แต่ก่อนที่จะดำเนินการปล่อยพันธุ์ปลาจะต้องมีการทำการประชาคม

ในหมู่บ้าน และช่วยกันเตรียมความพร้อมของอ่างเก็บน้ำ พันธุ์ปลาที่นำมาปล่อยมีหลายชนิด ได้แก่ ปลาจีน ปลาไน ปลาสร้อย ปลายี่สก ปลานวลจันทร์ ปลาตะเพียน รวมจำนวนแต่ละครั้ง 100,000 ตัว เมื่อทำการปล่อยพันธุ์ปลาแล้ว ก็มอบหมายให้คณะกรรมการที่มีการแต่งตั้งขึ้นเป็นผู้รับผิดชอบดูแล ซึ่งในระยะเวลา 1 ปี พันธุ์ปลาต่างๆ ได้เจริญเติบโต และมีการแพร่พันธุ์ จะอนุญาตให้มีการจับปลา ด้วยอุปกรณ์จับปลาที่อนุญาตให้นำมาใช้ ในเรื่องการจัดการผลประโยชน์ ก็แล้วแต่ชุมชนจะตกลงกันเอง

การพัฒนาก้าวต่อไปโดยองค์การบริหารส่วนตำบลข่วงเปา
คุณรุ่งสุริยา เชียงชีระ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลข่วงเปา (อบต.ข่วงเปา) โทร. (089) 556-7155 ได้กล่าวว่าทาง อบต.ข่วงเปา ได้เข้ามาสนับสนุนการสร้างเสริมเติมต่อการบริหารจัดการพื้นที่อ่างเก็บน้ำหนองด้าง ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 90 ไร่ เป็นพื้นที่ท้องน้ำเสีย 63 ไร่ เท่าที่ผ่านมาทั้งพื้นที่โดยรอบอ่างเก็บน้ำ และพื้นที่ท้องน้ำในอ่าง ก็ได้รับการพัฒนามาดีแล้วในระดับหนึ่ง ทั้งการปรับปรุงถนนโดยรอบ และการขุดลอกอ่างเก็บน้ำ ทาง อบต.ข่วงเปา ก็จะพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้น โดยได้พูดคุยกับหลายฝ่ายแล้วว่า จะดำเนินการอยู่หลายเรื่อง ให้พื้นที่รอบอ่างเป็นสวนสาธารณะ ส่วนพื้นน้ำก็ให้เป็นแหล่งอาหาร

ต้องการจะพัฒนาพื้นที่โดยรอบให้เป็นสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ร.10
พัฒนาให้เป็นสถานที่ออกกำลังกาย ที่มีอุปกรณ์ครบถ้วน ถูกต้องตามสุขอนามัยคือ การส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัย
ให้เป็นสถานที่พักผ่อนของคนในชุมชน หรือคนที่เดินทางมาจากไกลๆ หรือจากต่างถิ่นได้มาพักผ่อนที่นี่ได้
บริเวณพื้นน้ำในอ่างเก็บน้ำ จะจัดทำเรือนแพลอยน้ำ อาจใช้เป็นที่สันทนาการได้
ปัจจุบันที่ อบต.ข่วงเปากำลังดำเนินการอยู่คือ ปรับปรุงพื้นที่ทำเป็นสวนหย่อม จะจัดซื้อจัดหาเครื่องออกกำลังกาย ทั้งจะทำการเรียงหิน และปูหญ้ารอบขอบอ่าง ติดตั้งรั้วเตี้ยๆ เพื่อความปลอดภัย จ้างคนดูแลสวน เพราะอาจต้องมีการกำหนดเวลาปิด-เปิดสวนสาธารณะ ทั้งจะจัดหาถังขยะ วางเป็นจุดๆ เพื่อรักษาความสะอาดของสถานที่

