แต่หากอินเตอร์เน็ตขัดข้องจากสาเหตุปลายทางหรือผู้ใช้บริการ

เหตุสุดวิสัย เช่น แผ่นดินไหว ก่อการร้าย ผู้ให้บริการต้องให้คำปรึกษาและจะเยียวยาหรือไม่ก็ได้ พร้อมย้ำให้ ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ปรับปรุงระบบคอลเซ็นเตอร์ เพื่อให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ และหากเกิดเหตุขัดข้องจากผู้ให้บริการ อาทิ การซ่อมบำรุงโครงข่าย ผู้ให้บริการต้องแจ้งแก่ผู้ใช้บริการล่วงหน้า และมีมาตรการเยียวยาการใช้งานทันที

นายฐากร กล่าวว่า หากผู้ให้บริการไม่ดำเนินตามข้อตกลง และไม่มีการเยียวยาผู้บริโภค มีความผิดทางปกครองตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม และเลขาธิการ กสทช. สามารถออกคำสั่งทางปกครองให้ผู้ให้บริการปฏิบัติตาม ทั้งเปรียบเทียบปรับ พักใช้ใบอนุญาต และเพิกถอนใบอนุญาต ตามลำดับ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตประจำที่ 8.2 ล้านราย และมีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้งานอินเตอร์เน็ตที่ ขัดข้องปีละกว่า 100 ราย

นายฐากร กล่าวว่า จากกรณีบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท เทเลแอสเสท จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของกลุ่มดีแทค ไตรเน็ต กับ บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด ได้ลงนามในสัญญาเช่าเครื่องและอุปกรณ์โทรคมนาคม และสัญญาการใช้บริการข้ามโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในประเทศระบบ 2300 เมกะเฮิรตซ์ อย่างเป็นทางการ เพื่อเปิดให้บริการ 4จี นั้น จะไม่กระทบต่อการเข้าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ของดีแทค ที่สำนักงาน กสทช.จะจัดการประมูลภายในปีนี้ เนื่องจากคุณภาพคลื่นความถี่ต่างกัน

นายฐากร กล่าวว่า ขณะที่ ดีแทค และ ทีโอที มีกรอบความร่วมมือถึงปี 2568 โดยดีแทคต้องเสียค่าเช่าเครื่องและอุปกรณ์โทรคมนาคม และโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ปีละกว่า 4,000 ล้านบาท ขณะที่การเปิดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ มีราคาตั้งต้น 37,457 ล้านบาท และกรณีที่มีผู้เข้าร่วมประมูลน้อยกว่าจำนวนใบอนุญาต ผู้เข้าประมูลสามารถเคาะราคาเพียง 1 ครั้ง ทำให้ราคาใบอนุญาตไม่เกิน 38,000 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับระยะเวลาสัมปทาน ดีแทคจะชำระค่าใบอนุญาตคลื่น 1800 เมกะเฮิตรซ์ เฉลี่ยต่อปีต่ำกว่าสัญญาเช่าอุปกรณ์ และโครงข่ายคลื่นความถี่ย่าน 2300 เมกะเฮิรตซ์ ที่ทำสัญญาร่วมกับ ทีโอที

รองคณบดีคณะประมงเตือนไม่เคยมีใครรับรองว่า “ฉลามวาฬ” เป็นสัตว์ใจดี ไม่ควรว่ายน้ำเข้าไปใกล้ เตรียมเสนอ ทช.วางกติกาว่ายน้ำคู่

กรณีมีฉลามวาฬตัวใหญ่ ขนาดประมาณ 5 เมตร ได้ว่ายน้ำเข้ามาในพื้นที่ทะเลชุมพร บริเวณอ่าวทุ่งมหา ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร โดยมีเจ้าของรีสอร์ตรายหนึ่งได้นำนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งออกไปดำน้ำดูปะการังบริเวณเกาะร้านเป็ด เกาะร้านไก่ แล้วพบกับฉลามวาฬตัวดังกล่าวว่ายน้ำเล่นอยู่ โดยที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ได้ว่ายน้ำเข้าไปใกล้ฉลามวาฬเพื่อถ่ายรูป และยังพยายามเข้าไปลูบตามเนื้อตามตัวฉลามวาฬตัวดังกล่าวด้วย โดยที่เจ้าของรีสอร์ตและเรือบริการนำเที่ยวไม่ได้มีการห้ามปรามแต่อย่างใด และยังบอกด้วยว่าฉลามวาฬคือยักษ์ใหญ่ใจดีมีท่าทางดีใจที่เห็นนักท่องเที่ยวนำกล้องถ่ายรูปใต้น้ำไปบันทึกภาพ นั้น

เมื่อวันที่ 24 เมษายน ผศ. ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ว่า ในสมัยก่อนนิตยสารท่องเที่ยวฉบับหนึ่งเคยเขียนเอาไว้ว่าฉลามวาฬคือยักษ์ใหญ่ใจดี แต่ความจริงแล้วไม่เคยมีใครรับรองว่าฉลามวาฬเป็นสัตว์ใจดีจริงหรือไม่ แต่ตนรู้ว่าฉลามก็คือฉลามอยู่วันยังค่ำ และไม่มีปลาตัวไหนในโลกที่ใจดี อย่าไปดราม่าและอย่าคิดไปเอง

“ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า ปลามันใจดีหรือใจร้าย แต่ประเด็นคือเราไม่ควรว่ายน้ำเข้าไปใกล้ฉลามวาฬ ตอนผมดำน้ำขนาดไม่ได้เข้าใกล้นะ แต่ด้วยความที่ตัวมันใหญ่พอจะขยับ ยังโดนหางฟาดหัวเอาเลย ทั้งนี้ ในต่างประเทศที่มีสัตว์ชนิดนี้อยู่ และมีกิจกรรมการว่ายน้ำ ดำน้ำคู่กับฉลามวาฬ เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ เขาจะกำหนดกติกาไว้อย่างชัดเจน คือ ห้ามอยู่บริเวณปากฉลามวาฬ ห้ามแตะต้องตัวฉลามวาฬ ห้ามให้อาหารจากเรือนักท่องเที่ยว ห้ามทิ้งขยะลงในน้ำ เพราะปลาอาจกลืนได้ ต้องอยู่ห่าง 5-6 เมตรจากตัวฉลามวาฬ เพื่อความปลอดภัย ห้ามนำเรือไล่ฉลามวาฬ ต้องจอดเรือหรือลอยลำทันทีที่ห่างจากฉลามวาฬ 20-30 เมตร ไม่ควรทาครีมกันแดดหรือโลชั่นใดๆ เพื่อป้องกันสารเคมีที่อาจเป็นอันตรายกับฉลามวาฬ แต่ก็ดูเหมือนว่า คนไทยบางกลุ่มพยายามที่จะทำผิดกติกาที่กล่าวมาทั้งหมดเลย” ผศ. ธรณ์ กล่าว

ผศ. ธรณ์ กล่าวว่า จะนำเสนอเรื่องนี้กับ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งจะมีการประชุมกันในวันที่ 27 เมษายนนี้ เพื่อให้อธิบดี ทช.ลงนามประกาศอย่างเป็นทางการสำหรับกฎกติกาเรื่องนี้ หากไม่มีการออกกฎกติกามาจะต้องมีปัญหาในอนาคต วันข้างหน้ามันจะไม่กลับมาว่ายน้ำที่เดิมอีก

ด้าน นายจตุพร กล่าวว่า เห็นรูปที่นักท่องเที่ยวลงไปในน้ำและพยายามจับต้องตัวฉลามวาฬแล้วไม่สบายใจอย่างยิ่ง มีเหตุการเช่นนี้บ่อย ตอนนี้ได้กำชับในพื้นที่จังหวัดชุมพรแล้ว ให้กวดขันกับนักท่องเที่ยวเรื่องการพยายามเข้าไปจับตัวฉลามวาฬให้มากกว่านี้ สำหรับกติกาเรื่องการว่ายน้ำคู่กับฉลามวาฬนั้นเห็นด้วยว่าควรจะมี แต่เรื่องรายละเอียดจะต้องหารือกับกรรมการอีกที

นางสำลี ลัคนาวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กำแพง เปิดเผยว่า อบต.กำแพง เตรียมจัดงาน “วันเต่าโลก” ครั้งที่ 4 (World Turtle Day 2018) ระหว่างวันที่ 3-7 พฤษภาคม 2561 ณ ลานตลาดนัดถนนฉลุง-ทุ่งหว้า ด้านข้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ดิยางยนต์ หมู่ที่ 3 ตำบลกำแพง อำเภอละงู จังหวัดสตูล เนื่องจากศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดสตูล ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ของ อบต.กำแพง หมู่ที่ 7 บ้านโกตา ตำบลกำแพง เป็นสถานที่เพาะพันธุ์เต่ากระอาน เพื่อเป็นการอนุรักษ์เต่ากระอาน ซึ่งเป็นสัตว์หายากและใกล้สูญพันธุ์ พบหลงเหลืออยู่ในคลองละงูเพียงแห่งเดียวให้คงอยู่ตลอดไป รวมทั้งเพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของตำบลกำแพงและจังหวัดสตูล ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการรองรับการเปิดประชาคมอาเซียน (เออีซี) กระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับชุมชน อีกทั้งเป็นการสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่อุทยานธรณีโลกของจังหวัดสตูล ที่สามารถเชื่อมโยงการท่องเที่ยวได้ทั่วทั้งจังหวัดอีกด้วย

“สำหรับปีนี้จัดงานอย่างยิ่งใหญ่ เพราะนอกเหนือจากกิจกรรมบนเวทีแสง-สี-เสียง ยังมีอาหารพื้นบ้าน อาหารทะเล สดใหม่ อร่อย ให้ได้ชิม พร้อมเพิ่มความอลังการด้วยการเนรมิตบรรยากาศนั่งจิบกาแฟ ริมชายเขา แลท้องทุ่งปอเทืองเหลืองอร่าม ชมแปลงสาธิตเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเพียงพอ ชมการประกวด Miss Turtle Beauty Queen พบกับดารานักร้องนักแสดงชั้นนำทุกค่ำคืน”

ศ.ดร. สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยว่า สจล. ออกแบบยุทธศาสตร์การพัฒนาด้วยการใช้ “ลาดกระบังโมเดล” ซึ่งนำเอาการผสานทั้งองค์ความรู้ และการใช้นวัตกรรมยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พักอาศัยและพัฒนาชุมชนอย่างมั่นคงต่อเนื่อง และมีความสุข ตลอดจนสร้างสำนึกที่ดีมีจิตสาธารณะของเหล่าคณาจารย์ นักศึกษาและบุคลากรในการมีส่วนร่วมพัฒนาวิถีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบสถาบัน โดยใช้ “คิง โมเดล” ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งชุมชนที่น่าอยู่ควรประกอบไปด้วย สภาพแวดล้อมภายในชุมชนเอื้อต่อการพักอาศัย คนในชุมชนมีสุขอนามัยที่สมบูรณ์ แข็งแรง ตลอดจนมีความรู้ความเข้าใจในการรักษาสุขอนามัย คนในชุมชนมีสิทธิ์การเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม สามารถประกอบอาชีพได้ด้วยผลิต ภัณฑ์อันเป็นอัตลักษณ์ประจำชุมชน และชุมชนมีสภาพสังคมภายในที่ดี สมัครสมานสามัคคี และ มีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ภายในชุมชนที่เหมาะสม

อธิการบดี สจล.กล่าวอีกว่า ล่าสุดจากโมเดลดังกล่าว สจล.ได้นำร่องโครงการ “ชุมชนจิตอาสาร่วมใจ พระจอมเกล้าลาดกระบัง 2” กิจกรรมจิตอาสาพัฒนาชุมชนหัวตะเข้ บริเวณโรงเรียนศึกษาพัฒนา ชุมชนหลวงพรตท่านเลี่ยม ลาดกระบัง กรุงเทพฯ โดยจัดตั้งจุดบริการและลงพื้นที่บำเพ็ญประโยชน์ในด้านต่างๆ ตามความรู้และความเชี่ยวชาญของเหล่าคณาจารย์ นักศึกษา และบุคลากร อาทิ การปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกชุมชน ทาสีสะพานปูน ทำประชาพิจารณ์ชุมชนเพื่อคัดเลือกแบบสะพานไม้ใหม่ โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ร่วมกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์, ขุดลอกลำรางสาธารณะ เปิดทางน้ำไหล

พร้อมจัดทำถังดักไขมันต้นทางน้ำเสียที่ถูกใช้จากครัวเรือน เพื่อจัดการไขมัน ฟื้นฟูสภาพแหล่งน้ำเลียบชุมชน โดยคณะเทคโนโลยีการเกษตร, ส่งเสริมการทำขนมสายบัวแดง ขนมที่อยู่คู่ชุมชน สู่การเป็นสินค้าหลัก อัตลักษณ์ประจำชุมชน โดยคณะอุตสาหกรรมเกษตร เป็นต้น

“โครงการจิตอาสาพัฒนาชุมชน ด้วยการใช้ลาดกระบังโมเดลในครั้งนี้ มุ่งหวังให้เป็นโมเดลต้นแบบขยายโครงการไปสู่สถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ ให้สามารถผลักดันกระบวนการหล่อหลอมจิตสาธารณะในการเป็นบุคคลและบัณฑิตที่สมบูรณ์แบบพร้อมรับใช้สังคมในอนาคต รวมทั้งสะท้อนภาพการเป็นแหล่งทรัพยากรทรงคุณค่าของชุมชน ทั้งด้านวิชาการ และการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันของสถานศึกษา” อธิการบดี สจล.กล่าว

ระยอง – นายบัญญัติ เศียรเขียว ปลัดฝ่ายความมั่นคงอำเภอแกลง จังหวัดระยอง กล่าวว่า อำเภอแกลง เป็นตลาดหลักที่ผู้ค้าจะมาซื้อจากสวน อำเภอแกลง และสวนที่จังหวัดจันทบุรี ตั้งแต่มีการรณรงค์ให้เกษตรกรดูแลเรื่องผลผลิตที่มีคุณภาพ และจับทันทีหากตัดทุเรียนอ่อนมาขายส่งดำเนินคดีไปแล้ว โดยจังหวัดระยอง วางมาตรการตรวจเข้ม 24 ชั่วโมง ป้องกันทุเรียนอ่อนหลุดออกนอกพื้นที่ หวั่นกระทบ ภาพลักษณ์จังหวัด ทำให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือ โดยถนนสายบ้านบึง อำเภอแกลง เป็นเส้นทางที่มีการขนทุเรียน จึงต้องตรวจเข้มอย่างมาก พร้อมกันนี้ยังได้จัดชุดเจ้าหน้าที่ออกตรวจตามแผงจำหน่ายทุเรียน สวนทุเรียน และล้งทุเรียน จุดรับซื้อ

รวมทั้งตั้งจุดตรวจบนถนนที่รถบรรทุกทุเรียนนำไปจำหน่าย โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอแกลง มีรถบรรทุกทุเรียนมุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ ได้เน้นตรวจเป็นพิเศษตลอด 24 ชั่วโมง ร่วมกับทางเกษตรจังหวัดสุ่มตรวจทุเรียนที่ออกจากสวน ด้วยเครื่องตรวจทันสมัย สามารถเอกซเรย์เห็นเนื้อ ค่าความหวาน ความสุกของเนื้อทุเรียน โดยไม่ต้องผ่าดูว่าทุเรียนอ่อนหรือไม่ ซึ่งเป็นกรรมวิธีการตรวจที่ได้มาตรฐาน

หากผู้บริโภคได้รับความไม่เป็นธรรมซื้อทุเรียนอ่อน หรือไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐานที่ระบุ แจ้งได้ทันที ทั้งที่ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอและจังหวัดตลอดเวลา

กรณีตัดทุเรียนอ่อนขายจะมีโทษทั้งจำและปรับ ตามกฎหมายอาญา มาตรา 271 ผู้ใดขายโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพคุณภาพ หรือปริมาณแห่งของอันเป็นเท็จนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47 ผู้ใดเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพคุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่น โฆษณาหรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือข้อความที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

บุรีรัมย์ – พล.ต. ธวัชชัย ชวนสมบูรณ์ ผอ.สำนักงานพัฒนาภาค 5 กล่าวถึงกรณีที่หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 52 บุรีรัมย์ ร่วมกับ บ.ปตท.ฯ เปิดจุดขายผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ที่ปั๊มน้ำมัน ปตท.สาขาอำเภอบ้านกรวด ตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน ว่า เป็นการ ส่งเสริมอาชีพ โดยเฉพาะกลุ่มที่เดินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกพืชแต่ไม่มีแหล่งจำหน่าย หรือถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา โครงการนี้เกษตรกรจะได้ประโยชน์สูงสุด เพราะไม่ต้องเสียค่าเช่า ซึ่งผลผลิตทางการเกษตรเหล่านี้เป็นสินค้าปลอดสารพิษทั้งหมด

ด้าน นายบุญชัย สุวรรณปิฏกกุล ผจก.ฝ่ายตลาดรัฐและอุตสาหกรรม บ.ปตท.ฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จมาแล้วจากการเปิดให้เกษตรกรนำข้าวสารมาจำหน่ายภายในปั๊มครั้งนี้ถือว่าเป็นการต่อยอด โดยพร้อมที่จะขยายไปปั๊ม ปตท.ทั่วประเทศ หากพื้นที่ใดมีความพร้อมด้านผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดภัย

ส่องงบฯ ไทยนิยมยั่งยืน 2.4 หมื่นล้าน ก.เกษตรฯ ยกระดับรายได้เกษตรกร 4.6 แสนล้าน กรมชลฯ-กรมส่งเสริมฯ คว้างบสูงสุด

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เตรียมรายงานแผนการดำเนินงานงบประมาณรายหน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนโครงการไทยนิยมยั่งยืน 77 จังหวัด ซึ่งกระทรวงได้รับจัดสรรงบประมาณ 24,000 ล้านบาทในการดำเนินโครงการ 20 โครงการหลังจากเปิดตัวมาครบ 2 เดือนต่อกระทรวงมหาดไทย

ก่อนหน้านี้ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ขับเคลื่อนโครงการนี้ พร้อมทั้งสั่งการให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ตรวจสอบติดตามความถูกต้อง โปร่งใส ในการดำเนินการทุกขั้นตอนให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ หากดำเนินการสำเร็จโครงการนี้จะช่วยเหลือเกษตรกร 3.9 ล้านครัวเรือน สามารถยกระดับรายได้เพิ่มขึ้น 5% จากปกติ หรือประมาณ 4.6 แสนล้านบาท

เป็นที่น่าสังเกตว่า มี 2 หน่วยงานจาก 12 หน่วยงานที่ได้รับงบประมาณมากที่สุด คือ กรมชลประทาน และกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งในส่วนกรมชลประทาน ได้รับจัดสรรงบ 13,000 ล้านบาท เบื้้องต้นโครงการนี้จะช่วยให้มีพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น 17,000 ไร่ ความจุเก็บกักเพิ่มขึ้น 14.09 ล้านลูกบาศก์เมตร โครงการนี้มี 5.8 แสนครัวเรือนได้รับประโยชน์

ขณะที่กรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับจัดสรร 5,690 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนโครงการที่เกี่ยวเนื่อง เช่น การพัฒนาอาชีพเกษตรกรผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืน 30,000 ราย เกษตรกรรายย่อย ในส่วนของ 9101 กลุ่มเกษตรกรในชุมชน โครงการศูนย์ขยายพันธุ์พืช ผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ young smart farmer 4,850 ราย เพื่อเป็นผู้นำด้านเกษตร 4.0

ผู้สื่อข่าว ในวันที่ 26 เม.ย.นี้ นายกฤษฎามีกำหนดแถลงข่าวแผนการดำเนินงานโครงการไทยนิยมยั่งยืน รวมถึงวาระสำคัญ เช่น การยกระดับการปฏิรูปภาคเกษตร ความคืบหน้ากรณีวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ลดความเหลื่อมล้ำการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรทั้งระบบ ความคืบหน้ากรณีสหกรณ์ ปุ๋ยสั่งตัด และโคบาลบูรพา และการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU )

ชงสูตรแก้ปัญหานำเข้าข้าวสาลีใหม่ “นบขพ.” พ.ค.นี้ วงการข้าวโพดลือสะพัด ลดสัดส่วนสูตรรับซื้อข้าวโพด-ข้าวสาลี จาก 3 ต่อ 1 เหลือ 2 ต่อ 1 ตามคำร้องผู้ผลิตอาหารสัตว์แต่บังคับซื้อข้าวโพด กก.ละ 8.50 บาท

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการศึกษาวิเคราะห์การกำหนดสัดส่วนวัตถุดิบนำเข้าเพื่อทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ กล่าวว่า ในเดือนพฤษภาคม 2561 จะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ซึ่งมีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ พิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สูตรใหม่ จากเดิมที่กำหนดให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ต้องซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ 3 ส่วน เพื่อจะได้สิทธินำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน (3 ต่อ 1)

“คณะทำงานได้หารือแนวทางในการแก้ไขปัญหาราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการผลิตอาหารสัตว์และผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยนำปัจจัยทั้งหมดที่เกี่ยวข้องมาศึกษา เพื่อให้ได้แนวทางแก้ไขที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่ยังไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ ต้องนำเสนอ นบขพ.เพื่อพิจารณาก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไร”

แหล่งข่าวจากวงการค้าข้าวโพดเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2561 คณะอนุกรรมการศึกษาวิเคราะห์ฯ เรียกประชุมแก้ปัญหาการกำหนดสัดส่วนวัตถุดิบนำเข้าทดแทนข้าวโพด ตามที่ก่อนหน้านี้สมาคมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ได้เข้าร้องเรียนถึงปัญหาการกำหนดสัดส่วน 3 ต่อ 1 และการกำหนดราคารับซื้อ กก.ละ 8 บาท เนื่องจากผลผลิตข้าวโพดในฤดูกาลนี้ ปรับลดลง และราคาข้าวโพดในประเทศปรับตัวสูงขึ้นจากเดิม กก.ละ 8 บาท เป็น กก.ละ 9 บาท ทำให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์เกรงว่าหากรับซื้อข้าวโพดทั้งหมดในประเทศตามสัดส่วนดังกล่าวแล้วคิดทอนเป็นปริมาณนำเข้าข้าวสาลี ก็ยังมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ จึงได้ร้องให้รัฐลดสัดส่วน เหลือ 2 ต่อ 1

“ในที่ประชุมได้สรุปว่าจะมีการปรับลดสัดส่วนการรับซื้อจาก 3 ต่อ 1 ให้เหลือ 2 ต่อ 1 ตามคำร้องของผู้ผลิตอาหารสัตว์ แต่ได้ “เพิ่ม” ราคารับซื้อ เป็น กก.ละ 8.50 บาท จากเดิมที่กำหนดไว้ กก.ละ 8.00 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับราคาข้าวโพดในตลาด เบื้องต้นคาดว่าผู้ผลิตอาหารหมูเป็นกลุ่มที่จำเป็นต้องใช้ข้าวสาลีในส่วนผสมมากที่สุดร้อยละ 40% หรือบางรายอาจจะใช้เฉพาะข้าวสาลีอย่างเดียวไม่ใช้ข้าวโพดเลย ส่วนอาหาร ไก่ ใช้ข้าวสาลีสัดส่วนร้อยละ 20-35 แล้วแต่ความเหมาะสมด้านราคาและคุณภาพ”

ทั้งนี้ หากประเมินว่าหากพิจารณาจากจำนวนสัตว์ (ตัวกิน) คาดว่าความต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่ที่ 8.2 ล้านตัน ซึ่งข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ปริมาณ 4.9-5 ล้านตัน บวกกับผลผลิตข้าวโพดหลังนา 1 ล้านไร่ คิดจากพื้นที่ที่กรมส่งเสริมการเกษตรรณรงค์ปลูก 8-9 แสนไร่

สำหรับคณะอนุกรรมการศึกษาวิเคราะห์ฯ ชุดนี้ ทาง นบขพ.ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2561 มอบหมายอธิบดีกรมการค้าภายในเป็นประธาน ร่วมด้วยกรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมส่งเสริมการเกษตร กรมศุลกากร กรมการค้าต่างประเทศ สภาเกษตรกรแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมการค้าพืชไร่ สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ให้ศึกษาวิเคราะห์ปริมาณผลผลิต-ความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สัดส่วนและการใช้สินค้าทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในการผลิตอาหารสัตว์ ปริมาณอาหารสัตว์ที่ใช้ในประชากรสัตว์แต่ละชนิด และกำหนดสัดส่วนการใช้สินค้าทดแทนต่อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยกำหนดกรอบระยะเวลาให้รายงาน นบขพ.ทราบภายใน 30 วัน

วันที่ 25 เม.ย. ที่ป่าข้างทางบ้านขมิ้น ต.เป็นสุข อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ ผู้สื่อข่าวพบ ป้าเลียน สุขสงวน อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 116 หมู่ทีค่ 7 บ้านขาม ต.เป็นสุข อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ และป้าเลย อยู่หมู่บ้านเดียวกัน ใช้เวลาที่ว่างเว้นจากการทำนาไร่ ออกหาแหย่ไข่มดแดงขายเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัว โดยมีอุปกรณ์คือ ไม้ไผ่ ยาวกว่า 10 เมตร ผูกถุงปุ๋ยหรือถุงตาข่ายถี่ไว้ที่ปลายไม้ ทำเป็นไม้แหย่ไข่มดแดง ตระเวนเดินหาแหย่รังมดแดงตามต้นไม้ต่างๆ บริเวณริมถนน ไร่นา และตามป่าแถวข้างหมู่บ้าน ที่มดแดงอาศัยทำรังอยู่

