพิการได้แสดงศักยภาพร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานขององค์กร รวมทั้งทำประโยชน์ให้ชุมชนและสังคมโดยรวม

รักษาการผู้ว่าการ กยท. กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการจัดการสวนยางอย่างยั่งยืน ตามมาตรฐานในระดับสากล ในครั้งนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันพัฒนาและกำหนดเกณฑ์การจัดการสวนยางอย่างยั่งยืน ตามมาตรฐานในระดับสากลต่างๆ เช่น มาตรฐาน FSCTM, PEFCTM โดยให้เกษตรกรชาวสวนยางเข้ามามีส่วนร่วมปรับปรุง พัฒนาการจัดการสวนยางของตนเอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าน้ำยางและไม้ยาง รวมไปถึงผลผลิตอื่นๆ ในสวนยาง เช่น พืชแซมยาง พืชร่วมยาง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนยางอีกทางหนึ่ง โดยการนำไปจำหน่ายผ่านช่องทางตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ถือเป็นการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมไม้ยางพาราและผลิตภัณฑ์จากไม้ยางพาราอย่างครบวงจร ที่ยังคำนึงถึงการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย

ด้าน นายจิรวัฒน์ สุกปลั่ง ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายขายและพัฒนาธุรกิจ กล่าวว่า บริษัท ทีทีซีแอล จำกัด (มหาชน) เล็งเห็นถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาธุรกิจพลังงานทดแทน (Renewables Energy) ซึ่งเป็นธุรกิจที่จะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้ เนื่องมาจากการตระหนักในการเปลี่ยนแปลงต่อสภาวะอากาศของโลก (Global Warming) รัฐบาลของหลายๆ ประเทศทั่วโลก จึงมีนโยบายสนับสนุนการปรับเปลี่ยนการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากการใช้ถ่านหิน หรือ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม สู่การใช้พลังงานทางเลือกและพลังงานสะอาดหนึ่งในนั้นคือ “พลังงานทดแทนจากเชื้อเพลิงชีวมวล” ซึ่งผลิตจากชิ้นส่วนไม้เล็กๆ ที่ไม่สามารถผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องใช้อื่นๆ ได้

“การผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลเพื่อป้อนให้กับโรงไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง จำเป็นต้องมีชิ้นส่วนไม้ยางที่ผ่านการรับรองภายใต้มาตรฐานการจัดการสวนยางที่ยั่งยืนเป็นวัตถุดิบที่ต้องสำรองไว้สำหรับผลิตเป็นพลังงานเชื้อเพลิง ดังนั้น บริษัทจึงเล็งเห็นถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในการทำความร่วมมือกับ กยท. อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้เกิดมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากลในสวนยางของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. ด้วย โดยทางบริษัทยินดีที่จะร่วมสนับสนุนการให้เกิดการรับรองมาตรฐานสวนยาง และจัดหาตลาดทางเลือกให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับยางพาราไทย สร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจยางพาราไทยต่อไป” นายจิรวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติม

กรุงเทพมหานคร ภาคเอกชน โดย 3 สมาคมภาคเกษตร ได้แก่ สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร สมาคมอารักขาพืช และสมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย แสดงจุดยืนต่อเกษตรกรและเศรษฐกิจการเกษตรของประเทศ เข้าให้ข้อมูลและชี้แจงข้อเท็จจริงตามคำเชิญของคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม ระบุการตัดสินใจเกี่ยวกับสารแต่ละชนิด ควรใช้การพิจารณาตามหลักสากลว่าด้วยเหตุผลและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ มากกว่าการคาดเดา หรือจากผลที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีการแสดงความเห็นให้มีการตั้งคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรมขึ้นเพื่อศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อการตัดสินใจและนำเสนอต่อสภาฯ นั้น สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร สมาคมอารักขาพืช และสมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย ได้ชี้แจงว่าปัจจุบันในภาคการผลิตขนาดใหญ่ การจัดการศัตรูพืชโดยการใช้สารยังคงจำเป็นสำหรับเกษตรกร การยับยั้งการใช้สารจะส่งผลต่อภาคการผลิตและส่งออกพืชเศรษฐกิจที่ทีความจำเป็นต้องใช้สารดังกล่าว ซึ่งอาจสร้างความเสียหายโดยไม่จำเป็น เนื่องจากการใช้สารแต่ละประเภทอยู่ภายใต้การกำหนดค่ามาตรฐานจากองค์กรสากล ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจทำให้ไทยเสียเปรียบคู่แข่งขันรายอื่นๆ ที่สามารถพัฒนาขีดความสามารถและศักยภาพในการแข่งขันในด้านการผลิต และการตลาด

