แต่เดิมตนและเพื่อนบ้านในหมู่บ้านปลูกอ้อยพันธุ์ดั้งเดิม

เรียกว่า อ้อยหก แม้นว่ากลิ่นจะหอม หวานละมุน แต่ปรากฏว่าเก็บไว้นานค้างปีไม่ได้ เพราะสภาพของน้ำอ้อยที่หยดเป็นก้อนแล้วกลับคืนสภาพตกผลึก หรือทางพื้นถิ่นเรียกน้ำอ้อยกะ ไม่เป็นผง เหนียวใกล้เคียงกับแบะแซ นำไปทำขนมหรือประกอบอาหารค่อนข้างลำบาก ต่อมาย้อนหลังเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ลูกสาวของตนได้ไปที่จ.ขอนแก่น พบต้นอ้อยสายพันธุ์สุรีย์ 50 จึงนำมาทดลองปลูก ปรากฏว่าผลผลิตดีมาก เก็บไว้นานไม่คืนตัว ไม่ตกผลึก สามารถนำมาทำเป็นน้ำตาลอ้อยใส่ขนม ทำอาหาร เก็บไว้นานค้างปีได้ เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก เมื่ออ้อยสายพันธุ์สุรีย์ 50 มาแทนที่ อ้อยพันธุ์หกก็หายไปได้ 10 ปี เช่นกัน

ด้าน น.ส.อาภาภรณ์ อุตกรรณ์ หรือ เบล อายุ 28 ปี ลูกสาวของนางวัฒนา ซึ่งจบสาขาบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย แล้วมาช่วยครอบครัวทำสวนอ้อยจนถึงปัจจุบัน กล่าวว่า น้ำอ้อยหวานสบบงปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกอ้อยกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นอาชีพเสริมนอกจากการทำนา ซึ่งผลผลิตของอ้อยให้ผลผลิตที่คุ้มค่ากว่าการทำนามาก ต้นอ้อยที่ปลูก 1 ครั้ง สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ถึง 3 ปี ครอบครัวของแม่ปลูกจำนวน 10 ไร่ ส่วนหนึ่งประมาณ 1 ไร่ จะกันไว้เป็นต้นพันธุ์เพื่อขยายทำพันธุ์ ส่วนผลผลิตที่เป็นน้ำอ้อยนั้น หลังจากที่ต้มและเคี่ยวจนสุก งวดเหลือแต่น้ำตาลบริสุทธิ์จะมีสีน้ำตาลออกเหลืองอัมพัน กลิ่นหอมอ้อย รสหวานละมุนลิ้น ไม่หวานแหลมเหมือนน้ำตาลทราย

น.ส.อาภาภรณ์ กล่าวต่อว่า มีลูกค้าของแม่หลายรายที่มาสั่งจองทุกปีๆ ละ หลายสิบ กก. นำไปใช้สารพัดประโยชน์แทนน้ำตาล เช่น โรงงานซีอิ๊ว ธัญพืชน้ำอ้อย น้ำตาลอ้อยใส่กาแฟสด ใส่กาละแมน้ำอ้อย รวมทั้งยังใช้ทำอาหารต่างๆ ช่วยเพิ่มรสหวาน

“ทุกวันนี้มีแม่ค้ามาสั่งน้ำอ้อยเปล่า ที่เราทำและหยอดเป็นก้อนบรรจุถุงเรียบร้อย ถุงละ 10 กก. ส่วนลูกค้าที่สั่งน้ำอ้อยกะทิ ลูกค้าจะนำมะพร้าว งาม้อน ถั่วลิสง มาใส่ด้วยตนเอง เราขายน้ำอ้อยเปล่าเป็นหลัก ซึ่งเป็นราคาขายส่ง กิโลกรัมละ 30 บาท ขายได้วันประมาณ 100 กิโลกรัม ทำให้มีรายได้วันละ 3,000 บาทอย่างไรก็ตามอาชีพทำสวนอ้อยและแปรรูปขายเบื้องต้นถือว่าเป็นอาชีพเสริมที่เป็นหลักของครอบครัว ขณะเดียวกันได้นำระบบบัญชีที่เรียนมาจัดทำระบบบัญชีของการทำอาชีพสวนอ้อย จึงพบว่าเป็นรายได้หลักของครอบครัวที่คุ้มค่ากว่าการทำนา” น.ส.อาภาภรณ์ กล่าวและว่าสนใจติดต่อน้ำอ้อยธรรมชาติ หมายเลขโทรศัพท์ 080-6765877

