แรงงานที่มีอยู่ในมือเรา หากเป็นในไทยสามารถทำงานเหล่านี้

ในโรงงานอุตสาหกรรม โรงแรม ร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน ภาคเกษตร งานก่อสร้าง และอื่นๆ เราเน้นให้ทำงานเป็นกลุ่มเป็นก้อน เพราะง่ายต่อการตรวจสอบของบริษัท อย่างตกลงกันว่า แรงงานจาก สปป.ลาว ตกลงทำงานในปั๊มน้ำมัน เวลาผ่านไป 3 เดือน เรามาติดตามดู ปรากฏว่าไปทำโรงงานอุตสาหกรรม ถือว่าผิดสัญญา เรามีมาตรการป้องกันอยู่ เพื่อความถูกต้องและผลประโยชน์ของทุกฝ่าย” คุณสมจิตร บอก

ถามว่า มีแนวทางป้องกัน การนอกลู่นอกทางของแรงงานอย่างไร เช่น ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด รวมทั้งการเบี่ยงเบนไปค้าประเวณี

คุณสมจิตร บอกว่า ทางบริษัทได้ประสานงานกับแรงงานแขวง แรงงานเมือง รวมทั้งนายบ้าน เป็นการป้องกัน ซึ่งกฎหมายแรงงานของ สปป.ลาว นั้นแรง ถ้าทำผิด เรื่องของยาเสพติด ก็ได้ให้ความรู้ แต่หากสุดวิสัยเกิดขึ้น ก็ต้องให้กฎหมายของแต่ละประเทศดำเนินการ

ถามว่า…จุดเด่นแรงงาน จาก สปป.ลาว คืออะไร คุณสมจิตร บอกว่า พูดไทยได้

คุณนิยมรัฐ ไตรศรี ในฐานะผู้ประสานงานระหว่างประเทศ บริษัท เอ็มซี เอ็มพลอยเมนท์ เซอวิส โซล จำกัด บอกว่า หากเป็นงานภาคเกษตร เนื่องจากบริษัทในเครือมีสวนดอกไม้ ปลูกไม้ผล หากนายจ้างต้องการให้อบรมแรงงานให้ก่อน ก็สามารถทำได้

“แรงงานด้านอื่นก็เช่นกัน อาจมีการฝึกทักษะ ส่วนค่าใช้จ่าย รายละเอียดว่าจะเป็นของบริษัทจัดหางาน หรือเป็นของนายจ้าง สามารถคุยกันได้…จุดเด่นของเรา คือมีการตรวจสอบ เมื่อแรงงานทำงานไประยะหนึ่ง เราจะไปตรวจว่ายังทำงานตามที่ตกลงกันหรือไม่”
คุณนิยมรัฐ บอกและเล่าอีกว่า

“คุณเจตน์ มีญาณเยี่ยม เจ้าของสวนกล้วยไม้รายใหญ่ ก็ต้องการแรงงาน 22 คน แรกสุดเราอยากจัดแรงงานให้อยู่เป็นกลุ่ม เพื่อง่ายต่อการติดตาม ส่วนเรื่องรายได้ เป็นไปตามกฎหมายแรงงาน รวมทั้งสวัสดิการอื่นๆ ของผู้ประกอบการ”

หน้าที่การพูดคุยและถ่ายทอดกับคุณนิยมรัฐ ไตรศรี และคุณสมจิตร สุวรรณจักร ได้จบลงแล้ว…นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านเป็นเพียงสื่อกลางเท่านั้น

ผู้สนใจอยากไปเที่ยวชมสวนดอกไม้เมืองปากซอง แขวงจำปาสัก
เจ้าของกิจการต้องการแรงงาน ติดต่อตามที่อยู่ข้างล่างนี้
คุณนิยมรัฐ ไตรศรี (081) 828-2763 FB : นิยมรัฐ ไตรศรี (กรณีอยู่ในประเทศไทย)
หากอยู่ สปป.ลาว ติดต่อโดย +66 81-8282763, +66 81-95790379, +66 81-97966924 ดูเพิ่มเติมได้ที่ FB : montrachampalao หรือ เว็บไซต์ http//www.Montrachampalao.com

