แต่เนื่องจากแมคาเดเมียต้องปลูกในพื้นที่สูงเท่านั้น

จึงทำให้เกษตรกรประสบปัญหาพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ อย่างไรก็ตามได้โครงการสร้างป่า สร้างรายได้ เข้ามาช่วย จึงทำให้สามารถปลูกได้ โดยมีทั้งที่ทำเป็นนาขั้นบันได และโซนนิ่ง ซึ่งปัจจุบันราคาที่เกษตรกรขายแมคาเดเมียที่มีกะลา (เปลือก) ให้กลุ่มแปรรูป อยู่ที่ 80-100 บาท/กก. สร้างรายได้ให้จังหวัดกว่า 25.57 ล้านบาท

นอกจากนี้ใน อ.นาแห้ว และภูเรือ เกษตรกรยังมีการรวมกลุ่มกันแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จำหน่ายทั้งในร้านขายของฝาก โมเดิร์นเทรด สนามบิน และมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อส่งไปต่างประเทศ เช่น จีน เวียดนาม เกาหลี เป็นต้น โดยหลังจากแปรรูปแล้ว สร้างมูลค่าให้จังหวัดเพิ่มขึ้น 2-3 เท่าตัว ซึ่งอนาคตจะผลักดันให้ให้เกิดการรวมกลุ่มวิสาหกิจมากขึ้น โดยจะเข้าไปสนับสนุนในเรื่องแปรรูป และการพัฒนาแพ็กเกจจิ้งให้มีรูปแบบที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

ด้านนางกัลณัฎฐ์ พระศรีนาม ประธานวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร บ้านบ่อเหมืองน้อย ต.แสงภา อ.นาแห้ว จ.เลย กลุ่มผู้ปลูก รวบรวม แปรรูป และจำหน่ายแมคาเดเมีย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปี 2545 เริ่มรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกแมคาเดเมีย และจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนประมาณปี 2546 ต่อมามหาวิทยาลัยราชภัฏเลย กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้เข้ามาช่วยเหลือในเรื่องของการแปรรูปผลผลิต ซึ่งนำทุกส่วนมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ

ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 15-20 คน และมีเครือข่ายในกลุ่ม ทั้งเกษตรกรและผู้แทนจำหน่าย รวมทั้งหมด 150 คน ซึ่งวิสาหกิจชุมชนฯ บ้านบ่อเหมืองน้อย จะรับประกันราคาให้เกษตรกรที่นำผลผลิตมาส่งให้จากทั่วประเทศ ได้แก่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และตาก ในราคา 80-90 บาท/กิโลกรัม (กก.) ปัจจุบันรับซื้อปีละกว่า 50 ตัน รวมถึงผลผลิตชนิดอื่น เช่น สตรอว์เบอรี่ อโวคาโด เป็นต้น และมีการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมะเขือเทศศรีนครินทร์ โดยประกันราคากิโลกรัมละ 40 บาท และส่งจำหน่ายในจังหวัดและท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต

ซึ่งจังหวัดเลยปลูกแมคาเดเมียมากที่สุดในประเทศไทย โดยเฉพาะอำเภอภูเรือ ซึ่งจะปลูกและให้ผลผลิตได้เฉพาะในพื้นที่สูงเท่านั้น โดยพื้นที่ปลูกที่มีความสูง 700-1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ผลผลิตจะออกเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ขณะที่ระดับความสูงเกิน 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล จะมีผลผลิตออกตลอดทั้งปี ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ เช่น 508 741 341 เป็นต้น

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์กว่า 20 ชนิด เช่น อบเกลือ อบธรรมชาติ อบทั้งเปลือก เคลือบช็อกโกแลต แปรรูปเป็นเนย น้ำมัน เป็นต้น จำหน่ายกิโลกรัมละ 300-1,200 บาท เจาะกลุ่มตลาดร้านขายของฝากในจังหวัดเลยและกลุ่มจังหวัดทางภาคเหนือ ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต รวมถึงการออกบูทจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า งานอีเวนต์ ขณะที่ตลาดต่างประเทศนั้น มีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อและส่งออกไปเวียดนาม จีน ซึ่งขณะนี้ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ขณะเดียวกันได้เปิดเป็นศูนย์เรียนรู้การปลูกและการแปรรูป รวมถึงตั้งเป้าขยายพื้นที่ปลูกให้มากขึ้น อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 3,000 ต้น/ปี