ในระยะเวลาอีก 2-3 ปีข้างหน้า น่าจะมีการตั้งกลุ่มหรือชุมชนประมงท้องถิ่นเพื่อร่วมกันทำกิจกรรมรอบอ่างเก็บน้ำและดูแลการบริหารทรัพยากรปลา ที่ทางประมงอำเภอจอมทอง ซึ่งคุณวิลาศ กล่อมสุนทร แม้จะเกษียณราชการแล้ว ก็ยังช่วยการประสานงานอยู่ โดยการปล่อยปลาในวันสำคัญๆ ของประเทศก็ยังดำเนินการเช่นเดิม เพียงแต่อาจปรับเปลี่ยนวิธีการ ให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมทั้งเป็นผู้จ่ายในลักษณะของการกุศล และได้รับประโยชน์จากการเป็นแหล่งอาหารและสร้างรายได้

ส่วนงบประมาณที่จะนำมาใช้นั้น นอกจากงบของ อบต.ข่วงเปา แล้ว จะเสนอโครงการไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ และนำรายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดกิจกรรม จากการบริหารทรัพยากรปลามาสมทบ

เมื่อพื้นที่ทั้งพื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำ และส่วนของพื้นน้ำในอ่าง ได้รับการบริหารจัดการที่ดี อ่างเก็บน้ำหนองด้าง จะก่อเกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน จะเห็นภูมิทัศน์ที่สวยงาม สามารถมองเห็นขุนเขาอินทนนท์ ใหญ่น้อยสลับซับซ้อน สวยงามในยามเย็น เป็นที่ออกกำลังกาย พักผ่อนหย่อนใจ ได้เดินกินลมชมหมอก สนุกสนานเพลิดเพลินกับสีสันของดอกไม้ มีเครื่องออกกำลังกายให้คนรัก (ษ์) สุขภาพ มีสวนสาธารณะ น้ำไหล ไฟสว่าง สะอาดสะอ้าน

ภาคประชาชนประสานอดีตข้าราชการเกษตรตั้งศูนย์ปฎิบัติการอาสาสมัครช่วยเหลือและพัฒนาเกษตรกรภาคประชาชน.(ศอพก.)เดินหน้าแก้ปัญหาภาคเกษตรหนุนการทำงานภาครัฐ

นายอภิชาติ พงศ์ศรีหดุลชัย อดีตอธิบดีกรมการข้าว ในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์ปฎิบัติการอาสาสมัครช่วยเหลือและพัฒนาเกษตรกรภาคประชาชน (ศอพก. ) กล่าวภาคหลังการเปิดศูนย์ปฎิบัติการฯ อย่างเป็นทางการที่โรงเรียนข้าวและชาวนา กรมการข้าว บางเขน ว่า จากกระแสความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในการแข่งขันภาคการเกษตรตามบริบทของสังคมไทยและสังคมโลก เกษตรกร นับเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญ และได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ระบบการบริหารจัดการเชิงนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตร นับเป็นกุญแจสำคัญ ควบคู่กับโอกาสการเข้าถึงองค์ความรู้ การสื่อสารและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่สำคัญ ควบคู่ไปกับปัจจัยการผลิตและแหล่งทุนในการดำเนินกิจการต่างๆ

ขณะเดียวกันภาคเกษตรยังเผชิญปัญหาภัยคุกคามทางธรรมชาติหรือภัยพิบัติต่างๆ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ล้วนเป็นปัญหาและอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนความรู้สึก และกำลังใจของกลุ่มเกษตรกรอย่างมาก แม้ว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมาจะมองเห็นปัญหาของภาคเกษตรและเกษตรกรว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องได้รับการพัฒนาและส่งเสริมเกษตรกรมาโดยตลอด แต่ยังมีเกษตรกรบางส่วนที่ยังไม่ประสบผลสำเร็จในการประกอบอาชีพเท่าที่ควร ปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยเสริมความมั่นคงและเข้มแข็งแก่เกษตรกรได้คือ “หลักการพึ่งพาตนเอง“ ที่เป็นไปอย่างเหมาะสมภายใต้การสนับสนุนและส่งเสริมจากภาครัฐอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ปัญหาที่เกิดขึ้นตนเห็นว่า น่าจะมีขบวนการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรจากภาคประชาชน โดยเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาภาคเกษตรมากยิ่งขึ้น จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรในอนาคต ตนจึงเป็นแกนนำรวมกลุ่มภาคประชาชน ภายใต้ชื่อ “ศอพก.” เพื่อเป็นศูนย์กลางการร่วมแรงร่วมใจของเหล่าอาสาสมัครที่มุ่งมั่นและเสียสละที่จะเข้ามาทำงานเพื่อครอบครัวเกษตรกร เพื่อเติมเต็มการทำงานของภาครัฐและเป็นกระจกสะท้อนปัญหาหรือความเดือดร้อนของเกษตรกรแบบฉับพลัน ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารในรูปแบบ social online

