แนะสวนพริกให้ระวังโรคกุ้งแห้งสภาพอากาศร้อนและมีฝนตก

ในบางพื้นที่ระยะนี้กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกพริกเตรียมรับมือการระบาดของโรคกุ้งแห้ง สามารถพบได้ในระยะที่ต้นพริกเจริญเติบโตทางลำต้นจนถึงในระยะการเก็บเกี่ยวผลผลิต มักพบแสดงอาการบนผลพริกที่เริ่มสุกหรือก่อนที่ผลพริกจะเปลี่ยนสี เริ่มแรกจะพบจุดหรือแผลช้ำยุบตัวเล็กน้อย ต่อมาแผลขยายใหญ่สีน้ำตาลหรือดำ ลักษณะเป็นวงรีหรือวงกลม บริเวณแผลพบส่วนของเชื้อราเป็นจุดสีดำขนาดเล็กเรียงเป็นวงซ้อนกัน กรณีที่สภาพอากาศชื้น จะเห็นเมือกเยิ้มสีส้มอ่อน ถ้าอาการรุนแรง จะทำให้ผลเน่าและร่วงก่อนเก็บเกี่ยว หากพบอาการที่ผลอ่อน จะทำให้ผลพริกโค้งงอบิดเบี้ยวลักษณะคล้ายกุ้งแห้ง

เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบเริ่มระบาด ให้เก็บผลพริกที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค และกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อไม่ให้แปลงปลูกมีความชื้นสูง ซึ่งเป็นสภาพที่เหมาะสมต่อการเกิดโรค หากพบว่าเริ่มมีการระบาดของโรค ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชอะซอกซีสโตรบิน 25% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรคลอราซ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 7-10 วัน

หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตพริกแต่ละรุ่นแล้ว เกษตรกรควรกำจัดวัชพืชและเก็บเศษซากพืชส่วนที่เป็นโรคในแปลงไปเผาทำลายทิ้งให้หมด และควรจัดระยะปลูกพริกให้เหมาะสม ไม่ปลูกชิดกันเกินไป ก่อนเพาะ ควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่น 50 องศาเซลเซียส นาน 20-30 นาที และควรเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าจากแหล่งที่ปราศจากโรค กรณีเก็บเมล็ดพันธุ์เอง ควรเลือกผลพริกที่ไม่เป็นโรค สำหรับในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรครุนแรง เกษตรกรควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน เพื่อตัดวงจรของเชื้อสาเหตุโรค

“โม โม พาราไดซ์” ร้าน ชาบูชาบู สุกี้ยากี้ ต้นตำรับจากญี่ปุ่นเจ้าแรกและเจ้าเดียวของไทย ที่เลือกใช้ไข่ไก่สดปลอดสาร “CP Selection Cage Free Egg” ทั้ง 17 สาขาในประเทศ ตอกย้ำความใส่ใจในการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพที่ดีที่สุด ระดับพรีเมียมให้กับผู้บริโภค ได้สัมผัสความอร่อยกว่าที่เคย ด้วยไข่ไก่สดปลอดสาร ผ่านกระบวนการผลิตปลอดภัยและรับผิดชอบตามหลักสวัสดิภาพสัตว์สูง

นายสุรเวช เตลาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท โนเบิลเรสเตอร์รองต์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหาร โม โม พาราไดซ์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ”โม โม พาราไดซ์” มุ่งมั่นให้ความสำคัญการคัดสรรวัตถุดิบแต่ละอย่างด้วยความใส่ใจในคุณภาพระดับพรีเมี่ยม ผ่านกระบวนการผลิตที่ปลอดภัยได้มาตรฐานสากล เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสกับชาบูขนานแท้จากญี่ปุ่น และการเลือกใช้ ไข่ไก่สดปลอดสาร CP Selection Cage Free Egg ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ตอบรับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่นอกจากจะใส่ใจคุณภาพสินค้า แต่ยังเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารที่มาจากกระบวนการผลิตอย่างรับผิดชอบ อย่างไข่ไก่ที่มาจากกระบวนการเลี้ยงมีสวัสดิภาพสัตว์สูง (High Welfare Products) อีกด้วย

“การเลือกใช้ไข่ไก่จากกระบวนการเลี้ยงแบบ Cage Free สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและใส่ใจของ โม โม พาราไดซ์ ที่คัดสรรวัตถุดิบแต่ละอย่างที่เปี่ยมด้วยคุณภาพระดับพรีเมียมเพื่อให้ลูกค้าประทับใจในความอร่อยของชาบูชาบูแบบต้นตำรับ และมั่นใจว่าทุกคำที่รับประทานปลอดภัยและปลอดสารได้มาตรฐานสากล” นายสุรเวช กล่าว