เมื่อพบรังมดแดงจะตรวจดูและสังเกต ถ้ารังไหนมีใยสีขาวๆ อยู่ข้างๆ รัง จะมีไข่มดแดงอยู่จำนวนมาก ก็จะใช้ไม้แหย่เข้าไปในรัง กระทุ้งให้ไข่หล่นลงไปในถุงที่ผูกไว้กับปลายไม้ไผ่ หลังจากแหย่ได้ 4-5 รัง ได้ไข่มดแดงมากพอสมควรแล้ว ก็นำมาวางไว้กลางแดด เพื่อให้แม่มดแดงหนีออกจากไข่ จากนั้นจึงนำไข่มดแดงมาเทใส่ถังน้ำที่เตรียมไว้ เพื่อคัดเอาเศษกิ่งไม้และแมลงที่ติดมาด้วยออก นำไข่ใส่ถุงเก็บไว้แบ่งขายต่อ โดยจะขายให้กับคนในหมู่บ้านที่นิยมรับประทานไข่มดแดง แบ่งขาย ห่อละ 20 บาท ขายเป็นกิโลๆละ 250 บาท เท่านั้น

ป้าเลียน กล่าวว่า ตนเองออกหาแหย่ไข่มดแดงตามต้นไม้แถวป่าข้างหมู่บ้าน ริมถนน และตามทุ่งนา ที่มีมดแดงทำรังอาศัยอยู่ ช่วงนี้ออกหาทุกวัน เพื่อนำไปขายให้กับคนในหมู่บ้านที่ชอบรับประทานไข่มดแดง แบ่งขาย ห่อละ 20 บาท ขายเป็นกิโลๆ ละ 250 บาท มีเท่าไรขายหมด ไม่พอขายด้วยซ้ำ วันหนึ่งมีรายได้ 200-500 บาท โดยใช้ช่วงเวลาที่มดแดงจะวางไข่ตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายนของทุกปี ทำเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว ซึ่งรายได้จากการขายไข่มดแดงนั้น ตนสามารถส่งเสียเป็นค่าเทอมลูกๆ จนเรียนจบ ม.3 มาแล้ว 3 คน ถือว่าเป็นรายได้เสริมหาเลี้ยงครอบครัวได้ดีพอสมควร ดีกว่าอยู่ว่างเฉยๆ เพียงแต่ต้องทนกับโดนแม่มดแดงกัดหน่อยเท่านั้น

วันที่ 25 เม.ย. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่สวนนำสุข พื้นที่ หมู่ที่ 3 ต.ซึ้ง อ.ขลุง จ.จันทบุรี หรือสวนทุเรียนโบราณของ นายมานพ อมรอรช อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 17 ถ.เทศบาลสาย 7 ต.ขลุง อ.ขลุง จ.จันทบุรี ที่สืบทอดสวนทุเรียนโบราณมาจากรุ่นพ่อ-แม่ และสืบสานเจตนารมณ์ของบิดา ที่ปลูกทุเรียนโบราณไว้หลากหลายชนิด จึงไม่ตัดโค่นทิ้งแต่ทำหน้าที่เก็บรักษาสายพันธุ์ทุเรียนโบราณเหล่านี้ไว้ เพื่อหวังให้มรดกของบิดาได้สืบต่อถึงรุ่นลูกหลานต่อไป โดยใช้หลักธรรมชาติแบบพึ่งพิงอาศัยอยู่รวมกัน บนเนื้อที่ 30 ไร่ ที่มีผลไม้หลากหลายชนิด รวมไปถึงทุเรียนพันธุ์ตลาด เช่น หมอนทอง, พวงมณี, ชะนี, ก้านยาว ครบทุกสายพันธุ์ และทุเรียนพันธุ์โบราณอีก 7 สายพันธุ์ จำนวน 17 ต้น ได้แก่ กำปั่นทอง ,ชมพูสี ,เม็ดในยายปราง, ก้านยาววัดสัก, ทองหยิบ, อีลิบ, อีกบ ซึ่งแต่ละต้นอายุมีมากกว่า 20 ปี ขึ้นไปที่กระจายปลูกอยู่ภายในสวน