แต่ที่น่าจับตามองอีกอย่างคือ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทราบมาว่า

ทาง พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ได้เสนอนายกรัฐมนตรี พิจารณาขอให้ทางสหกรณ์การเกษตรขนาดเล็กและกลุ่มวิสาหกิจชุมชน สามารถปลูกกัญชาเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ แต่ต้องขออนุญาตหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะนี้ พล.อ. ประยุทธ์ ยังไม่เคาะข้อเสนอนี้ แต่เป็นเรื่องที่น่าติดตามเช่นกัน จะเห็นว่า ฝ่ายรัฐบาลระดับสูงก็สนใจเรื่องกัญชาทางการแพทย์ เพราะเป็นความหวังของผู้ป่วย แต่กลับต้องมาติดขัดที่ส่วนราชการ อย่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา ที่ปล่อยเกียร์ว่างเช่นนี้

อุทัยธานี จัดงานเทศกาลควายไทย ครั้งที่ 8 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานการซื้อขาย แม่หงษ์อุทัย กระบือเพศเมียจังหวัดอุทัยธานี ที่ขายให้กับชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในราคา 1,300,000 บาท

บริเวณเวทีสนามประกวดสัตว์ แยกอุทัยฯ-วัดสิงห์ อ.เมือง จ.อุทัยธานี นายณรงค์ รักร้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี เป็นประธานในพิธีอัญเชิญถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเป็นประธานพิธีเปิดงานเทศกาลควายไทย ครั้งที่ 8 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และมอบถ้วยรางวัลชนะเลิศ และรางวัลอื่นๆ ให้แก่ผู้ที่นำกระบือเข้าประกวดประชันความงาม โดยมี นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย หัวหน้าปศุสัตว์ เขต 6 และปศุสัตว์จังหวัดใกล้เคียง น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ นายกเทศบาลเมืองอุทัยธานี ตลอดจนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง พระเอกหนุ่ม น้ำ รพีภัทร เอกพันธ์กุล ตลอดจน กลุ่มผู้อนุรักษ์กระบือไทย และประชาชนร่วมงานจำนวนมาก

โดยงานดังกล่าว จังหวัดอุทัยธานี ร่วมกับ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดอุทัยธานี และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจัดงาน ระหว่าง วันที่ 12-14 ธันวาคม เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ และพัฒนาสายพันธุ์กระบือ ไปพร้อมกับการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ และไก่แสมดำ ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรของจังหวัดอุทัยธานี ให้เป็นที่รู้จักแก่นักท่องเที่ยวและบุคคลทั่วไปที่สนใจ เป็นการกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของอาชีพเกษตรกรรมในฐานะผู้ผลิตอาหารและการเป็นครัวโลก และยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดอุทัยธานี ให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน อีกด้วย

ซึ่งกิจกรรมภายในงาน มีการจัดการหลากหลายประเภท ได้แก่ การประกวดกระบือทั่วไป การประกวดกระบือลุ่มน้ำสะแกกรัง และการประกวดโคเนื้อพันธุ์อเมริกันบราห์มัน ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี การประกวดไก่แสมดำ ไก่เหลืองหางขาว การประกวดเขาวัว-เขาควาย การประกวดแข่งขันกระบือน้ำหนักมากที่สุด พร้อมด้วยการจัดนิทรรศการด้านปศุสัตว์เฉลิมพระเกียรติฯ นิทรรศการมีชีวิต โชว์สัตว์พันธุ์ดี เช่น กระบือ โคเนื้อ ไก่พื้นเมือง ป้องกันโรค และนิทรรศการด้านพืชอาหารสัตว์ รวมไปถึงการจัดให้มีการฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้ด้านปศุสัตว์ แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี อีกด้วย

โดยในครั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี ยังได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการซื้อขายกระบือของชาวจังหวัดอุทัยธานี นายพุทธินันท์ ชินพีระเสถียร เจ้าของ เฮง ฟาร์มควายไทย ที่ได้ขายกระบือเพศเมีย 1 ตัว ชื่อแม่หงษ์อุทัย (กระบือที่ได้รับรางวัลแกรนด์แชมป์ ประเทศไทย) ให้กับชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายพิษณุ หลักกรด เจ้าของมีสุวรรณ ฟาร์ม ในราคา 1,300,000 บาท อีกด้วย ซึ่งจังหวัดอุทัยธานี มีกลุ่มผู้เลี้ยงพันธุ์กระบือที่มีความสูงใหญ่และสวยงามอยู่จำนวนมาก จนทำให้จังหวัดอุทัยธานี ติดอยู่ลำดับจังหวัดที่มีกระบือสวยงามและมีราคาการซื้อขายกันที่สูงมากอีกด้วย