ด้าน นายบรรเจิด หอมบุญมา รองกรรมกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ตระหนักดีถึงแนวโน้มผู้บริโภคที่ใส่ใจคุณภาพและที่มาหรือกระบวนการผลิตของสินค้ามากขึ้น ในฐานะผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารแบบครบวงจร ที่คำนึงถึงความต้องการของ ผู้บริโภคเรื่องความปลอดภัยของอาหาร ซีพีเอฟให้ความสำคัญในการพัฒนาและนำหลักสวัสดิภาพสัตว์มาใช้ในการเลี้ยงสัตว์จนเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ รวมทั้งการเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อยอิสระภายในโรงเรือนระบบปิด (Cage-Free)

ไข่ไก่สดปลอดสาร CP Selection Cage Free สดกว่าที่เคย เพราะใช้แม่ไก่สายพันธุ์คัดพิเศษจากอเมริกา ผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐานส่งออก เลี้ยงใน Biosecurity Hi-Tech Farming ในโรงเรือนระบบปิด ปลอดฮอร์โมน ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยงดู มีพื้นที่ให้แม่ไก่ได้เคลื่อนไหวอย่างอิสระ และสามารถแสดงพฤติกรรมได้ตามธรรมชาติ

“การที่ร้าน โม โม พาราไดซ์ ซึ่งเป็นเบอร์ 1 ของร้านชาบูชาบูแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมของไทย เลือกใช้ไข่ไก่สดปลอดสาร CP Selection Cage Free Egg นับเป็นก้าวที่สำคัญของธุรกิจร้านอาหารไทย และช่วยยกระดับมาตรฐานอาหารปลอดภัยให้กับคนไทย” นายบรรเจิด กล่าว

สานฝัน คือการคิดและทำงานให้ประสบผลสำเร็จ งานเกษตร คือการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และการประมง ก่อนเกษียณ คือคนที่มีอายุไม่ถึง 60 ปี มีพันธกิจทั้งจากงานภาครัฐและเอกชน บางคนมีฝันก็เริ่มสร้างฝันอนาคตด้วยการสร้างสวนไม้ผลก่อนเกษียณ 3-5 ปี เป็นการเตรียมพร้อมเพื่อก้าวเปลี่ยนสู่วิถีชีวิตใหม่ อนาคตที่มั่นคง คือมีงาน มีรายได้ มีสังคมที่ดี หรือมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง

เนื้อความข้างต้นเป็นแนวคิดของ ครูเอกชัย ตองอบ กับสมาชิกในครอบครัวที่ได้ร่วมใจร่วมแรงวางแผนและสร้างสวนไม้ผลเมื่อหลายปีก่อน ได้ร่วมพัฒนาการผลิตไม้ผลคุณภาพ ทุกวันนี้ได้ก้าวเดินมาสู่ความสำเร็จ และด้วยวัยเกษียณร่างกายเริ่มโรยรา ได้ให้ลูกสาวพร้อมกับสมาชิกทำหน้าที่สร้างและพัฒนาการผลิตไม้ผลคุณภาพสืบต่อไป

ครูเอกชัย ตองอบ ผู้ปลูกสร้างสวนไม้ผล เล่าให้ฟังว่า ก่อนนี้ดำรงตำแหน่งอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนนาแก้ววิทยา โดยพื้นฐานแล้วคุณพ่อ-แม่เป็นชาวไร่ชาวนา เมื่อครั้งเป็นเด็กได้ช่วยท่านทำงานไร่นา สวน จึงได้ซึมซับความรู้ และทักษะเกษตรไว้พอสมควร เมื่อเรียนจบปริญญาตรีทางด้านการศึกษา ได้เข้าทำหน้าที่ครูที่ โรงเรียนนาแก้ววิทยา อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งก็เป็นไปตามความมุ่งหวังของคุณพ่อ-แม่ ที่ต้องการให้ช่วยเหลือสังคม

อดีต คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นและผ่านช่วงเวลาไปนานกระทั่งเป็นตำนาน ปัจจุบัน คือสังคมมนุษย์ที่มุ่งทำงาน เป็นสังคมแบบแข่งขัน ถ้าเป็นสังคมเกษตรก็ผลิตให้มีอาหารกินหรือขาย อนาคต คือการวาดฝันว่าอยากเป็นนั่นทำนี่ หรืออยากสร้างสวนไม้ผลให้ก้าวสู่ความความสำเร็จเพื่อให้ชีวิตในอนาคตมีความมั่นคงสดใส