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.นครราชสีมาว่า ภายหลังจากที่รัฐบาลได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยอาศัยอำนาจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่ง ม.44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบ เป็นผลให้รัฐยกเลิกการอุดหนุนราคาอ้อยและน้ำตาลทรายโดยตรง ยกเลิกกำหนดโควตาน้ำตาลทราย ยกเลิกกำหนดราคาน้ำตาลหน้าโรงงาน โดยปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำตาลหน้าโรงงานลดลงประมาณ 2-3 บาท จากเดิมปกติ 19-20 บาทต่อกิโลกรัม เป็นเฉลี่ย 17-18 บาทต่อกิโลกรัมนั้น ล่าสุดจากการลงพื้นที่เมื่อวันที่ 17 มกราคม เพื่อไปสอบถามชาวไร่อ้อย ในพื้นที่ ต.หนองระเวียง อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงกำลังตัดอ้อยส่งโรงงานน้ำตาลนั้น พบว่ายหลายคนก็รู้สึกกังวัลใจเกี่ยวกับราคาอ้อย ที่จะลดลงไปตามกลไกตลาด

นางจำรัส สดโคกกรวด อายุ 50 ปี ชาวไร่อ้อย บ้านทิพย์ประชา ต.หนองระเวียง อ.พิมาย กล่าวว่า ตอนนี้ชาวไร่อ้อยก็ได้รับความเดือดร้อนจากค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูก ซึ่งมีค่าน้ำแรง ค่าน้ำมัน และค่าปุ๋ยบำรุงดูแล ที่ราคาสูงขึ้นทุกปี ตนเองปลูกอ้อยบนเนื้อที่ 9 ไร่ ใช้เงินลงทุนไปทั้งหมดกว่า 50,000 บาท ไม่รู้ว่าจะได้กำไรกี่บาท ถ้ารัฐบาลปล่อยให้ราคาอ้อยลอยตัวก็จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้กับเกษตรกรอีก จึงอยากให้หามาตรการอื่นมาช่วยเหลือด้วย

นายสัมฤทธิ์ ชูพันธ์ อายุ 62 ปี ชาวไร่อ้อย ต.หนองระเวียง อ.พิมายอีกราย กล่าวว่า ตอนนี้ราคาอ้อยหน้าโรงงาน ขายเฉลี่ยอยู่ที่ราคาตันละ 850-900 บาท ซึ่งถือว่าพออยู่ได้ แต่หลังจากที่รัฐบาลปล่อยให้ราคาลอยตัวตามกลไกตลาด ก็จะทำให้ราคาลดลงอีก ซึ่งจะทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เพราะค่าครองชีพก็สูงขึ้น แต่ราคาอ้อยกลับลดลง จึงอยากให้รัฐบาลช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรในส่วนนี้ด้วย