ผลจากการตัดสินใจที่ได้กำหนดเป้าหมายไว้แล้วล่วงหน้านั้น เป็นความไม่ยุติธรรมต่อเกษตรกรเป็นอย่างยิ่ง การตัดสินใจเกี่ยวกับสารแต่ละชนิด ควรใช้การพิจารณาตามหลักสากล ว่าด้วยเหตุผลและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มากกว่าการคาดเดา หรือจากผลที่กำหนดไว้ล่วงหน้า สมาคมฯ ยินดีรับฟังเหตุผล หลักฐานและข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน

สมาคมฯ คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกร ผลผลิตของพืชเศรษฐกิจหลักๆ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงไปถึงอุตสาหกรรมอาหาร แปรรูปอาหาร อาหารสัตว์ และภาคส่งออก เป็นสำคัญ หากมีการตัดสินเกี่ยวกับปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่เกษตรกรยังมีความจำเป็นต้องใช้ ทั้งนี้ สมาคมฯ ได้ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ เพิ่มเติมว่า ภาคอุตสาหกรรมเกษตรได้ดำเนินการสร้างความรู้ความเข้าใจ ฝึกอบรมและทดสอบ การใช้ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรอย่างถูกต้องและถูกวิธี เพื่อความปลอดภัยของตัวเกษตรกรเอง และผู้บริโภค โดยได้จัดให้มีการฝึกอบรมร้านค้า เกษตรกร และผู้รับจ้าง โดยทำงานร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลากว่า 30 ปี จึงเห็นควรจะจัดให้มีมาตรการในการถือปฏิบัติในภาคเกษตรอย่างเคร่งครัด

สมาคมฯ จึงขอฝากถึงรัฐบาลและผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการตัดสินใจในเรื่องนี้ว่า ขอให้คำนึงถึงความจำเป็น ความอยู่รอดของเกษตรกร ผลกระทบที่จะมีต่ออุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร และอาหารสัตว์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมและผลกระทบที่จะเกิดโดยตรงกับการส่งออกพืชเศรษฐกิจเป็นสำคัญ

สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร (KAPI) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำผลงานวิจัยเด่น อาทิ แบรนด์ KAPIOKU, แบรนด์ไพลสยาม ผลิตภัณฑ์แป้งข้าวหอมมะลิ GENGIGRAIN และ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเสริมโปรตีนชนิดผง เข้าร่วมแสดงในโซน Advanced Technologies ณ งานมหกรรมแสดงสินค้าจีน-อาเซียน CHINA-ASEAN EXPO หรือ CAEXPO ครั้งที่ 16 ซึ่ง KAPI ได้รับเชิญร่วมจัดแสดงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และร่วมงานประชุมวิชาการ The 7th Forum on China-ASEAN Technology Transfer and Collaborative Innovation, CAEXPO 2019 ณ ศูนย์การประชุมและจัดแสดงสินค้านานาชาติ นครหนานหนิง มณฑลกว่างซี เมืองหนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 20-24 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา

โดยในปีนี้ ทางสถาบันได้ส่ง นางสาวชลลดา บุราชรินทร์ นักวิจัย ฝ่ายวิจัยเชิงพาณิชย์และ การจัดการสารสนเทศ และ นางสาวพัลลภา วุฒิภาพรกุล นักวิจัย ฝ่ายนาโนเทคโนโลยีและเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นตัวแทนหน่วยงานนำผลงานวิจัยจัดแสดงในโซนสินค้านวัตกรรม เทคโนโลยีขั้นสูง ณ ฮอลล์ D3 ซึ่งเป็นพื้นที่จัดแสดงด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมจีน-อาเซียน งานนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างประเทศจีนกับอาเซียนจีนกับอาเซียนเผื่อเร่งผลักดันและพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาค พร้อมส่งเสริมความร่วมมือของธุรกิจ SMEs และส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