ดร. รุ่งเรือง พัฒนากุล นักวิทยาศาสตร์ระบบลำเลียงแสง สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน เปิดเผยว่า “ถั่งเช่า” เป็นสมุนไพรที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในประเทศจีนนานนับศตวรรษ มีแหล่งกำเนิดมาจากประเทศทิเบต สรรพคุณใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย บำรุงอวัยวะภายใน เช่น ปอด ตับ และไต นอกจากนี้ ยังช่วยชะลอความแก่ชรา ลดคอเลสเตอรอล บรรเทาและรักษาอาการโรคหอบหืด เป็นต้น ถั่งเช่าทิเบตเป็นที่ต้องการสูงในกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการอาหารเสริมสุขภาพ ประกอบกับเป็นของหายาก จึงทำให้ถั่งเช่าทิเบตมีราคาแพง

ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการหลายประเทศเพาะเลี้ยงถั่งเช่าธรรมชาติสายพันธุ์อื่นๆ (มีมากกว่า 350 สายพันธุ์) เพื่อให้ได้สารสำคัญมาทดแทนแต่ยังคงคุณสมบัติการออกฤทธิ์ทางยาเช่นเดิม สำหรับในประเทศไทย พบว่า มีบริษัท เซโก้ฟาร์ม และกลุ่มผู้ประกอบการ OLINTA จาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สามารถเลี้ยงถั่งเช่าสีทอง จากด้วงสาคูที่เป็นวัตถุดิบที่มีอยู่ในชุมชนได้

ทั้งนี้ บริษัท เซโก้ฟาร์ม หนึ่งในกลุ่มธุรกิจ SME ของประเทศไทย ผู้เลี้ยงและพัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงถั่งเช่าสีทอง ได้เข้ามาหารือกับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ถึงแนวทางการพัฒนากรรมวิธีในการเลี้ยงถั่งเช่าตามแนวคิด “Smart Farmer” ทำให้เกิดเป็นความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงานภายใต้โครงการเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ได้เข้ามาร่วมในโครงการดังกล่าว ซึ่งโครงการนี้มุ่งหวังให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการวิจัย พัฒนาและสร้างนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร โดยปัจจัยที่จะทำให้การขับเคลื่อนนี้ประสบผลสำเร็จคือ กลไกการสนับสนุนให้นักวิจัยในภาครัฐและเอกชนได้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ดร. รุ่งเรือง กล่าวอีกว่า สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ร่วมกับ บริษัท เซโก้ฟาร์ม พัฒนาระบบอัจฉริยะเพื่อควบคุมสภาพแวดล้อมการเพาะเลี้ยงถั่งเช่าสีทองให้ได้เหมาะสมที่สุด เพื่อให้ถั่งเช่าเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และอุดมไปด้วยสารอันเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งเป็นการช่วยพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในประเทศ

นอกจากนี้ เมื่อทีมวิจัย นำถั่งเช่าที่เพาะเลี้ยงด้วยวิธีการดังกล่าว ไปวิเคราะห์สารสำคัญด้วยแสงซินโครตรอน พบว่า มีปริมาณสารคอร์ไดซิปิน และสารอะดีโนซีนสูงกว่าผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในท้องตลาด ซึ่งสารอะดีโนซีน เป็นสารสำคัญที่มีอยู่ในถั่งเช่า มีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอล กระตุ้นการเผาผลาญ สร้างเสริมพละกำลัง และสร้างความกระปรี้กระเปร่าให้กับร่างกาย ส่วนสารคอร์ไดซิปิน มีบทบาทในการต้านมะเร็ง ปรับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ยับยั้งการเกิดและต้านสารอนุมูลอิสระ และช่วยป้องกันหลอดเลือดตีบ เพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนของเลือด

สำหรับวิธีการเลี้ยงถั่งเช่า แบบ “Smart Farmer” ตามแนวคิดของ บริษัท เซโก้ฟาร์ม เป็นวิธีการที่ไม่ยุ่งยาก สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้และส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกรใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ได้อย่างดี รวมทั้งยังสร้างรายได้เสริมให้แก่ประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล นำพาประเทศสู่ Thailand 4.0 ได้อย่างแท้จริง

ดร. รุ่งเรือง กล่าวต่อว่า ล่าสุดทีมวิจัยได้ผลิตเครื่องเพาะถั่งเช่าอัตโนมัติต้นแบบออกมาแล้ว มีลักษณะคล้ายตู้เย็น 2 ประตู มีความพิเศษคือควบคุมอุณหภูมิได้แม่นยำ และจะผลิตให้เกษตรกรเครือข่ายเพื่อใช้ในการเพาะเลี้ยงถั่งเช่าคุณภาพต่อไป โดยใช้งบประมาณ 60,000-70,000 บาท/เครื่อง ซึ่งเป็นอีกนโยบายของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่จะมอบให้กับประชาชนชาวไทยเป็นของขวัญปีใหม่ 2561 ด้วย คาดว่าจะส่งมอบให้เกษตรกรนำไปใช้ประมาณเดือนมีนาคม 2561 นี้แน่นอน โดยขณะนี้ทีมวิจัยกำลังดำเนินการในเฟส 2 คือ การพัฒนาเครื่องเพาะถั่งเช่าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถคอนโทรลได้ทั้งแสง อุณหภูมิ ความชื้น และระยะเวลาการเพาะเลี้ยง เพื่อสร้างมูลค่าให้แก่เกษตรกรต่อไป

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณศศิพันธุ์ ไตรทาน และ คุณกุลธิดา พิทยาภรณ์ โทรศัพท์ (044) 217-040 ต่อ 1251-2 โทรสาร (044) 217-047 วันหยุดนี้อุณหภูมิลดอีก! กรมอุตุฯ เผยไทยตอนบนอุณหภูมิลดอีก 4 องศา กรุงเทพฯ ลด 2 องศา แนะประชาชนดูแลสุขภาพด้วย เตือนภาคใต้ฝนยังถล่มหนัก เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ทะเลมีคลื่นสูง 3 เมตร
กรมอุตุฯ / เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็นลงกับมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส ในภาคเหนือและมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวดูแลสุขภาพ เนื่องจากอากาศที่หนาวเย็นลงด้วย

สำหรับภาคใต้ยังคงมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ ส่วนบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 17 ธ.ค.นี้

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวอากาศหนาวเย็นลงกับมีลมแรง ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทยมีกำลังแรง ทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันนี้ ถึงเวลา 12.00 น. ของวันที่ 15 ธ.ค.นี้ ภาคเหนือ อากาศเย็นถึงหนาว กับมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 15-20 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-31 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 4-11 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นถึงหนาวกับมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 14-20 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-32 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดภูมีอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 8-12 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็นกับมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 19-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-31 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก อากาศเย็นกับมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 19-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส

ตั้งแต่จังหวัดชุมพรขึ้นมา: ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป: ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และตรัง อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศเย็นกับมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

บรรยากาศการจัดงาน “วันยางพาราบึงกาฬ 2562” ในวันที่ 2 ได้รับความสนใจจากเกษตรกรและประชาชนจำนวนมากเข้าเยี่ยมชมนิทรรศการและกิจกรรมต่างๆ ทั้ง 12 โซน เช่น โซนบึงกาฬรวมใจ เทิดไท้องค์ราชา สวนไฟเฉลิมพระเกียรติอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมด้วยนิทรรศการ “ปกแผ่นดิน…บดินทร” นิทรรศการภาพกิจกรรมจิตอาสา โครงการ “เราทำความดีด้วยหัวใจ” และเรียนรู้ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” กับศูนย์การเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชา พร้อมร่วมแสดงความคิดเห็น “ไปไหนดีที่บึงกาฬ” ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ

ในวันนี้ ผู้จัดงานได้เปิดเวทีปราชญ์ชาวบ้านเป็นวันแรก อัดแน่นด้วยสาระความรู้เรื่องยางพาราเพื่อให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราได้เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและนวัตกรรมใหม่ๆ และนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้พัฒนาอาชีพสู่การสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

ประเดิมเปิดเวทีด้วยการนำเสนอนวัตกรรมจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ที่มาบอกเล่างานวิจัยที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวสวนยางพาราให้ดีขึ้นกว่าเดิม ด้วยนวัตกรรม “สารบีเทพ (BeTHEP)” ที่ช่วยรักษาสภาพน้ำยางสดเพื่อแปรรูปยางแผ่น ช่วยยืดอายุยางสดได้นานกว่าเดิม รวมทั้ง “ParaFIT” น้ำยางพาราข้นสำหรับทำผลิตภัณฑ์โฟมยางที่มีจุดเด่นเรื่องปริมาณแอมโมเนียต่ำกว่าน้ำยางพาราข้นทางการค้า 30-75%

กรมชลประทาน ทุ่มงบปีหน้า 6,900 ล้านบาท
ซื้อน้ำยาง 35,021 ตัน สร้างถนนยาง 2,000 กม.

หัวข้อเสวนาต่อมาที่ได้รับความสนใจจากพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราจำนวนมาก คือ การนำยางพารามาทำถนน โดย นางกัญญา อินทร์เกลี้ยง วิศวกรโยธาชำนาญการพิเศษ กลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านวิศวกรรม กรมชลประทาน

นางกัญญาก ล่าวว่า เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐนำยางพารามาใช้ก่อสร้างถนนมากขึ้น ที่ผ่านมา กรมชลประทาน ได้ทำถนนลาดยางพารา ใน 2 รูปแบบ คือ ถนนยางพาราแอสฟัลติก และถนนยางพาราดินซีเมนต์ สำหรับการก่อสร้างถนนยางพาราแอสฟัลติก (ถนนยางมะตอยผสมยางพารา) มีมาตรฐานของกรมทางหลวงชนบทอยู่แล้ว กรมชลประทาน ได้รวบรวมองค์ความรู้ดังกล่าวมาจัดพิมพ์เป็นหนังสือคู่มือแจกจ่ายให้นายช่างวิศวกรของกรมชลประทานทั่วประเทศได้ใช้เป็นแนวทางการก่อสร้างถนนยางในอนาคต

ในปีงบประมาณ 2561 โครงการชลประทานบึงกาฬได้สร้างถนนลาดยางพาราไปแล้วจำนวน 2 โครงการ คือ ถนนยางพาราแอสฟัลติก บริเวณสันเขื่อนประตูระบายน้ำห้วยคาด ระยะทาง 1.1 กม. ใช้น้ำยางพาราข้น ประมาณ 2.02 ตัน อีกแห่งเป็นโครงการก่อสร้างถนนบริเวณประตูระบายน้ำห้วยบางบาด ต.ชัยพร อ.เมืองบึงกาฬ ระยะทาง 1.5 กม. ใช้น้ำยางข้นประมาณ 2.6 ตัน

ถนนยางพาราแอสฟัลติก มีความหนาของถนน 5 เซนติเมตร ใช้ปริมาณน้ำยางข้นเพียงแค่ 1.65 ตัน/กม. ซึ่งใช้ปริมาณน้ำยางพาราค่อนข้างน้อย กรมชลประทานจึงเกิดความคิดที่จะสร้างถนนยางพาราดินซีเมนต์ หรือถนนพาราซอยล์ซีเมนต์ซึ่งจะใช้น้ำยางพาราเป็นส่วนผสมในการสร้างถนนยางเพิ่มขึ้นกว่าเดิมประมาณ 10 เท่าตัว

บริเวณหัวงานโครงการชลประทานและถนนคลองชลประทาน ส่วนใหญ่เป็นถนนดินลูกรัง ช่วงฤดูแล้ง ดินลูกรังจะมีฝุ่นฟุ้งกระจาย ช่วงฤดูฝน จะมีปัญหาน้ำท่วมขัง ถนนมีสภาพเป็นหลุมเป็นบ่อ ทางกรมชลประทานจึงสนใจนำน้ำยางพารามาราดถนนดินลูกรังให้มีความแข็งแรงมากขึ้น โดยทดลองสร้างถนนยางพาราดินซีเมนต์ ในพื้นที่โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำแข้ อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี ผลการศึกษาวิจัยพบว่า สภาพถนนไร้ฝุ่น แข็งแรงกว่าถนนลูกรัง และมีต้นทุนการก่อสร้างถูกกว่าถนนราดยางแบบเดิม

การก่อสร้างถนนยางพาราดินซีเมนต์ ระยะทาง 1 กิโลเมตร ความหนาของถนน 15 เซนติเมตร ถนนกว้าง 6 เมตร จะใช้น้ำยางประมาณ 15.12 ตัน /กม. ซึ่งมีสัดส่วนการใช้น้ำยางมากกว่าการสร้าง ถนนยางพาราแอสฟัลติก ที่ใช้ปริมาณน้ำยางเพียงแค่ 1.65 ตัน/กม.