รวมทั้งเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ระบบนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำด้านเกษตร ผ่านกระบวนการในรูปแบบสมาชิกอาสาสมัครและผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในแต่ละด้านเพื่อร่วมกันช่วยเหลือและสนับสนุนการทำงานของภาครัฐอย่างเต็มที่ โดยมีตัวแทนจากประชาชน เกษตรกร รวมทั้งข้าราชการบางส่วน รวมตัวกันขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรของไทยโดยมีวัตถุประสงค์หลัก ดังนี้

เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในการประสานความช่วยเหลือ และติดตามแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรให้เกิดผลสัมฤทธิ์
เป็นที่พึ่ง และรับปรึกษาปัญหาต่างๆ ของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบอาชีพ
ประสาน เผยแพร่ ถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีการผลิต นวัตกรรมด้านการผลิต
เฝ้าติดตาม สนับสนุน เสนอแนะแนวนโยบายการช่วยเหลือ และพัฒนาเกษตรกรต่อภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน ในอนาคต ศูนย์แห่งนี้ จะเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนและประสานกับภาครัฐ เพื่อพัฒนาภาคเกษตรในทุกมิติด้วย

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมกับสหพันธ์เกษตรกรแห่งประเทศไทย (สกท.) นำโดยนายยศวัจน์ ชัยวัฒนศิริกุล ที่ปรึกษาสมาพันธ์สกท. ซึ่งนำม็อบเกษตรกรประมาณ 900 คนมาชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯ ยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐมนตรีเร่งรัดการแก้ไขพ.ร.บ. ฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร 3 มาตรา โดยมาตราที่ผู้ชุมนุมต้องการให้แก้ไขด่วนที่สุดคือ มาตรา 37/9 วรรคสอง ว่าการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร ที่ก่อนหน้านี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) ไม่สามารถที่จะเข้าไปชำระหนี้แทนหนี้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ ต่อมาทางกระทรวงเกษตรฯ ได้หารือไปยังกฤษฎีกาอีกครั้ง ซึ่งระหว่างรอคำตอบนั้น กลุ่มเกษตรกรระบุว่า เดือดร้อนอย่างมากจากการที่ธนาคารเจ้าหนี้ฟ้องร้อง บังคับคดี ยึดทรัพย์ และทำให้ล้มละลาย

นายเฉลิมชัย แจ้งแกนนำเกษตรกรว่า ช่วงเช้านี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาส่งหนังสือเห็นชอบตามร่างแก้ไขพ.ร.บ. ในมาตราที่เสนอแล้ว ซึ่งตนได้ลงนามในหนังสือส่งไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีกำหนดวาระนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบจะเสนอต่อรัฐสภาพิจารณาตราเป็นกฎหมายใช้ต่อไป

นายยศวัจน์ กล่าวว่า หากกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ กฟก. สามารถชำระหนี้แทนสมาชิกซึ่งเป็นหนี้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือหนี้บุคคลค้ำได้ โดยหนี้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ดังนั้นจึงขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เร่งรัดแก้ปัญหาให้เกษตรกรที่เดือดร้อนเป็นจำนวนมาก จากนั้นได้พาเกษตรกรที่ชุมนุมอยู่หน้ากระทรวงเกษตรฯ เดินทางกลับภูมิลำเนา