ขนส่งทุเรียนไทยไปจีนผ่านฉลุย หลังกระทรวงเกษตร จัดทำพิธีสารเปิดเส้นทางการขนส่งผลไม้ไทย-จีน ทางรถยนต์เพิ่มอีก 2 เส้นทาง ด้านผู้ส่งออก แนะกระทรวงเกษตรเร่งเปิดเจรจากรมศุลกากรจีน เพื่ออำนวยความสะดวกส่งออกผลไม้ไทยไปจีนในระยะยาว

สืบเนื่องจากปัญหาการส่งออกทุเรียนไทยไปยังจีนในช่วงเดือนเมษายน 2562 โดยใช้เส้นทางขนส่งทางบกผ่านชายแดนไทย-ลาว-เวียดนาม เพื่อเข้าจีนนั้น เกิดความล่าช้า เพราะรถคอนเทนเนอร์ความเย็นที่บรรจุทุเรียนไทยต้องจอดรอคิวที่ชายแดนฝั่งเวียดนาม ณ ด่านโหย่วอี้กวนนานกว่าปกติ 3-4 วัน ส่งผลต่อคุณภาพสินค้า เพราะชายแดนเวียดนามมีปลั๊กไฟไม่เพียงพอสำหรับตู้คอนเทนเนอร์ความเย็น ขณะเดียวกันยังส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้ขาดแคลนรถหัวลากมารับสินค้าที่รอเปลี่ยนหัวลากที่ฝั่งลาว ทำให้สินค้าติดค้างที่ลาวอีก 3-4 วัน

นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้ นางสาวปทุมวดี อิ่มทั่ว กงสุล (ฝ่ายการเกษตร) ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกวางโจวประสานผู้นำเข้าและศุลกากรจีนเพื่อติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ ปัญหาความล่าช้าดังกล่าวมีสาเหตุจาก

1. จีนจัดระเบียบการค้าชายแดนใหม่ โดยจัดทำระบบ Single Window ซึ่งรวบรวมข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ของรถขนส่งสินค้าและระบบการแจ้งสำแดงสินค้าเข้าด้วยกัน โดยจะต้องกรอกข้อมูลเข้าระบบล่วงหน้า (ชิปปิ้งเป็นผู้กรอกข้อมูล) และใช้ระบบถ่ายรูปตรวจสอบข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ตรงกันในการตรวจปล่อยรถอัตโนมัติเมื่อรถถึงด่านโหย่วอี้กวน เพื่อให้ตรวจปล่อยรถได้รวดเร็ว โดยเริ่มทดสอบระบบในเดือนเมษายน 2562 และเริ่มใช้จริง ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2562 แต่ปรากฏว่าระบบการเชื่อมโยงข้อมูลยังไม่สมบูรณ์และระบบยังไม่เสถียร ทำให้เมื่อมีรถจำนวนมากมาถึงด่านไม่สามารถอ่านข้อมูลเพื่อตรวจปล่อยได้ ต้องวนไปเข้าคิวใหม่และตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง การตรวจปล่อยจึงล่าช้ามาก ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะด่านฝั่งเวียดนามเท่านั้น แต่เกิดที่ด่านฝั่งจีนเช่นกัน ทำให้เกิดปัญหารถขาดช่วงจากจีนเพื่อมารับสินค้าไทยด้วย นอกจากนี้ การกรอกข้อมูลรถในระบบใหม่นี้มีการจำแนกรถหลายรูปแบบ ทำให้เข้าใจไม่ตรงกันระหว่างเจ้าหน้าที่จีนกับผู้กรอกข้อมูลและมีข้อมูลที่ไม่ตรงกันกับข้อมูลที่ระบบตรวจปล่อยระบุไว้ส่งผลให้ไม่ได้รับอนุญาตให้ตรวจปล่อยรถอัตโนมัติได้

2. ปัญหาด้านโลจิสติกส์ เนื่องจากถนนจากเวียดนามและจีนค่อนข้างเล็กแคบ มีแค่ 2 เลน แต่มีช่วงเดือนเมษายน มีผลไม้ไทยโดยเฉพาะทุเรียนเข้าจีนเป็นจำนวนมากกว่าปีก่อนหน้าหลายเท่าตัว ทำให้ช่วงสินค้าเข้ามากจะเข้าจุดรอคิวนี้ใช้เวลา 2 วัน ก่อนเข้าด่านจีน และ

3. การจัดพื้นที่การเดินรถในด่านโหย่วอี้กวนเอง ซึ่งมีเส้นทางเดินรถขาเข้าและออกอยู่บริเวณเดียวกัน ทำให้รถที่ถูกสุ่มตรวจจากศุลกากรจีนต้องใช้เวลารอคิวเช่นกัน เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวในเบื้องต้น รัฐบาลท้องถิ่นเมืองผิงเสียงได้ใช้ระบบ manual แทน ในระหว่างที่พยายามแก้ไขปัญหาเรื่องระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้ดีขึ้น รวมทั้งรัฐบาลท้องถิ่นได้ร่วมกับศุลกากรจัดอบรมการใช้ระบบใหม่ให้กับชิปปิ้งเพื่อกรอกข้อมูลให้ถูกต้องป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน ซึ่งพบว่าปัญหาคลี่คลายในระดับหนึ่ง

รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า สำหรับการสุ่มตรวจผลไม้ไทยนั้นไม่ได้ถูกสุ่มตรวจเข้มงวดถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ตามที่หลายฝ่ายเข้าใจและเป็นข่าวว่าเป็นสาเหตุของปัญหาการจราจรติดขัดที่ด่านโหย่วอี้กวน ในข้อเท็จจริงแล้วสินค้าจะถูกสุ่มตรวจมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับประวัติการตรวจพบปัญหาของบริษัทนั้นๆ ส่วนกรณีการตรวจพบแมลงศัตรูพืชในทุเรียนไทยราว 1,000 ครั้งนั้น เป็นเหตุการณ์เก่าที่เกิดขึ้นช่วงครึ่งปีแรกของปี 2561 ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดย กรมวิชาการเกษตร ได้จัดระบบควบคุมคุณภาพเข้มงวด รวมทั้งเร่งให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรขึ้นทะเบียน GMP และ GAP ซึ่งจีนพอใจในระบบควบคุมที่ไทยดำเนินการ เนื่องจากผลการตรวจพบแมลงศัตรูพืชลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ขอให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งเกษตรกร ล้ง ผู้ประกอบการส่งออกหรืออื่นๆ ให้ความสำคัญและเข้มงวดการควบคุมคุณภาพทุเรียนและผลไม้ต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตลาดเป็นการรักษาและขยายตลาดส่งออกผลไม้ของไทย

“กระทรวงเกษตรฯ ได้เสนอกับจีนในการประชุมคณะกรรมการสุขอนามัยพืชไทย-จีน ครั้งล่าสุดและการประชุมอื่นๆ เพื่อเปิดเส้นทางผลไม้ส่งออกจากไทยไปจีน ผ่านเส้นทางบกเพิ่มขึ้น 2 เส้นทาง คือ เส้นทาง R12 และเส้นทางเข้าด่านตงซิง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มด่านส่งออกฝั่งไทย คือ นครพนม และเพิ่มด่านนำฝั่งจีนเข้าคือด่านตงซิงซึ่งเพิ่งได้รับอนุมัติจากรัฐบาลจีนให้เป็นด่านนำเข้าผลไม้จากต่างประเทศ ทั้งนี้อยู่ระหว่างการจัดทำและหารือรายละเอียดของพิธีสารก่อนลงนามต่อไป เพื่อเป็นการรองรับการขยายตัวทางตลาดส่งออกผลไม้ไทยไปจีนในอนาคตอันใกล้นี้” นางสาวดุจเดือน กล่าว

ด้านแหล่งข่าวจากวงการผู้ส่งออกผลไม้ไทย เปิดเผยว่า ภายหลังจาก นายสกรรจ์ แสนโสภา กงสุลพาณิชย์ ประจำเมืองหนานหนิง มณฑลกวางสี และ นางสาวปทุมวดี อิ่มทั่ว กงสุล (ฝ่ายการเกษตร) ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกวางโจว ได้ติดตามสถานการณ์ปัญหาความล่าช้าในการส่งออกอย่างใกล้ชิด ขณะนี้ ทุเรียนไทยสามารถส่งเข้าจีนได้มากกว่า 2 พันตู้แล้ว โดยทั่วไป รถคอนเทนเนอร์สามารถบรรจุทุเรียนได้ 20 ตัน มูลค่าต่อตู้ประมาณ 1.8 ล้านบาท รวมค่าขนส่งตกประมาณคันละ 2 ล้านกว่าบาท แม้ปัญหาความล่าช้าในการขนส่งทำให้ทุเรียนไทยสุกเสียหายจำนวนมาก แต่ยังสามารถขายได้ในราคาถูก ปัญหาที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ส่งออก แต่เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนไม่ได้รับความเดือดร้อนเพราะขายทุเรียนไปหมดแล้ว