“ทุกภาคส่วนที่เข้ามาช่วยเหลือให้การสนับสนุน การที่เราทำผลิตภัณฑ์ตัวนี้เข้ามา ทุกกระทรวงมีความสำคัญต่ออาชีพของเกษตรกรเรา พาณิชย์ก็ดูแลเรื่องของตลาดอุตสาหกรรม ดูแลเรื่องมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ พัฒนาชุมชน ดูแลเรื่องของการตลาดและการรวมกลุ่ม การจัดการบริหารของคน สาธารณสุขเรื่องของ อย. และ GMP มันเชื่อมโยงกันหมด ขณะเดียวกันคนปลูก คนแปรรูป คนขาย ต้องกอดคอกัน อยู่ร่วมกัน ต้องพึ่งพาอาศัยกัน” นางกัลณัฎฐ์กล่าว

อากาศที่หนาวเย็นติดต่อกันหลายวัน ส่งผลให้ที่บ้านใหม่ร่องกล้า ใจกลางอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า อุณหภูมิทั่วไปอยู่ที่ 5 องศาเซลเซียส อุณหภูมิยอดหญ้าอยู่ที่ -4 องศา ทำให้เกิดแม่คะนิ้งตามยอดหญ้า

เมื่อวันที่ 17 ม.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากสภาพอากาศลดลงและหนาวเย็นติดต่อกันหลายวัน ส่งผลให้ที่บ้านใหม่ร่องกล้า หมู่ 10 ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก อยู่ใจกลางอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า อุณหภูมิทั่วไปอยู่ที่ 5 องศาเซลเซียส อุณหภูมิยอดหญ้าอยู่ที่ -4 องศา ทำให้เกิดแม่คะนิ้งบางๆ ตามยอดหญ้าท้ายหมู่บ้าน ทำให้นักท่องเที่ยวและชาวบ้านในบ้านใหม่ร่องกล้า ต่างตื่นตาตื่นใจอย่างมาก

สำหรับหมู่บ้านชาวไทยภูเขาเผ่าม้งที่บ้านใหม่ร่องกล้า กลายแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมใจกลางอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ที่ระดับความสูง 1,400 เมตร หากสภาพอากาศหนาวเย็น จะทำให้ที่ บ้านใหม่ร่องกล้า มักจะเกิดแม่คะนิ้ง หรือ น้ำค้างแข็งเป็นประจำ บริเวณตัวหมู่บ้านอยู่ในหุบเขา แต่ต้องขึ้นกับสภาพอากาศด้วย หากลมแรงมาก ก็จะไม่เห็นน้ำค้างแข็งเกาะยอดหญ้า สำหรับฤดูนาวปีนี้ ได้เกิดแม่คะนิ้งที่บ้านร่องกล้าครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2560 และต่อเนื่องมาถึงวันที่ 21 ธันวาคม 2560 จากนั้น สภาพอากาศไม่หนาวจัด ทำให้วันนี้พบแม่คะนิ้งเป็นวันที่สองติดต่อกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนพื้นที่ราบของจังหวัดพิษณุโลก โดยเฉพาะพื้นที่ อำเภอเมืองพิษณุโลก ได้ปรากฏมีหมอกปกคลุมทั่วทั้งเมือง ทำให้มองเห็นบรรยากาศขาวโพลนเต็มไปด้วยหมอกที่ลอยต่ำสัมผัสความหนาวเย็นได้ นอกจากนั้นเส้นทางต่างๆที่ผู้ขับขี่ยวดยานต้องขับด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากทัศนวิสัยการมองเห็นระยะสั้น รถทุกคันต้องเปิดไฟหน้าและไฟตัดหมอก จนกระทั่งสายหมอกที่ปกคลุมจึงค่อยๆจ่างหายไป ซึ่งบรรยากาศเช่นนี้ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก

เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2561 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ จัดสัมมนา “แนวทางการปรับตัวของภาคเกษตรเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทย”

โดยดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงแนวทางปรับตัวของเกษตรกรรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนว่า เกษตรกรไทยต้องปรับตัวในเรื่องของมาตรฐานคือ ต้องทำตามมาตรฐานสากลของภาคเอกชนในต่างประเทศ และต้องทำให้ผู้บริโภคในประเทศไทยมีความเชื่อถือในความปลอดภัยของสินค้าไทย รวมทั้งใช้เทคโนโลยีในการผลิตให้มากขึ้น มีการทำวิจัยลงไปให้ความรู้เพิ่ม เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยลดการวิจัยลง แต่เน้นใช้การแก้ปัญหาด้วยการอุดหนุนภาคเกษตรทำให้เกษตรกรไทยไม่ปรับตัวและไม่พัฒนา

ขณะที่ ดร.เชษฐา อินทรวิทักษ์ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า การลงทุนของไทยในอาเซียนตอนนี้มีมากขึ้น และที่ผ่านมาการเปิดเสรีอาเซียนไม่ได้ส่งผลมากต่อภาคการเกษตรไทย เพราะหากแยกเป็นเรื่องๆ ทั้งการลดภาษีตามข้อตกลงการค้าอาเซียน (ATIGA) มาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTMs) และการลงทุนภาคการเกษตรในภูมิภาคอาเซียนนั้นมีมานาน และมีการปรับตัวไปแล้ว แต่ไม่มีกลไกบังคับให้ทำตาม ความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศถูกกำหนดโดยเงื่อนไขสำคัญของแต่ละประเทศ

“สิ่งที่ส่งผลคือพลวัตของภาคธุรกิจการเกษตรที่กำลังดำเนินไป เพราะปัจจัยต่างๆ ที่ไทยเคยได้เปรียบนั้น ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคตื่นตัวและพัฒนาขึ้นมา ทำให้สินค้าเกษตรไทยในอนาคตจะต้องปรับตัว” ดร.เชษฐากล่าว และว่า ภาคการเกษตรของไทยจำเป็นต้องปรับตัว เพราะความสามารถในการการแข่งขันของภาคเกษตรไทยกำลังลดลงเรื่อยๆ สาเหตุมาจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เช่น แรงงาน ที่ดิน และโลจิสติกส์

ดร.เชษฐา กล่าวต่อว่า ความสามารถในการแข่งขันที่ไทยเคยมี และเคยได้เปรียบนั้นถูกชาติอาเซียนไล่ทัน เพราะชาติคู่แข่งหันมาใช้การค้าเสรี มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการวิจัยมากขึ้น รวมถึงความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติด้วย

สำหรับภาพรวมการปรับตัวของภาคเกษตรกรไทยนั้น นักวิชาการทีดีอาร์ไอชี้ว่า จะต้องปฏิรูปโครงสร้างทั้งระบบ และพัฒนารายสินค้าโดยจะต้องปรับปรุงระบบฐานข้อมูลเกษตรให้แม่นยำและทันเวลา ขณะเดียวกันยังต้องพัฒนาเมืองใหญ่ และเมืองรองเพื่อสร้างงานนอกภาคเกษตร พร้อมกับพัฒนาความรู้ทักษะของแรงงานด้วย อีกทั้งยังต้องจำกัดการแทรกแซงตลาด และจำกัดการอุดหนุนราคาสินค้าเกษตรด้วย

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประสบผลสำเร็จพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพืชให้มีสารสำคัญสูง (การเกษตรฟังก์ชั่น : Functional Agriculture) โดยใช้เทคโนโลยีก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวช่วยลดต้นทุนการผลิตในระดับแปลงใหญ่/โรงงานผลิตพืช ระบุมีคุณสมบัติเป็นอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ หรืออาหารฟังก์ชั่น (functional food)

ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า วว. โดยศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ ประสบผลสำเร็จในการศึกษาวิจัยการเกษตรฟังก์ชั่น (Functional Agriculture) เพื่อผลิตผักและผลไม้ที่มีคุณสมบัติเป็นอาหารฟังก์ชั่นแบบครบวงจร จำนวน 3 วิธี ได้แก่ 1.การพัฒนากระบวนการผลิตพืชเพื่อควบคุมการสร้างและสะสมสารสำคัญในผักและผลไม้ระดับแปลงใหญ่ 2.การผลิตพืชในระบบปิดด้วยแสงเทียมหรือโรงงานปลูกพืช (Plant Factory) เพื่อควบคุมการเจริญเติบโตและการสร้างสารสำคัญ ซึ่งต้องมีการลงทุนเรื่องอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในระบบ จึงเหมาะสมสำหรับเกษตรกรหรือผู้ผลิตที่มีความพร้อมด้านการเงิน ทั้งนี้ วว.ได้วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้เชิงสังคมมาตั้งแต่พ.ศ. 2554 จนถึงปัจจุบัน

และ 3.การพัฒนาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อเพิ่มปริมาณสารสำคัญก่อนถึงมือผู้บริโภค โดยวิธีสุดท้ายนี้เหมาะสมกับเกษตรกรทั่วไปที่ไม่มีศักยภาพด้านการลงทุน สามารถใช้ได้กับผลผลิตผักและผลไม้ที่มีการปลูกแบบปกติ เพียงแต่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวโดยการควบคุมสิ่งแวดล้อมระหว่างการเก็บรักษา เช่น การใช้อุณหภูมิที่เหมาะสม การปรับองค์ประกอบของบรรยากาศให้เหมาะสม รวมทั้งการกระตุ้นด้วยสภาวะเครียดต่างๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยยืดอายุการเก็บรักษาของผลิตผลแล้ว ยังช่วยเพิ่มปริมาณสารสำคัญในตัวผลผลิตอีกด้วย

ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ กล่าวต่อว่า เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม การเกษตรจึงมีบทบาทสำคัญทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผลผลิตทางการเกษตร เช่น ผักและผลไม้ นอกจากจะเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินและให้คุณค่าทางอาหารที่จำเป็นแล้ว ยังเป็นแหล่งของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพต่างๆที่มีผลดีต่อสุขภาพทั้งด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เช่น การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน การส่งเสริมการทำงานของระบบต่างๆ ของร่างกาย การชะลอการเสื่อมโทรมของอวัยวะต่างๆ รวมทั้งการป้องกันโรคเรื้อรังต่างๆ การผลิตผักและผลไม้ที่เดิมมุ่งเน้นที่รูปลักษณ์และรสชาตินั้น ปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพืชเพื่อให้ผักและผลไม้เหล่านั้นมีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้นและมีสารสำคัญที่สามารถช่วยเสริมสร้างสุขภาพในปริมาณที่สูงขึ้น

“…จะเห็นได้ว่าการบริโภคผักและผลไม้ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีซึ่ง วว. พัฒนาขึ้นนั้น จะไม่ใช่เพียงนำมาบริโภคเป็นอาหารเท่านั้น แต่ผักและผลไม้ยังทำหน้าที่อื่นๆให้แก่ร่างกาย นอกเหนือจากการให้คุณค่าทางอาหารที่จำเป็นและรสสัมผัสอาหารแล้ว ยังสามารถช่วยเสริมสร้างสุขภาพในปริมาณที่สูงขึ้น ผักและผลไม้เหล่านี้จึงมีคุณสมบัติที่เป็นมากกว่าอาหาร คือ มีคุณสมบัติเป็นอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ หรืออาหารฟังก์ชั่น (functional food) นั่นเอง…” ผู้ว่าการ วว. กล่าว

เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 17 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก แถลงผลประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะ 5 ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการประกันภัยการเกษตร ในโครงการประกันภัยข้าวนาปี 2559 และ 2560 โดย พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จและช่วยเหลือเกษตรกรเป็นอย่างดี และคุ้มครองชาวนาทั้งเรื่องของโรคและสาธารณภัยที่เกิดจากการทำการเกษตร จึงมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาแนวทางประกันภัยให้ขยายการครอบคลุมไปถึงพืชผลการเกษตรอื่น เพื่อช่วยเกษตรกรลดปัญหาความยากจนซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐบาลจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการจัดทำโครงการภัยการเกษตรในปี 2561 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการสรุปแนวทาง เพื่อปรับปรุงรูปแบบการรับประกันภัยให้เหมาะสมทั้งการลดอัตราเบี้ยประกันภัย เพิ่มวงเงินคุ้มครอง และเพิ่มพื้นที่ได้รับประกันภัยให้ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวนาปีทั่วประเทศ และขยายการประกันภัยกับผลผลิตการเกษตรอื่นๆต่อไป

วันที่ 17 ม.ค. นายกานรัฐ เรืองโฉม ประมงอำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ รับแจ้งจากนายสมาแอ หวังสง่า อาสาประมงท้องถิ่น อ.เหนือคลอง ว่า มีปรากฏการณ์ปลาชุกชุมเกิดขึ้น ในทะเล อยู่ห่างจากท่าเรือบ้านควนต่อ ม.3 ต.คลองเขม้า อ.เหนือคลอง ประมาณ 700 เมตร รวจสอบพบชาวประมงพื้นบ้านประมาณ 30 ราย นำเรือพร้อมอุปกรณ์ในการจับปลาออกไปจับปลากันอย่างคึกคัก มีทั้งใช้แห และวางอวน ได้ครั้งละประมาณ 50-200 กิโลกรัม ในแต่ละวันรวมน้ำหนักบางรายจับได้ถึง 1,000 กิโลกรัม มีรายได้กว่า 10,000 บาทต่อวัน มีพ่อค้ามารับซื้อถึงท่าเรือ

นายสมาแอ หวังสง่า อาสาประมงท้องถิ่น บ้านควนต่อ อ.เหนือคลอง กล่าวว่า สำหรับปรากฏการณ์ปลาชุมนุมกันเป็นจำนวนมากภายในทะเลบ้านควนต่อ เกิดขึ้นมาแล้วประมาณ 2-3 วัน ในแต่ละวันมีชาวประมงพื้นบ้านใช้แห และอวนจับบางรายได้มากสุดประมาณ 1,000 กิโลกรัม มีรายได้กว่า 10,000 บาท ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ตนไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตชั่วชีวิตอายุ 50 ปี เชื่อว่าเป็นผลพวงมาจากการที่กรมประมง ได้ออกมาตรการเข้มงวดห้ามการทำประมงผิดกฎหมาย ทุกชนิด ทำให้ท้องทะเลกระบี่มีสัตว์น้ำชุกชุม ทำให้ชาวประมงจับสัตว์น้ำได้กันเป็นจำนวนมาก

ด้านนายกานรัฐ กล่าวว่า สำหรับปลาที่มารวมตัวกันชุมนุมชุกชุมในทะเล หน้าท่าเทียบเรือบ้านควนต่อ จากการตรวจสอบเป็นปลาลามา ซึ่งเป็นภาษาที่ชาวบ้านเรียกในท้องถิ่น ส่วนภาษาที่เป็นทางการ มีชื่อเรียกว่าปลาจวด เป็นปลาขนาดเล็ก ตัวใหญ่สุด มีน้ำหนักประมาณ 1-2 ขีด โดยราคาที่พ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อกิโลกรัมละประมาณ 10-15 บาท บางคนมีรายได้จากการขายปลาเป็นหมื่นบาท แต่คาดว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวคงจะเป็นช่วงระยะสั้นๆในเบื้องต้นยังไม่แน่ชัดว่าทำไม่ปลาถึงได้มารวมตัวกันบริเวณดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

