แพทย์แผนไทยฯ ชี้ “อังกาบหนู” ไม่รักษามะเร็ง ย้ำใช้มากเป็นหมัน

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก นพ.ขวัญชัย นพ.ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ แถลงข่าวสรรพคุณสมุนไพร “อังกาบหนู” ว่า ในการใช้อังกาบหนูรักษามะเร็งนั้นข้อมูลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่ารักษาได้ มีเพียงกระแสข่าวที่บอกว่า ชาวบ้านที่ จ. สุโขทัย รับประทานแล้วหายจากมะเร็ง 5–13 คน ตอนนี้อยู่ระหว่างส่งเจ้าหน้าที่แพทย์แผนไทยลงไปแสวงหาข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้ป่วยในพื้นที่ว่ามีอยู่กี่คน

ป่วยมะเร็งที่อวัยวะใด ระยะที่เท่าไร รักษาหายจริงหรือไม่ มีผลการตรวจรักษาจากแพทย์ยืนยันหรือไม่ เพราะบางครั้งเราพบว่า ประชาชนมีความเข้าใจผิดว่าตัวเองเป็นมะเร็ง แต่ที่จริงไม่ได้เป็น ทั้งนี้หากพบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ก็จะมีการรวบรวมข้อมูลกลับมาเพื่อเข้าสู่การพิจารณาว่า จะศึกษาวิจัยเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร พร้อมทั้งจะมีการเชิญหมอพื้นบ้านที่มีการใช้อังกาบหนูในการรักษาโรคมานั่งคุยข้อมูลเรื่องนี้กันด้วย แต่ต้องเรียนว่า ในการศึกษาสมุนไพรรักษามะเร็งต้องใช้เวลานานไม่ต่ำกว่า 5 ปี เพราะต้องศึกษาทั้งในสัตว์ ในคน ต้องมีการเก็บข้อมูลจริงจากผู้ป่วย

นพ.ขวัญชัย กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ อังกาบหนู เป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์อยู่มาก มีรสเย็น และรสเบื่อเมา มีความเป็นพิษเล็กน้อย ในเรื่องความคล้ายกับฤทธิ์ของเหล้า หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในตำรับยามะเร็งหลายตำรับมีการใช้สมุนไพรที่มีรสเบื่อเมามาเป็นส่วนประกอบ เช่น ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ หัวร้อยรู ซึ่งก็มีรสเบื่อเมา ปัจจุบัน กรมการแพทย์แผนไทยฯ ได้มีการวิจัยสมุนไพรรักษามะเร็งอยู่หลายตำรับ เช่น ตำรับวัดคำประมง ที่มีข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ หัวร้อยรู จากการศึกษาพบว่าสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งในหลอดทดลองได้ แต่ก็ฆ่าเซลล์ร่างกายที่ดีๆ เช่นกัน ดังนั้น ถึงต้องเอามาทำเป็นตำรับที่มีสมุนไพรกว่า 25 ตัว ก็พบว่าสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ดี ฆ่าเซลล์ร่างกายน้อยลง ตรงนี้เป็นภูมิปัญญาที่ใช้ฤทธิ์ของสมุนไพรตัวหนึ่งไปแก้พิษของสมุนไพรอีกตัวหนึ่ง

“อย่างไรก็ตาม เรื่องการวิจัยรักษามะเร็งของแพทย์แผนไทยกับแพทย์แผนตะวันตกจะมีความแตกต่างกัน โดยแพทย์แผนตะวันตกจะมองเรื่องสารสกัดสำคัญว่ามีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งได้หรือไม่ได้ ในขณะที่แพทย์แผนไทยจะใช้เพื่อปรับสมดุลธาตุต่างๆ ของร่างกาย เพราะเมื่อร่างกายมีความสมดุลปกติ ก็จะมีภูมิต้านทานโรคที่ดี เม็ดเลือดขาวดี เอนไซม์ดี ซึ่งหากภูมิคุ้มกันร่างกายดี ก็จะสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ เพราะฉะนั้นการที่วิจัยไม่พบการยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ ไม่ได้หมายความว่า จะรักษาไม่ได้” นพ.ขวัญชัย กล่าว

ด้าน ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า จากข้อมูลความเป็นพิษของอังกาบหนูนั้น ซึ่งเคยศึกษาทั้งในสารสกัดน้ำมันและในน้ำ และทดลองในหนูไม่พบความผิดปกติ ดังนั้น ขอให้สบายใจได้ หรืออีกกรณีมีการศึกษาพบว่า รากของต้นอังกาบหนู หากกินมากมีผลทำให้สเปิร์มลดลง อาจทำให้เป็นหมัน อย่างไรก็ตาม การใช้สมุนไพรต่างๆ ต้องมีความรู้ และใช้ให้ถูก อย่างอังกาบหนูนั้นมีความสามารถในการแก้อักเสบ รักษาแผลเปื่อยต่างๆ เช่น ถ้าต้มกินก็ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร รวมถึงริดสีดวง เป็นต้น หรือต้มดื่มเป็นชาแก้หวัด ไอ เจ็บคอ โดยใช้อังกาบหนูประมาณ 30 กรัม ต้มหม้อเล็ก ดื่มวันละ 3 แก้ว แต่ไม่ควรดื่มติดต่อกันระยะเวลานาน อย่างไรก็ตาม ทางรพ. อภัยภูเบศร เล็งศึกษาเป็นเจลรักษาแผลที่เกิดจากโรคมือ เท้า ปาก แต่ยังไม่ทันได้เริ่ม

เบทาโกร จับมือ ศธ. มท. และ 11 สถาบันอุดมศึกษา ขยายผลช่องสาริกาโมเดล ชูแนวทาง HAB การพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่แบบองค์รวม 5 ด้าน เศรษฐกิจ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม สังคม และการศึกษา สร้างชุมชนต้นแบบที่มีคุณภาพชีวิตดี 17 พื้นที่ ใน 12 จังหวัด ผ่านเครือข่ายปฏิบัติการทางสังคม

วันนี้ (22 ส.ค. 61) กรุงเทพฯ – ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่แบบองค์รวม (Holistic Area Based Community Development: HAB) โดยใช้เครือข่ายปฏิบัติการทางสังคม โดยมี นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้เกียรติร่วมในพิธี นายวนัส แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร เครือเบทาโกร และผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา 11 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรี สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ร่วมลงนาม ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพฯ

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิกชุมชนในพื้นที่เป้าหมายและให้บริการแก่สังคม เพื่อพัฒนาต้นแบบความร่วมมือระหว่าง ภาคเอกชน สถาบันอุดมศึกษา ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอ จังหวัด และหน่วยงานภาครัฐ ในการนำรูปแบบการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่แบบองค์รวมที่เป็นนวัตกรรม สู่การปฏิบัติในพื้นที่และการขยายผลในวงกว้าง รวมทั้งตอบสนองนโยบายการพัฒนาเครือข่ายอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละพื้นที่ (Area-based Approach) ของภาครัฐ

โดยใช้แนวทาง “การพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่แบบองค์รวม (Holistic–Area Based Community Development: HAB)” ใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม สังคม และการศึกษา ซึ่งนำ “ช่องสาริกาโมเดล” แนวคิดในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนของเครือเบทาโกร ที่ได้นำเครื่องมือการจัดการ ด้านการเพิ่มผลผลิต (Productivity Management) เข้าไปช่วยชาวบ้านให้มีความเข้มแข็งและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ในรูปแบบ Holistic – Area Based Community Development

ชุมชนต้นแบบ (ชุมชนที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี) อาชีพดี สุขภาพดี สิ่งแวดล้อมดี สังคมดี โดยมีความรู้คู่คุณธรรม และแก้ไขปัญหาความยากจน เริ่มดำเนินการตั้งแต่ พ.ศ. 2550 ที่ตำบลช่องสาริกา อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี โดยทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเชื่อมโยงการพัฒนาแบบบูรณาการทั้ง 5 ด้าน สร้างกลไกการขับเคลื่อนในการทำงานร่วมกับชุมชน ซึ่งประสบผลสำเร็จถือเป็นโมเดลต้นแบบ จึงมุ่งนำแนวคิดนี้ขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ

สำหรับ โครงการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่แบบองค์รวม (Holistic Area Based Community Development: HAB) โดยใช้เครือข่ายปฏิบัติการทางสังคมจะดำเนินโครงการในพื้นที่ปฏิบัติการ 17 พื้นที่ใน 12 จังหวัด ได้แก่ 1. ตำบลช่องสาริกา อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี 2. บ้านดอนกลาง ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี 3. ตำบลนิคมลำนารายณ์และตำบลศิลาทิพย์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี 4. ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน 5. บ้านดอนแท่น ตำบลเชียงคาน อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน 6. บ้านทุ่งขาม ตำบลไชยสถาน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน 7. บ้านวังตาว ตำบลสะเนียน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

8. คุ้งบางกะเจ้า อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ 9. ตำบลคำพอุง อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด 10. ตำบลบ้านโต้น อำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น 11. ตำบลห้วยแห้ง ตำบลตาลเดี่ยว และตำบลชำผักแพว อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี 12. ตำบลป่าระกำ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช 13. ตำบลชุมโค อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร 14. ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี 15. ตำบลหนองแสง อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก 16. ตำบลเชียงคาน อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย และ

17. ชุมชนสาธิตวลัยลักษณ์พัฒนา อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยสถาบันอุดมศึกษามีบทบาทในการถ่ายทอดองค์ความรู้ หลักวิชา ส่วนเบทาโกรทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการ ถ่ายทอดประสบการณ์และนวัตกรรมการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่แบบองค์รวม และสนับสนุนงบประมาณ และทั้ง 2 ฝ่าย จะร่วมจัดทำชุดข้อมูล แผนงาน และคู่มือการดำเนินงาน สนับสนุนบุคลากรประสานงานในพื้นที่ ทำงานใกล้ชิดกับชุมชน เพื่อร่วมดำเนินโครงการ กับบุคคล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มเป้าหมาย เป็นต้น ซึ่งจะมีการติดตามความก้าวหน้า รายงานผล พร้อมทั้งพัฒนาปรับปรุงการดำเนินงาน เผยแพร่ผลสำเร็จและบทเรียนของโครงการ โดยมีเป้าหมายขยายผลไปในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศต่อไปอนาคต

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “ชลลดา ดำสุวรรณ เปรี้ยว” ได้โพสต์ภาพและคลิปพยาธิลักษณะเป็นเส้นสีขาวยาวเกือบ 4 เมตร พร้อมกับระบุข้อความว่า

มันไปอยู่ในท้องในลำไส้เราได้ไง คิดแล้วสยอง?? แฟนเราชอบกินของสุกๆ ดิบๆ เป็นมาหลายรอบแล้ว แต่ไม่เคยเป็นแบบนี้ อันนี้ครั้งแรก ก่อนนี้เป็นพวกพยาธิเส้นด้าย ถ่ายมา 7-10 รอบ

แต่ครั้งนี้ เป็นครั้งแรก ตอนแรกๆ ก็ออกมาทีละนิดๆ ออกมาแบบตัวเท่านิ้วก้อยเด็กน้อยแต่หลายตัว เลยไปโรงพยาบาลเอายามากิน

พอบ่ายๆ ของอีกวัน ก็ออกมาแบบนี้ คือยาวมาก 4 เมตรได้ ไม่รวมที่ออกมาก่อนนี้นะคะ คือการกินของสุกๆ ดิบๆ มันไม่ดีนะคะ ทานสุกๆ ได้ก็ทานนะคะ สำหรับ พยาธิตัวตืด เป็นพยาธิตัวแบน สีขาวขุ่น ลำตัวมีลักษณะเป็นปล้อง และมีความยาวหลายเมตร อาศัยอยู่ในลำไส้ของคนและทำให้เกิดการป่วยติดเชื้อ โดยชนิดที่พบบ่อยคือ ตัวตืดหมู และตัวตืดวัว เข้าสู่ร่างกายผ่านน้ำดื่มหรืออาหารที่เจือปนไข่หรือตัวอ่อนของพยาธิ โดยเฉพาะอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ ซึ่งมักพบอยู่ในกล้ามเนื้อหมู วัว และควาย เมื่อพยาธิตัวตืดเข้าสู่ร่างกาย ตัวอ่อนของพยาธิอาจเคลื่อนออกจากลำไส้แล้วสร้างถุงน้ำหุ้มตัวอ่อนเป็นระยะตัวอ่อนเม็ดสาคูตามอวัยวะต่างๆ เช่น ตา กล้ามเนื้อ หัวใจ หรือสมอง โดยทั่วไปผู้ป่วยที่ติดเชื้อพยาธิตัวตืดมักมีอาการที่ไม่รุนแรงมากนัก แต่การแพร่กระจายของตัวอ่อนอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการตรวจรักษาทันการณ์

ขอบคุณเฟซบุ๊ก ชลลดา ดำสุวรรณ เปรี้ยว และ เว็บไซต์ พบแพทย์ ส่อภัยพิบัติรุนแรง ไต้ฝุ่น ‘ซีมารอน’ ขึ้นฝั่งญี่ปุ่น ฮาวายรับมือเฮอร์ริเคน ‘เลน’
ส่อภัยพิบัติรุนแรง – เมื่อ 23 ส.ค. เอเอฟพีรายงานว่า ทางการญี่ปุ่นดำเนินมาตรการฉุกเฉินเพื่อเตรียมรับมือกับไต้ฝุ่นซีมารอน ความเร็วลม 216 ก.ม. ต่อ ชม. จะพัดขึ้นฝั่งจากทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก และลมกรรโชกแรง รวมถึงความเสี่ยงดินถล่ม ขณะที่สำนักงานพยากรณ์อากาศระบุว่า ไต้ฝุ่นลูกนี้จะเคลื่อนตัวขึ้นเหนือผ่านญี่ปุ่นขึ้นไป

นายริวตะ คุโรระ ผู้อำนวยการสำนักงานพยากรณ์อากาศ กล่าวว่า ไต้ฝุ่นซีมารอน จะก่อให้เกิดสถานการณ์ภัยพิบัติรุนแรง โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืนที่จะมีคลื่นลมรุนแรง ประชาชนที่อยู่ริมฝั่งขอให้อพยพล่วงหน้า ขณะที่ภาคกลางของญี่ปุ่นอาจต้องเผชิญกับฝนตกหนักปริมาณถึง 800 มิลลิเมตร เป็นเวลานานติดต่อกันกว่า 24 ชั่วโมง

ขณะที่อีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิก เกาะฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา อยู่ระหว่างดำเนินมาตรการฉุกเฉินเช่นกันเพื่อรับมือกับพายุเฮอร์ริเคน “เลน” ระดับ 4 ความเร็วลมกว่า 250 ก.ม. ต่อ ชม. คาดว่าจะทำให้เกิดคลื่นลมแรงและฝนตกหนักถึง 380 มิลลิเมตร โดยศูนย์กลางของเฮอร์ริเคนเลนจะเฉียดเข้าใกล้เกาะฮาวาย แต่คาดว่าจะอ่อนกำลังลงภายใน 48 ชม.

ลำไย เป็นผลไม้ที่มีความสำคัญของเกษตรกรภาคเหนือ ซึ่งมีแหล่งผลิตที่สำคัญ ใน 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา น่าน ลำปาง ตาก และแพร่ ซึ่งในปี 2561 คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณผลผลิตลำไยภาคเหนือออกสู่ตลาดรวม 654,329 ตัน เป็นลำไยในฤดู 381,498 ตัน คิดเป็น 60% และนอกฤดู 272,831 ตัน หรือ 40%

จังหวัดที่มีผลผลิตมากที่สุด 2 อันดับแรก คือ เชียงใหม่ และลำพูน สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ มีผลผลิตจำนวน 137,219 ตัน แหล่งผลิตที่สำคัญและมีปริมาณผลผลิตมาก ได้แก่ อำเภอพร้าว อำเภอสารภี อำเภอจอทอง และอำเภอสันป่าตอง ตามลำดับ

ส่วนจังหวัดลำพูน มีผลผลิตจำนวน 125,120 ตัน แหล่งผลิตที่สำคัญและมีปริมาณผลผลิตมาก ได้แก่ อำเภอลี้ อำเภอเมือง และอำเภอป่าซาง ตามลำดับ

ในเดือนสิงหาคม เป็นช่วงเวลาที่ลำไยออกผลผลิตมากที่สุด คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณ 237,559 ตัน คิดเป็นร้อยละ 62.27 โดยมีช่องทางการระบายลำไยสดที่สำคัญคือ การทำลำไยอบแห้งเป็นสินค้าแปรรูป มีตลาดใหญ่อยู่ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยลำไยสดช่อ เกรด AA จะมีราคาอยู่ที่ 31 บาท ต่อกิโลกรัม เกรด A ราคา 27 บาท ต่อกิโลกรัม เกรด B ราคา 16 บาท ต่อกิโลกรัม และเกรด AA+A ราคา 25 บาท ต่อกิโลกรัม ส่วนลำไยรูดร่วง เกรด AA ราคา 24 บาท ต่อกิโลกรัม เกรด A ราคา 15 บาท ต่อกิโลกรัม เกรด B ราคา 6 บาท ต่อกิโลกรัม และเกรด C ราคา 1 บาท ต่อกิโลกรัม

คุณลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีแนวทางบริหารจัดการลำไยภาคเหนือ ให้มีคุณภาพผลผลิตที่ดี โดยยกจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน เป็นจังหวัดนำร่องในภาคเหนือ ทั้งนี้ มีแนวทางการบริหารจัดการเพื่อยกระดับคุณภาพลำไย โดยผ่านกลไกของคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) โดยแบ่งออกเป็น 2 แผน คือ

เน้นกระจายผลผลิตออกนอกฤดูกาล พัฒนาคุณภาพผลผลิต ภายใต้โครงการรณรงค์การผลิตลำไยคุณภาพ โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)

การกระจายปริมาณผลผลิตออกนอกฤดู (ในฤดู 60 : นอกฤดู 40) ใน 8 จังหวัด เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา น่าน ลำปาง ตาก และแพร่

ส่งเสริมการผลิตตามมาตรฐาน GAP ในเกษตรกร 1,950 ราย
จัดทำโครงการรณรงค์การผลิตลำไยคุณภาพเพื่อพัฒนาคุณภาพผลผลิตโดยการตัดแต่งช่อผล เป็นการจัดสวนไม้ผลแบบใหม่ ต้องควบคุมทรงพุ่มให้มีขนาดไม่ใหญ่ หรือเรียกว่า “การทำลำไยต้นเตี้ย” ตัดแต่งกิ่งและช่อผลที่ไม่จำเป็นออก เพื่อความสะดวกในการทำงานของเกษตรกรทั้งก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว และจะได้ลำไยช่อใหญ่ ลูกโต คุณภาพดี

ด้าน คุณสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า 8 จังหวัดภาคเหนือมีพื้นที่ปลูกประมาณ 8 แสนกว่าไร่ ผลผลิตสูงขึ้น จากการส่งเสริม พัฒนาคุณภาพ และการกระจายการผลิตไปนอกฤดูมากขึ้น จากปี 2554 มีสัดส่วนลำไยในฤดู 70% นอกฤดู 30% ในปี 2561 เปลี่ยนเป็น 60% และ 40% ตามลำดับ รวมถึงกระทรวงเกษตรฯ พยายามส่งเสริมการทำลำไยต้นเตี้ยและตัดแต่งช่อผล เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี ตอนนี้มีลำไยเกรด AA 60% จากเดิม 20% และเกรด A 40% จากเดิมมีถึง 60% และเดิมมีเกรด B 5% แต่ปัจจุบันไม่มีลำไยเกรด B แล้ว เป็นผลจากการส่งเสริมแปลงใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 53 กลุ่ม

โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ส่งเสริมด้านการตลาด ให้มีการจัดตั้งจุดจำหน่ายลำไยสดเป็นของฝาก การนำผลผลิตทางการเกษตรเข้าสู่ระบบตลาดออนไลน์ โดยมีการเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกรผู้ผลิตลำไยแปลงใหญ่ใน 7 จังหวัดภาคเหนือ (ยกเว้นจังหวัดแพร่) รวม 53 แปลง เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตลำไยคุณภาพ เป็นเกรด AA และ A คาดว่าจะมีผลผลิตลำไยคุณภาพ ประมาณ 27,000 ตัน ออกสู่ตลาด โดยมีสินค้าลำไยแปลงใหญ่ของจังหวัดเชียงใหม่ ที่อำเภอแม่วางและอำเภอสารภี ส่วนลำไยแปลงใหญ่ของจังหวัดลำพูน ได้แก่ อำเภอลี้ รวม 3 เป็น 2 จังหวัดนำร่องในการค้าขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ด้วยระบบ e-Market ผ่านบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด หรือ www.Thailandpostmart.com ซึ่งจะเป็นการขายส่งตรงถึงมือผู้บริโภค อันเป็นสินค้าคุณภาพเกรดพรีเมี่ยม และผู้บริโภคสามารถเลือกพันธุ์ที่จะรับประทานได้ตามต้องการ ทั้งพันธุ์อีดอ พันธุ์สีชมพู และพันธุ์เบี้ยวเขียว

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ทำข้อตกลงความร่วมมือ กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ในการให้บริการลดค่าขนส่งจากสวนถึงมือผู้บริโภค ที่เป็นผู้สั่งซื้อสินค้า ภายใน 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน คือ บริษัท เนเชอรัล เบฟ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มลำไยสกัดเข้มข้นจากธรรมชาติ โดยบริษัทได้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชน รับซื้อผลลำไยจากเกษตรกรโดยตรง เพื่อนำมาผลิตเครื่องดื่มลำไยสกัดเข้มข้นจากลำไยสดคุณภาพดี ทั้งยังเป็นการช่วยเหลือและสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรผู้ปลูกลำไย โดยสร้างโรงงานผลิตที่ทันสมัย ได้มาตรฐาน บนพื้นที่กว่า 140 ไร่ ตำบลนครเจดีย์ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เขตติดต่อกับอำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่

ด้วยเหตุนี้ ทำให้บริษัทสามารถรับซื้อผลลำไยสดคุณภาพดีจากเกษตรกรทั้งจังหวัดลำพูนและจังหวัดเชียงใหม่ ได้ไม่น้อยกว่า 200 ตัน ต่อวัน และคาดว่าจะรับซื้อผลลำไยสดได้มากกว่า 10,000 ตันในช่วงฤดูกาลนี้ นอกจากนี้ ยังสามารถรับซื้อผลลำไยสดคุณภาพดีในช่วงนอกฤดูกาลได้ตลอดทั้งปี โดยมีเป้าหมายในการรับซื้อปริมาณ 7,000-10,000 ตัน ต่อปี คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 100 ล้านบาท