แนะนำว่า ระหว่างที่ปลูกกล้วยในช่วงเดือนที่ 1- 8 เกษตรกร

ควรมองหาตลาดรับซื้อผลผลิตไว้ล่วงหน้า เพื่อลดความเสี่ยงทางการตลาด ผลผลิตกล้วยรุ่นแรกที่เก็บขาย ประมาณ 4-5 ตะกร้า คุณมุก นำไปฝากขายหน้าร้านขายอาหารสัตว์ในท้องถิ่น ออกจากร้านไม่ถึง 15 นาที เจ้าของร้านโทรศัพท์มาบอกว่า กล้วยขายหมดแล้ว เพราะกล้วยสวย แม่ค้าเหมาซื้อทั้งหมด ในราคาหวีละ 25 บาท สร้างความภูมิใจให้กับเธอมาก เพราะเป็นผลผลิตรุ่นแรกที่นำออกขาย

ทุกวันนี้ คุณมุก ก็เน้นขายกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ให้กับแม่ค้าแผงในตลาดสด และแม่ค้ากล้วยทอด โดยอาศัยวิธีแนะนำตัวและแจกนามบัตรกับแม่ค้าให้รู้จักว่า สวนของเธอปลูกกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 หากแม่ค้าต้องการผลผลิตช่วงไหน โทร.สั่งซื้อได้ มีสินค้าส่งถึงมือได้ตลอด อาศัยเทคนิคการขายลักษณะนี้ ทำให้เธอมีฐานลูกค้ากระจายอยู่ในตลาดท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก

แนะปลูกกล้วยตามใจตลาด

คุณมุก บอกว่า ก่อนตัดสินใจปลูกกล้วย ควรศึกษาแหล่งที่รับซื้อด้วยว่า ตลาดต้องการกล้วยพันธุ์ไหน หากตลาดต้องการซื้อกล้วยเพื่อนำไปแปรรูปในลักษณะกล้วยตาก ควรปลูกกล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง

หากตลาดต้องการซื้อเพื่อทำกล้วยทอด กล้วยฉาบ ควรปลูกกล้วยพันธุ์ปากช่อง 50 เพราะเป็นพันธุ์กล้วยที่ให้ผลผลิตสูง สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้เป็นอย่างดี กล้วยพันธุ์ปากช่อง 50 ที่ปลูกรุ่นแรก จะมีขนาดผลใหญ่ เท่าขวดกระทิงแดง กล้วยหนึ่งผลจะผ่าได้ 4 ชิ้น เมื่อนำไปทำกล้วยทอด แม่ค้าจะชอบมาก เพราะขายแล้วได้กำไรงาม

แนะปลูกกล้วยบนคันนา สร้างรายได้ก้อนโต

การปลูกกล้วยของแต่ละพื้นที่ ไม่เหมือนกัน คุณมุกมีโอกาสสำรวจพื้นที่การทำเกษตรในรัศมี 30 กิโลเมตร รอบจังหวัดอุบลราชธานี พบว่า พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเขตนาข้าว ที่มีศักยภาพในการปลูกกล้วยน้ำว้าได้มากมายมหาศาล เพียงแค่ปลูกกล้วยน้ำว้าบนคันนาสัก 1-2 กอ ต่อครัวเรือน ก็จะมีกล้วยสำหรับบริโภคในครัวเรือนและส่งขายตลาด หากใครมีผืนนา 30 ไร่ ปลูกกล้วยล้อมรอบคันนา ก็มีโอกาสสร้างรายได้ก้อนโต จากการขายหน่อกล้วย ขายผลกล้วย ป้อนเข้าตลาดสด หรือห้างสรรพสินค้าทั่วไป

“แต่ก่อนเคยทำไร่ข้าวโพด 20 ไร่ ต้องใช้ยาและปุ๋ยเคมีมาก อีกทั้งแรงงานหายาก เมื่อขายผลผลิตแล้ว หักลบต้นทุนกำไรไม่คุ้มค่า จึงน้อมนำเอาศาสตร์พระราชา ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ทำการเกษตรแบบพอเพียงในพื้นที่ 2 ไร่กว่า สามารถส่งลูกเรียนจนจบปริญญา 2 คน” เป็นคำกล่าวที่ภาคภูมิใจของ คุณบุญหย่วน ดีคำวงศ์ เกษตรกรวัย 60 ปี ตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน

เมื่อปี 2535 ได้เริ่มนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในพื้นที่ 2 ไร่กว่า บริเวณบ้านของตนเอง โดยทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผล เลี้ยงไก่ จิ้งหรีด และกบ ใช้แรงงานภายในครอบครัว ไม่ต้องจ้างแรงงาน ทุกอย่างที่ปลูกและเลี้ยงได้นำมาประกอบอาหารในครอบครัว ส่วนที่เหลือก็จำหน่ายเป็นรายได้

ปัจจุบันทุกวันจะมีรายได้จากพืชผัก 300 บาท ในรอบเดือนมีรายได้จากการจำหน่ายจิ้งหรีด 4,000-6,000 บาท และในรอบปีจะจำหน่ายลูกกบได้กว่า 50,000 บาท พร้อมกับจำหน่ายผลไม้ในสวนอีกประมาณ 20,000 บาท ซึ่งรายได้ทั้งหมดนี้สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ เรื่องปุ๋ยและยาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพราะทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพใช้เอง รวมทั้งการป้องกันกำจัดศัตรูพืชด้วยสารชีวภัณฑ์และกาวดัก เป็นการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มคุณภาพผลผลิตแบบพอเพียงและยั่งยืน

การเพาะเลี้ยงลูกกบทุ่ง ของบุญหย่วน

“กบที่ผมเลี้ยงเป็นกบทุ่งตามธรรมชาติ เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค มีคนต้องการลูกกบไปเพาะเลี้ยงมาก ผมจึงเพาะเลี้ยงเพื่อเอาลูกกบขาย ใช้เวลา 1-1 เดือนครึ่ง ก็ได้เงิน แต่กว่าจะเพาะลูกกบได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ผมต้องใช้เวลากว่า 3 ปี ที่ศึกษาเรียนรู้จากธรรมชาติจึงประสบความสำเร็จ”

คุณบุญหย่วน เล่าว่า เขาเริ่มเลี้ยงกบจากการจับลูกอ๊อดตามธรรมชาติ มาเลี้ยงประมาณ 1 ปี กบจะโตพร้อมผสมพันธุ์และวางไข่ เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ช่วงปลายเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ฝนเริ่มตก กบจะร้องส่งเสียงเพื่อหาคู่ผสมพันธุ์ จำเป็นต้องเตรียมบ่อ/ถัง โดยใส่น้ำให้สูงประมาณ 10 เซนติเมตร หาใบลิ้นจี่สัก 4-5 เคล็ดใส่ลงในบ่อ/ถัง

จากนั้นนำกบพ่อ-แม่พันธุ์ที่จับคู่กันได้แล้ว ลงบ่อ/ถังที่เตรียมไว้ พอรุ่งขึ้นต้องตื่นแต่เช้ามืดประมาณตี 5 สังเกตจะมีกลุ่มไข่ของกบติดอยู่ที่ใต้ใบลิ้นจี่ ให้นำเอาพ่อ-แม่พันธุ์กบออกจากบ่อ/ถัง ปล่อยไว้ 1 วัน ไข่ก็จะเป็นตัวลูกอ๊อดและเลี้ยงด้วยไข่ตุ๋น เมื่อเป็นตัวประมาณ 20 วัน ให้นำแผ่นโฟมใส่ลงบ่อเพื่อให้กบมีที่เกาะ เลี้ยงประมาณ 1 เดือน ก็จำหน่ายตัวละ 4 บาท โดยพ่อ-แม่พันธุ์แต่ละคู่จะออกไข่ประมาณ 2,000-2,500 ตัว ปีหนึ่งสามารถเพาะลูกกบได้ 2 ครั้ง คือช่วงต้นฝน (มิถุนายน-กรกฎาคม) และช่วงปลายฝน (สิงหาคม)

ว่าที่ร้อยตรี ดร.สมสวย ปัญญาสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและการเกษตรผสมผสาน เป็นพื้นฐานการสร้างคุณภาพชีวิตของเกษตรกร สามารถลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และสามารถทำได้จริง

ตำรวจเชียงใหม่ ปลูกมะละกอ ด.ต. ศศิวัฒน์ ทรัพย์วรธนา (ดาบวอน) ตำแหน่งผู้บังคับหมู่ ศูนย์รับแจ้งเหตุ 191 ตำรวจภูธร จังหวัดเชียงใหม่ ที่อยู่ 496/2 ตำบลท่าศาลา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

