และชุมชนแห่งนี้ถูกเรียกขานว่าเป็น “หมู่บ้านเมล่อน”

มีรูปปั้นเมล่อนผลยักษ์ เป็นสัญลักษณ์ตั้งอยู่ปากทางเข้าหมู่บ้าน ขณะเดียวกันที่นี่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีผู้สนใจแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมและสั่งซื้อเมล่อนจากฟาร์มตลอดทั้งปี

“เมล่อนบ้านหนองคาง”
ต้นแบบปลูกเมล่อนในโรงเรือน
ปัจจุบัน วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกเมล่อนบ้านหนองคาง กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบด้านการปลูกเมล่อนในโรงเรือนปิด ปลอดสารพิษตกค้าง ผ่านการรับรองมาตรฐานการจัดการเกษตรที่ดี (GAP) ผลผลิตส่วนใหญ่จำหน่ายให้ บริษัท เจียไต๋ ก่อนกระจายสินค้าเข้าสู่ตลาดโมเดิร์นเทรด

ผลผลิตเมล่อนของชุมชนแห่งนี้เป็นสินค้าคุณภาพดี เกรดเอ ปลอดสารพิษตกค้าง รสชาติหวาน อร่อย เป็นที่ต้องการของผู้ซื้อทั่วประเทศ

จุดเด่นของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกเมล่อนบ้านหนองคาง คือมีการบริหารจัดการผลิตที่เป็นระบบ กำหนดรอบเวรให้สมาชิกแต่ละรายปลูกเมล่อนห่างกัน 4 วัน เพื่อให้มีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดตลอดทั้งปี ที่นี่ยังเป็นต้นแบบของการทำงานแบบกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ที่ภาครัฐภาค เอกชน สนใจเข้าเยี่ยมชมดูงานตลอดทั้งปี เพราะพวกเขาได้นำวัฒนธรรมการลงแขก ในวิถีชีวิตชาวนาแบบดั้งเดิมมาประยุกต์ใช้ในอาชีพการทำฟาร์มเมล่อนได้อย่างน่าชื่นชม

สมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกเมล่อนบ้านหนองคาง จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปช่วยกันผสมเกสรต้นเมล่อนและเก็บเกี่ยวผลผลิตในแปลงปลูกเมล่อนของเพื่อนสมาชิกแต่ละราย ช่วยให้การทำงานเสร็จไวขึ้น แถมประหยัดค่าจ้างแรงงาน ลดต้นทุนการผลิตแล้ว ยังก่อให้เกิดความรักความสามัคคีในกลุ่มสมาชิก และช่วยพัฒนาการผลิตเมล่อนของชุมชนแห่งนี้ให้มีคุณภาพดีขึ้นไปพร้อมๆ กัน

การปลูกดูแล
โดยทั่วไป พื้นที่ 1 ไร่ ลงทุนสร้างโรงเรือนผ้าใบสีขาว ขนาด 6.5×40 เมตร ขนาด 208 ตารางเมตร จำนวน 8 หลัง ปลูกเมล่อนได้ 740 ต้น ต่อโรงเรือน ภายในโรงเรือนมีระบบน้ำหยดให้น้ำต้นเมล่อน ข้อดีของการปลูกเมล่อนในโรงเรือนคือ ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคเชื้อรา เพลี้ย และแมลงได้อย่างดี โดยธรรมชาติแล้ว เมล่อนเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนได้ดี ใช้เวลาปลูกดูแลเพียงแค่ 75 วัน ก็เก็บผลผลิตออกขายได้ ประมาณ 1 ตัน ต่อโรงเรือน

ทางกลุ่มฯ แนะนำให้สมาชิกจดบันทึกการผลิตในทุกขั้นตอน ตั้งแต่วันที่ดอกบาน รวมทั้งจำนวนดอกที่ผสมในแต่ละวัน เพื่อกำหนดวันเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้ ระยะเวลา 1 ปี เกษตรกรสามารถปลูกและเก็บเกี่ยวเมล่อนได้ถึง 3 รอบ

หากมีการวางแผนจัดการที่ดี เกษตรกรบางรายอาจปลูกเมล่อนได้ถึง 7 รอบ ในระยะเวลา 2 ปี โดยทั่วไป หลังหักค่าใช้จ่ายจะมีผลกำไรต่อรุ่นไม่ต่ำกว่า 80,000-200,000 บาท แต่เกษตรกรบางรายวางแผนจัดการผลิตอย่างเป็นระบบ ทำให้สามารถสร้างผลกำไรแตะหลักล้านได้อย่างน่าทึ่ง

ทางวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกเมล่อนบ้านหนองคางจัดหลักสูตรอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้น ช่วยทำให้เกษตรกรมือใหม่ทุกราย สามารถผลิตเมล่อนญี่ปุ่นคุณภาพดี เป็นที่ยอมรับของตลาด สมาชิกมือใหม่ปลูกเมล่อนตามปฏิทินวงจรชีวิตการเติบโตของพืช เริ่มต้นเพาะกล้าในช่วง วันที่ 1-10 ตัดแต่งแขนงต้นเมล่อน ในช่วงวันที่ 11-22 เริ่มผสมเกสรต้นเมล่อน ช่วงวันที่ 23-25 เข้าสู่ขั้นตอนการคัดผลและแขวนลูกในช่วง วันที่ 26-30 ใส่ปุ๋ยให้ต้นเมล่อนเพื่อเร่งลูก ในช่วง วันที่ 36-60 เร่งเพิ่มความหวานให้ผลเมล่อนในช่วง วันที่ 61-70 วัน และเข้าสู่ระยะการเก็บเกี่ยวผลผลิต ตั้งแต่ วันที่ 71-75

การผสมเกสรดอกเมล่อนในระยะเวลาที่เหมาะสม คือเคล็ดลับสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่ดี ต้นเมล่อนมีดอกสมบูรณ์ เพราะมีเกสรดอกตัวผู้และเกสรดอกตัวเมียอยู่บนต้นเดียวกัน ดอกตัวผู้จะผลิบานอยู่ระหว่างข้อบนลำต้น

ทางกลุ่มฯ แนะนำให้สมาชิกผสมเกสรในช่วง 07.00-11.00 น. แต่จังหวะที่ดีที่สุดในการผสมเกสร เริ่มตั้งแต่ 07.00-09.00 น. โดยเลือกผสมดอกเพียง 2-3 แขนง ต่อต้น หากพ้นระยะเวลาที่กำหนด มักผสมเกสรไม่ได้ผลเพราะต้นเมล่อนจะคายน้ำ

เกษร เมล่อนฟาร์ม
ป้าเกษร มหาพล หนึ่งในเกษตรกรผู้บุกเบิกปลูกเมล่อนในชุมชนแห่งนี้ ปัจจุบัน ป้าเกษร มีบทบาทเป็นแกนนำของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกเมล่อนบ้านหนองคาง ทำหน้าที่ดูแลด้านตลาดให้แก่สมาชิกของกลุ่ม ป้าเกษรบอกว่า การปลูกเมล่อนให้ประสบความสำเร็จ มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายประการ ตั้งแต่การวางแผนการปลูกดูแลในระยะเวลาที่เหมาะสม ปัจจัยด้านตลาด รวมทั้งการเลือกใช้เมล็ดพันธุ์เมล่อนคุณภาพดี

ปัจจุบันสมาชิกกลุ่มเลือกใช้เมล็ดพันธุ์เมล่อนของเจียไต๋เป็นหลัก ได้แก่ เมล่อนพันธุ์มรกต ML254 ที่มีลักษณะเด่นคือ ต้นใหญ่ ใบหนา ให้น้ำหนักผลดี เมล่อนมีรสหวาน นุ่ม หอม อร่อย เพราะเป็นเมล่อนญี่ปุ่นสายพันธุ์แท้ ทำความหวานง่าย สินค้าอีกชนิดที่ปลูกง่าย ขายดีคือ เมล่อนพันธุ์โกลเด้นควีน 1520 ที่โดดเด่นในเรื่องรสชาติหวานกรอบ หอม อร่อย ถูกปากผู้บริโภค เมล่อนพันธุ์นี้ปลูกง่ายเติบโตไว ทำความหวานได้ง่าย

สินค้าเมล่อนของวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ ปลูกง่าย ขายดีตลอดทั้งปี แถมบางช่วงผลผลิตมีน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดอีกต่างหาก เมล่อนเป็นไม้ผลที่ปลูกดูแลง่าย ใช้ระยะเวลาปลูกดูแลสั้น แค่ 75 วัน ก็เก็บผลผลิตออกขายได้ ที่สำคัญสร้างผลกำไรงาม ทำให้เกษตรกรรายเก่าและรายใหม่ขยายพื้นที่ปลูกเมล่อนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีนักท่องเที่ยว หน่วยงานภาครัฐและเอกชนแวะเวียนเข้ามาศึกษาดูฟาร์มเมล่อนทุกวัน หากใครสนใจอยากชิมรสชาติความอร่อยเมล่อนของชุมชนแห่งนี้ได้ตลอดเวลา