ด้าน นางสาวชลลดา บุราชรินทร์ นักวิจัย ฝ่ายวิจัยเชิงพาณิชย์และการจัดการสารสนเทศ กล่าวว่า “ทางสถาบัน KAPI ได้คัดเลือกผลงานวิจัยที่เหมาะสมกับผู้บริโภคกลุ่มตลาดจีน-อาเซียน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและเครื่องสำอาง แบรนด์ KAPIOKU (คาพิโอกุ), ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ แบรนด์ Plai Siam (ไพลสยาม), ผลิตภัณฑ์แป้งข้าวหอมมะลิ แบรนด์ GENGIGRAIN (เก็งกิเกร็น) และ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเสริมโปรตีนชนิดผง สำหรับผู้สูงอายุ รสงาดำ ซึ่งผลิตภัณฑ์ทั้งหมดล้วนได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานชาวจีนและผู้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการจากประเทศต่างๆ เป็นอย่างมาก

สำหรับผลงานวิจัยที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างสูงในปีนี้ได้แก่ คือ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ Plai Siam (ไพลสยาม) ที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าชาวจีนอย่างต่อเนื่องจากปีที่แล้ว โดยกลุ่มชาวจีนล้วนชื่นชอบในแง่ของคุณสมบัติ กลิ่นหอมของไพล และดีไซน์ที่เด่นสะดุดตา โดยในครั้งนี้สถาบันฯ ได้นำผลิตภัณฑ์ไพลสยามมา 2 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ น้ำมันเหลืองไพลและยาหม่องไพล นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมือจากสารสกัดอะโวคาโด และ ลิปบาล์มบำรุงริมฝีปาก จากสารสกัดโปรตีนรังไหม ก็ได้รับความสนใจและการตอบรับเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน”

ในงานเดียวกันนี้ ตัวแทนจากสถาบันฯ KAPI ยังได้รับเกียรติเข้าร่วมงานประชุมวิชาการ The 7th Forum on China-ASEAN Technology Transfer and Collaborative Innovation, CAEXPO 2019 โดยมี รศ.นพ. สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ได้ขึ้นกล่าวถึงนโยบาย Thailand 4.0 แนวทางการวิจัย ทั้ง Frontier Research, Biomedical Research, YOTHI Medical Innovation District (YMID) และ Precision Medicine ตลอดจนการพัฒนากำลังคน และความร่วมมือของการถ่ายทอดเทคโนโลยี ระหว่างประเทศไทย-จีน

ผู้ประกอบการไทยที่สนใจในผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและเครื่องสำอาง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพจากผลงานวิจัยของคนไทย สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ คุณชลลดา บุราชรินทร์ โทร. (080) 269-5536 อี-เมล chonlada.bu@ku.th ฝ่ายวิจัยเชิงพาณิชย์และการจัดการสารสนเทศ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA บริษัท เนสท์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด และศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน เปิดตัวโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพด้านนวัตกรรมการเกษตรระดับนานาชาติ หรือ AGrowth ครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อให้การสนับสนุนธุรกิจและผู้ประกอบการจากทั่วโลกในการส่งผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีอันทันสมัยที่จะขับเคลื่อนไปสู่ผลลัพธ์เชิงบวกต่ออนาคตของอุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศไทย ซึ่งสยามคูโบต้าได้ร่วมสนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากสตาร์ทอัพที่มีความเชี่ยวชาญจากทั่วโลก โดยการคัดเลือกสตาร์ทอัพที่มีความเชี่ยวชาญจากแต่ละด้าน และมีประสบการณ์การนำสินค้ามาใช้ในตลาดได้จริง เพื่อนำโซลูชั่นมาทดลองและแก้ปัญหาจริงให้กับเกษตรกรที่อยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ในประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด