แมงกินฟันมีจริงหรือฟันประกอบด้วย เนื้อเยื่ออนินทรีย์

หลายชนิดที่มีองค์ประกอบของสารอนินทรีย์และสารอินทรีย์ในสัดส่วนที่แตกต่างกัน สัดส่วนของสารอนินทรีย์มีผลต่อความแข็งของเนื้อเยื่อ เช่น เคลือบฟันมีองค์ประกอบเป็นสารอนินทรีย์ถึงร้อยละ 95 จึงแข็งแต่เปราะกว่าเนื้อฟันที่สารอนินทรีย์เพียงร้อยละ 70 โดยปกติเนื้อเยื่ออนินทรีย์ในร่างกายทุกชนิดจะมีการสร้างและสลายแร่ธาตุอยู่ตลอดเวลาในภาวะที่สมดุลกัน ซึ่งในกระบวนการเกิดฟันผุ เกิดการสลายแร่ธาตุมากกว่าการสร้าง จึงทำให้ฟันที่เคยแข็งนิ่มลง หากความสมดุลที่เสียไปนี้ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนาน แบคทีเรียในช่องปากจะสามารถลุกลามเข้าไปถึงโพรงประสาท ทำให้เกิดอาการเสียวฟัน ปวดฟัน จนกระทั่งเป็นหนองที่ปลายรากฟันได้แล้วแต่ความรุนแรงของโรค

การสลายแร่ธาตุในฟันไม่ได้เกิดจากแมงกินฟันแต่อย่างใด แต่เกิดจากแบคทีเรียในช่องปากย่อยสลายน้ำตาลบนแผ่นคราบจุลินทรีย์ทำให้เกิดกรด ซึ่งกรดนี้เป็นตัวการหลักในการทำให้เกิดการสลายเนื้อเยื่ออนินทรีย์ แล้วแบคทีเรียที่มีมากมายในช่องปาก สายพันธุ์ไหนเล่าที่ทำให้เกิดฟันผุได้ เท่าที่ศึกษามาถึงขณะนี้ เชื่อว่าตัวการหลักในการทำให้เกิดฟันผุ คือ Streptococcus mutans และ Lactobacillus species ซึ่งนอกจากจะสร้างกรดได้แล้ว แบคทีเรียนี้ยังสามารถทนต่อ pH ต่ำจากกรดที่มันสร้างขึ้นได้ ซึ่งกระบวนการสลายแร่ธาตุโดยกรดนี้ต้องใช้เวลา ดังนั้น หากเราทำความสะอาดช่องปากให้ทั่วถึงโดยการแปรงฟัน ร่วมกับการใช้ไหมขัดฟันเพื่อขจัดแผ่นคราบจุลินทรีย์บริเวณที่แปรงฟันไม่ถึงอย่างสม่ำเสมอ ย่อมสามารถลดปัจจัยในการเกิดโรคฟันผุได้

อย่างไรก็ตาม นอกจากแบคทีเรียแล้วยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เกิดฟันผุได้อีก เช่น น้ำลาย พฤติกรรมการกินอาหาร ซึ่งแต่ละคนจะมีปัจจัยที่เสี่ยงที่แตกต่างกันไป ดังนั้น หากเราเป็นผู้ที่มีปัญหาฟันผุมาก จึงควรต้องได้รับการประเมินความเสี่ยงในการเกิดฟันผุ เพื่อกำหนดแนวทางการป้องกันที่เหมาะสมต่อไป

วันที่1 ธันวาคม 2560 นายวราวุธ ชูธรรมธัช รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร และนายปัญญา พุกสุ่นผอ.สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 จังหวัดชัยนาทและศูนย์เครือข่าย ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย พร้อมมอบถุงยังชีพ มอบกล้าไม้ และเมล็ดพันธุ์ผัก ใน “โครงการเกษตรอาสาร่วมใจ ฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลด” ณ วัดท่าดินแดง หมู่ที่ 2 และศาลาประชาคมหมู่บ้าน หมู่ที่ 4 ตำบลท่าดินแดง อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลด

ในเขตพื้นที่หมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 4 ตำบลท่าดินแดง อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวม 75 ครัวเรือน โดยประกอบด้วยกิจกรรมการทำความสะอาดที่อยู่อาศัยและพื้นที่สาธารณประโยชน์ของชุมชน การซ่อมแซมเครื่องมือและเครื่องจักรกลการเกษตร การให้คำปรึกษาการฟื้นฟูการประกอบอาชีพด้านการเกษตรหลังน้ำลด รวมถึงการสนับสนุนปัจจัยการผลิต วัสดุการเกษตร และอื่นๆ อาทิ เมล็ดพันธุ์ผักสวนครัว และกิ่งพันธุ์ไม้ผล เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ให้สามารถกลับเข้าสู่สภาวะปกติได้โดยเร็ว

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรฯ โทร.เข้ามาสอบถามรายละเอียดโครงการตามนโยบายเก่า ที่พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี อดีตรมว.เกษตรฯ ดำเนินการไว้ว่ามีโครงการอะไรบ้าง เพื่อจะมาหารือว่าหลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ และเข้าทำงานในกระทรวงเกษตรฯและศักการะสิ่งศักดิ์ประจำกระทรวงในวันที่ 1 ธ.ค. จะเดินหน้าโครงการอะไรบ้าง เบื้องต้นรมต.เกษตรฯคนใหม่ ให้ความสนใจการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ โดยสอบถามถึงปัญหา ราคา ต้นทุน และข้อเรียกร้องที่เกษตรกรต้องการ รวมถึงสอบถามการแก้ปัญหาการทำประมงที่ผิดกฏหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม(ไอยูยู) ที่คณะกรรมาธิการด้านการประมง สหภาพยุโรป (อียู) เดินทางมาตรวจสอบความคืบหน้าเมื่อปลายพ.ย.ที่ผ่านมา และเรื่องโครงการในพระราชดำริ เพราะมีนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรฯหรืออาจารย์ยักษ์ มีความเชี่ยวชาญจะเข้ามาดำเนินการในเรื่องนี้

นายเลิศวิโรจน์ กล่าวว่า ส่วนการเข้าทำงานที่กระทรวงวันแรกของ 3 รัฐมนตรี คือเวลา 09.00 น. เข้าสักการะสิ่งศักดิ์ประจำกระทรวงฯ แล้ว รัฐมนตรีทั้ง 3 คนจะลงพื้นที่ทันทีเพื่อไปเตรียมงานรับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงเปิดอ่างเก็บน้ำห้วยโสมง วันที่ 3 ธ.ค.นี้ ที่จ.ปราจีนบุรี โดยอ่างห้วยโสมง เป็นอ่างในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่มีพระราชดำริในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขึ้นมากมายทั่วประเทศ หนึ่งในอ่างเก็บน้ำที่มีความสำคัญคืออ่างเก็บน้ำโครงการห้วยโสมง ที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากอุทกภัยน้ำท่วม

เพจ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ได้รายงานภาพถ่ายโดยคุณ Sayamrat Datsadeesong และ มงคล กันทะมูล ซึ่งเป็นภาพน้ำในสายยางเป็นน้ำแข็ง บนสนามหญ้าภายในศูนย์ควบคุมและรายงานดอยอินทนนท์ (เรดาห์กองทัพอากาศ) บนดอยอินทนนท์ น้ำที่ขังอยู่ในสายยางรดน้ำ เช้านี้กลายเป็นน้ำแข็ง การันตีความหนาวของยอดดอยอินทนนท์