แต่สำหรับจำนวนสัตว์น้ำที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากการประกาศปิดปิดอ่าวในช่วงฤดูปลามีไข่และวางไข่ นอกจากนี้ก็เป็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดการทำประมงผิดกฎหมายของรัฐบาลและกรมประมง โดยเฉพาะการรื้อโป๊ะ น้ำตื้นออกจากชายฝั่งทะเล ซึ่งทางสำนักงานประมงจังหวัดกระบี่ ได้ทำการรื้อโป๊ะ ซึ่งเป็นเครื่องมือทำประมงผิดกฎหมายและทำลายล้างสัตว์น้ำ ออกจากทะเลกระบี่จนหมด ทำให้สัตว์น้ำทะเลเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็ว

นายมาโนช ชูทับทิม อดีตผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์(เอ้กบอร์ด) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา กลุ่มผู้เลี้ยงไก่ไข่และกลุ่มสหกรณ์ทั่วประเทศ ได้ประชุมฉุกเฉินเพื่อลดปัญหาปริมาณผลิตล้นตลาดและราคาไข่ไก่ตกต่ำ ซึ่งจะนำผลสรุปข้อเสนอของผู้เลี้ยงไปหารือกับหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน อาทิ กรมปศุสัตว์ กรมการค้าภายใน บริษัทผู้เลี้ยงและจำหน่ายรายใหญ่ เพื่อชี้แจงสถานการณ์และขอความร่วมมือในการแก้ปัญหาทั้งระบบและต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ขอสนับสนุนแนวทางแก้ปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำของเอ้กบอร์ด ด้วยการลดการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ประมาณ 5-5.5 แสนตัวต่อปี จากเดิมนำเข้า 6.1 แสนตัวต่อปี เพื่อสร้างความสมดุลของการผลิตไข่ไก่และความต้องการบริโภค ส่งผลให้ราคาไข่ไก่มีเสถียรภาพมากขึ้น ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั่วประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำจากปริมาณผลผลิตล้นตลาดสะสมมาตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งแนวทางบริหารจัดการความสมดุลระหว่างการผลิตไข่ไก่ให้เหมาะสมจะเห็นผลระยะยาว โดยต้องดำเนินการควบคู่กับมาตรการอื่นด้วย เช่น ความร่วมมือช่วยกันปลดแม่ไก่ยืนกรง

นายมาโนช กล่าวว่า ผู้เลี้ยงไก่ไข่เผชิญกับการขายไข่ไก่ในราคาต่ำกว่าต้นทุนกว่า 1 ปี ปัจจุบันราคาขายไข่ไก่หน้าฟาร์มเฉลี่ยอยู่ที่ฟองละ 2.10-2.20 บาท ขณะที่ข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุต้นทุนการผลิตฟองละ 2.80–2.90 บาท เกษตรกรผู้เลี้ยงต้องแบกภาระขาดทุนสะสมมาโดยตลอด และหลายรายรับสภาพขาดทุนไม่ไหวต้องเลิกเลี้ยง ห่วงว่าจากนี้หากไม่มีการแก้ไขทั้งระบบส่งผลให้เกษตรกรเลิกเลี้ยงเพิ่มขึ้น ขณะที่ปริมาณการผลิตต่อวันอยู่ที่ 40 ล้านฟอง หรือ 14,600 ล้านฟองต่อปี แต่การบริโภครวมทั้งปีอยู่ที่ 10,000 ล้านฟอง และการบริโภคของคนไทยยังทรงตัวที่ 240 ฟองต่อคนต่อปี ต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐต้องการผลักดันเกิน 300 ฟองต่อคนต่อปี

“เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่เดือดร้อนมานาน ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมกันช่วยดำเนินมาตรการลดการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ให้ได้ตามที่เอ้กบอร์ดขอความร่วมมือ เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่อยู่ได้ และสร้างความยั่งยืนแก่อุตสาหกรรมการผลิตไข่ไก่ของไทย โดยยังประเมินหากปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขราคาไข่ไก่ก็จะเคลื่อนไหวต่ำเฉลี่ยปีนี้ 2.10 บาท/ฟอง ทั้งๆที่ควรขยับเกินต้นทุน ” นายมาโนช กล่าว