วางแผนครอบครัว ก่อนเกษียณไปได้ข้อมูลเกี่ยวกับภูมิอากาศ สภาพแวดล้อมของพื้นที่อำเภอขุนหาญ ว่าสภาพดินมีแร่ธาตุอาหารมากมาย เนื่องอยู่ในเขตพื้นที่ภูเขาไฟที่มอดดับไปนานแล้ว จึงเหมาะสมต่อการปลูกไม้ผลหลายชนิดที่ทำให้ได้คุณภาพ และได้พบอีกว่ามีเกษตรกรในพื้นที่ได้ปลูกสร้างสวนไม้ผลประสบความสำเร็จ เมื่อนำข้อมูลนี้ให้สมาชิกครอบครัวพิจารณาจึงเห็นพ้องต้องกันว่า “ปลูกสร้างสวนไม้ผลผสมผสาน” มีความเสี่ยงน้อยที่สุด

แผนปฏิบัติงาน ได้บริหารจัดการใช้ที่ดิน เงินทุน แรงงานหรือใช้ปัจจัยการผลิต เลือกชนิดไม้ผลที่จะปลูก การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาหรือเก็บเกี่ยว ได้แบ่งงานทำเป็น 2 ส่วน คือ วันจันทร์-ศุกร์ ให้ภรรยา หรือ คุณเบญจลักษณ์ ตองอบ เป็นแกนนำ และ น้องจิ๊บ หรือ สุขุมาภรณ์ ตองอบ ลูกสาวเป็นผู้ช่วย และจ้างแรงงาน 3-5 คน มาทำงาน มีทั้งจ้างประจำและครั้งคราว ส่วนตนเองสนับสนุนด้านวิชาการและปฏิบัติงานวันเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุด

มีพื้นที่ 30 ไร่ ได้จัดการปลูกทุเรียน 575 ต้น แบ่งปลูกหมอนทอง 550 ต้น ก้านยาว 15 ต้น ชะนี 7 ต้น พวงมณี 2 ต้น และกระดุม 1 ต้น ปลูกเงาะ 32 ต้น ลองกอง 35 ต้น มังคุด 56 ต้น สะตอ 12 ต้น และปาล์มน้ำมัน 889 ต้น

กรณีตัวอย่าง การปลูกทุเรียน เมื่อเตรียมดินแล้วได้ขุดหลุมปลูก กว้าง ยาว และลึก ด้านละ 30-50 เซนติเมตร ปลูกระยะห่างระหว่างต้นและแถว 8×8 เมตร นำต้นพันธุ์ทุเรียนลงปลูก เกลี่ยดินกลบ ให้น้ำแต่พอชุ่ม

การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษา ปีที่ 1-7 ได้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 เดือนละครั้งรอบทรงพุ่ม ช่วงต้นฝนได้ใส่ปุ๋ยคอกแห้ง 1 ครั้ง ต่อปี หลังดอกบาน หรือ 8 สัปดาห์ หรือช่วงติดผล ขนาด 1.5 กิโลกรัม ได้ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ในอัตรา 0.5 กิโลกรัม ต่อต้น ทุก 15 วัน เพื่อช่วยเพิ่มขนาดและความหวาน และหยุดใส่ปุ๋ยก่อนเก็บเกี่ยว 30 วัน

การให้น้ำ ทุเรียนต้องได้รับน้ำเพียงพอจึงจะเจริญเติบโตได้ดี ปีที่ 1-7 ได้ให้น้ำ 1 วัน เว้น 2 วัน เมื่อเริ่มติดผลได้ให้น้ำวันเว้นวัน ให้ไปถึงช่วงเก็บเกี่ยว การให้น้ำทุกครั้งจะพิจารณาดูความชุ่มชื้นในดินด้วย

การตัดแต่งดอก หลังจากดอกบาน 1 เดือน ได้เลือกตัดดอกที่มีจำนวนมากออกเพื่อให้การติดผลที่บริเวณกิ่งได้จำนวนเหมาะสม เช่น ใน 1 กิ่ง มี 10 ช่อดอก ก็อาจตัดแต่งให้เหลือไว้ 5 ดอก หรือได้ 5 ผล วิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้กิ่งไม่ต้องรับน้ำหนักของผลทุเรียนมากเกินไป ได้ผลทุเรียนมีขนาดเหมาะสม และเนื้อภายในผลดีมีคุณภาพ

ครูเอกชัย ตองอบ เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า ผลทุเรียนที่แก่สุกจะรู้ได้ 2 วิธี คือ อาศัยความชำนาญดูเปลือกผลหรือเคาะผลฟังเสียง อีกวิธีคือ จดบันทึกเพื่อนับวัน โดยจะเริ่มนับตั้งแต่ออกดอกถึงผลทุเรียนแก่สุก จะใช้เวลา 100-130 วัน