สำหรับปีงบประมาณ 2562 กรมชลประทานวางแผนสร้างถนนยางพาราดินซีเมนต์ บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยซำ อ.โซ่พิสัย ระยะทาง 700 เมตร และอ่างเก็บน้ำห้วยสหาย อ.บุ่งคล้า ระยะทาง 800 เมตร

“ในปีหน้า กรมชลประทานวางแผนขยายผลนำยางพาราไปใช้ในการซ่อมแซมและปรับปรุงถนนดินลูกรังบนคันคลองชลประทานและถนนในบริเวณหัวงานโครงการชลประทาน ทั่วประเทศ จำนวน 2,000 กม. วงเงินงบประมาณ 6,900 ล้านบาท คาดว่าจะใช้น้ำยางพาราประมาณ 35,021 ตัน” นางกัญญา กล่าว

ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 2562 กรมชลประทาน วางแผนก่อสร้างถนนยางพาราทั้ง 2 รูปแบบ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และเพื่อสุขภาพอนามัยของเกษตรกกรผู้ใช้ทางสัญจรดังกล่าว ซึ่งผลการวิจัยการสร้างถนนยางพาราบนคันคลองชลประทาน พบว่า การใช้น้ำยางพารามีความเหมาะสมทั้งในแง่คุณสมบัติด้านวิศวกรรม ทำให้ถนนลูกรังที่ผสมน้ำยางมีความแข็งแรงมากขึ้น ขณะเดียวกันสภาพผิวถนนยางเป็นที่พึงพอใจของเกษตรกรที่ใช้ขนส่งสินค้าทางการเกษตรหรือใช้สัญจรทั่วไป

นอกจากนี้ กรมชลประทานได้ร่วมมือกับการยางแห่งประเทศไทย( กยท.) ศึกษาความเป็นไปได้ที่จะนำยางพารามาผลิตเป็นอุปกรณ์มาตรวัดน้ำ เพื่อตรวจสอบปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่ไร่นาเกษตรกร รวมทั้งพัฒนาเป็นทุ่นดักผักตบชวาไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้ำ เพราะผักตบชวามักจะไหลไปกองปิดกั้นประตูระบายน้ำ โดยเฉพาะในฤดูน้ำหลากทำให้อัตราการไหลของน้ำช้าลง 40% และเกิดการสูญเสียน้ำจำนวนมาก เพราะผักตบชวาดูดน้ำไปหล่อเลี้ยงตัวเองมากถึง 4 เท่า ของอัตราการระเหยของน้ำ กรมชลประทานจึงพยายามกำจัดผักตบชวาออกจากแหล่งน้ำชลประทานให้ได้มากที่สุด

“ กรมชลประทาน พร้อมที่จะดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในเรื่องของการช่วยเหลือยางราคาตกต่ำ โดยการนำน้ำยางพาราข้นมาเป็นส่วนผสมเพื่อซ่อมแซมปรับปรุงถนนคันคลองชลประทานทั่วประเทศ ดั่งคำขวัญที่ว่า ชลประทาน งานเพื่อแผ่นดินไทย” นางกัญญา กล่าวในที่สุด

นายนราวิทย์ เปาอินทร์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ เซ็นทรัลแล็บไทย กล่าวถึงความสำคัญต่อการพัฒนาสินค้าเกษตรเพื่อยกระดับสู่มาตรฐานสากลว่า สินค้าเกษตรที่สามารถส่งออกไปต่างประเทศ จำเป็นต้องผ่านการรับรองมาตรฐานจากต้นทาง หรือภาครัฐ ตามรายการที่กำหนด ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถส่งออกสินค้าไปสู่ตลาดโลกได้ การรับรองมาตรฐานผู้ประกอบการจำเป็นต้องส่งสินค้าไปตรวจรับรองทางห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลทั่วโลก