นายสรวิศ ธานีโต โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการกรมปศุสัตว์ เจ้าของโครงการโคบาลบูรพา ให้ดูแลเรื่องการลักลอบนำเข้าโคจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ โคจากประเทศพม่า มาสวมสิทธิ์โคไทยขายเพื่อเข้าโครงการ เนื่องจากโครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินการ 6 ปีตั้งแต่ปี 2560-2565 กำหนดต้องซื้อโคในประเทศเพื่อแจกให้เกษตรกรจำนวน 30,000 ตัว ราคาตัวละ 30,000 บาท ภายใต้วงเงินดำเนินโครงการ 1,329 ล้านบาท โครงการนี้เป็นโครงการส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ ส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงโค-แพะ ในพื้นที่จ.สระแก้ว

“รมว.เกษตรฯ สั่งกำชับและเข้มงวดด่านที่ชายแดนทุกแห่งที่มีพื้นที่ติดเพื่อนบ้านหวั่นโคพม่า สวมโสร่งเข้าโครงการโคบาลบูรพา กรมปศุสัตว์จึงร่วมกับทุกด่านเข้มงวดในเรื่องนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนการตรวจสอบโคที่จะขายเข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นโคไทย ซึ่งปกติจะมีเบอร์หรือสัญลักษณ์ติดที่หูเหมือนเป็นบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนว่า เป็นโคไทย จึงไม่น่ามีปัญหา”

นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า โครงการโคบาลบูรพา คือ ส่งเสริมการเลี้ยงแม่โคเนื้อผลิตลูก เป้าหมายระยะแรกเกษตรกร 6,000 ราย สนับสนุนแม่โคเนื้อ รายละ 5 ตัว ล่าสุดล็อตแรกมีเกษตรกร จำนวน 618 ราย ได้รับแม่โคแล้ว 3,090 ตัว หรือประมาณ 10% ของจำนวนโคที่จะแจกให้กับเกษตรกรเลี้ยง 30,000 ตัว มีการผสมเทียม 123 ตัว ได้ลูกแล้ว 10 ตัว จะสามารถส่งมอบแม่โคให้ครบ 100% ได้ ภายในสิ้นเดือนต.ค.นี้ น่าจะส่งมอบเสร็จสมบูรณ์

“หากแจกครบทุกรายเกษตรกรเป้าหมาย คาดมีโคตัวเมีย เพิ่มขึ้นประมาณ 13,363 ตัว ขณะที่โคตัวผู้ จะสามารถมีผลผลิตเนื้อโคสำหรับบริโภคลดการนำเข้ามูลค่า 2,932 ล้านบาท”

นายสมชวน กล่าวว่า สำหรับโคเนื้อในประเทศไทย มีจำนวน 4.87 ล้านบาท เป็นโคตัวผู้ 30% และโคตัวเมียจำนวน 70% มีการผลิตโคไม่เพียงพอความต้องการบริโภคในประเทศจำนวนประมาณ 2 แสนตัว หรือผลิตได้เพียง 1 ล้านตัว/ปี ทำให้ไทยต้องทำเข้าเนื้อโคและเครื่องในแต่ละปีจำนวนมาก

ส่วนการส่งเสริมการเลี้ยงแพะ เป้าหมายระยะแรกเกษตรกร 100 ราย สนับสนุนแพะเพศเมีย รายละ 30 ตัว เพศผู้รายละ 2 ตัว รวมทั้งสิ้น 32 ตัว ต่อราย ซึ่งเกษตรกรจากอ.อรัญประเทศ แสดงความประสงค์เข้าร่วมโครงการแล้ว 50 ราย สร้างคอกเสร็จแล้ว 20 ราย ปลูกหญ้า จำนวน 60 ไร่

