และต่อมาราวเดือนธันวาคม 2559 ศูนย์วิจัย และพัฒนาประมง

อ่าวไทยตอนล่าง (สงขลา) แนะนำให้มีการจัดตั้งกลุ่มให้ถูกต้องตามระเบียบของกรมประมง พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์การดำเนินการธนาคารปู กระทั่งต่อมาได้รับการสนับสนุนจาก ป.ทรัพย์อนันต์ ได้แก่ เครื่องผลิตออกซิเจน 1 เครื่อง และถังฟักลูกปู จำนวน 20 ถัง จึงทำให้ธนาคารปูสามารถดำเนินกิจกรรมได้ในช่วงเดือนมกราคม 2560 และปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 60 คน แต่ละวันมีสมาชิกนำปูที่มีไข่มาฝากประมาณ 2-3 ตัว/วัน

“ปูแต่ละตัวมีไข่เฉลี่ย 9 แสนฟอง หรือสูงสุดถึง 2 ล้านฟอง เมื่อแม่ปูวางไข่ในถัง สมาชิกจะนำไข่อายุ 1-10 วันหรือเรียกว่าระยะซูเอี้ย (zoea) ไปปล่อยลงสู่ทะเล เพียงระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนที่เริ่มดำเนินการพบว่าชาวประมงสามารถจับปูได้ปริมาณเพิ่มขึ้น ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่าแนวทางของทางธนาคารปูได้ผลประจักษ์ ซึ่งในอนาคตมีแผนจะขยายผลไปสู่การทำ 1 ตำบล 1 ธนาคารปู เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้ และร่วมกันเพิ่มปริมาณปูม้าคืนสู่ท้องทะเลให้ได้มากที่สุด”

อันเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติคืนแผ่นดินและแผ่นฟ้าอย่างแท้จริง เมื่อวันที่ 9 ต.ค.จาการ์ตาโพสต์รายงานว่า หน่วยรักษาความปลอดภัยทางอากาศของสนามบินนานาชาติซูการ์โน ฮัตตา ยึดตัวอ่อนกุ้งล็อบสเตอร์ได้กว่า 32,820 ตัว มูลค่ากว่า 15 ล้านบาท พร้อมจับกุมผู้โดยสารสองคนเดินทางมาจากเกาะบาตัม เกาะของอินโดนีเซีย

เกาะบาตัมดังกล่าวตั้งอยู่ใกล้สิงคโปร์ ผู้โดยสารทั้งสองมาเปลี่ยนเครื่องที่กรุงจาการ์ตาเพื่อจะเดินทางต่อไปยังเมืองยอกยาการ์ตา ทางทิศตะวันออกของเกาะชวา เจ้าหน้าที่ตรวจพบว่ามีตัวอ่อนกุ้งล็อบส์เตอร์ทั้งหมดที่พบบรรจุดอยู่ในถุงพลาสติกและมีการฉีดอ็อกซิเจนเข้าไปในถุง

คาดว่าตัวอ่อนของกุ้งล็อบสเตอร์ที่พบมีราคาประมาณกว่า 15 ล้านบาท เจ้าหน้าที่สนามบินจะของกลางทั้หมดจะถูกส่งไปยังสำนักงานศุลกากรและการกักกันปลาของสนามบินเพื่อสืบสวนขยายผลก่อนที่จะส่งเรื่องดังกล่าวไปยังกรมการสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้ มีการลักลอบขนตัวอ่อนกุ้งล็อบสเตอร์จำนวนมากในปีนี้ รวมไปถึงครั้งใหญ่ล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมาจากที่มีการยึดตัวอ่อนกุ้งล็อบส์เตอร์ได้ถึง 208,756 ตัวที่ใส่มาในกระเป๋าเดินทาง 8 ใบก่อนที่จะส่งไปยังประเทศสิงคโปร์

26 ตุลาคม 2560 ซึ่งเป็นวันที่มีพิธีการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ของไทย จะเป็นอีก 1 วันที่คนไทยทั้งประเทศและคนทั่วโลกต้องจดจำและต้องจารึกไว้