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่าผลผลิตมันสำปะหลังในประเทศไทยจะเริ่มทยอยออกมาตั้งแต่เดือนม.ค.เป็นต้นไป แต่ขณะนี้ผลผลิตมันสำปะหลังภายในประเทศยังไม่ออกมาเต็มที่ ทำให้ราคาหัวมันสดสูงถึงกิโลกรัม (ก.ก.) ละ 2.15-2.20 บาท และโรงงานแป้งมันต่างๆ มีความต้องการใช้วัตถุดิบในการผลิตสินค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งทีทำให้มีการนำเข้ามามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านเกินกว่าปริมาณที่ได้ขออนุญาต ทำให้กรมต้องจัดเจ้าหน้าที่สายตรวจพร้อมด้วยนายตรวจชั่งตวงวัดเข้มงวดในการตรวจสอบ ผู้ประกอบการรับซื้อสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผู้นำเข้ามันสำปะหลัง

รวมถึงการตั้งด่านตรวจยานพาหนะที่ใช้เคลื่อนย้ายมันสำปะหลัง เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ในพื้นที่ จ.สระแก้ว และจันทบุรี และเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบในพื้นที่ จ.สระแก้ว พบรถบรรทุกพ่วงจำนวน 1 คัน ทำการขนย้ายมันสำปะหลังเส้น จากจุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี โดยใช้เส้นทางผ่าน อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว มีปลายทาง ต.หนองรี อ.เมือง จ.ชลบุรี ซึ่งจากการตรวจสอบหนังสืออนุญาตการขนย้ายมันสำปะหลังสดและมันเส้น

โดยพบว่า รถบรรทุกพ่วงคันดังกล่าวขนย้ายมันสำปะหลังเส้น ที่มีปริมาณขออนุญาตขนย้ายจำนวน 30,000 ก.ก. แต่ขนย้ายจริงจำนวน 33,335 ก.ก. และระยะเวลาการขนย้าย ไม่ตรงตามที่อนุญาตไว้ในหนังสืออนุญาตฯ ซึ่งถือว่าเป็นการฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 11 พ.ศ.2560 เรื่อง การควบคุมการขนย้ายหัวมันสำปะหลังสดและมันเส้น ลงวันที่ 24 ม.ค. 2560 อันเป็นความผิดตามมาตรา 25 (4)(7) และมีโทษตามมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เจ้าหน้าที่จึงได้จับกุมตัวพนักงานขับรถบรรทุกพ่วง พร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองหมากฝ้าย จ.สระแก้ว ดำเนินคดีต่อไป

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบเอกสารหลักฐานการรับซื้อย้อนหลังของผู้ประกอบการโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังบางราย ในพื้นที่ จ.จันทบุรี ยังพบว่า มีการขนย้ายหัวมันสำปะหลังสดในปริมาณที่เกินกว่าที่ขออนุญาต เช่น ขออนุญาตขนย้าย พ่วงละ 30,000 ก.ก. แต่ขนย้ายจริงประมาณพ่วงละ 60,000 ก.ก. ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบย้อนกลับไปยังสถานที่ต้นทางการขนย้าย พบว่ามีการกระทำที่อาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ทั้งนี้ กรมฯ อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ก่อนแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สำหรับการตรวจสอบดังกล่าวถือว่าเป็นแนวทางแก้ไขอีกมาตรการหนึ่งของกรมฯ ที่เป็นการป้องปรามไม่ให้มีการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศ ซึ่งจะทำให้ราคารับซื้อสินค้าเกษตรของเกษตรกรมีราคาลดลง และเป็นการรักษาเสถียรภาพระบบตลาดสินค้าเกษตร ภายในประเทศให้เกิดความเป็นธรรมในด้านราคาและปริมาณ

ทั้งนี้ หากเกษตรกรรายใดไม่ได้รับความเป็นธรรมในการขายสินค้าเกษตรสามารถแจ้งข้อมูลมาได้ที่สายด่วน 1569 กรมการค้าภายในหรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ หลายคนมักบอกว่าการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ นายพศิษฐ์ คณาศิริชัยนนท์ นักกำหนดอาหารวิชาชีพและวิทยากรด้านอาหารและสุขภาพ จากเพจเฟซบุ๊กชื่อดังด้านอาหารและโภชนาการ “เมื่อวานป้าทานอะไร?” ได้มาร่วมไขข้อข้องใจเกี่ยวกับการรับประทานไขมัน พร้อมแนะนำว่า

“การงดกินไขมันไม่ใช่วิธีการลดน้ำหนักที่มีประสิทธิภาพที่สุด หากแต่คือ การปรับพฤติกรรมการกินด้วยการเพิ่มปริมาณ “ไขมันดี” ในมื้ออาหาร เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบครัน”

1.รู้จักเลือกรับประทานไขมันให้เป็น โดยเลือกกิน “ไขมันดี” ซึ่งเป็นไขมันประเภทไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน พบได้ในน้ำมันที่สกัดจากพืข ไขมันทั้งสองประเภทนี้มีคุณสมบัติในการลดไขมันไม่ดีในเลือด หรือคอเลสเตอรอลตัวร้ายอย่าง LDL ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ โดยเราสามารถเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันที่สกัดจากพืชอย่างน้ำมันมะกอก ที่อุดมไปด้วยไขมันดีทั้ง 2 ประเภทนี้

2.ไขมันดี ยิ่งกิน ยิ่งได้ประโยชน์ โดยกินในประมาณ 20-35% ของปริมาณพลังงานที่ควรได้รับต่อวัน นอกจากไขมันยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการของสมอง เพราะกว่า 60% ของสมองคนเราเป็นส่วนประกอบของไขมัน ร่างกายเราจึงต้องการไขมันดี ซึ่งจะทำหน้าที่หล่อเลี้ยงและบำรุงสมอง

3.ไขมันดี ยิ่งกิน ยิ่งผอม การรับประทานอาหารที่มีองค์ประกอบของไขมันดีในปริมาณที่เหมาะสมยังสามารถช่วยให้การลดน้ำหนักเป็นเรื่องง่ายขึ้นอีกด้วย

สำหรับ 4 อาหารอุดมไปด้วยไขมันดี ได้แก่ 1.น้ำมันมะกอก ซึ่งดีต่อหัวใจ มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจ และป้องกันโรคมะเร็ง 2.ปลาแซลมอน แหล่งของกรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยลดอาการอักเสบได้เป็นอย่างดี 3.อะโวคาโด แหล่งของไขมันดี เต็มไปด้วยคุณประโยชน์ของสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินอี 4.ถั่ววอลนัท อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 โดยเฉพาะกรดไขมันแอลฟาไลโนเลอิก

เลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพียงแค่นี้เราก็จะเห็นผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ไม่ยากเลยเมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวที่น่ายินดีเกิดขึ้นในแวดวงการศึกษาของไทยอีกครั้ง เมื่อทีมนักวิจัย และนักประดิษฐ์ของไทยคว้า 85 รางวัล จากเวทีประกวดนานาชาติ ในภูมิภาคยุโรปและเอเชียมาฝากคนไทยได้อีกครั้ง สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่นักวิจัย และนักประดิษฐ์ ผู้ชนะรางวัลจากเวทีประกวดนานาชาติ โดย พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี ณ ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ

ศาสตราจารย์นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า ประเทศไทย โดย วช. ได้ส่งเสริมและสนับสนุนนักวิจัยไทย และนักประดิษฐ์ไทย ในการนำผลงานที่มีคุณภาพและมีศักยภาพเข้าร่วมแสดงนิทรรศการและประกวดผลงานในเวทีระดับนานาชาติ ซึ่งที่ผ่านมา วช. ได้นำนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยไปคว้ารางวัลเกียรติยศจาก 2 ประเทศ ณ กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน ในงาน “13th Taipei international Invention Show & Technomart” (INST 2017) ระหว่าง วันที่ 28-30 กันยายน 2560 ซึ่งการจัดงานดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก The Taiwan External Trade Development Council (TAITRA) ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลไต้หวัน ภายในงานมีนักวิจัยจากทั่วโลกนำผลงานเข้าประกวดและจัดแสดงมากกว่า 1,000 ผลงาน มีนานาชาติเข้าร่วม 19 ประเทศ

ในงานนี้ วช. ได้นำนักวิจัย และนักประดิษฐ์ไทย เข้าร่วมประกวด จำนวน 64 ผลงาน จาก 19 หน่วยงาน ประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

โดยผลงานของนักวิจัยไทยสามารถคว้ารางวัล Platinum Award จากผลงาน เรื่อง “VIP-Safe Plus” ชุดตรวจแลมป์เคมีไฟฟ้าแบบรวดเร็วขนาดพกพา ของศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (Biotec) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งรางวัลดังกล่าวเป็นรางวัลที่มอบให้กับผลงานของนักประดิษฐ์ไทยประเทศเดียวจาก 23 รางวัล ส่วนอีก 22 รางวัล มอบให้กับนักประดิษฐ์จากประเทศไต้หวัน

นอกจากนี้ นักวิจัย นักประดิษฐ์ไทย ยังได้รับรางวัลสำคัญในการประกวดสิ่งประดิษฐ์นานาชาติในครั้งนี้ ประกอบด้วยรางวัลเหรียญทองเกียรติยศ จำนวน 9 รางวัล รางวัลเหรียญเงิน จำนวน 11 รางวัล รางวัลเหรียญทองแดง จำนวน 13 รางวัล และรางวัลพิเศษ (Special Prize) จากประเทศต่างๆ จำนวน 16 รางวัล

นอกจากนี้ วช. ยังได้ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยนำผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมเข้าร่วมประกวดและนำเสนอผลงาน ในเวที “11th International Warsaw Invention Show” (IWIS 2017) ระหว่าง วันที่ 9-11 ตุลาคม 2560 ณ กรุงวอร์ซอ สาธารณรัฐโปแลนด์ โดยมีผลงานของนักวิจัย นักประดิษฐ์ไทยเข้าร่วมประกวด จำนวน 19 ผลงาน จาก 7 หน่วยงาน

เวทีนี้นักวิจัย และนักประดิษฐ์ไทย สามารถคว้ารางวัล Platinum Award ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของงาน จากผลงานเรื่อง “อุปกรณ์ซ่อมสายไฟฟ้าแรงสูง โดยวิธีไม่ดับกระแสไฟฟ้า” ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)และยังมีผลงานของนักวิจัย และนักประดิษฐ์ไทย ได้รับรางวัลเหรียญทองเกียรติยศ จำนวน 3 ผลงาน รางวัลเหรียญทอง จำนวน 4 ผลงาน เหรียญเงิน จำนวน 8 ผลงาน และเหรียญทองแดง จำนวน 3 ผลงาน และรางวัล Special Prize จากประเทศต่างๆ กว่า 10 ผลงาน โดยมีประเทศที่เข้าร่วมนำเสนอผลงาน 32 ประเทศ มากกว่า 400 ผลงาน

ทั้งนี้ ผลงานวิจัย และผลงานประดิษฐ์ ที่ได้รับรางวัลจากนานาชาติ จะนำไปจัดแสดงในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2561 ระหว่าง วันที่ 2-5 กุมภาพันธ์ 2561 ณ ศูนย์แสดงนิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา นวัตกรรมเด่น ที่น่าจับตามอง

ในครั้งนี้ คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดแสดงนิทรรศการผลงานที่ได้รับรางวัลประเภทต่างๆ ยกตัวอย่าง เช่น “บีไซม์ เอ็นเอสพี” เป็นผลิตภัณฑ์เอนไซม์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในสุกร โดยช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์การย่อยได้ของอาหาร เพิ่มอัตราการเจริญเติบโต เฉลี่ยต่อวัน (ADG) ลดอัตราการแลกเนื้อ (FCR) ช่วยลดต้นทุนอาหาร และเพิ่มผลกำไรจากการลงทุนได้อย่างชัดเจน ผลงานชิ้นนี้ เป็นของ สพ.ญ. ปานวาด อุ่นใจ และคณะ แห่งอุทยานวิทยาศาสตร์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

“ตู้อบและรมควันยางพาราประหยัดพลังงาน demconwatchblog.com แบบใช้งานภายในครัวเรือน” เป็นผลงานของ คุณเฉลิมศักดิ์ ตันติเจริญวิวัฒน์ และคณะ แห่งวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี โทร. (081) 978-7699 ได้รับรางวัล Special Prize จากองค์กรส่งเสริมด้านนวัตกรรมของประเทศอินโดนีเซีย จุดเด่นของผลงานชิ้นนี้คือ ตู้อบและรมควันยางพาราประหยัดพลังงาน แบบใช้งานภายในครัวเรือน จะมีการนำยางพาราออกมาตากยางและเก็บอัตโนมัติ รวมถึงมีการอบและรมควันยางจากชุดกำเนิดความร้อน ซึ่งลมร้อนและควันจะกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ ขณะเดียวกันลมร้อนส่วนเกินจะถูกหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ นับว่าเป็นประโยชน์ต่อชาวสวนยางพาราเป็นอย่างมาก เพราะสามารถลดค่าใช้จ่ายและสร้างรายได้แก่เกษตรกรชาวสวนยางพารา เฉลี่ย 3.35 บาท ต่อกิโลกรัม ขณะเดียวกันยังลดการขนส่ง และการใช้พลังงานของผู้ส่งออกยางแผ่นดิบรมควันรายย่อย

“ซอสหอยขม” ผลงานของ คุณณัฐชรัฐ แพกุล และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้รับรางวัล Special Prize จากองค์กรด้านนวัตกรรมของประเทศแคนาดา ผลิตภัณฑ์ซอสหอยขม ผลิตโดยใช้เนื้อหอยขม นำมาเคี่ยวกับส่วนผสมต่างๆ และนำมาสกัดเพื่อให้ได้ซอสหอยขมชนิดเข้มข้น มีความใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์ซอสหอยที่จำหน่ายตามท้องตลาด สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายประเภท เช่น นำไปผัดกับอาหาร ผัดกับผักชนิดต่างๆ ใช้เป็นเครื่องปรุงรสต่างๆ ในการประกอบอาหารได้ โดยสามารถใช้แทนซอสหอยนางรมได้ 100% อีกทั้งยังมีปริมาณคอเลสเตอรอลที่ต่ำกว่ามาก และมีราคาต้นทุนการผลิตต่ำกว่าอีกด้วย

“เซรั่มบำรุงผิวหน้า จากสารสกัดเงาะพันธุ์สีชมพู ขนาดนาโนที่ใช้เทคโนโลยีนีโอโซม ซึ่งพัฒนาจากกะทิ” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้รับรางวัล Special Prize จากองค์กรด้านนวัตกรรมของประเทศแคนาดา ผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวหน้า ได้พัฒนาจากสารสกัดเงาะพันธุ์สีชมพู ซึ่งเป็นพืชที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของอำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ประเทศไทย ซึ่งจะช่วยในการลดริ้วรอย มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นที่สูง มีฤทธิ์ในการลดจุดด่างดำ และทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้น

นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีนีโอโซม ซึ่งได้มีการเติมกะทิลงไปในอัตราส่วนที่เหมาะสมในการพัฒนาประสิทธิภาพการกักเก็บสารสกัดเงาะพันธุ์สีชมพู และมีประสิทธิภาพซึมผ่านผิวได้มากยิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์นี้เป็นตัวอย่างที่ดีในการนำผลผลิตทางการเกษตรมาพัฒนาต่อยอดให้เกิดการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมเครื่องสำอางได้

ที่ผ่านมา ผมเขียนแต่เรื่องกับข้าวกับปลาในครัวไทย ตามฉบับดั้งเดิม หรือพยายามค้นหาให้ใกล้ เคียงของเดิม ที่ยากเพราะต้นตอหรือแหล่งข้อมูลบุคคล ท่านไม่ค่อยจะอยู่ให้ถามให้ค้นแล้ว ครั้นจะพึ่งตำรับตำราที่ว่าเป็นของเก่า ในคำนำก็มักเป็นตำรับเฉพาะตน เฉพาะครัว ถ่ายทอดกันมาอีกที นับเป็นงานของคนนิยมอาหารไทยดั้งเดิมทั้งสิ้น ซึ่งจะหาหน่วยงานรัฐที่ดูแลเรื่องวัฒนธรรมการกินการอยู่ของคนไทยนั้น อย่าไปหวังเลย เพราะขณะนี้สำหรับ ไทยแลนด์ 4.0 ท่านตีความกันออกมาแล้วอย่างเริดหรู เป็นกลุ่มอาคารของกระทรวงวัฒนธรรม ด้วยงบ 5,000 ล้านบาท ถามถึงเรื่องปัญญาภัณฑ์ พวกบทความ เอกสาร พหุทัศน์ โสตทัศน์ ท่านตอบว่า ไว้อาคารเสร็จแล้วค่อยคุยกัน

วัฒนธรรมการกินการอยู่ไม่ใช่ของตายตัว หากเลื่อนไหลแลกเปลี่ยนไปมาระหว่างวัฒนธรรมต่างๆ ตามยุคสมัย เกิดความหลากหลายในวัสดุประกอบอาหาร วิธี รสนิยม ฯลฯ มีพัฒนาบ้าง แต่มักเข้าข่ายตีขลุม (อ่านว่ามั่ว) เช่น ใส่ซอสมะเขือเทศในผัดไทย ใส่แครอตในผัดราดหน้า ฯลฯ

ทำกับข้าวไทยมาตลอด ปักษ์นี้ ขอออกผจญภัยด้วยการเสนอ “แกงแขกไก่บ้าน”

ปกติจะกินข้าวแขก ผมไปร้านทามิลนาดู สีลมซอย 11 ตรงข้ามโรงแรมนารายณ์ ตำรับอินเดียใต้ รสจัดจ้าน ไม่ผู้ดีเหมือนภาคเหนือ จานหลักมี ไก่ ปลา แพะ ด้วยแกงกะหรี่ แกงมาซาล่า หรือทอด แล้วก็จานมังสวิรัติ กินวนของเขาเรื่อยมา อร่อยทุกอย่างครับ สุดท้ายหยุดที่มาซาล่าแพะ กับเนื้อเพะทอด แม้แต่เพื่อนที่ไม่กินเนื้อหรือสัตว์ปีก ยังยินดีไปกินแกงกะหรี่ปลาของเขาอย่างเดียวทุกครั้ง

กินของเขานานๆ แล้วเกิดคิดว่าน่าจะทำกินเองบ้าง ตำรับตำราก็พอหาได้ มีอยู่ 2 เล่ม สงสัยก็เข้ากูเกิ้ล เลือกที่กลิ่นอายเป็นแขกเขียน ไม่ใช่ฝรั่งหรือญี่ปุ่นจำลองเลียนแบบ ได้ตำราแล้วเอามาประมวล ถือความเรียบง่ายเป็นหลัก พอดีผมมีหม้อดินเผาขนาดย่อมใบหนึ่ง เข้าเตาอบได้พอดี เหมาะสำหรับทำอาหารอบไฟรุมเป็นอย่างยิ่ง