นางลำหวล แสนสุข อายุ 63 ปี เกษตรกรชาวไร่อ้อย บ้านบ่อสาม หมู่9 ต.นิคม อ.พิมาย กล่าวว่า ตนเองนั้นได้ปลูกอ้อยแปลงใหญ่ กว่า 100 ไร่ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก โดยเฉพาะค่าแรง ซึ่งขณะนี้ก็กำลังมีการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเข้ามาด้วย นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตั้งแต่ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าบำรุงรักษา รวมทั้งค่าเครื่องจักร ที่กว่าจะถึงขั้นตอนการตัดอ้อย รวมแล้วค่าใช้จ่ายเกินครึ่งของเงินที่จะขายได้ เมื่อเฉลี่ยรายได้ต่อปีก็จะไม่ค่อยคุ้มทุนนัก ถ้ายิ่งมาลดราคาอ้อยหน้าโรงงานอีก ก็ยิ่งจะทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 17 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดบึงกาฬ องค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ เหล่ากาชาดบึงกาฬ และองค์การหน่วยงานราชการและเอกชน ร่วมจัด “งานวันยางพาราและกาชาดบึงกาฬ 2561” ขึ้นที่บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ ภายใต้แนวคิด “ศาสตร์พระราชารุ่งเรือง เมืองศูนย์กลางยางพารา เกษตรอินทรีย์ก้าวหน้า เปิดประตูการค้าอินโดจีน” นับเป็นงานยางพาราเอ็กซ์โปครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในอีสาน

โดยบรรยากาศตั้งแต่ช่วงเช้าเป็นไปอย่างคึกคัก ภายในงานมีกิจกรรมและโซนนิทรรศการต่างๆ มากมาย อาทิ นิทรรศการบึงกาฬเทิดพระเกียรติ นิทรรศการ “เย็นศิระเพราะพระบริบาล” ที่จัดแสดงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร นิทรรศการ “ทันโลกนวัตกรรมยางพารา 4.0” นิทรรศการ “เกษตรมหัศจรรย์” และสวนนงนุชพัทยา โซนสินค้าประชารัฐและสินค้านานาชาติ เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายว่า บริเวณโซนต่างๆ ได้รับความสนใจจากชาวบึงกาฬเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะโซนลานเด็กเล่น @บึงกาฬ ที่มีกิจกรรมระบายสี, พับกระดาษ และวาดการ์ตูน สำหรับเด็กและเยาวชน รวมถึงนิทรรศการครอบครัวภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน่, เรื่องเล่าธรณีวิทยาจากภูสิงห์ ภูทอก สู่ภูถ้ำพระ มีกิจกรรมสกัดหินออกจากกระดูกไดโนเสาร์และกิจกรรมระบายสีหินทับกระดาษไดโนเสาร์ โดยกรมทรัพยากรธรณี ซึ่งได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ โดยมีเด็กนักเรียนในเขตอำเภอเมืองบึงกาฬ ทยอยเดินทางมาเข้าชมกันอย่างคึกคัก โดยวันนี้มีเยาวชนจากกลุ่มโรงเรียนบ้านบึงกาฬ โรงเรียนโนนสมบูรณ์ กลุ่มโรงเรียนนาสวรรค์- คำนาดี กลุ่มโรงเรียนโนนสว่าง-โป่งเปือย-ไคสี และกลุ่มโรงเรียนหอคำ-หนองเลิง พร้อมผู้ปกครองและคณะครูอาจารย์กว่า 1,000 คน พร้อมด้วยนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เช่น โรงเรียนเซกา โรงเรียนเหล่าคามพิทยาคม โรงเรียนนาสวรรค์พิทยาคม โรงเรียนโพธิ์ทองวิทยานุสรณ์ และโรงเรียนหนองหิ้งวิทยา รวมอีกกว่า 500 คนร่วมงาน

นายพูนศักดิ์ พระรัตภูมิ รองศึกษาธิการจังหวัด รักษาการในตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า ด้วยจังหวัดบึงกาฬกำหนดจัดงานวันยางพาราและกาชาดจังหวัดบึงกาฬ ประจำปี 2561 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 และแสดงศักยภาพทางเศรษฐกิจของจังหวัดบึงกาฬ และขับเคลื่อนจุดยืนทางยุทธศาสตร์ด้านยางพาราของจังหวัด ในการนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียน จึงส่งเสริมให้เข้าร่วมกิจกรรมลานเด็กเล่น@บึงกาฬ ที่จัดขึ้นภายในงานตลอดทั้ง 7 วันโดยแบ่งเป็นระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 3,696 คน