ด.ต. ศศิวัฒน์ ทรัพย์วรธนา (ดาบวอน) ผู้หลงรักในการทำเกษตร มองดูแล้วอาจห่างไกลกับอาชีพรับราชการตำรวจอยู่มาก แต่ด้วยความที่ใจรักและมีพื้นเพพ่อแม่ทำสวนทำไร่ตั้งแต่เด็ก จึงมีแนวคิดที่จะทำสวนเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ และอีกเหตุผลที่ทำคือ ลำพังเงินเดือนตำรวจน้อยนิด ไม่สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวให้สบายได้ ต้องเป็นหนี้สหกรณ์ นำเงินมาใช้จ่ายหลายส่วน จึงอยากหาอาชีพเสริม ด้วยความที่พอมีความรู้ด้านการเกษตรติดตัว ประกอบกับมีผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกมะละกอให้คำแนะนำ จึงตัดสินใจใช้พื้นที่ที่เคยซื้อไว้เมื่อ 10 ปีก่อน ปลูกมะละกอพันธุ์เรดมาลาดอร์ จำนวน 5 ไร่ ปัจจุบันปลูกได้ผลดี ผลผลิตไม่พอขาย ลูกค้าต้องต่อคิวซื้อ ด้วยความที่มีรสชาติหวาน หอม อร่อย ทำเงินดี คิดง่ายๆ มะละกอ 3 วัน เก็บขายทีละ 2-3 เข่ง ก็ได้เงินหลายพันบาทแล้ว

ดาบวอน ตำรวจหนุ่มผู้ขยันขันแข็ง เดิมมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดนครสวรรค์ แต่ต้องมารับราชการตำรวจที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเวลากว่า 20 ปี หลังออกเวรดาบวอนจะช่วยภรรยาขายก๋วยเตี๋ยวที่หอพักในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีลูก 1 คน เงินเดือนตำรวจไม่พอเลี้ยง 3 ชีวิต จึงตัดสินใจปลูกมะละกอเป็นอาชีพเสริมอีกทาง “ลำบากไม่กลัว กลัวอด” ซึ่งการทำสวนมะละกอกำลังไปได้ดี ไปดูกันว่าดาบวอนมีเทคนิคการปลูกอย่างไร ที่ทำให้มะละกอขายดิบขายดี ลูกค้าต้องต่อคิวซื้อ ทั้งๆ ที่ก็สามารถหาซื้อกินได้ทั่วไป

ปลูกมะละกอ ให้หวานอร่อย ลูกค้าติด

ดาบวอน ปลูกมะละกอพันธุ์เรดมาลาดอร์ จำนวน 5 ไร่ เริ่มปลูกได้ 3 ปีแล้ว แรกๆ ปลูกทิ้งไว้เฉยๆ ไม่ได้ดูแลอะไรมาก ถึงเวลาผลผลิตออก ลองเก็บไปขาย ปรากฏว่าลูกค้าติด จึงเริ่มหันมาปลูกจริงจัง ดาบวอน บอกว่า ตนโชคดีตรงพื้นที่ปลูกดินดี ค่า pH ของดินเหมาะสมกับพืชชนิดนี้ การดูแล ใส่ปุ๋ยให้น้ำสม่ำเสมอ รสชาติถึงจะได้กลมกล่อม ลูกค้าจะชอบขนาดลูกละ 1 กิโลกรัม การดูแลผิวอยู่ที่การพ่นยา ถ้าพ่นสม่ำเสมอลูกจะไม่มีเชื้อรา ลูกจะเนียนสวย

วิธีการปลูก

มะละกอพันธุ์เรดมาลาดอร์ มีลักษณะลูกเรียว ผิวสวย เนื้อแน่น หวาน การปลูกไม่ยาก ถางหญ้าเตรียมแปลงให้สะอาด ไม่ต้องยกร่องใดๆ เพราะสภาพพื้นที่เป็นเนินไม่ต้องไถ วัดระยะให้ได้ 2.5 เมตร แล้วใช้ไม้ปัก ขุดหลุมลึก 30 เซนติเมตร กว้าง 30-40 เซนติเมตร ความห่างระหว่างต้น 2.5×2.5 เมตร