วิธีตัดเก็บ ได้จ้างผู้ที่มีความชำนาญมาตัดเก็บ โดยจ่ายค่าจ้างตัดเก็บ 1,000 บาท ต่อตัน วิธีตัดเก็บผู้รับจ้างได้ขึ้นไปบนต้นแล้วเลือกตัดเฉพาะผลทุเรียนแก่สุกตามเป้าหมายเท่านั้น โดยใช้มีดคมตัดที่ขั้วผล โยนลงมาให้ผู้รับที่อยู่ด้านล่างใช้กระสอบป่านรองรับเพื่อป้องกันไม่ให้ผลทุเรียนช้ำ รวบรวมนำผลทุเรียนเข้าโรงเรือน คัดแยกขนาด จัดการส่งตลาดผู้บริโภค ส่วนผลทุเรียนแก่สุกรุ่นต่อไปได้ทยอยตัดเก็บกันเอง

การตลาด ได้คัดเลือกผลทุเรียนคุณภาพส่งห้างแม็คโคร สาขาศรีสะเกษ ตามข้อตกลงที่ได้ลงนามร่วมกัน อีกส่วนหนึ่งพ่อค้าคนกลางจะเข้ามารับซื้อเพื่อนำไปขายที่ตลาดทั่วไป ส่วนราคาซื้อ-ขาย 120-150 บาท ต่อกิโลกรัม ถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับฤดูกาล ทำให้ทั้งปีมีรายได้ต่อเนื่องเป็นเงินกว่าแสนบาทที่ยังไม่หักค่าต้นทุนการผลิต

ประโยชน์การสร้างสวนไม้ผลผสมผสานคือ การปลูกไม้ผลหลายชนิดเพื่อลดความเสี่ยงด้านผลิตและตลาด การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาได้จัดการใส่ปุ๋ย ให้น้ำ ป้องกันกำจัดศัตรูพืช หรือเก็บเกี่ยวตามระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้ได้สินค้าเกษตรคุณภาพมาตรฐานที่ตลาดผู้บริโภคพึงพอใจ

ความมั่นคง สมาชิกในครอบครัวร่วมกันคิดและสร้างงานเกษตร สานฝัน คือ คิดและทำงานให้ประสบผลสำเร็จ

งานเกษตร คือปลูกสร้างสวนไม้ผลผสมผสาน ก่อนเกษียณ คือ เริ่มสร้างสวนไม้ผลผสมผสานก่อนเกษียณ 3-5 ปี เพื่อเตรียมก้าวเปลี่ยนสู่วิถีชีวิตใหม่ อนาคตที่มั่นคง คือมีงาน มีรายได้ มีสังคมที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง

เรื่องของ ครูเอกชัย…สานฝัน งานเกษตร ก่อนเกษียณ เพื่ออนาคตครอบครัวที่มั่นคง เป็นก้าวเดินเพื่อเติมสุขและอบอุ่นกับครอบครัว สอบถามเพิ่มได้ที่ ครูเอกชัย ตองอบ หมู่ที่ 16 บ้านน้ำมุด ตำบลบักดอง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ โทร. (088) 752-7975 หรือ คุณสุริยา บุญเย็น สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ โทร. (045) 616-829 ก็ได้ครับ

อีกหนึ่งผลงาน ศิลปะประดิษฐ์ “เครื่องแขวนไทยจากฟางข้าว” ผลงานจากนักศึกษาสาขาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี การสร้างสรรค์ศิลปะประดิษฐ์ สู่นวัตกรรมชุมชน

อาจารย์วิจิตร สนหอม อาจารย์ประจำหลักสูตรศิลปะประดิษฐ์ในงานคหกรรมศาสตร์ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ เล่าว่า เครื่องแขวนไทยเป็นศิลปะเชิงช่างดอกไม้ของคนไทยมาช้านาน มีการนำดอกไม้ของไทยที่มีกลิ่นหอมประดิษฐ์เป็นรูปแบบตามประเภทของเครื่องแขวน เช่น วิมาน ระย้า โคม เพื่อใช้ประดับตกแต่งช่องประตูหน้าต่าง อาคาร บ้านเรือน

เพื่อให้เกิดความเพลิดเพลินเมื่อได้มองเห็น และได้รับกลิ่นหอมจากดอกไม้ เป็นการบำบัดให้รู้สึกผ่อนคลายจากการเรียนการสอนในรายวิชาเครื่องแขวนไทย ของหลักสูตรศิลปะประดิษฐ์ในงานคหกรรมศาสตร์ สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ ได้นำเอาผลงานกระดาษฟางข้าวของกลุ่มผู้สูงอายุบ้านกระแชง อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี จากการบริการวิชาการของคณะให้กับชุมชน มาบูรณาการเข้ากับรายวิชาเครื่องแขวนไทย เป็นการนำนวัตกรรมทางความคิดในการผสมผสานงานวัสดุงานประดิษฐ์ที่มีกระดาษฟางข้าวเป็นวัสดุหลัก