หลังจากเกิดปัญหาความล่าช้าในการขนส่งสินค้าทุเรียนไทยเข้าประเทศจีนในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทางกลุ่มผู้ส่งออกไทยก็ปรับตัวหันไปขนสินค้าเข้าจีน โดยใช้เส้นทาง R3A แทน (ด่านเชียงของ ไทย-ด่านห้วยทราย ของ สปป.ลาว – ด่านบ่อหาน ของจีน) รวมทั้งขนส่งสินค้าทางเรือแทน ทุกวันนี้ ไทยสามารถส่งออกทุเรียนหลากหลายชนิดส่งไปขายตลาดจีนได้เพิ่มขึ้นทุกปี โดยปี 2560 มียอดส่งออกทุเรียนไทยไปขายตลาดจีนประมาณ 4 แสนตัน ปี 2561 ส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 6 แสนตัน ส่วนปีนี้ ไทยส่งออกทุเรียนได้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 20-30 % เมื่อเทียบกับปีก่อน

“คนจีนชอบทุเรียนไทยมาก ขายได้ทุกสายพันธุ์ ปัจจุบันมีประเทศไทยเพียงแห่งเดียวที่จีนยอมให้ส่งออกทุเรียนไปขายจีนได้ แม้วันนี้ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเช่นเวียดนาม จะผลิตทุเรียนและส่งออกได้มากขึ้น แต่ทางการจีนยังไม่อนุญาตให้นำเข้าทุเรียนจากเวียดนาม เพราะยังไม่ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านศัตรูพืช ทำให้พ่อค้าเวียดนามหัวใสบางรายใช้ชื่อทุเรียนไทยสวมรอยส่งเข้าไปขายตลาดจีน นี่เป็นสาเหตุหลักประการหนึ่งที่ทำให้ทางการจีนจัดระเบียบการนำเข้าสินค้า ณ ด่านโหยวอี้กวน อย่างเข้มงวดในปีนี้ ” แหล่งข่าวกล่าว

ก่อนหน้านี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร ทำหน้าที่ประชุมเจรจาบันทึกข้อตกลงร่วมทางด้านสุขอนามัย กับกระทรวงควบคุมคุณภาพตรวจสอบและกักกันโรคแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (AQSIQ) เป็นประจำทุกๆ 2 ปี ต่อมาหน่วยงาน AQSIQ ถูกยุบไปอยู่ภายใต้กรมศุลกากรของจีน ดังนั้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านชายแดนจีนในระยะยาว กระทรวงเกษตรฯ ของไทยควรเร่งติดต่อเจรจากับกรมศุลกากรของจีน แต่งตั้งผู้ประสานทำงานระหว่างด่านไทย-จีน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาการขนส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็วมากขึ้นในอนาคต

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2562 นายอนุชา ยาอีด เกษตรจังหวัดลำปาง พร้อมด้วยบุคลากรสำนักงานเกษตรจังหวัดลำปาง และสำนักงานเกษตรอำเภอวังเหนือ ร่วมจัดงานวันรณรงค์และสาธิตการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุน การปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ณ แปลงปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ของ นายประยุทธ พงษ์ศรี หมู่ที่ 9 ตำบลวังทรายคำ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง โดยได้รับเกียรติจาก นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน นางสาววรฌทร สงวนพงศ์ นายอำเภอวังเหนือ กล่าวต้อนรับ และ นายอนุชา ยาอีด เกษตรจังหวัดลำปาง กล่าวรายงาน และมีหัวหน้าส่วนราชการในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสื่อมวลชน เข้าร่วมงานในครั้งนี้

การจัดงานวันรณรงค์และสาธิตการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ภายใต้โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย และเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ โดยปัจจุบันพบว่าผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ผลิตภายในประเทศมีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ทำให้ต้องนำเข้าพืชวัตถุดิบอื่นเป็นวัตถุดิบทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้จัดทำ “โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา” เพื่อปรับสมดุลของปริมาณการผลิต การตลาดข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยเชื่อมโยงแหล่งรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้มีความชัดเจน ดำเนินการในพื้นที่ที่เหมาะสมมาก และเหมาะสมปานกลาง หรือพื้นที่ที่มีศักยภาพในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ใน 37 จังหวัด รวมถึงจังหวัดลำปางด้วย