เจ้าของพรวนดินแล้วใส่ปุ๋ยคอก คือ ขี้หมู ขี้หมูจะเข้ากับมะละกอได้ดี ใส่แล้วมะละกอจะผิวสวย รสชาติอร่อย และใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 รองพื้น

หลังจากเตรียมดินใส่ปุ๋ยรองก้นหลุมเสร็จ นำต้นพันธุ์ที่เพาะไว้ลงหลุมปลูก ที่สวนดาบวอนใช้วิธีเพาะต้นในถุงดำ ใช้เวลา 45-60 วัน 1 หลุม ลงได้ 3 ต้น เพราะมะละกอจะมีเพศอยู่ คือ ตัวผู้ ตัวเมีย และสมบูรณ์เพศ (กะเทย) บางหลุมเป็นตัวเมียทั้ง 3 ต้น ต้องตัดทิ้งแล้วปลูกใหม่ คือเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าตอนปลูกเป็นเพศอะไร จะรู้เมื่อตอนออกดอก ใช้เวลา 3 เดือน นี่จึงเป็นเหตุผล ที่ 1 หลุม เราต้องปลูก 3 ต้น ดาบวอนจึงใช้วิธีถ้าหลุมไหนมีต้นกะเทย 2 ต้น ขึ้นไป จะตอนกิ่ง 2 ต้นนั้นไปปลูก วิธีนี้ชัวร์ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องห่วงเรื่องกลายพันธุ์ มะละกอปลูกได้ทั้งปี

การดูแลใส่ปุ๋ย

หลังจากปลูกเสร็จเรียบร้อย ใส่ปุ๋ยรดน้ำ พรวนดิน เพราะว่าจะทำให้รากขยายได้เร็ว ถ้าไม่พรวนดินรากจะชอนไชได้ยากกว่า และถ้าฝนตกมาดินชุ่มระบบรากก็ไม่มีปัญหา เพราะว่ามันกระจาย

ปุ๋ยทางใบ พ่นปุ๋ยฮอร์โมนทางใบเสริม ให้พืชดูดซึมอาหารทั้งทางรากและทางใบ

ปุ๋ยทางราก 15 วัน ใส่ 1 ครั้ง บางช่วงเว้นนาน 1 เดือน ใส่ครั้ง ไม่เน้นให้เยอะ เน้นให้พืชได้กินไปเรื่อยๆ

ระบบน้ำ หน้าฝนไม่ต้องรดน้ำ แต่ช่วงหน้าแล้งให้น้ำโดยระบบน้ำหยด ได้ผลดี ความถี่ในการรดน้ำ 4 วัน ต่อครั้ง เปิดนาน 2 ชั่วโมง ถือว่ากำลังดี มะละกอเป็นพืชที่ชอบอากาศที่ถ่ายเทได้ดี มีลมพัด ชอบดินที่ไม่อุ้มน้ำเกินไป คือ ดินร่วน ช่วงหน้าฝนจะไม่มีปัญหาเรื่องมะละกอเน่าตาย เพราะดินเราร่วน

ดูแล ป้องกันโรค

เน้นป้องกัน จะไม่ปล่อยให้เกิดปัญหาก่อนแล้วแก้ ถ้าทำอย่างนี้เมื่อโรคระบาดจะรักษาไม่ทัน

การป้องกัน ไม่มีอะไรมาก เพียงพ่นยาบำรุง แต่ด้วยความที่สวนของดาบวอนเป็นพื้นที่เนิน มีลมพัดตลอด จึงได้เปรียบเรื่องโรค โรคจะเกิดน้อย จะมีแต่เพลี้ยแป้ง หากมีก็พ่นยา ไม่ยาก ใช้อินทรีย์ชีวภาพจะมีสูตรของดาบวอนเอง ถือว่าได้ผลผลิตออกมาเป็นที่น่าพอใจ

ลงทุนหลักพันต่อไร่ เงินทุนน้อยสามารถทำได้

ดาบวอน บอกว่า มะละกอ เป็นพืชที่ปลูกและดูแลง่าย เพียง 8 เดือน ก็ให้ผลผลิต 3 วัน เก็บขาย 1 ครั้ง เก็บครั้งหนึ่ง 2-3 เข่ง สร้างรายได้เรื่อยๆ ครั้งละ 2,000-3,000 บาท ถือว่าเยอะกว่าเงินเดือนตำรวจ