ในช่วงนี้หลาย ๆ องค์กรต่างหยุดสร้างสีสันกิจกรรมทางการตลาดไปก่อน แล้วหันมาสร้างสรรค์งานกิจกรรมเทิดพระเกียรติ เพื่อร่วมแสดงความอาลัยกันอย่างคึกคัก “นภัทร บุญตานนท์” ผู้บริหารดาษดา แกลเลอรี่ เขาใหญ่ จังหวัดปราจีนบุรี บอกว่า ตลอดทั้งเดือนตุลาคมนี้ดาษดา แกลเลอรี่ ขอมีส่วนร่วมในการแสดงความอาลัย ด้วยการจัดงานเทศกาลแสดงกล้วยไม้ฟาแลนอปซิสสีเหลือง ราชินีแห่งกล้วยไม้ เพื่อร่วมแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

ภายในงานนี้ ทางโครงการได้นำกล้วยไม้ฟาแลนอปซิสสีเหลืองกว่า 2,000 ต้น จาก 10 สายพันธุ์พิเศษที่หาชมได้ยากมาจัดการแสดง พร้อมไฮไลต์พิเศษของงานกับงานปูนปั้นประดับดอกไม้แห้งบานไม่รู้โรย เป็นภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ขนาดสูง 2.5 เมตร กว้าง 2 เมตร

โดยใช้เทคนิคเฉพาะในการสร้างสรรค์ผลงานเป็นครั้งแรกของดาษดา

“ณภัทร” บอกว่า งานนี้จำหน่ายบัตรเข้าชม 100 บาทสำหรับผู้ใหญ่ และ 50 บาทสำหรับเด็ก ซึ่งรายได้ทั้งหมดจากการขายบัตรหลังหักค่าใช้จ่ายทาง “ดาษดา แกลเลอรี่” จะนำไปมอบให้แก่มูลนิธิชัยพัฒนา

นอกจากนี้ยังนำกล้วยไม้ฟาแลนอปซิสสีเหลือง ราชินีแห่งกล้วยไม้ถวายให้ทางสำนักพระราชวังอีกจำนวน 3,000 ต้น เพื่อนำไปประดับพระเมรุมาศ ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง รวมถึงพระเมรุมาศของทางจังหวัดปราจีนบุรีอีกส่วนหนึ่งด้วย

ผู้บริหารสาวของดาษดา แกลเลอรี่ บอกอีกว่า สำหรับผู้ที่สนใจเข้าพักที่โรงแรมดาษดา เดอะ ฟลาวเวอร์ เอสเซนซ์ รีสอร์ท เขาใหญ่ ทางรีสอร์ตได้จัดกิจกรรมพิเศษเฉพาะในเดือนตุลาคมนี้ ด้วยการเข้าร่วมกิจกรรมปลูกข้าว และจะได้รับเชิญมาเกี่ยวข้าวเมื่อข้าวถึงช่วงเก็บเกี่ยว พร้อมร่วมกับดาษดานำข้าวที่เกี่ยวได้ไปมอบให้แก่เด็กด้อยโอกาส

ไม่เพียงเท่านี้ แขกที่มาพักทุกคนยังได้สัมผัสการพักผ่อนท่ามกลางวิถีธรรมชาติ โดยสามารถเก็บผลผลิตภายในดาษดามาใช้ประกอบอาหาร ซึ่งสาธิตการทำอาหารโดยเชฟของทางดาษดา โดยมีเป้าหมายว่า อยากให้แขกที่เข้ามาพักที่ “โรงแรมดาษดา เดอะ ฟลาวเวอร์ เอสเซนซ์ รีสอร์ท เขาใหญ่” รู้จักแบ่งปัน ตามแนวพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9

เอเอฟพีรายงานว่า นักวิจัยชาวญี่ปุ่นจากสถาบันเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์อุตสาหกรรมขั้นสูงแห่งชาติในเขตคันไซ ได้ทดลองตัดแต่งพันธุกรรมของแม่ไก่ให้ออกไข่ที่มีตัวยาที่สามารถรักษาโรคร้ายแรง รวมถึงโรคมะเร็ง เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการรักษา

โดยได้นำยีนที่สามารถผลิตสารอินเตอร์เฟอรอน เบต้า (interferon beta) ผสมเข้าไปในเซลล์ที่เป็นสารตั้งต้นของตัวอสุจิของไก่ จากนั้นนำไปปฏิสนธิกับไข่ และเกิดเป็นแม่ไก่ที่มียีนดังกล่าว ซึ่งจะทำให้แม่ไก่ออกไข่ที่มีสารอินเตอร์เฟอรอน เบต้าได้ ปัจจุบันมีแม่ไก่ที่เกิดจากไข่ที่มีตัวยาดังกล่าวแล้ว 3 ตัว และทุกตัวนั้นออกไข่เกือบจะทุกวัน
นักวิทยาศาสตร์ยังวางแผนที่จะขายยาดังกล่าวให้กับบริษัทผลิตยา เพื่อนำไปใช้การวิจัย ซึ่งจะสามารถทำให้ราคาของยาอินเตอร์เฟอรอน เบต้าลดลงได้