จังหวัดลำปาง ได้ดำเนินการโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ในพื้นที่ 13 อำเภอ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 4,267 ราย พื้นที่ 18,654 ไร่ เฉพาะในพื้นที่อำเภอวังเหนือ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 8 ตำบล 872 ราย พื้นที่ 3,749 ไร่ 2 งาน และได้ดำเนินการจัดทำแปลงเรียนรู้ ณ แปลงปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ของ นายประยุทธ พงษ์ศรี หมู่ที่ 9 ตำบลวังทรายคำ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง เพื่อเป็นแปลงเรียนรู้การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ รวมถึงเกษตรกรทั่วไปที่สนใจ ซึ่งแปลงเรียนรู้นี้ ได้ดำเนินการจัดงานวันสาธิตการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 และได้กำหนดให้วันนี้ วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 เป็นวันรณรงค์และสาธิตการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา โดยภายในงานจะมีกิจกรรมถ่ายทอดความรู้เรื่อง “การเก็บเกี่ยว วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว และการจัดการตลาดผลผลิตข้าวโพดหลังนา” กิจกรรมการสาธิตการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยรถเก็บเกี่ยวข้าวโพด และกิจกรรมการแข่งขันการเก็บผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

เยือนถิ่นริมฝั่งโขง สืบสานวิถีชีวิตและวัฒนธรรมพื้นบ้าน ณ จังหวัดหนองคาย แหล่งรวมประเพณีพื้นบ้านโบราณที่ยังไม่จางหายไปตามกาลเวลา กับฝรั่งหัวใจไทย “แดเนียล เฟรเซอร์”

เริ่มต้นความสนุกกัน ณ หมู่บ้านจับไม้ อำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคาย สัมผัสภูมิปัญญาชาวบ้าน สร้างรายได้ และเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์พื้นบ้านอย่าง “กล่องดินสอไม้จากต้นคล้า” อีกทั้งภายในหมู่บ้านนั้นยังมีขนมโบราณหาทานยากอย่าง “ขนมดอกจอก” ขนมรูปทรงดอกไม้เบ่งบาน จากนั้นเดินทางไปยังที่หมู่บ้านหนองคอน อำเภอรัตนวาปี อีกหนึ่งอำเภอในจังหวัดหนองคาย ที่มีสินค้าชุมชนให้เลือกสรรอย่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็น สับปะรดสด หรือผลไม้แปรรูปต่างๆ จากนั้นไปสัมผัสความเป็นมาของ อาชีพเงินแสน อย่างการ “เลี้ยงหนูนา” สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนได้เป็นอย่างดี และนอกจากนี้แชมป์หรือนักปราชญ์ OTOP ประจำของที่นี่ ยังสร้างสรรเมนูพิสดารต้อนรับนายแดนอย่าง “หนูนาย่าง” รสชาติ แซ่บหลายเด้อจนนายแดนยังต้องร้องว้าว

สืบสานวัฒนธรรมไทยพื้นบ้านกับฝรั่งหัวใจไทย “แดเนียล เฟรเซอร์” ในรายการหลงรักยิ้ม วันเสาร์ ที่ 18 พฤษภาคม 2562 เวลา 16.30 น. ทางช่อง 28 (3SD) Facebook: ย้อนไปเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว อาชีพ “คนทำอาหาร” อาจจะไม่ใช่อาชีพที่ถูกพูดถึง หรือได้รับความสนใจจากเยาวชนในสมัยนั้นมากนัก แต่เมื่อเปลี่ยนยุค เปลี่ยนสมัย รวมถึงปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นค่านิยมที่ให้เกียรติอาชีพนี้มากขึ้น การเติบโตของธุรกิจอาหารทั้งในระดับประเทศและระดับโลก หรือแม้แต่บรรดารายการโทรทัศน์ที่เราจะเห็นเชฟรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ มาแสดงความสามารถกันอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ เรียกน้ำย่อยเราได้เป็นอย่างดี จึงไม่น่าแปลกใจที่ “เชฟ” กลายเป็นอาชีพในฝันอันดับต้นๆ ของเด็กรุ่นใหม่ทุกวันนี้

เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีใจรักในการทำอาหารได้มาประลองฝีมือ ฝึกฝน สู่การเป็นเชฟมืออาชีพ และสนับสนุนลูกค้าผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจจัดเลี้ยง (โฮเรก้า) บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) จึงได้จัดการแข่งขันทำอาหารประจำปี แม็คโคร โฮเรก้า ชาเลนจ์ 2019 เพื่อเฟ้นหาสุดยอดเชฟจากทุกภูมิภาค สู่การแข่งขันระดับประเทศ และเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันในเวทีระดับสากล ถือเป็นการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่รายการหนึ่ง เพราะได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลจากสมาคมเชฟโลก หรือ World Association of Chef Societies (WACS) ทำให้มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมมากมายจากทั่วทั้งประเทศ ทั้งในระดับเยาวชน และระดับมืออาชีพ

นางสาวชนิดา คณาพิทักษ์พงศ์ หรือ ฟ้า อายุ 22 ปี เป็นเด็กรุ่นใหม่อีกคนหนึ่งที่มีความฝันอยากเป็นเชฟมืออาชีพที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ เธอจึงเลือกเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในคณะวิทยาศาสตร์ สาขาคหกรรมศาสตร์ ซึ่งตอนนี้ เธอเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 และนอกจากการเรียนในชั้นเรียนแล้ว สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับอาชีพนี้ก็คือการเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากสนามจริง ฟ้าจึงได้เข้าร่วมการแข่งขัน จนชนะผ่านเข้ามาเป็นตัวแทนรุ่นเยาวชนจากภาคกลาง ด้วยเมนูสุดสร้างสรรค์อย่าง ข้าวหุงน้ำมะพร้าวใบเตย เนื้อตุ๋นมัสมั่น เนื้อบอลซอสเปรี้ยวหวาน หอยเชลล์ผัดฉ่า ผัดผักน้ำมันหอย

เมื่อถามถึงสิ่งที่ทำให้เธอสามารถเอาชนะคู่แข่งจนมาเป็นตัวแทนรุ่นเยาวชนจากภาคกลาง ฟ้าให้คำตอบว่า “การฝึกซ้อมค่ะ ทุกคนที่มาแข่งขันเก่งพอๆ กัน เราต้องฝึกซ้อมให้หนักขึ้น ต้องฝึกฝนฝีมือให้ดีขึ้น ที่ตัดสินใจเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ หลักๆ คือ เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์และเอาชนะใจตัวเอง เพราะแม็คโคร โฮเรก้า ชาเลนจ์ เป็นการแข่งขันรายการใหญ่ที่มีคนเก่งๆ เข้าร่วมมากมาย และยิ่งมีความท้าทายมากยิ่งขึ้น เพราะเป็นการแข่งขันแบบ Mystery Box เราจะไม่รู้ล่วงหน้าว่าวัตถุดิบหลักคืออะไร ต้องมาคิดเมนูกันหน้างานทีเดียว ก่อนแข่งก็ทั้งเครียด ทั้งตื่นเต้น ทั้งกังวล พอชนะก็รู้สึกดีใจที่ชนะใจตัวเองได้”

นอกจากผู้แข่งขันรุ่นเยาวชน ยังมีการแข่งขันรุ่นใหญ่ของเหล่ามืออาชีพ ซึ่งแข่งกันแบบทีม ทีมละ 2 คน โดยผู้ชนะระดับมืออาชีพของภาคกลาง คือ นายวัชรพงษ์ เจริญวิมลรักษ หรือ เต้ย และ นางสาววิสาขา ระวิจันทร์ หรือ เกด ทีมเชฟอิสระที่ทำงานในวงการอาหารมาหลากหลายรูปแบบ ทั้งการถ่ายรายการอาหาร ครีเอทเมนูอาหาร รับงานจัดเลี้ยง และงานจัดเชฟเทเบิ้ล โดยชนะการแข่งขันในครั้งนี้ด้วยเมนู แกะโรลกะเพราซอสกะเพรา กะเพราคุกกี้ แกงคั่วแกะใบชะพลู แซลมอนสโมคซอสต้มข่า บวบผัดไข่ บล็อกโคลีผัดน้ำมันงา มะเขือเทศ ข้าวหุงแป๊ะก๊วย/แซลมอนโพชเนยซอสพริกเผาโหระพา ขนมผักกาดทรงเครื่อง หัวไชเท้าดอง สตูว์แกะซอสสะเต๊ะ แกะเซ้ยซอสขิงตะไคร้ พูเรฟักทองกะหรี่ ผัดผักซอสน้ำปลา ที่น่าสนใจคือ ทั้งสองเคยแข่ง แม็คโคร โฮเรก้า ชาเลนจ์ มาแล้วในปี 2017 แต่เป็นการแข่งในระดับเยาวชน ซึ่งในตอนนั้นเต้ยยังได้รับรางวัลชนะเลิศอีกด้วย