เกษร เมล่อนฟาร์ม ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 3/1 หมู่ที่ 1 ตำบลแจงงาม อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี สามารถติดต่อชมฟาร์มศึกษาดูงานกับ ป้าเกษร มหาพล ได้ที่เบอร์โทร. 083-317-7829 คุณนิตยา ถิ่นธรณี เบอร์โทร. 086-110-4177 ได้ทุกวัน

เชื่อว่า ความสุขของเด็กบ้านสวนหลายคนคงจะเหมือนๆ กัน ใช้เวลาช่วงวันหยุด เสาร์ –อาทิตย์ ออกกำลังกายปีนป่ายห้อยโหนต้นไม้เป็นลิงค่างแล้วกับเพื่อนๆ อย่างสนุกสนาน ฝึกหัดว่ายน้ำในร่องสวน โดยใช้ลูกมะพร้าวผูกเป็นทุ่นพยุงตัว ยามหิว ก็ปีนต้นไม้เลือกเก็บผลไม้กินตามความพอใจ ทั้งฝรั่งขี้นก กล้วยหอม กล้วยไข่ มะพร้าว ฯลฯ

พอเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนทุกปี เด็กบ้านสวนจะสนุกสนานกับการเก็บมะม่วงพันธุ์ไทยโบราณหลายชนิดที่มีรสชาติเอร็ดอร่อย เช่น มะม่วงแขนอ่อน(จำได้แม่น ..ผลยาวมาก ) แก้มแดง (ลูกสีสวยงาม เป็นเอกลักษณ์เด่น ) ลิ้นงูเห่า ( รสชาติหวานหอมเหมือนมะม่วงอกร่อง) ทองดำ (ผลดิบ มีรสมันปนเปรี้ยว ผลสุก หอมหวานอร่อยมาก ) อกร่อง (รสชาติหวานหอม อร่อยที่สุดในกลุ่มมะม่วงกินสุก ) ตลับนาค(กลิ่นหอม รสหวานอร่อย )กำปั้น หรือ กระล่อน ( ลูกเล็ก มีกลิ่นหอม รสหวาน ) พิมเสนมัน (ผลสุกงอมมีรสหวานปนเปรี้ยว ) และมันขุนศรี (อร่อยทั้งผลดิบและสุก ) ฯลฯ

ในอดีต เมืองไทยมีสายพันธุ์มะม่วงไทยโบราณหลายร้อยสายพันธุ์ แต่วันนี้ มะม่วงเหล่านั้น นับวันแทบจะสูญหายไปหมด เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่เลือกปลูกมะม่วงที่ได้รับความนิยมเชิงการค้าเสียเป็นส่วนใหญ่ เช่น มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง น้ำดอกไม้เบอร์สี่ มหาชนก ฯลฯ ทำให้เด็กรุ่นลูก รุ่นหลานหลายคน ไม่รู้จักว่า ต้นมะม่วงโบราณเหล่านั้น หน้าตา รสชาติเป็นอย่างไร

นับเป็นความโชคดี ที่ผู้เขียนบังเอิญไปรู้จักแหล่งปลูกมะม่วงมันขุนศรี หนึ่งในมะม่วงสายพันธุ์โบราณที่มีรสชาติอร่อยเด็ด ทั้งผลดิบและผลสุก ของ สวนบุญศิริ อำเภอบ้านนา จ.นครนายก จึงอยากเชิญชวนท่านผู้อ่านแวะไปเยี่ยมชมสวนมะม่วงมันขุนศรีแห่งนี้ด้วยกัน

จากการพูดคุยกับเพื่อนหลายๆ คนพบว่า สายพันธุ์มะม่วงมัน ที่คนไทยชื่นชอบเป็นพิเศษ อันดับหนึ่ง คือ “ มะม่วงเขียวเสวย ” ซึ่งมีขนาดผลปานกลาง มะม่วงชนิดนี้ ติดผลไม่ค่อยดก ผลดิบมีรสเปรี้ยว เมื่อแก่จัดจนถึงเนื้อเหลือง มีรสมันอร่อยมาก

มะม่วงยอดนิยมอันดับสอง คือ ” มะม่วงมันขุนศรี ” ซึ่งเป็นมะม่วงสายพันธุ์โบราณ ที่มีถิ่นกำเนิดในย่านตลิ่งชัน เขตบางกอกน้อย ฝั่งธนบุรี และแถบ อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี

โดยทั่วไป ต้นมะม่วงมันขุนศรี เป็นไม้ยืนต้น สูง 10-20 เมตร หากต้องการกินเนื้อมะม่วงที่มีรสมัน ต้องเลือกผลแก่ที่จัดเท่านั้น เพราะผลดิบที่ยังไม่แก่จัดจะมีเปรี้ยว รสมันของมะม่วงชนิดนี้ อาจมีรสชาติเป็นรองมะม่วงเขียวเสวยสักเล็กน้อย แต่ผลสุกจะมีรสชาติอร่อยกว่ากลุ่มมะม่วงมันทุกชนิด ที่สำคัญมะม่วงชนิดนี้ให้ผลดกและติดผลง่ายทุกปี

สวนบุญศิริ นครนายก“ คุณ จิตร ถือธรรม และภรรยา ชื่อ คุณสัมฤทธิ์ ถือธรรม ” เป็นเจ้าของ “ สวนบุญศิริ ” เล่าให้ฟังว่า เดิมทีครอบครัวถือธรรม มีอาชีพทำนาปลูกข้าวเป็นรายได้หลักเลี้ยงดูครอบครัวมาตลอด แต่รายได้จากการทำนา ไม่เพียงพอสำหรับดูแลครอบครัว คุณจิต จึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตจากครอบครัวชาวนา มาเป็นครอบครัวชาวสวน เมื่อ 10 กว่าปีก่อน

คุณจิตปรับที่นาเนื้อที่ 48 ไร่มาเป็นสวนเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน ใช้พื้นที่ทุกส่วนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผลหลากหลายชนิด เช่น มะยงชิด มะนาว ส้มโอ ขนุน กระท้อน ทุเรียน เงาะ กระท้อนห่อ ฯลฯ ในช่วงต้นปี สวนแห่งนี้จะมีรายได้จากการขายผลมะยงชิดที่ปลูกไว้จำนวน 300 ต้น เมื่อหน้ามะยงชิดหมด จะมีผลมะม่วงออกขาย เช่น มันบางขุนศรี ทองดำ น้ำดอกไม้ พิมเสน เขียวเสวย ฯลฯ หากเหลือมะม่วงสุกจำนวนมากจนขายไม่ทัน ก็จะนำมาแปรรูปเป็นมะม่วงกวนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

ทุกวันนี้ “ มะม่วงมันขุนศรี ”เป็นพระเอกหลักของสวน จะเริ่มเก็บผลผลิตออกขายตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคม

คุณจิตบอกว่า ต้นมะม่วงมันขุนศรี จะให้ติดผลง่าย ให้ผลดกทุกปี ผล มะม่วงมันขุนศรีจะมีน้ำหนักเฉลี่ย 3–4 ผล ต่อ 1 กิโลกรัม หากเป็นต้นที่ผลไม่ดกมาก จะได้ผลมะม่วงลูกโตน้ำหนักเกือบลูกละ 1 กิโลกรัม จึงต้องใช้ไม้ค้ำกิ่ง เพื่อช่วยไม่ให้กิ่งหักเสียหาย

ปลูกมันขุนศรี 28 ต้นโกยเงินปีละ 2 แสน

คุณจิตพาไปชมแปลงมะม่วงมันขุนศรีที่ปลูกอยู่ริมถนนทางเข้าบ้าน ก็พบว่า ต้นมะม่วงมันขุนศรี มีลักษณะลำต้นเหมือนกับต้นมะม่วงทั่วไป จุดแตกต่างที่เห็นเด่นชัดคือ มะม่วงมันขุนศรี จะมีลักษณะทรงผล แหลมและงอน ส่วนหัวผลจะป้านไปทางด้านหลังมาก ทำให้ดูคล้ายตัวอักษรภาษา อังกฤษรูปตัว “เอส” ผลดิบสีเขียวมีนวล ผลสุกเป็นสีเหลืองอมส้มนิดๆ ติดผลเป็นพวง 3-5 ผล

มะม่วงมันขุนศรี มีจุดเด่นด้านรสชาติ ทานได้ทั้งผลดิบและผลสุก สำหรับผลอ่อนที่ยังดิบ จะมีรสเปรี้ยวจัด ฉ่ำน้ำ และเนื้อกรอบ นิยมนำมะม่วงผลอ่อนไปปอกเปลือกและสับซอยเป็นเส้นฝอย เพื่อปรุงรสเป็นมะม่วงยำ หรือนำไปฝานเป็นชิ้นๆ เพื่อจิ้มกับพริกเกลือป่น หรือจิ้มน้ำปลาหวาน รับรอง กินอร่อยจนแทบหยุดไม่ได้

มะม่วงมันขุนศรี เมล็ดลีบและบาง ผลสุก เนื้อมีสีเหลืองปนส้มเล็กน้อย ไม่มีเสี้ยน เนื้อเหนียวไม่เละ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว รสหวานแหลมปนเปรี้ยวนิดๆ หากรับประทานคู่กับข้าวเหนียวมูน รับประกันความอร่อยเด็ด ไม่แพ้มะม่วงกินสุกชนิดใดๆ

“ มะม่วงมันขุนศรี มีรสชาติเด่น 3 รส คือ หวาน มัน เปรี้ยว สำหรับมะม่วงเขียวเสวย แม้ผลที่แก่จัดจะมีรสมันเหมือนกัน แต่เปรียบเทียบรสชาติแล้ว มะม่วงมันขุนศรี จะมีเนื้อกรอบกว่า เนื้อแป้งน้อยกว่ามะม่วงเขียวเสวย เวลาใช้มีดฝานเนื้อมะม่วงมันขุนศรี จะไม่เห็นเนื้อแป้งติดบนใบมีด เลย เวลาปอกจะมีน้ำออกมารสชาติหวาน เนื้อมะม่วงกรอบอร่อย ” คุณสัมฤทธิ์กล่าว

ทุกวันนี้ คุณจิตนำผลผลิตจากสวนบุญศิริออกขายที่ ตลาดนัดโรงเรียนเตรียมทหาร นครนายก ในราคากิโลกรัมละ 60 บาท ลูกค้าที่สนใจแวะเข้ามาเลือกซื้อเลือกชมได้ทุกวัน อังคาร ศุกร์ และอาทิตย์ เนื่องจาก“ มันขุนศรี ” เป็นมะม่วงพันธุ์ไทยโบราณ ที่หากินยากในปัจจุบัน ทำให้มะม่วงมันขุนศรีของสวนแห่งนี้ขายดิบขายดี จนผลิตไม่พอขาย เชื่อหรือไม่ คุณจิตปลูกต้นมะม่วงมันขุนศรีแค่ 28 ต้น สร้างรายได้เข้ากระเป๋าถึงปีละ 2 แสน

“ ต้นมะม่วงมันขุนศรี เป็นมะม่วงสายพันธุ์ไทยโบราณที่ปลูกดูแลง่าย ในแต่ละปี เสียค่าใช้จ่ายในการดูแลต้นมะม่วงมันขุนศรีน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นค่าปุ๋ยคอก ซึ่งใส่เพียงปีละ 1 ครั้ง ส่วนสารเคมี ใช้น้อยมากหรือแทบไม่ใช้เลย การปลูกมะม่วงมันขุนศรีจึงให้ผลกำไรแบบเต็มๆ น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรที่อยากปลูกมะม่วงเชิงการค้าในอนาคต เพราะปลูกง่าย ขายคล่อง ให้ผลดก รสชาติอร่อย ที่สำคัญมีคนปลูกมันขุนศรีค่อนข้างน้อย ”

นอกจากจุดเด่นด้านรสชาติแล้ว คุณจิตยังเลือกเก็บผลมะม่วงที่แก่จัด ที่เรียกว่า สุกปากตะกร้อ ออกขายในตลาด ซึ่งเป็นมะม่วงคุณภาพดี ที่ตลาดต้องการเพราะมีรสชาติอร่อย เมื่อคุณจิตนำมะม่วงมันขุนศรีไปวางขายในตลาด ลูกค้าจะแห่กันมาเลือกซื้อจนเต็มหน้าร้าน สินค้าขายหมดในเวลาอันรวดเร็ว ทุกวันนี้ มะม่วงยังไม่ทันออกผล ลูกค้าหลายรายก็แห่มาโทรสั่งจองมะม่วงกันล่วงหน้าตั้งแต่ต้นปี เพื่อให้มั่นใจว่า ปีนี้ได้ทานมะม่วงมันขุนศรีแน่ๆ สำหรับปีนี้ คุณจิตจะเริ่มเก็บมะม่วงออกขายตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม จนถึงปลายเดือนเมษายน

การปลูกดูแล

สภาพความสมบูรณ์ของต้นมะม่วง เป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะเป็นตัวกำหนดในการออกดอก การติดผลของมะม่วง ดังนั้น เพื่อให้ผลผลิตมะม่วงรุ่นต่อไปเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ หลังหมดฤดูการเก็บเกี่ยวในแต่ละปี คุณจิตจะว่าจ้างคนงาน มาตัดแต่งกิ่ง ใกล้ฝนลงก็จะเริ่มให้ปุ๋ยรอบแรก 1 ครั้ง โดยเน้นให้ปุ๋ยอินทรีย์ หว่านรอบทรงพุ่ม ต้นละไม่เกิน 5 กก. เมื่อหมดฝน จึงเริ่มราดสารแพคโคลบิวทราโซล เพื่อเพิ่มการเจริญเติบโตของราก เร่งให้เกิดดอก ทำให้ออกลูกเร็ว