นางสาวกุลชญา เขมสุมสำราญ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 เล่าว่า ในการออกแบบเครื่องแขวนได้นำบุษราคัม มาเป็นแนวคิดในการออกแบบเครื่องแขวนด้วยสีเหลืองที่สดใส เข้ากับกระดาษฟางข้าว ส่วนประกอบเครื่องแขวนประกอบด้วย ตาข่าย คือตาข่ายดอกไม้ ร้อยตาข่าย ลาย 4 ก้าน 4 ดอก แบบกระหนก นำกลีบจากกระดาษฟางข้าวมาเรียงกลีบ อุบะทรงเครื่อง ห้อยที่ชายแกว่งไกวให้รู้สึกสบาย นุ่มนวล อุบะประกอบ นำรูปทรงของพลอยที่ได้รับการเจียระไนมาผสมกับอุบะทรงเครื่องเล็ก และกระเช้าสีดา โครงสร้างเป็นรูปดาว 6 แฉก ส่วนบนร้อยดอกเป็นสาย ผูกรวบตรงกลางห้อยอุบะแขก ตัวกระเช้าร้อยดอกรักเป็นสายผูกรวบที่ชายห้อยอุบะพู่ ตามมุมประดับเฟื่องแบบกระหนก ติดอุบะประดิษฐ์ที่กระหนก ผูกอุบะแบบประดิษฐ์ที่มุมและติดทัดหูรูปดาว

“กระดาษฟางข้าวสามารถใช้แทนกลีบดอกไม้ได้เป็นอย่างดีเพราะกระดาษมีความบาง เบา เหมือนกับกลีบดอกไม้ ทำให้ชิ้นงานมีความอ่อนช้อย สวยงาม เหมือนกับการทำจากดอกไม้สด” นางสาวกุลชญา บอก

ทางด้าน นางสาววาสีนี เกตุไทย นักศึกษาชั้นปีที่ 4 เล่าว่า เครื่องแขวนชื่อ “รงค์สุวรรณ” นำรูปทรงของถ้วยเบญจรงค์มาสร้างสรรค์เป็นชิ้นงานที่มีลวดลายเป็นสีทอง เพราะถ้วยเบญจรงค์นั้นเป็นศิลปะล้ำค่าของไทยที่สืบเนื่องกันมายาวนาน และมีรูปทรงที่สวยงาม มีความประณีตที่ละเอียดอ่อนพร้อมทั้งมีลวดลายที่หลากหลาย ส่วนที่ใช้สีทอง เพราะสีทองหมายถึงความมั่งคั่ง มั่งมี อบอุ่น ส่วนประกอบเครื่องแขวนต่างๆ เป็นการใช้รูปทรงของประจำยามซึ่งเป็นทรงวงกลมเหมือนดอกบานชื่น เรียงแบบด้วยกลีบตอกจากกระดาษฟางข้าว เฟื่อง ใช้รูปทรงของปีกกาหรือวงเล็บปีกกามาประยุกต์ให้มีความอ่อนช้อย ส่วนประกอบอื่นเป็นการใช้เทคนิคแบบผสมผสาน โดยดอกจำปี ใช้กลีบตอกเป็นกลีบจำปี สลับสับหว่างในแต่ละชั้นให้มีความคล้ายดอกจำปีจริงมากที่สุด เป็นการนำทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์โดยต่อยอดกระดาษฟางข้าวให้มาสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ ได้มากขึ้น

โดยอาจารย์วิจิตร กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นักศึกษานำแนวความคิดจากสิ่งที่เห็นในธรรมชาติ สถานที่ต่างๆ ลวดลาย ศิลปะและวัฒนธรรม ผ่านการเรียน การสอนในวิชาเครื่องแขวนไทย ได้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาองค์ความรู้ให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงไปกับสื่อดิจิตอลและเทคโนโลยี ผสมผสานกับเอกลักษณ์ทางด้านศิลปะประดิษฐ์ภูมิปัญญาของไทยผนวกกับแนวคิดสมัยใหม่ที่สร้างสรรค์ผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ในรูปแบบร่วมสมัย สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล Thailand 4.0 บูรณาการการเรียนการสอนร่วมกับงานด้านศิลปวัฒนธรรมโดยมีการนำหลายๆ วิชาความรู้ผสมผสานเป็นองค์ความรู้ด้านวิชาชีพ