1 ไร่ ลงทุนเพียง 3,000 บาท ซื้อเมล็ดพันธุ์ 1 กระป๋อง ราคาประมาณ 1,000 บาท สามารถปลูกได้ 3-4 ไร่ ค่าปุ๋ยสูตรประมาณ 1,500 บาท บวกค่าน้ำ ค่าไฟ นิดหน่อย ส่วนใหญ่ลงแรงมากกว่า ถ้าหน้าแล้งจะต้องมีเครื่องปั่นไฟเพื่อปั๊มน้ำขึ้นมา มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 1,000 บาท สรุปแล้วค่าลงทุนถือว่าน้อยมาก ค่ายารักษาโรคแทบไม่มี เพราะสวนยังไม่มีปัญหาไวรัส

เก็บแบบละเมียดละไม ลูกไม่ช้ำ ลูกค้าชอบ

วิธีเก็บมะละกอของดาบวอน จะใช้ไม้ไผ่ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเอง ทำเป็นง่ามที่เป็นซี่ตรงปลายแล้วถ่างให้มีขนาดกว้างพอดีกับลูกมะละกอ เอาผ้า 2-3 ชั้น สวม เก็บทีละลูก เก็บแบบนี้ไม่มีช้ำ ลูกค้าชอบ

การตลาด เปิดท้ายรถกระบะขายข้างทาง ลูกค้าต่อคิวซื้อ

ก่อนปลูกดาบวอนไม่ได้มีการหาตลาดมาก่อน ใช้วิธีคิดที่ว่ามะละกอเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ รสชาติดี เป็นที่ต้องการของตลาดอีกมาก

“ผมคิดว่า ถ้าผมทำได้ วันหนึ่งจะทำเงินกี่หมื่นก็ได้ อีกอย่างบริเวณที่ผมทำสวน ชาวบ้านจะปลูกลำไยเป็นส่วนมาก ผมจึงถือโอกาสเปลี่ยนมาปลูกมะละกอ ตอนแรกปลูกไม่เยอะ เพราะคิดจะปลูกเล่นๆ แต่เผอิญว่ากลับได้ผลดี ขายลูกละ 20-30 บาท ถ้าส่ง กิโลกรัมละ 15 บาท ราคาขายถือว่าถูกกว่าในท้องตลาด อย่างปีที่แล้วลองตอนกิ่งแล้วเอามาขายข้างทาง ขายกิ่งละ 120-150 บาท ลูกค้าก็สั่งมาเยอะ ตอนนี้พูดง่ายๆ ว่าทั้งมะละกอผลสุกและกิ่งตอน ของไม่พอขาย สร้างรายได้อย่างต่ำเดือนละ 20,000-30,000 บาท ถ้าบำรุงดีกว่านี้ จะได้เยอะกว่านี้” ดาบวอน กล่าว

ฝากถึงคนที่มีฝัน ไม่ต้องรอถึงเกษียณก็ทำได้

“การทำเกษตร ผมถือว่าเป็นความสุข เราเป็นข้าราชการบางคนคิดว่าต้องรอเกษียณถึงจะออกมาทำ แต่ผมอายุ 43 ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องรอถึงบั้นปลาย เรามีเวลา เราหาเวลาว่างมาทำ ทำไปทีละหน่อย แรกๆ อาจยังไม่เห็นผล ทำไปสักพักเราจะรู้ว่าพื้นที่ตรงนั้นมันเหมาะแก่การปลูกอะไร ตลาดต้องการอะไร เราก็ลงมือทำ พอทำแล้วก็ได้ผลชัดเจน อีกหน่อยปีหน้าคิดว่าจะลุยกว่านี้ ตอนนี้คิดว่ามาถูกทางแล้ว” ดาบวอน กล่าว

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดงาน “วันเกษตรแห่งชาติ ปี 62” ณ อุทยานเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โดยมี นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมเกษตรอีสาน บูรณาการภูมิปัญญา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ด้าน กยท. ร่วมจัดนิทรรศการภายในงาน เน้นนวัตกรรม

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การจัดงานวันเกษตรภาคอีสาน จะเป็นการเผยแพร่เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ไปยังภาคการเกษตร เพื่อเป็นการเชื่อมโยงเข้าสู่การเกษตรไทยแลนด์ 4.0 ตามเจตนารมณ์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้เข้าร่วมชมงานทุกสาขาอาชีพ ไม่เฉพาะแค่ภาคการเกษตรเท่านั้น การที่หลายหน่วยงานร่วมมือกันจัดงานวันเกษตรภาคอีสานขึ้น ถือเป็นการบูรณาการเกิดเป็นการทำงานร่วมกัน

กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนมองเห็นถึงความสำคัญของอาชีพเกษตรกร เพื่อร่วมพัฒนาและช่วยผลักดันให้พี่น้องเกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยการน้อมนำศาสตร์ของพระราชาในด้านการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มโอกาสในการแข่งขันสินค้าเกษตร เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ส่งเสริมระบบเกษตรแปลงใหญ่ ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ภายใต้แนวความคิดของงาน คือ “นวัตกรรมเกษตรอีสาน บูรณาการภูมิปัญญา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ซึ่งมีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายธรรม นิลสุวรรณ ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทย ได้เข้าร่วมจัดงานวันเกษตรภาคอีสานทุกปี ในรูปแบบนิทรรศการกระบวนการผลิตและ นวัตกรรมทางด้านยางพารา ตั้งแต่ระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมถึงการแปรรูปในเชิงอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดแนวคิดในการประกอบอาชีพการทำสวนยางพาราให้มีความมั่นคงและยั่งยืน รวมถึงการนำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศ

สำหรับปีนี้ กยท. ได้รับเกียรติจาก นายสุรเดช เตียวตระกูล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติเป็นผู้มอบเงินช่วยเหลือโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ผ่านบัญชี ธ.ก.ส. ให้แก่ตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น จำนวน 731 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 12.7 ล้านบาท

“กยท. ได้จัดแสดงนิทรรศการและจัดกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ได้แก่ นิทรรศการนวัตกรรมยางพารา ซึ่งนำเสนองานวิจัยหมอนคอนกรีตผสมยางพาราและการทำถนนพาราซอลล์ซีเมนต์ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น และวิทยาเขตนครราชสีมา นิทรรศการ Today’s Life Rubber (ของใช้จากยางพาราในชีวิตประจำวัน)

กิจกรรมสาธิตการเคลือบบ่อน้ำด้วยยางพารา กิจกรรมสาธิตการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางจากน้ำยางข้น เช่น ทำถุงมือเคลือบยางพารา การทำพวงกุญแจจากตุ๊กตายางฟองน้ำ การทำลูกบอลจากน้ำยาง การเพ้นต์กระเป๋าผ้าด้วยน้ำยางพารา การทำตุ๊กตายางด้วยวิธี DIPPING การทำลูกบอลจากน้ำยาง หน้ากากยางและแบบพิมพ์ รวมไปถึงการแสดงสินค้าผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพารา ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้ามาเที่ยวชม และร่วมกิจกรรมดังกล่าวภายในงานวันเกษตรภาคอีสานได้ ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562” นายธรรม กล่าวทิ้งท้าย

(25 มกราคม 2562) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ชูศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหาร หรือ CPF RD Center อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่รวมสุดยอดเทคโนโลยีการผลิตอาหารมาตรฐานระดับโลกไว้ในที่เดียว ตั้งเป้าพัฒนาอาหารเพื่อสุขภาพ 30% ของกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ (NPD) ตอกย้ำความเป็นผู้นำอาหารเพื่อสุขภาพ สู่การมีชีวิตที่ดีของผู้บริโภคทั่วโลก

นายสุขวัฒน์ ด่านเสริมสุข ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจอาหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทเป็นผู้นำธุรกิจอาหารที่ให้ความสำคัญในการผลิตอาหารปลอดภัย ภายใต้มาตรฐานสากลเพื่อตอบสนองความต้องการของประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นทุกวัน โดยมี “การวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร” เป็นหัวใจของการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อาหารใหม่ๆ

การจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารมาตรฐานโลก จึงถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะส่งเสริมให้นักวิจัยและพัฒนาอาหาร มีความคิดสร้างสรรค์ และแสดงศักยภาพในการทดลองผลิตสินค้าใหม่ อีกทั้งยังเป็นการเน้นย้ำความมุ่งมั่นในการวิจัยและพัฒนาอาหารมนุษย์ ด้วยทีมงานวิจัยที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของร่างกายที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงวัย และคิดค้นนวัตกรรมอาหารเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้บริโภคทั่วโลก โดยมีโรงงานต้นแบบที่สามารถทดลองและพัฒนาการผลิตสินค้าตอบสนองความต้องการของตลาดได้ทันที

“ปัจจุบันนอกจากผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับคุณภาพความปลอดภัยและรสชาติอาหารแล้ว ยังเน้นเรื่องสุขภาพและการมีชีวิตที่ยั่งยืน ห่างไกลโรค แนวทางการวิจัยพัฒนาอาหารของ CPF RD Center วังน้อยแห่งนี้ จึงมุ่งเน้นไปที่การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ผลิตอาหารสุขภาพ สำหรับคนในทุกช่วงวัยของวงจรชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตอาหารเพื่อผู้ป่วย อาหารเพื่อผู้สูงวัย หรืออาหารเพื่อคนที่นอนไม่หลับ โดยในปี 2562 นี้จะเพิ่มสัดส่วนการวิจัยอาหารเพื่อสุขภาพให้เป็น 30% ของกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือ NPD ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่สหประชาชาติกำหนด” นายสุขวัฒน์ กล่าว

สำหรับงานวิจัยและพัฒนาอาหารของซีพีเอฟ มุ่งเน้นให้ความสำคัญในการคิดค้น สร้างสรรค์วัตถุดิบและอาหารที่ตอบสนองความต้องการให้แก่ผู้บริโภค ทั้งด้านรสชาติ โภชนศาสตร์ และความปลอดภัยด้านอาหาร เพื่อต่อยอดไปสู่การพัฒนาเป็นการผลิตอาหารที่สมบูรณ์ (Food Biotechnology) ด้วยการนำความรู้ด้านการใช้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ หรือเอนไซม์ต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในงานวิจัย ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อผู้บริโภคอย่างเหมาะสมทุกช่วงวัย รวมถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสอดรับกับกระแสโลก

CPF RD Center ยังสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตอาหารในการผลิตอาหารสำเร็จรูปรวมถึงซอสปรุงรสได้ทันที ทำให้ลูกค้าได้เห็นกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้น กระทั่งสำเร็จเป็นแพ็กเกจสินค้าที่พร้อมวางจำหน่าย ช่วยให้ง่ายต่อการตัดสินใจของผู้บริหาร ทำให้เป็นที่ประทับใจของบริษัทคู่ค้าต่างชาติมากมาย

ผลจากการวิจัยพัฒนาอาหารอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันซีพีเอฟ มีผลิตภัณฑ์อาหารใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ และในช่วงไตรมาสแรก 2562 มีแผนวางจำหน่ายสินค้าอาหารสุขภาพ “กลุ่ม Smart” ก่อนเป็นกลุ่มแรก ซึ่งประกอบด้วย

Smart Meal : กลุ่มสินค้ามังสวิรัติ (Vegetarian Food) อาหารทางเลือกที่ใส่ใจสุขภาพ ด้วยเมนูที่หลากหลาย ไม่มีเนื้อสัตว์ 100% ทำจากโปรตีนจากพืช, เต้าหู้, ธัญพืช ใยอาหารสูง เป็นแหล่งของโปรตีน และวิตามิน ใช้ส่วนประกอบที่มาจากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น ความเค็มจากดอกเกลือ ความหวานจากน้ำตาลมะพร้าว และใช้น้ำมันมะพร้าว ที่สำคัญคือไม่ใส่วัตถุกันเสีย

Smart Soup : กลุ่มสินค้าซุปเพื่อสุขภาพ ผลิตจากวัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างดีจากธรรมชาติ 100% ใช้กระบวนการผลิตที่ทันสมัย ง่ายต่อการรับประทาน เพื่อสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภคที่มีปัญหาด้านการเคี้ยวกลืนอาหาร เช่น ผู้ป่วยที่ให้อาหารทางสายยาง, ผู้ป่วยระยะพักฟื้น และผู้สูงอายุ

Smart Sauce : ซอสพริกศรีราชา ที่รสชาติมีความเป็นเอกลักษณ์ ผสมผสานรสเผ็ด เปรี้ยว หวาน เค็ม ได้อย่างลงตัว คัดสรรจากวัตถุดิบชั้นดี พริกสีแดงสด ผิวเกลี้ยง น้ำส้มสายชูข้าวที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว และเกลือทะเล ไม่ใส่สี ไม่ใส่ผงชูรส และไม่ใส่วัตถุกันเสีย