หลังราดสารไปได้ 45 วัน ต้นมะม่วงก็จะเริ่มออกช่อ จะฉีดพ่นสารโปแตสเซียมไนเตรทให้กับต้นมะม่วงเพื่อเร่งการออกช่อดอกได้เร็วกว่าปกติประมาณ 15-20 วัน โดยไม่เป็นอันตรายต่อต้นมะม่วงแต่ประการใด ช่วงที่มีผลมะม่วงลูกเล็ก จะฉีดสารฆ๋าแมลงบ้าง เพื่อป้องกันปัญหาหนอนเจาะผล เมื่อผลโตมากขึ้น จะใช้สารกระเพาแขวนไว้ที่ต้นมะม่วง เพื่อขับไล่แมลงวันทอง ที่นี่ปลูกมะม่วงโดยอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ เนื่องจากมะม่วงเป็นพืชที่มีรากลึก จึงสามารถหาแหล่งน้ำได้เอง จึงไม่จำเป็นต้องให้น้ำอีก

ด้านตลาด

คุณจิต กล่าวว่า ทุกวันนี้ ปลูกมะม่วงมันขุนศรีจำนวน 28ต้น เก็บผลผลิตได้มากกว่าปีละ 2 ตัน ขายส่งในราคาก.ก.ละ 40 บาท ขายปลีกที่ตลาดนัดโรงเรียนทหาร ในราคา ก.ก.ละ 60 บาท ( ในพื้นที่ กทม. มันขุนศรีซื้อขายในราคา ก.ก.ละ 100 กว่าบาท )

สวนแห่งนี้ ยังปลูกมะม่วงทองดำ เก็บผลผลิตได้ปีละ 4-5 ตัน ขายส่งในราคาก.ก.ละ 17 บาท มะม่วงพิมเสนบ่มสุกขายในราคาก.ก.ละ 20-25 บาท มะม่วงน้ำดอกไม้บ่มสุก ขาย ก.ก.ละ 30-35 บาท มะม่วงเขียวเสวยขาย ก.ก.ละ 30 บาท

ผลผลิตทั้งหมดในสวนแห่งนี้ คุณจิตจะนำออกขายที่ ตลาดนัดโรงเรียนเตรียมทหาร นครนายก เป็นประจำ ทุกวัน อังคาร วันศุกร์ และวันอาทิตย์ ส่วนวันพุธจะขายผลผลิตที่ ตลาดนัด จปร.นครนายก

นอกจากนี้ บุตรสาวชื่อ “ คุณโอ๋ ” ได้เปิดเฟสบุ๊ก ชื่อว่า “ ผลไม้ บ้านสวนบุญศิริ นครนายก ” เป็นช่องทางโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลผลิตของสวนออกขายในสังคมออนไลน์ ปรากฎว่า ขายได้ผลดี ช่วยเพิ่มฐานลูกค้าได้จำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยลูกค้าจะสั่งซื้อสินค้าผ่านหน้าเฟสบุ๊ก โอนชำระเงินล่วงหน้า คุณจิตก็จะจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าทางไปรษณีย์ ถือได้ว่า เฟสบุ๊ก เป็นช่องทางสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ดีและน่าสนใจสำหรับเกษตรกรไทยในยุคนี้

หากผู้อ่านท่านใดสนใจอยากแลกเปลี่ยนข้อมูลการปลูกมะม่วงมันขุนศรีและการทำสวนเกษตรแบบผสมผสานกับคุณจิต สามารถแวะไปได้ที่ “ สวนบุญศิริ ” บ้านเลขที่ 15 หมู่8 ตำบลป่าขะ อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก 26110 หรือแวะไปทักทายได้ที่หน้าเฟซบุ๊ก หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 089-0940791 ( คุณโอ๋) , 086 – 8922225 (คุณอุ๊)

สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน เป็นอย่างไรกันบ้างหนอในช่วงที่ผ่านมา เราต้องเจอกับเรื่องราวของฝุ่นที่คลุมเมือง เรื่องราวของหน้ากากกันฝุ่นที่หาซื้อไม่ได้ กระทั่งได้เห็นนวัตกรรมกำจัดฝุ่นใหม่ๆ ทั้งพ่นจากโดรนและเครื่องบินเล็กและจากตึกสูงต่างๆ อาจมีบางคนไม่ถูกใจในการแก้ปัญหาอยู่บ้าง แต่ความสำคัญในครั้งนี้ก็ได้เห็นน้ำใจของผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ไม่รู้สิ ไม่ว่าเหตุการณ์ในประเทศจะมีปัญหาอะไร หากเมื่อมีภัยใดๆ เราคนไทยพร้อมที่จะร่วมมือกันเสมอ