เวลา 13.30 น. มีการเปิดกิจกรรมภายในงาน โดยมี นายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์, นายพิสุทธิ์ บุษยพรรณพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ , นางนงลักษณ์ บุษยพรรณพงศ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดบึงกาฬ พร้อมด้วยตัวแทนทุกภาคส่วนจากจังหวัดบึงกาฬร่วมเปิดนิทรรศการ โดยเริ่มต้นจากพิธีเปิด นิทรรศการกาชาดบึงกาฬ ซึ่งเป็นจุดที่ให้ประชาชนเข้ามาร่วมลุ้นสลากกาชาดชิงรางวัลใหญ่กว่า 2.3 ล้านบาท อาทิ รถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ ฯลฯ ทั้งนี้ นายฐากูร บุนปาน. กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และ น.ส.ปานบัว บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการสายการตลาด บมจ.มติชน มอบเงินเพื่อสนับสนุนของรางวัลกิจกรรมกาชาด จังหวัดบึงกาฬ มูลค่า 200,000 บาท และนายประยุทธ์ พุทธาโกฐิรัตน์ ประธานบริษัท แอดวานซ์ คิว จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายมีดกรีดยางนกเงือก พร้อมด้วย นายมะนายิ ราหู ชาวสวนยางพาราจาก อ.แว้ง จ.นราธิวาส ผู้ออกแบบมีดกรีดยางนกเงือก มอบเงินสนับสนุนการแข่งขันกรีดยางพารา 200,000 บาทด้วย

นายประยุทธ์ พุทธาโกฐิรัตน์ กล่าวว่า เข้าร่วมงานเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว ปีนี้ได้นำนวัตกรรมมีดกรีดยางนกเงือกต่อมานำเสนอและถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งนวัตกรรมนี้ใช้กรีดง่าย กรีดบาง น้ำยางออกดี และจากการคำนวณแล้วเป็นการลงทุนครั้งเดียวเก็บเกี่ยวน้ำยางตลอดชีวิต เพราะการกรีดบางทำให้ยืดอายุการกรีดยางถึง 50 ปี สำหรับในการจัดงานวันยางพาราฯครั้งนี้ ได้มีการจัดการแข่งขันนวัตกรรมมีดกรีดยาง เพื่อเป็นกำลังใจแก่เกษตรกร โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจและราคายางยังไม่ค่อยมั่นคง เป็นการจุดประกายเชิงบวกให้กับเกษตรกร และมีรางวัลให้กับเกษตรกรที่ชนะเลิศการแข่งขันมีดกรีดยางเป็นจำนวนเงิน 200,000 บาท แบ่งเป็นรางวัลสำหรับแข่งขันกรีดยาง 175,000 บาท

“สำหรับการให้คะแนนจะตัดสินจากการกรีดบาง กรีดได้ชัน ไม่ทำให้ต้นยางเสียหายและทำเวลาได้ ตรงนี้จะทำให้เกษตรกรเข้าใจถึงนวัตกรรมว่ามีดกรีดยางช่วยให้กรีดบาง น้ำยางออกดี 50 ปีไม่ต้องโค่น นี่คือเป้าหมายและเกณฑ์การตัดสิน ยังมีการให้รางวัลแข่งขันสลักด้ามไม้ 25,000 บาท โดยมีผู้เข้าร่วมแข่งขันจากจังหวัดต่างๆ ทยอยส่งเข้าร่วมแล้ว เรามองว่ากิจกรรมนี้เป็นการเปิดโอกาสให้กับผู้ที่มีฝีมือ มีศิลปะของคนไทย มีเวทีให้แสดงความสามารถในการแกะสลักด้ามมีดนกเงือก”

นายประยุทธ์กล่าวอีกว่า ในวันแรกของการจัดงานวันยางพาราฯ พบว่ามีผู้ให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่มีการจัดแสดงนวัตกรรมนี้ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ กลุ่มที่สนใจการแกะสลัก ความปราณีตของศิลปะด้ามไม้ และกลุ่มที่สนใจเรื่องนวัตกรรมเทคโนโลยี ตลอดจนคำชี้แนะเรื่องการใช้งานที่ถูกต้อง