เต้ยและเกด กล่าวถึงการแข่งขันครั้งนี้ว่า “การแข่งขันรายการนี้มีทั้งความท้าทาย ทั้งความสนุก เราเลยรวมทีมกันมาแข่งอีก ถือเป็นการหาประสบการณ์ด้วย โดยเฉพาะการแข่งเป็นคู่ การทำงานเป็นทีมต้องมีความเข้าใจและเรียนรู้ไปด้วยกัน เพราะเวลามันบีบมาก เวลาในการคิดออกแบบเมนูมีน้อย ต้องรู้จักพลิกแพลงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตลอดเวลา การแข่งขันถือว่าสนุกและท้าทายมากๆ แต่ก็ยังมีข้อผิดพลาดเยอะ รู้เลยว่าความจริงเรายังไม่ได้พร้อม ยังอ่อนประสบการณ์เมื่อเทียบกับทีมอื่นๆ ถือเป็นการวัดความสามารถของเราเลย เราจะนำเอาข้อผิดพลาดที่ได้เรียนรู้นี้ไปปรับปรุง และพัฒนาฝีมือให้ดียิ่งขึ้นในการแข่งขันรอบต่อไป”

การแข่งขัน แม็คโคร โฮเรก้า ชาเลนจ์ ในปีนี้มาในคอนเซ็ปต์ที่พิเศษแตกต่างไปจากทุกปี คือ “Makro Asian Culinary Challenge” การแข่งขันปรุงเมนูอาหารเอเชียจากวัตถุดิบปริศนา ซึ่งผู้ชนะการแข่งขันรุ่นมืออาชีพอันดับ 1-3 จากแต่ละภูมิภาคจะได้เข้าร่วมการแข่งขันระดับประเทศ และปะทะฝีมือกับเชฟนานาชาติจาก 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา พม่า เวียดนาม อินเดีย จีน และสิงคโปร์ เพื่อชิงถ้วยประทาน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และเงินสดรวมมูลค่ากว่า 500,000 บาท พร้อมเป็นตัวแทนประเทศไทย ทั้งในรุ่นเยาวชน และรุ่นมืออาชีพ เข้าร่วมแข่งขันในงาน Food and Hotel Asia (FHA) 2020 ที่ประเทศสิงคโปร์ต่อไป

ระดับเยาวชน – สุภัสสร กันหนองฮะ จากยูกิอาหารญี่ปุ่น

ระดับมืออาชีพ – ธีระภพ เกศวพิทักษ์ และ แสงเทียน สิงห์แก้ว จากสมาคมเชฟเมืองพัทยา & บุญธิดา ฟาร์ม สาหร่าย

♦ ภาคเหนือ

ระดับเยาวชน – ศุภวิชญ์ โต๊ะจงมล จากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต

ระดับมืออาชีพ – เอก พึ่งพา และ จักรกฤษณ์ โพธิ์จันทร์ จากเมียวดีคอมเพล็กซ์

♦ ภาคตะวันตก

ระดับเยาวชน – อรดิศ ใจกล้า จากเจคัพ บายเชฟจิ๊บ

ระดับมืออาชีพ – จารึก ศรีอรุณ และ ทรงพล วิธานวัฒนา จากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต

♦ ภาคใต้

ระดับเยาวชน – ณรงค์ฤทธ์ แซ่ขอ จากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต

ระดับมืออาชีพ – ไกรสรณ์ โต๊ะคำ และ อารีรัตน์ สีอ่อน จากทวินเบย์รีสอร์ท

ทั้งนี้ การแข่งขันทำอาหารในระดับประเทศจะจัดขึ้นภายในงาน “แม็คโคร มหกรรมครบเครื่องเรื่องอาหารและอุปกรณ์ ครั้งที่ 14” ระหว่างวันที่ 21-24 พฤศจิกายน 2562 ณ อิมแพค เมืองทองธานี ผู้สนใจสามารถติดตามกิจกรรมส่งเสริมผู้ประกอบการ HoReCa จากแม็คโคร ได้ที่