อยากทำความเข้าใจกันสักนิดสำหรับโลกในยุคใหม่ ที่เน้นผลการประกอบการและรุกรานธรรมชาติ เราเคยสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติไปมากมายเพื่อแลกมากับคำว่า พัฒนา และเราก็ไม่เคยนำเรื่องราวดังกล่าวมาเป็นบทเรียนอย่างแท้จริง ทุกวันนี้เหมือนเราเดินตามหลังปัญหา คอยแก้ไขเท่านั้น

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมและเพื่อนๆ มีโอกาสได้เดินทางไปที่จังหวัดพัทลุง โดยได้รับเชิญให้ไปเปิดสัมมนาการปลูกมะละกอครบวงจร เพื่อสร้างรายได้ทดแทนรายได้หลักจากยางพาราและปาล์มน้ำมัน ที่จัดโดย อบต.ทุ่งนารี อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง

มะละกอ ยังเป็นพืชชนิดใหม่ของพื้นที่ เพราะอาชีพหลักของพี่น้องเกษตรกรก็คือสวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน แต่เมื่อได้ลงพื้นที่ สร้างความเข้าใจรวมถึงแนะนำการแก้ปัญหา ก็ทำให้เริ่มมองเห็นทิศทางที่ดีในอนาคตได้ไม่ยากนัก ผลไม้ 3 ชนิด ที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดและสร้างรายได้ให้เกษตรกรจำนวนไม่น้อย ได้แก่ มะละกอ กล้วยหอม (ส่งห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ) และเมล่อน

เสร็จจากสัมมนา เราเดินทางไปเยี่ยมชมตลาดนัดต้นไม้ชายคลอง อำเภอป่าพะยอม ติดป้ายตลาดต้องชมเป็นหนึ่งในสิบของประเทศ ที่จัดโดยกระทรวงพาณิชย์ บรรยากาศในตลาดเล็กๆ ในพื้นที่ 2 ไร่เศษๆ มีพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นคนในชุมชน นำสินค้าทั้งพืชผักผลไม้ประจำถิ่น อาหารปรุงสำเร็จ อาหารแปรรูป กระทั่งสินค้าหัตถกรรม มาวางจำหน่ายให้ได้เลือกจับจ่ายใช้สอย

บุคลิกของตลาดเล็กๆ ที่เจือด้วยกลิ่นอายมิตรภาพ เสริมเน้นด้วยวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำให้มีผู้คนใช้เป็นอีกหนึ่งจุดที่ต้องไปในวันหยุด เพราะตลาดนี้จะเปิดเฉพาะเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น

เสร็จจากเดินชมตลาด เรามุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่หนึ่งในเทือกเขาบรรทัด จุดนัดพบและพักผ่อนของเราในคืนนี้นั่นคือ ร้อยหวัน สถานที่แห่งนี้มากความนิยามยิ่งนัก บางคนเรียกรีสอร์ตอินดี้ บางคนเรียกโฮมสเตย์ บางคนเรียกโรงเรียนวิถีชีวิต แต่สำหรับผมเรียกว่าบ้านมิตรภาพและความรัก

พี่จู ร้อยหวัน เล่าให้ฟังว่า พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำ ที่บรรพบุรุษร่วมอนุรักษ์ไว้จากการทำเหมือง

ต้นไม้บ้านฉันก่อกำเนิดสายน้ำไหลไปถึงบ้านเธอ ผมมองเห็นจิตวิญญาณแห่งการมีชีวิตไหวระริกอยู่กับใบไม้ สายน้ำ และเสียงกรีดปีกของเหล่าแมลงตัวน้อย เสียงเพรียกแห่งไพรปลุกความมีชีวิตชีวาให้กับคนเมืองได้ดียิ่งนัก ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางกระทั่งถึงช่วงมีกิจกรรมสัมมนา หรือพลังเฮือกสุดท้ายที่หลงเหลือจากการต่อสู้กับหมอกควันในเมืองใหญ่ พาเราเดินทางมาจนถึงที่แห่งนี้

สายน้ำไหลเอื่อยดังหนึ่งกำลังเต้นระบำ คลอเคลียผ่านก้อนหินน้อยใหญ่ที่ตั้งระเกะระกะในพื้นที่ เสียงสาดซัด ในบางช่วงที่สายน้ำไหลรวมมาตกลงสู่พื้นล่าง