คหกรรมศาสตร์ ศิลปะประดิษฐ์แสดงเป็นผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาให้เกิดองค์ความรู้เผยแพร่ให้กับนักศึกษา ศิษย์เก่า และบุคคลทั่วไปได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อไปงานเครื่องแขวนไทยเป็นงานประดิษฐ์ที่ทำขึ้นเพื่อใช้ในการประดับตกแต่งอาคาร สถานที่ มีรูปร่างเป็นช่อเป็นพวงที่สร้างสรรค์ขึ้นจากการนำดอกไม้เล็กๆ มาประดับตกแต่งมาเรียงร้อยรวมกันด้วยเส้นด้าย ประดิษฐ์เป็นเส้น ลาย เป็นตาข่ายรูปต่างๆ การนำเอานวัตกรรมชุมชนมาสร้างสรรค์ เป็นการสร้างมูลค่าให้กับกระดาษฟางข้าว นำความรู้ไปต่อยอดและสร้างรายได้ให้กับชุมชนต่อไป

จากสภาวะเศรษฐกิจไม่กี่ปีมานี้ ส่งผลให้สินค้าเกษตรหลายชนิดราคาตกต่ำ จึงทำให้เกษตรกรมีการปรับตัวมากขึ้น โดยทำเกษตรแบบผสมผสานที่ไม่เน้นทำเป็นเกษตรเชิงเดี่ยวมากเกินไป เพราะนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องของราคาที่ผันผวนแล้ว ยังสามารถมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรบางชนิดทดแทน จึงช่วยเสริมรายได้สลับไปมาในแต่ละช่วงการผลิต จึงเกิดรายได้หลากหลายส่งผลให้ไม่มีหนี้สิน

คุณขาว เสมอหัต อยู่บ้านเลขที่ 58/3 หมู่ที่ 8 ตำบลคลองควาย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี มีอาชีพหลักทำนาด้วยราคาข้าวที่ผลิตได้ไม่แน่นอน จึงได้หาอาชีพเสริมเข้ามาช่วย คือการเลี้ยงปลาดุก โดยใช้บ่อน้ำที่มีอยู่เดิมจากการขุดไว้ใช้ภายในสวน มาเลี้ยงปลาให้เกิดประโยชน์มากขึ้น พร้อมทั้งใช้เหยื่อสดต้นทุนต่ำมาเป็นอาหารให้ปลากิน ทำให้ปลาเติบโตดีตลาดต้องการ จำหน่ายได้ราคา

อาชีพหลักทำนา เลี้ยงปลาดุกเสริมรายได้

คุณขาว เล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่ประกอบสัมมาอาชีพมาถึงปัจจุบัน รายได้หลักของครอบครัวคือเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียว โดยยึดการทำนามานานหลายสิบปี แต่ด้วยบางปีราคาข้าวที่ได้ไม่แน่นอน จึงเกิดความคิดที่อยากจะเสริมรายได้ เห็นบ่อน้ำที่อยู่บริเวณบ้านว่างอยู่ ทำให้ตัดสินใจที่จะเลี้ยงปลาเข้ามาเสริม จึงได้ศึกษาเรื่องการเลี้ยงปลาดุกจากเพื่อนบ้าน และซื้อลูกพันธุ์มาทดลองเลี้ยงในบ่อของตนเอง จนประสบผลสำเร็จและเกิดรายได้ดี

“สาเหตุที่เรามีบ่อน้ำอยู่ ก็เพราะสมัยก่อนต้องการดินมาถมที่ เลยได้ขุดบ่อน้ำไว้ และมีน้ำไว้ใช้ทางการเกษตรในบริเวณสวนของเรา ทีนี้ต้องการมีอาชีพเสริม เลยมองว่าหากมีการนำปลามาเลี้ยงและจัดการเป็นระบบที่ดี ก็น่าจะพอมีรายได้ ช่วงแรกเลี้ยงปลาเบญจพรรณก่อน รู้สึกว่ามีความซับซ้อน ก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนมาเลี้ยงปลาดุกแทน เพราะน่าจะเป็นปลาที่ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดีกว่า และที่สำคัญในเรื่องของตลาดยังค่อนข้างไปได้ดีทีเดียว” คุณขาว เล่าที่มาของอาชีพเสริมให้ฟัง