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่พบปะเกษตรกรและกลุ่มสหกรณ์ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในวันที่19-20 กันยายน 2562 เพื่อผลักดันนโยบายให้สหกรณ์และเกษตรกรใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) สร้างแต้มต่อในการส่งออกสินค้าเกษตรในพื้นที่ โดยเฉพาะผลไม้ เช่น เงาะ กล้วยหอม และกุ้ง ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพสูง พร้อมผลักดันไปตลาดต่างประเทศ เช่น อาเซียน จีน และญี่ปุ่น ซึ่งไม่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่ที่ส่งออกจากไทยแล้วภายใต้ข้อตกลงร่วมกันในเอฟทีเอ

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ขานรับนโยบายของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญกับการหาตลาดและกระจายสินค้าในภูมิภาคของไทยไปต่างประเทศ โดยใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ ช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงและแน่นอนให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ดำเนินโครงการ “พัฒนาความพร้อมทางการค้าของสหกรณ์ไทยสู่การค้าเสรี” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคของไทยสู่สากล โดยในวันที่ 19 กันยายน 2562 ช่วงเช้ารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้นำคณะ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร และสหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมผลไม้ของสมาชิกสหกรณ์ โดยเฉพาะเงาะนาสาร ที่ส่งออกไปจีน มาเลเซีย และสิงคโปร์

โดยปัจจุบันสหกรณ์รวบรวมเงาะได้วันละ 2.5 ตัน ส่งขายในราคากิโลกรัมละ 160 บาท ในขณะที่ราคาเงาะในประเทศกิโลกรัมละ 20 กว่าบาท นับว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าได้หลายเท่า พร้อมช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรได้อย่างยั่งยืน ในอนาคตสหกรณ์เตรียมส่งออกเงาะพรีเมี่ยมโดยใช้แบรนด์ของสหกรณ์เอง ชื่อ “เคหว่อง” และมีแผนออกแบบบรรจุภัณฑ์จัดทำ QR CODE เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งผลิตได้

ส่วนกล้วยหอม ปัจจุบันส่งกระจายให้ร้านสะดวกซื้อในพื้นที่ และส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น ส่วนในช่วงบ่ายลงพื้นที่พบปะสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำท่าทอง จำกัด อำเภอกาญจนดิษฐ์ ที่เป็นแหล่งผลิตกุ้งขาวแวนนาไม มีสมาชิก 418 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงกุ้งกว่า 8,345 ไร่ ในปี 2561 สหกรณ์รวบรวมผลผลิตได้ 400 ตัน มูลค่า 86.8 ล้านบาท จำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ โดยมีตลาดหลัก คือ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น แคนนาดา สหภาพยุโรป

ปัจจุบันสหกรณ์มีแผนสร้างห้องเย็นเพื่อแปรรูปเป็นสินค้ากุ้งพรีเมี่ยม และเพื่อลดต้นทุนการผลิต เตรียมส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยสหกรณ์ได้ไปแสดงโชว์สินค้าที่จีนและญี่ปุ่นมาแล้ว ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก มีแผนส่งออกหลังสร้างห้องเย็นเสร็จ ทั้งนี้จะเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้ากุ้งและเพิ่มช่องทางการจำหน่าย และลดปัญหาราคาสินค้ากุ้งตกต่ำเมื่อเทียบจากปีที่แล้วที่ลดลง 15-20 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะเดียวกันก็เป็นการช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย

ปัจจุบันสหกรณ์มีแผนสร้างห้องเย็นเพื่อแปรรูปเป็นสินค้ากุ้งพรีเมี่ยม และเพื่อลดต้นทุนการผลิต เตรียมส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยสหกรณ์ได้ไปแสดงโชว์สินค้าที่จีนและญี่ปุ่นมาแล้ว ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก มีแผนส่งออกหลังสร้างห้องเย็นเสร็จ ทั้งนี้จะเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้ากุ้งและเพิ่มช่องทางการจำหน่าย และลดปัญหาราคาสินค้ากุ้งตกต่ำเมื่อเทียบจากปีที่แล้วที่ลดลง 15-20 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะเดียวกันก็เป็นการช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย

ปัจจุบันสหกรณ์มีแผนสร้างห้องเย็นเพื่อแปรรูปเป็นสินค้ากุ้งพรีเมี่ยม และเพื่อลดต้นทุนการผลิต เตรียมส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยสหกรณ์ได้ไปแสดงโชว์สินค้าที่จีนและญี่ปุ่นมาแล้ว ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก มีแผนส่งออกหลังสร้างห้องเย็นเสร็จ ทั้งนี้จะเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้ากุ้งและเพิ่มช่องทางการจำหน่าย และลดปัญหาราคาสินค้ากุ้งตกต่ำเมื่อเทียบจากปีที่แล้วที่ลดลง 15-20 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะเดียวกันก็เป็นการช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย

สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก เปรียบเสมือนหน่วยงานที่ย่อแบบจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงมา เพื่อบริหารจัดการในส่วนของจังหวัดอีกทอด วิสัยทัศน์ พันธกิจ หรือนโยบาย ในการพัฒนาการเกษตร จึงไม่แตกต่างจากต้นกระทรวงหลักนัก

คุณจิตติศักดิ์ ศรีปัญญา เกษตรและสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก รับหน้าที่และบทบาทแทนพ่อเมืองพิษณุโลก ในการให้ข้อมูลแผนพัฒนาการเกษตรของจังหวัดพิษณุโลก เกษตรและสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก ให้ข้อมูลถึงแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัดพิษณุโลก (พ.ศ. 2560-2564) ว่า เป้าประสงค์หลักการพัฒนา คือ การส่งเสริมให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรยกระดับการผลิตให้มีประสิทธิภาพ คุณภาพมาตรฐาน รวมทั้งสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรให้ตอบสนองความต้องการของตลาด สร้างความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกรรม สามารถพึ่งพาตนเองได้ เกิดการรวมกลุ่มและเชื่อมโยงเครือข่ายกับภายนอกอย่างเข้มแข็ง และจัดการทรัพยากรทางการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่าและยั่งยืน

ทั้งยังเน้นเรื่องของการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพปลอดภัย และให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดสัดส่วนโครงสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเกษตร จังหวัดพิษณุโลก พบว่า การเพาะปลูกพืชคิดเป็น ร้อยละ 81 ของโครงสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (Gross Provincial Product : GPP) หรือราว 17,905 ล้านบาท การเพาะปลูกพืชส่วนใหญ่ เป็นข้าวนาปี นาปรัง มีสัดส่วนใกล้เคียงกัน ประมาณ 27 เปอร์เซ็นต์ ยางพารา สัดส่วน 20 เปอร์เซ็นต์ มันสำปะหลัง สัดส่วน 10 เปอร์เซ็นต์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และอ้อยโรงงาน สัดส่วน 7-8 เปอร์เซ็นต์

ในภาคปศุสัตว์ คิดเป็นร้อยละ 10 ของ GPP หรือราว 1,989 ล้านบาท

ภาคบริการเกษตรและป่าไม้ คิดเป็นร้อยละ 7 ของ GPP หรือราว 1,548 ล้านบาท

สำหรับภาคประมง คิดเป็นร้อยละ 3 ของ GPP หรือราว 663 ล้านบาทคุณจิตติศักดิ์ กล่าวถึงสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญในช่วงฤดูกาลไตรมาส 2 ปี 2562 ของจังหวัด แบ่งเป็นแต่ละสาขา ดังนี้

สาขาพืช ได้แก่ ข้าวนาปรัง มีปริมาณ 270,718 ตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ผลผลิต 237,064 ตัน) หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 14.2 เนื่องจากสถานการณ์ราคาดี จูงใจให้เกษตรกรในพื้นที่ที่อยู่ในเขตชลประทานขยายพื้นที่ปลูก ประกอบกับปีนี้สภาพอากาศเอื้ออำนวย ไม่พบการระบาดของโรคและแมลงมากนัก และระบบการบริหารจัดการน้ำทั่วถึง มีประสิทธิภาพ ส่งผลทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มสูงขึ้น