เป็นดังหนึ่งน้ำตกน้อยๆ สร้างความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าให้อย่างมากมาย ผมสูดหายใจเข้าเต็มปอด และค่อยๆ ผ่อนอย่างวางใจ กลิ่นป่า และสรรพเสียงที่อยู่รายรอบ ทำให้เราลืมเมืองใหญ่ไปชั่วขณะ ผีเสื้อหลากสีกระพือปีกขยับไกว ทางหนึ่งโบกบิน ทางหนึ่งรุมตอมดังหนึ่งมีมหกรรมอาหารบนหินก้อนนั้น

บ้านต้นไม้หลังน้อยๆ ซ่อนตัวอยู่ในผืนป่าอย่างสงบนิ่ง หน้าต่างบานน้อยเปิดรับแสง ภาพสายน้ำที่กำลังเต้นระบำผ่านคลองสายตาของนักเดินทาง อาจเป็นเพราะความเหนื่อยล้าหรืองดงามจนเกินจะห้ามใจ ทำให้คนริมหน้าต่างเผลอหลับไปอย่างสงบลึก

ในยามค่ำ แสงไฟวอมแวมที่เปิดไว้ตามทางเดิน สลับกับแสงกระพริบพราวพรายของหิ่งห้อย ดังหนึ่งดวงดาวจากเบื้องบนลดตัวลงมาออดอ้อนกับผู้คนในยามรัตติกาล อากาศเย็นโดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศยี่ห้อใด อุณหภูมิ 22-23 องศา ทำให้บรรยากาศการนั่งข้างกองไฟเป็นเรื่องควรถวิลหาเป็นอย่างยิ่ง มีไก่หรือปลาสักนิดมาปิ้งย่าง คลอไปกับเรื่องราวเล่าขานจากปากของเจ้าบ้าน ก็สร้างความสุนทรีย์ได้ไม่น้อย

ผมคุยกับพี่จูหลายเรื่อง แต่เรื่องหนึ่งที่อยากนำมาเล่าก็คือ พี่จูกับความฝันจะสร้างโรงเรียนแห่งโอกาสในสมัยแรกๆ กำเงิน 600 บาทไว้แน่น นั่นเป็นเงินก้อนใหญ่ก้อนเดียวในการริเริ่ม เพื่อเป็นโรงเรียนร้อยหวันให้เด็กน้อยนักเรียนมาร่วมกิจกรรม โดยมีจิตอาสาทั้งชาวไทยและต่างชาติมาช่วยกัน

“ผมมองเห็นความเป็นไปได้ในการเปิดโลกทรรศน์ให้เด็กและคนโต เราไม่ใช่เป็นการเรียนการสอน แต่ทุกอย่างเป็นการมาเรียนรู้ร่วมกัน บางเรื่องเด็กเมืองสอนเด็กชนบท บางเรื่องเด็กชนบทสอนเด็กเมือง บางเรื่องเราสอนเด็ก แต่บางเรื่องเด็กก็อาจสอนเรา”

“อะไรเป็นจุดแข็งของที่นี่ครับพี่”

“เราเป็นโรงเรียนที่สร้างคนที่เข้าใจโลกกับชีวิต เราปลูกอาหาร เรามีแหล่งหาปลา เรามีแหล่งเก็บผัก เรามีกิจกรรมทำนา เด็กจะมีเรียนรู้ร่วมกัน ข้อเดียวที่เราตั้งเป็นกฏคือ ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึงบ่าย 3 ทุกคนห้ามพูดกันด้วยภาษาไทย”

“หมายถึงห้ามพูดกัน”

“เปล่าครับ เราจะให้พูดได้เฉพาะภาษาอังกฤษเท่านั้น ทุกคนที่มาอย่างน้อยก็ได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษ ได้พูดจริงๆ ผิดๆ ถูกๆ ไม่ว่ากัน”

“ดีจังเลยพี่ ตอนนี้ยังเปิดอยู่ไหมครับ”

“ผมจะเปิดตอนปิดเทอมครับ มาเรียนได้เลย พ่อแม่อยากมาดูก็เชิญได้ครับ”

“ค่าใช้จ่าย”

“ไม่มีครับ เราเปิดเพราะเราอยากเปิด มีจิตอาสามาช่วยงาน ใครมีข้าวก็เอามา มีไก่มีปลามีผักก็เอามา ที่นี่ทุกคนจะเสมอกัน กิน นอน กระทั่งขัดส้วมต้องทำได้เหมือนกัน”

“ถามอีกนิดพี่ ที่ร้อยหวันตอนนี้ผมเห็นต้นไม้เต็มไปหมดเลย มีปลูกอะไรไว้บ้างหนอ”