ลูกพันธุ์ปลาดุกบิ๊กอุยซื้อมาจากฟาร์มที่เชื่อถือได้ โดยลูกพันธุ์ปลาแต่ละตัวมีความแข็งแรงต้านทานโรคได้ดี ก่อนที่จะนำลูกปลามาปล่อยเลี้ยงภายในบ่อ คุณขาว บอกว่า จะเตรียมบ่อเลี้ยงให้มีความพร้อมเสียก่อน โดยทุกครั้งที่จับปลาจำหน่ายหมดบ่อแล้ว จะสูบน้ำออกจากบ่อให้หมด พร้อมทั้งกำจัดขี้เลนก้นบ่อออก โรยก้นบ่อด้วยปูนขาว ตากบ่อทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อและใส่น้ำเข้าบ่อเตรียมเลี้ยงได้ทันที

“บ่อเลี้ยงความลึกอยู่ที่ 1.50 เมตร ขนาดบ่อประมาณ 1 ไร่ พอเตรียมบ่อเลี้ยงและสภาพน้ำเข้าที่แล้ว ก็จะนำลูกปลาดุกบิ๊กอุย ขนาด 1 นิ้วครึ่ง มาปล่อยเลี้ยงอยู่ที่ 40,000 ตัว ต่อบ่อ ในช่วงแรกจะให้กินอาหารปลาดุกเม็ดเล็ก ที่มีเปอร์เซ็นต์โปรตีนอยู่ที่ 35 ใน 7 วันแรก หลังจากนั้นจะเลี้ยงด้วยอาหารที่บดจากโครงไก่สด โดยสั่งซื้อมาจากโรงงานและพ่อค้าที่เขาขาย เพราะในพื้นที่นี้มีคนเลี้ยงไก่เยอะอยู่ ดังนั้นในเรื่องของโครงไก่สดจึงค่อนข้างซื้อได้ราคาถูก” คุณขาว บอก

เมื่อเริ่มมีการปรับมาเลี้ยงด้วยเหยื่อสด จะบดโครงไก่สดให้กินวันละ 1 มื้อ ในช่วงเดือนแรกให้อาหารอยู่วันละ 10 กิโลกรัม และเมื่อผ่านเข้าสู่เดือนที่ 2 จะเพิ่มปริมาณอาหารขึ้นไปเรื่อยๆ ตามขนาดไซซ์ของปลาที่ใหญ่ขึ้น จนกว่าปลาดุกจะได้ไซซ์ที่ตลาดต้องการ โดยอายุ 2 เดือน ก็สามารถจับจำหน่ายได้หากต้องการเงินมาใช้จ่าย แต่ถ้ายังมีเงินหมุนเวียนอยู่ก็จะเลี้ยงปลาดุกต่อไปเรื่อยๆ ให้เป็นปลาไซซ์ใหญ่ อายุอยู่ที่ 4 เดือน และจับยกบ่อจำหน่ายทั้งหมดทีเดียว

ในเรื่องของโรคที่เกิดขึ้นกับปลาดุกบิ๊กอุยภายในบ่อนั้น คุณขาว บอกว่า บางช่วงจะมีโรคท้องบวมและเลือดออกบริเวณกกหูให้เห็น หากไม่ต้องการให้เกิดโรคเหล่านี้สามารถป้องกันด้วยการถ่ายน้ำเก่าออกจากบ่อ และใส่น้ำใหม่เข้าไปเพิ่มก็จะช่วยให้น้ำใช้เลี้ยงมีความสะอาดขึ้น และไม่เป็นแหล่งสะสมของโรค ดังนั้นในเรื่องของการถ่ายน้ำออกจากบ่อและใส่น้ำใหม่เข้ามาใหม่เสมอๆ สามารถช่วยลดปัญหาในเรื่องของการเกิดโรคได้เป็นอย่างดี

“ในการเลี้ยงจะให้แต่อาหารอย่างเดียวก็ไม่ได้ บางช่วงก็จะมีการผสมวิตามินไปกับอาหารให้ปลาดุกกินด้วย เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับปลา ปลาเราจะกินอาหารสดเป็นหลัก ฉะนั้นบางครั้งอาหารอาจไปตกค้างอยู่ในบ่อมากเกิน ทำให้เกิดน้ำเน่าเสียได้ ต้องมีการถ่ายน้ำเก่าออกและเติมน้ำใหม่เข้าไป พร้อมทั้งใส่เกลือเข้าไปช่วยอาทิตย์ละ 1-2 กระสอบ ก็จะช่วยให้น้ำในบ่อไม่สะสมโรค ปลาก็จะแข็งแรงดี ไม่เกิดการตายขณะที่เลี้ยง” คุณขาว บอก