จากนั้นมีการเปิดโซนนิทรรศการบึงกาฬเมืองก้าวหน้าที่มีวิสัยทัศน์และการพัฒนา ยุทธศาสตร์จังหวัด และองค์การบริหารส่วนจังหวัด บึงกาฬอยู่ที่ไหน ดัชนีชี้วัดความก้าวหน้าของบึงกาฬ ร่วมฝัน ร่วมสร้าง บึงกาฬของเรา กิจกรรมร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อการพัฒนาของจังหวัดบึงกาฬในอนาคต กิจกรรมถ่ายภาพสามมิติ “ภูสิงห์” อันซีนบึงกาฬ เปิดบันทึก “เที่ยวบึงกาฬ เส้นทาง 3 ธรรม ธรรมะ ธรรมชาติ และวัฒนธรรม ต่อด้วยโซนลานเด็กเล่น @บึงกาฬ ที่จัดให้มีกิจกรรมระบายสี, พับกระดาษ และวาดการ์ตูน สำหรับเด็กและเยาวชน นิทรรศการครอบครัวภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน่, เรื่องเล่าธรณีวิทยาจากภูสิงห์ ภูทอก สู่ภูถ้ำพระ กิจกรรมสกัดหินออกจากกระดูกไดโนเสาร์และกิจกรรมระบายสีหินทับกระดาษไดโนเสาร์ โดยกรมทรัพยากรธรณีจากจังหวัดขอนแก่น

นายพิสุทธิ์ บุษยพรรณพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวขณะเดินเยี่ยมชมกิจกรรมภายในงานว่า ในวันนี้มีเด็กๆ และนักเรียน ตลอดจนผู้ปกครองทยอยเข้าชมนิทรรศการงานวันยางพาราอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตรงนี้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไป ครูและนักเรียนทั้งส่วนตัวหรือส่วนรวมสามารถนำไปต่อยอดหรือใช้เป็นวิชาเสริมนอกเวลาเรียนได้

ขณะที่ นางนงลักษณ์ บุษยพรรณพงศ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า ความพร้อมของงานตอนนี้เต็มที่ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะปีนี้เราทำเฉพาะสลากกาชาด มีการหมุนวงล้อออกเลข เป็นสลากออกรางวัลในวันที่ 23 มกราคมนี้ โดยปีนี้จำหน่ายสลากจำนวนกว่า 100,000 ฉบับ ราคาฉบับละ 50 บาท ซึ่งมีรางวัลรวม 8 รางวัล อาทิ รถยนต์ Toyota Hilux Revo รุ่น Double Cab 2.4 E Prerunner, รถยนต์ Mitsubishi Attrage 1.2 Glx จำนวน 1 รางวัล, รถไถนาเดินตาม Kubota 3 เกียร์ 8.5 แรงม้า จำนวน 1 รางวัล, รถจักรยานยนต์ Yamaha Grand Filano จำนวน 5 รางวัล, สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท จำนวน 5 รางวัล, ตู้เย็นยี่ห้อ Sharp ขนาด 5.9 คิว 2 ประตู จำนวน 10 รางวัล, เตาไมโครเวฟ จำนวน 10 รางวัล และพัดลม จำนวน 1,000 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท

“ตอนนี้เราแจกสลากกาชาดลงไปตามอำเภอต่างๆ อย่างทั่วถึง อีกส่วนหนึ่งเรานำมาจำหน่ายในงาน บริเวณบูธกาชาด ส่วนตนเองคาดว่าจะมาร่วมจำหน่ายสลากทุกวัน ที่สำคัญปีนี้งานมีความแตกต่างจากปีที่แล้ว ในส่วนบูธกาชาดเองเราได้บริเวณกว้างขึ้น โอ่โถง โปร่งโล่ง สง่า พอเดินออกมาเป็นการเชื่อมโยงแต่ละบูธให้เข้ากัน ตอนนี้งานกาชาดเราแบ่งเป็นหลายโซน รวมทั้งกิจกรรมเทิดพระเกียรติด้วย และบูธเกี่ยวกับพระเมรุมาศที่นำมาจัดแสดงที่นี่ ส่วนนี้เองที่เป็นโอกาสของชาวบึงกาฬ คนที่ไม่มีโอกาสได้เข้าไปกราบในกรุงเทพฯได้ถือโอกาสมาดู รวมทั้งนำของจริงบางส่วนที่มาแสดงด้วย” นางนงลักษณ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บริเวณโซนที่ 4 ที่มีนิทรรศการ “ยางสร้างสุข” และภาพคอลลาจ “บึงกาฬ” โดย นักรบ มูลมานัส นวัตกรรมใหม่การแปรรูปยางพารายางโมเสก (mosaic rubber) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) นวัตกรรม “ถนนเรืองแสง” จากยางพารา โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ที่ได้รับความสนใจจากน้องๆ เด็กนักเรียนทยอยเข้าไปชมอย่างคึกคัก เช่นเดียวกับจุดจำหน่ายหมอนยางพารา จากชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางพาราจังหวัดบึงกาฬ ภายในโซนนิทรรศการบึงกาฬเมืองก้าวหน้ามีประชาชนจำนวนมากทยอยเดินทางมาซื้อผลิตภัณฑ์หมอนยางพาราที่นำมาจำหน่ายในราคาถูก เพื่อเป็นการคืนกำไรให้กับพี่น้องชาวสวนยางพาราจังหวัดบึงกาฬ โดยจำหน่ายในราคาใบละ 360 บาท และมีจำกัดเพียง 10,000 ใบเท่านั้น

ขณะที่บริเวณลานแข่งขันการกรีดยางพาราชิงแชมป์ระดับจังหวัดนั้น ในวันนี้เป็นการแข่งขันวันแรกตั้งแต่ช่วง 11.00 น. ที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏว่าผู้ที่สามารถกรีดยางถูกต้องตามหลักวิชาการ มีดกรีดถึงท่อน้ำยางใกล้เยื่อเจริญไม่บาดเนื้อไม้ หน้ายางเรียบสม่ำเสมอความหนาบางของเปลือกที่ถูกกรีดบาง 2 มิลลิเมตร และรักษามุมกรีด 30 องศาอันดับ 1 ได้แก่นางแววตา สีกา ชาวตำบลนาสิงห์ อำเภอศรีวิไล ได้รับเงินรางวัลจำนวน 4,000 บาท อันดับที่ 2 ได้แก่นายชัยวิทย์ ไชยเพ็ชร ชาวตำบลท่าดอกคำ อำเภอบึงโขงหลง ได้รับเงินรางวัลจำนวน 3,000 บาท อันดับที่ 3 ได้แก่นายกฤษณะ ไกรรัตน์ ชาวตำบลนาสิงห์ อำเภอศรีวิไล ได้รับเงินรางวัลจำนวน 2,000 บาท นายกมลชัย จุลวงศ์ และนางดาราวรรณ์ ศรีสว่าง ได้รับรางวัลชมเชย รับเงินรางวัลคนละ 1,000 บาท รวมถึงมีเกษตรกรชาวสวนยางพาราและเจ้าของสวนยางพารามาสมัครแข่งขันด้วย

ต่อมาเวลา 16.30 น. มีพิธีลงนามความร่วมมือในการแปรรูปวัตถุดิบของยางพารา เป็นผลิตภัณฑ์ยางแท่ง ระหว่างศูนย์วิจัยทางวิศวกรรมแห่งชาติด้านยางพาราและล้อรถยนต์ (NERCRAT) แห่งประเทศจีน กับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา จากนั้นเป็นพิธีลงนามความร่วมมือตกลงซื้อขายหรือการเป็นตัวแทนจำหน่ายยางรถยนต์ ระหว่าง Mr.Wang Jian ผู้จัดการใหญ่บริษัท อี้ไทย อินเตอร์เนชั่นแนล โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับ สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย และพิธีลงนามความร่วมมือตกลงซื้อขายหรือการเป็นตัวแทนจำหน่ายยางรถยนต์ ระหว่าง Mr.Wang Jian ผู้จัดการใหญ่บริษัท อี้ไทย อินเตอร์เนชั่นแนล โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับ กลุ่มผู้ประกอบการขนส่งด้วยรถบรรทุก