งานบริการของเซ็นทรัลแล็บไทย แบ่งเป็น 2 ด้าน คือ ด้านบริการตรวจวิเคราะห์ผลทางห้องปฏิบัติการ เช่น สารเคมีตกค้าง ยาปฏิชีวนะ เชื้อก่อโรค สินค้าจีเอ็มโอ (GMO) หรือการปนเปื้อนดีเอ็นเอสัตว์ในอาหาร และด้านบริการตรวจรับรองมาตรฐานนอกห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจประเมินและรับรองคุณภาพและผลผลิต การตรวจรับรองด้านพืช การวิเคราะห์คุณภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม

สำหรับภาคการเกษตร มีการทดสอบหาสารพิษตกค้างของวัตถุอันตรายทางการเกษตร 4 กลุ่ม ประกอบด้วย สารเคมีกำจัดแมลงในกลุ่ม Organocholorine, สารเคมีกำจัดแมลงในกลุ่ม Carbamate, สารเคมีกำจัดศตรูพืชในกลุ่ม Organophosphate และสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในกลุ่ม Pyrethroid ทั้ง 4 กลุ่ม ถือเป็นสารเคมีต้องห้ามที่หลายประเทศไม่ให้มีในสินค้าผักผลไม้ที่นำเข้าจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ เซ็นทรัลแล็บไทยยังให้บริการตรวจวิเคราะห์ด้านคุณภาพ เพื่อพัฒนายกระดับสินค้าเกษตร หรือ ผลิตภัณฑ์แปรรูป เช่น ทดสอบคุณค่าทางอาหาร, ตรวจสอบอายุอาหาร เป็นต้น ซึ่งการทดสอบเหล่านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญ ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยแข่งขันได้ในระดับโลก รวมถึงรายการทดสอบนอกห้องปฏิบัติการ หรือปัจจัยการผลิต อาทิ การทดสอบปุ๋ยและฮอร์โมนพืชต่างๆ ให้ได้ตามมาตรฐานสากล

สำหรับพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ที่ผลิตสินค้าเกษตรหลายชนิด โดยเฉพาะกลุ่มผลไม้ เช่น ลำไย และลิ้นจี่ ที่มียอดการส่งออกเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มสินค้าเกษตรแปรรูป และอาหาร สร้างรายได้่เข้าสู่ท้องถิ่นกว่าปีละ 500 ล้านบาท

ผู้สนใจสามารถส่งตัวอย่างสินค้าเกษตรเข้าตรวจกับทางแล็บได้ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ได้แก่ สาขาเชียงใหม่ ขอนแก่น สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา สงขลา และกรุงเทพฯ โดยใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 5-7 วัน ก็จะทราบผล สำหรับสินค้าส่งออกจะใช้เวลาดำเนินงาน 48 ชั่วโมง หรือบางรายการอาจใช้เวลาเพียง 24 ชั่วโมง

ส่วนราคาค่าตรวจขึ้นอยู่กับตัวอย่างสินค้า เริ่มต้นตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักหมื่น ถ้าสินค้าผ่านมาตรฐาน ทางแล็บจะออกใบรับรองผลการทดสอบเพื่อนำไปใช้การันตีคุณภาพความปลอดภัยของสินค้าได้ หากพบการปนเปื้อนก็จะแจ้งผลให้ผู้ประกอบการนำไปปรับปรุงคุณภาพสินค้าต่อไป

“การตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการเพื่อสร้างความปลอดภัยของสินค้าไม่ได้มีแค่เจ้าของสินค้าและผู้บริโภคเท่านั้นที่จะได้รับประโยชน์ แต่ช่วยตรวจสอบความปลอดภัยในขั้นต้นสำหรับผู้ส่งออกสินค้าชนิดนั้นด้วย ที่ผ่านมาทำได้แค่การสุ่มตรวจตามด่านต่างๆ ก่อนส่งออกไปยังต่างประเทศ บางครั้งเจอปัญหาสุ่มตรวจไม่ผ่านก็จะเสี่ยงถูกปฏิเสธจากประเทศนำเข้าก่อให้เกิดความเสียหายตามมาได้” กรรมการผู้อำนวยการ กล่าว