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีปริมาณ 31,499 ตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ผลผลิต 28,880 ตัน) หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 9.1 เนื่องจากภาครัฐส่งเสริมการผลิตภายใต้โครงการสานพลังประชารัฐฯ ประกอบกับสถานการณ์ราคาค่อนข้างดี ทำให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกเพิ่ม

ผลผลิตอ้อยโรงงาน มีปริมาณ 260,632 ตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ผลผลิต 270,672 ตัน) หรือลดลง ร้อยละ 3.7 เนื่องจากสถานการณ์ราคาไม่ค่อยดีต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรบางรายปรับเปลี่ยนไปผลิตพืชที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ประกอบกับภาวะฝนทิ้งช่วง ทำให้ปริมาณผลผลิตลดลง

ผลผลิตมันสำปะหลัง มีปริมาณ 33,350 ตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ผลผลิต 31,707 ตัน) หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.2 เนื่องจากราคาปรับเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา จูงใจให้เกษตรกรขยายการผลิต ประกอบกับเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยปรับเปลี่ยนมาปลูกมันสำปะหลังเพิ่มขึ้น

ผลผลิตยางพารา มีปริมาณ 9,252 ตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ผลผลิต 8,071 ตัน) หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 14.6 เนื่องจากอายุเฉลี่ยของต้นยางส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 12-15 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ให้ผลผลิตสูง ทำให้ผลผลิตต่อไร่และปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น

ผลผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้ มีปริมาณ 1,346 ตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ผลผลิต 2,713 ตัน) หรือลดลง ร้อยละ 50.4 เนื่องจากสภาพภูมิอากาศผันผวนและไม่เอื้ออำนวยในแต่ละช่วงระยะเวลาของการติดดอกออกผล บางพื้นที่พบเพลี้ยแป้งระบาด ทำให้ผลผลิตต่อไร่ลดลงค่อนข้างมากในทุกพื้นที่ที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญ ได้แก่ อำเภอเนินมะปราง อำเภอวังทอง และอำเภอวัดโบสถ์

สาขาปศุสัตว์ ได้แก่ โคเนื้อ มีปริมาณ 3,920 ตัว เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ผลผลิต 3,882 ตัว) หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.0 เนื่องจากรัฐบาลดำเนินโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ ประกอบกับแม่พันธุ์โคเนื้อของเกษตรกรในพื้นที่ให้ลูกเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ราคายังไม่ดีนัก

ผลผลิตสุกร มีปริมาณ 71,054 ตัว เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ผลผลิต 71,079 ตัว) หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.1 เนื่องจากสถานการณ์ราคาปรับตัวดีขึ้น แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่ขยายการผลิต เพราะการขยายฟาร์มต้องลงทุนทางด้านการจัดการระบบมาตรฐานฟาร์มเพิ่มด้วย โดยแนวโน้มการผลิตจะเข้าระบบฟาร์มเปิดมากขึ้น ในขณะที่เกษตรกรรายย่อย (หมูหลังบ้าน) จะเลิกผลิต เพราะไม่สามารถแข่งขันทางด้านราคากับการเลี้ยงแบบฟาร์มใหญ่ได้

ผลผลิตไก่เนื้อ มีปริมาณ 1,681,252 ตัว เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ผลผลิต 1,664,605 ตัว) หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.0 เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ที่ผลิตในรูปแบบฟาร์มพันธสัญญาไม่ขยายการผลิตเพิ่ม เพราะแม้ความต้องการบริภาคยังมีต่อเนื่อง ในขณะที่สถานการณ์ทรงตัว