นายวิชัช ไตรรัตน์ นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ต้องขอบคุณมติชน และ จ.บึงกาฬ โดยเฉพาะนายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์ ที่ได้พาไปดูงานที่ประเทศจีน พบผู้บริหารระดับสูงของบริษัทดับเบิ้ลคอยน์ บริษัทยักษ์ใหญ่ในการผลิตล้อยางพารา ซึ่งวันนี้มีฐานการผลิตอยู่ในเมืองไทย สำหรับในวันนี้จะมีการเซ็นเอ็มโอยูเพื่อร่วมหาวิธีการให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้นจากการกรีดยาง มีการร่วมมือกันระหว่าง ส.อบต.แห่งประเทศไทย ต่อไปอาจมีการแลกเปลี่ยนสินค้ากัน เช่น บริษัทจากประเทศจีนในการซื้อยางพาราจากสหกรณ์หรือเกษตรกรโดยตรง นอกจากนี้ ส.อบต.แห่งประเทศไทยยังได้เซ็นเอ็มโอยูร่วมกับบริษัทผู้ผลิตจากประเทศจีน ซึ่งเป็นบริษัทที่ซื้อยางพาราจากประเทศไทยเป็นรายใหญ่ๆ ด้วย

ทั้งนี้ เวลา 17.00 น. มีการจัดพิธีเปิดงานวันยางพาราและกาชาดจังหวัดบึงกาฬ ประจำปี 2561 อย่างเป็นทางการ โดยมีนายสุธี มากบุญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศจัดพิธีเปิดงานวันยางพาราและกาชาดจังหวัดบึงกาฬเป็นไปอย่างคึกคัก มีตัวแทนทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ทั้งจากประเทศไทยและประเทศต่างๆ เข้าร่วมงาน พร้อมด้วยภาคประชาชนจำนวนมาก อาทิ นายพินิจ จารุสมบัติ ประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์, นายพิสุทธิ์ บุษยพรรณพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ, นางนงลักษณ์ บุษยพรรณพงศ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดบึงกาฬ, ท่าน ดร.สุวรรณี ไซซะนะ ประธานสภาประชาชนแขวงบอลิคำไซ, ท่านบุนสี วงบัวสี กงสุลใหญ่ สปป.ลาว ประจำจังหวัดขอนแก่น, ท่าน Hoang Duc Vuong รักษาการแทนกงสุลใหญ่ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประจำจังหวัดขอนแก่น, ท่าน Li xiuhua รองกงสุลใหญ่ สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำจังหวัดขอนแก่น, ท่านเวียงทอง บุนทะพอน รองหัวหน้าห้องว่าการปกครองแขวงเชียงขวาง

นายนิพนธ์ คนขยัน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ Mr. Yuan Zhongxue ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยางและพัฒนาเทคโนโลยียางรถยนต์แห่งประเทศจีนประธานกรรมการใหญ่บริษัทmesnacกรุ๊ป จำกัด, Mr.Yuan Chao ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยฮั้วระยองยางพารา จำกัด, Mr.LinChenjui ผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบทต้า ลาเท็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, นายเฉินหู้เซิง (โทนี่ เฉิน) ผู้อำนวยการ ฝ่ายประเทศไทย บริษัท รับเบอร์ วัลเล่ย์ กรุ๊ป จำกัด ประเทศจีน, Mr.Zhu Chaoกรรมการและรองผู้จัดการใหญ่บริษัท หวาอี้ กรุ๊ป (ประเทศไทย)จำกัด, Mr.WangJianผู้จัดการใหญ่บริษัท อี้ไทย อินเตอร์เนชั่นแนล โลจิสติกส์(ประเทศไทย)จำกัด,