นางสาวธิดารัตน์ สุดสวาสดิ์ รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้การเจาะลำต้นมะพร้าวที่สูงกว่า 12 เมตร ประมาณ 2.3 ล้านต้นในพื้นที่ทั้ง 8 อำเภอของจ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อฉีดสารเคมีกำจัดหนอนหัวดำตามโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ 29 จังหวัด มีความคืบหน้ามากกว่าร้อยละ 98 แล้ว หลังจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีพื้นที่ระบาดมากที่สุดในประเทศ ล่าสุดเหลือเพียงต้นมะพร้าวบางส่วนที่ตกค้างอยู่นอกการสำรวจ แต่พบการระบาดช่วงที่รอการจัดซื้อสารเคมีนานกว่า 6 เดือน ซึ่งจะเร่งเข้าดำเนินการให้เสร็จโดยเร็ว จากนั้นทีมเจ้าหน้าที่จากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะประเมินผลการใช้สารเคมีเจาะลำต้นมะพร้าวทุกอำเภอที่มีการระบาด

“สำหรับต้นมะพร้าวที่ความสูงต่ำกว่า 12 เมตร มีการสำรวจพบการระบาดของหนอนหัวดำประมาณ 9 แสนต้น ขณะนี้ทราบว่าหน่วยงานในส่วนกลางได้จัดซื้อสารเคมีฉีดพ่นทางใบมะพร้าวแล้ว คาดว่าจะจัดส่งมาในพื้นที่ภายในเดือนมกราคมนี้ จากนั้นทีมฉีดพ่นทางใบจะเร่งเข้าดำเนินการฉีดพ่นในสวนมะพร้าวที่ทำเครื่องหมายให้เสร็จภายใน 30 วัน เพื่อให้การกำจัดหนอนหัวดำครอบคลุมต่อเนื่อง” นางสาวธิดารัตน์ กล่าวและว่า ต้นมะพร้าวที่ผ่านการเจาะและฉีดสารเคมีกำจัดหนอนหัวดำจะมีระยะเวลาควบคุมเพียง 90 วัน ดังนั้นเกษตรกรต้องหมั่นตรวจการระบาดของหนอนหัวดำ และสามารถซื้อสารเคมีชนิดเดียวกับที่กรมวิชาการเกษตรให้การรับรองมาเจาะหรือฉีดพ่นเองได้ตามหลักวิชาการอย่ารอการช่วยเหลือจากภาครัฐ เพราะอาจจะทำให้หนอนหัวดำกลับมาระบาดขยายวงกว้างได้อีก

วันที่ 17 ม.ค. นางวัฒนา อุตกรรณ์ อายุ 52 ปี บ้านเลขที่ 275 หมู่ 1 ตำบลสบบง อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา กล่าวว่า ตนและครอบครอบทำสวนอ้อยเป็นอาชีพเสริมจากการทำนามาตั้งแต่อายุ 17 ปี นับถึงปัจจุบันเป็นเวลา 35 ปี แล้ว ต่อมาจนแยกครอบครัวของตนเองกับสามีก็ทำสวนอ้อยมาตลอด ปีนี้ถือว่าอ้อยมีราคาดีและลดลงเหมือนปีที่ผ่านมา ราคาขายส่งยังคงที่อยู่ที่ กก.ละ 30 บาท ต่างจากปีที่ผ่านมาเพียง กก.ละ 22-25 บาท เท่านั้น ตนหีบและต้มเคี่ยวหยอดเป็นก้อนส่งให้แม่ค้านำไปขายปลีก ทั้งน้ำอ้อยเปล่าและน้ำอ้อยกะทิ(ใส่มะพร้าว/งาม้อน/ถั่วลิสง) สำหรับราคาขายปลีกแม่ค้านำไปขายต่างกัน น้ำอ้อยเปล่า กก.ละ 40-45 บาท น้ำอ้อยกะทิ กก.ละ 60-70 บาท ขึ้นอยู่กับการขนส่งใกล้หรือไกล