สาขาประมง ผลผลิตปลาเพาะเลี้ยงและปลาที่จับได้ในแหล่งน้ำธรรมชาติ มีปริมาณ 2,395 ตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ผลผลิต 2,2999 ตัน) หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 4.2 จำแนกเป็นปลาที่จับได้ตามธรรมชาติ ที่มีปริมาณมากถึง 1,068 ตัน เพิ่มขึ้นมากถึง ร้อยละ 61.8 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (660 ตัน) เนื่องจากเป็นช่วงระยะเวลาที่ปลาครบอายุเหมาะแก่การจับ หลังจากที่หน่วยงานภาครัฐสนับสนุนพันธุ์ปลาปล่อยตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ภายใต้โครงการต่างๆ ในช่วงกลางปี 2561 ในขณะที่ปลาเพาะเลี้ยง มีปริมาณ 1,327 ตัน ลดลงร้อยละ 19.0 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่าน (1,639 ตัน) เนื่องจากอุณหภูมิสูงเกือบทั้งปี ช่วงฤดูแล้งยาวนาน เกษตรกรเกรงว่าปริมาณน้ำจะไม่เพียงพอ และระบบนิเวศอาจไม่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จึงลดปริมาณการเพาะเลี้ยง

คุณจิตติศักดิ์ ระบุถึงแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตร ของจังหวัดพิษณุโลกในภาพรวม ว่า ความผันผวนของสภาพอากาศ ฤดูแล้งที่รุนแรงและยาวนานกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลต่อการผลิตทางการเกษตร เช่น ผลผลิตลดลงจากโรคและแมลงศัตรูพืชระบาดจากภาวะภัยแล้ง (หนอนกระทู้ทำลายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าว) การลดปริมาณการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร (ปลานิลกระชัง การเลี้ยงปลาในบ่อดิน ฯลฯ) การปรับเปลี่ยนการผลิตเป็นพืชใช้น้ำน้อย ส่วนสถานการณ์ด้านราคาสินค้าเกษตร ไม่จูงใจต่อการขยายการผลิต และภาครัฐยังคงดำเนินนโยบายการเกษตร เพื่อปฏิรูปภาคเกษตรอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือ ส่งเสริม และสนับสนุนการผลิตทางการเกษตร ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

กล่าวโดยสรุป คือ ผลผลิตสินค้าเกษตรมีการขยายตัว ร้อยละ 0.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันที่ผ่านมา เนื่องจากผลผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสาขาพืช ซึ่งเป็นสาขาการผลิตที่สำคัญ ส่วนดัชนีราคาที่เกษตรกรขายได้อยู่ที่ระดับ 98.5 ขยายตัวร้อยละ 28.8 เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรสำคัญหลายชนิดปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง มะม่วงน้ำดอกไม้ และสุกร ส่งผลให้รายได้ดัชนีเกษตรกรอยู่ที่ระดับ 112.1 ขยายตัวร้อยละ 29.1 ทีเดียว

วัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่สาบ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ การเดินทางจากอำเภอสะเมิงโดยเส้นทางเดินรถ สะเมิง-ยั้งเมิน (ถนนห้วยทรายขาว) ผ่านหมู่บ้านแม่สาบ-แม่ขาน-หาดส้มป่อย-อมลอง ประมาณ 30 กิโลเมตรจึงถึงวัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม ซึ่งเป็นดอยสูงตั้งอยู่ที่รอยต่อตำบลแม่สาบและตำบลยั้งเมิน มีองค์พระธาตุที่สร้างเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุมาแต่ช้านาน ครั้นเมื่อครูบาศรีวิชัยท่านได้จาริกมายังอำเภอสะเมิง จึงได้ร่วมมือกับครูบาอุปาระ บูรณะพระธาตุโดยการสร้างพระสถูปใหม่ครอบในที่เดิม เมื่อราว 80 กว่าปีที่ผ่านมา