ทำตลาดทั้งจำหน่ายเอง

และส่งลูกค้าที่มารับซื้อถึงหน้าบ่อในเรื่องของการจำหน่ายปลาดุกบิ๊กอุยที่เลี้ยงนั้น คุณขาว บอกว่า ในช่วงแรกจะเน้นจับปลาภายในบ่อมาชำแหละและนำไปจำหน่ายยังตลาดชุมชนในพื้นที่ เพื่อให้มีรายได้เป็นเงินหมุนเวียนเข้ามาใช้ภายในฟาร์ม ต่อมามีพ่อค้าแม่ค้าที่ต้องการซื้อปลาดุกรู้ว่าเขาเลี้ยง จึงได้มาติดต่อซื้อและเป็นลูกค้าประจำกันมาตลอด โดยพ่อค้าจะมีทีมงานมาจับให้ถึงหน้าบ่อแต่ละรอบที่ส่งจำหน่าย

“ในเรื่องของการทำตลาดก็อยู่ที่เรา ว่าต้องการขายแบบไหน สมมุติถ้าต้องการใช้เงินในช่วงนั้นก็อาจจะจับขึ้นมาวันละ 10 กิโลกรัม และขายยังตลาดในชุมชน แต่ถ้าเรารอแต่ละรอบการผลิตได้ ก็จะให้พ่อค้ามาจับขึ้นไปทีเดียวหมดบ่อ เลี้ยงอย่างต่ำอยู่ที่ 4 เดือน ไม่เกิน 5 เดือน ก็จะได้ไซซ์แบบย่าง ก็จะแจ้งเขาว่าปลาเริ่มจะจับขายได้แล้ว เขาก็จะมีทีมงานมาจับ ซึ่งราคาขายตอนนี้อยู่ที่ กิโลกรัมละ 45 บาท แต่ละรอบที่จับขายยกบ่อ ได้อยู่ขั้นต่ำที่ 10 ตันขึ้น พอหักลบต้นทุนการผลิตแล้ว ก็ถือว่ายังมีผลกำไร” คุณขาว บอก

สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย คุณขาว แนะนำว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องของแหล่งน้ำ ถ้ามีน้ำอย่างเพียงพอก็สามารถเลี้ยงได้ ถือเป็นอาชีพเสริมที่ดีหลังว่างจากการทำการเกษตรอื่นๆ อย่างน้อยก็ยังมีรายได้มาช่วยหมุนเวียนในช่วงรอผลผลิตอย่างอื่นเก็บเกี่ยว เพราะถ้ายังยึดการทำเกษตรเชิงเดี่ยวมากเกินไปแบบเช่นสมัยก่อน เมื่อถึงช่วงราคาตกต่ำ นอกจากจะไม่มีผลกำไรแล้ว ยังอาจเกิดภาวะหนี้สินตามมาด้วย ดังนั้น การทำอะไรที่หลากหลายแม้จะเล็กน้อย ก็สามารถเสริมรายได้ให้กับผู้ลงมือทำอย่างแน่นอน

อากาศร้อน และมีฝนตกในบางพื้นที่ระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนเงาะเฝ้าระวังการเกิดโรคราแป้ง มักพบได้ในระยะที่ต้นเงาะสร้างช่อดอกและเริ่มติดผลอ่อน เริ่มแรกจะพบผงสีขาวหรือสีเทาอ่อนคล้ายแป้งเกาะบนช่อดอกและตามร่องขนของผลเงาะ ทำให้ต้นเงาะติดผลน้อยหรือไม่ติดผล กรณีที่ต้นเงาะติดผลจะมีผลขนาดเล็กไม่สมบูรณ์ ผลหลุดร่วงง่าย หรือทำให้ผลเน่าแห้งติดคาที่ก้านช่อ หากเป็นโรคราแป้งในระยะผลโต จะทำให้ขนที่ผลแห้ง แข็ง ผิวผลมีสีคล้ำไม่สม่ำเสมอ ถ้าอาการรุนแรงจะทำให้ขนกุด เรียกว่า เงาะขนเกรียน สำหรับในระยะที่ผลเงาะกำลังสุก ส่วนที่มีเชื้อราปกคลุมจะมีสีซีดกว่าปกติ อาจพบอาการของโรคได้ที่ส่วนยอดและใบ หากอาการรุนแรงจะทำให้ใบอ่อนร่วง

สำหรับแนวทางในการป้องกันโรคราแป้ง ให้เกษตรกรกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก และตัดแต่งทรงพุ่มต้นเงาะให้โปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อเป็นการลดความชื้นในทรงพุ่ม และลดแหล่งสะสมของเชื้อสาเหตุโรค จากนั้นเกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบโรค ให้เกษตรกรตัดแต่งและเก็บส่วนที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค ส่วนเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการเกษตรเมื่อใช้ในแปลงที่มีการระบาดแล้ว เกษตรกรควรนำเครื่องมือมาทำความสะอาดด้วยการล้างและผึ่งแดดให้แห้งก่อนนำกลับไปใช้ในแปลงทุกครั้ง