ต่อมาในปี 2548 มีพระนักพัฒนา 2 รูป นำโดย พระครูสุพรหมธรรมภิวัฒน์ (พระสรยุทธ ชยปัญโญ) เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม และ พระอาจารย์สังคม ธนปัญฺโญ รองเจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม นอกจากที่ได้นำชาวบ้านบูรณะองค์พระธาตุดอยผาส้ม เพื่อเป็นศูนย์รวมศรัทธาในใจของคนในชุมชน แล้วยังได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ (บวร.) วัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม เพื่อพัฒนาชุมชนตามแนวหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) มาใช้ในชุมชน

อาทิ ทำแนวกันไฟ สร้างฝาย การปลูกป่า ปลูกแฝก เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้ผืนป่า จากที่เคยแห้งแล้งให้มีความอุดมสมบูรณ์ สร้างจิตสำนึกให้คนในชุมชนหันมารักษาป่า อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดการใช้สารเคมี เมื่อป่าอุดมสมบูรณ์ ก็มีน้ำทำการเกษตร เพราะหัวใจสำคัญของเกษตรกรคือน้ำ โดยเฉพาะที่นี่เป็นป่าต้นน้ำจึงมีความสำคัญในการอนุรักษ์และรักษาป่าให้มาก อีกปัญหาหนึ่งของคนในชุมชนคือหนี้สินจากการทำเกษตรเคมีเชิงเดี่ยวมายาวนาน

ปัจจุบัน แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เน้นการพึ่งพาตนเอง ที่พระครูสุพรหมธรรมภิวัฒน์ ได้พาชาวบ้านปฏิบัติมาเป็นระยะเวลา 14 ปี มีเรื่องหลักๆ ดังนี้การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ การปลูกป่า ทำฝาย ปลูกแฝก เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของป่า ใช้เป็นแนวป้องกันไฟเปียก มีการรวมกลุ่มกันในชื่อขบวนบุญ โดยนำสินค้าในชุมชนไปแปรรูปและขาย มีส่วนต่างจากทุน จึงนำมาตั้งกองทุนหมอกควันไฟป่า นำมาดูแลป่าต้นน้ำ สร้างฝาย ปลูกต้นไม้ นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรม วิ่งการกุศลเพื่อหารายได้เข้ากองทุนหมอกควันไฟป่า หรือ “ผาส้มเทรล” ซึ่งมีการจัดกันมาทุกปี เข้าปีที่ 5

การจัดการศึกษาทางเลือกแบบองค์รวม Home school และศูนย์การเรียนรู้ โดยเน้นภาคปฏิบัติ มีการเรียนรู้ผ่านการฝึกทักษะชีวิตและประสบการณ์จริงผ่านโครงการต่างๆ (Project based learning & Problem based learning) เพื่อให้ผู้เรียนได้ค้นหาความถนัดความสนใจของตนเอง ได้ฝึกการคิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง ทั้งยังนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงและไอซีที มาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการศึกษาอย่างแท้จริง

การพึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สร้างป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง เน้นการทำเกษตรอินทรีย์ โดยมีระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) และระบบอินทรีย์วิถีไทย (Earth Safe) เข้ามารับรองมาตรฐานของกลุ่ม มีการทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำ ฮอร์โมนพืชต่างๆ และสมุนไพรขับไล่แมลงไว้ใช้เอง

พระครูสุพรหมธรรมภิวัฒน์ (พระสรยุทธ ชยปัญโญ) เจ้าอาวาสวัดดอยผาส้ม ได้สนับสนุนให้เกิด วิสาหกิจชุมชนดอยผาส้ม มีการรวมกลุ่มของผู้ปลูกกระเทียม กลุ่มผู้ปลูกเชียงดา กลุ่มผู้ปลูกหญ้าหวาน แต่ก่อนเคยมีบริษัทหลายแห่งมาส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกพืชหลายชนิดแต่ไม่ตอบโจทย์ ทั้งยังถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง จึงได้มีการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนดอยผาส้มขึ้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการรวมกลุ่มช่วยเหลือเกษตรกรและเพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งคืนมาดูแลป่า ป้องกันหมอกควันและไฟป่า สร้างฝาย อนุรักษ์ป่าต้นน้ำ