ทั้งนี้ อินเตอร์เฟอรอน เบต้า นั้นเป็นตัวยาที่ใช้รักษาโรคร้ายแรงต่างๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (multiple sclerosis) โรคตับอักเสบ (hepatitis) ซึ่งราคายาดังกล่าวในปัจจุบันนั้นมีราคาสูงถึง 100,000 เยนต่อไมโครกรัม

อย่างไรก็ตามการใช้ยาในไข่ไก่จากการตัดต่อพันธุกรรมนั้นอาจจะต้องใช้ระยะเวลานาน เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นนั้นมีกฎระเบียบที่เข้มงวดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ตัวยาใหม่ หรือผลิตภัณฑ์ยาจากต่างประเทศ ซึ่งจะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบหลายปี แต่นักวิจัยหวังว่าความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายของยาลงได้ถึง 10% ของราคาในปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม นพ. ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ว่าที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการบริหารกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคง ตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ตามที่ นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการ สกสค.เสนอ ซึ่งนายพินิจศักดิ์ชี้แจงว่ากองทุนเงินสนับสนุนพิเศษฯ มีสถานะเป็นหน่วยงานในกำกับของสำนักงาน สกสค.ไม่ใช่นิติบุคคล ดังนั้น อำนาจในการใช้เงินกองทุนสนับสนุนพิเศษฯ จึงเป็นของสำนักงาน สกสค. ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติยุบคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนพิเศษฯ และข้อบังคับต่างๆ ที่ออกโดยคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนพิเศษฯ ชุดที่ผ่านมา โดยต่อไปให้คณะกรรมการ สกสค.ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการ ศธ.เป็นผู้ดูแล

นพ. ธีระเกียรติ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อยุบคณะกรรมการกองทุนเงินสนับสนุนฯ และข้อบังคับต่างๆ แล้ว จะต้องจัดทำข้อบังคับ และยกร่างสัญญาข้อตกลงความร่วมมือที่ทำไว้กับธนาคารออมสินใหม่ เบื้องต้นสำนักงาน สกสค.จะไม่รับเงิน 1% ที่ธนาคารออมสินคืนเงินส่วนต่างเข้ากองทุนเงินสนับสนุนพิเศษฯ อีกต่อไป โดยจะคืนเงินในส่วนนี้ให้กับครูที่มีวินัยในการชำระหนี้ที่ดี ส่วนแนวทางจะเป็นอย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่สำนักงาน สกสค. และธนาคารออมสิน ต้องไปวางแนวทางร่วมกัน คาดว่าจะมีผลตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 ทั้งนี้ ยืนยันว่าการยุบคณะกรรมการกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษฯ ชุดเดิม ให้คณะกรรมการ สกสค.มาบริหารกองทุนแทนนั้น จะไม่มีผลต่อการดำเนินงาน เพราะในอนาคตจะต้องตั้งคณะกรรมการกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษฯ ขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง เพื่อให้คำปรึกษากับคณะกรรมการ สกสค.แต่ไม่มีอำนาจบริหารจัดการกองทุนฯ

“สกสค.จะไม่เป็นตัวกลางเก็บเงิน 1% ให้กับครูอีกต่อไป เพราะเงินจำนวนนี้เป็นของครูตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว และเป็นเงินจำนวนมาก หากคิดจากวงเงินกู้ทั้งหมดที่มีประมาณ 5 แสนล้านบาท 1% จะเป็นเงินมากถึง 5,000 ล้านบาท ส่วนจะมีวิธีคืนเงินส่วนนี้ให้ครูอย่างไรนั้น ธนาคารออมสินต้องเป็นผู้บริหารจัดการ เบื้องต้นจะใช้เงินจำนวนนี้ปรับโครงสร้างหนี้ เช่น ลดหนี้ หรือลดดอกเบี้ยให้ครูที่มีวินัยทางการเงิน เป็นต้น ส่วนการติดตามเงินคืนจากธนาคารออมสินที่หักเงินกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษฯ เพื่อชำระหนี้แทนผู้กู้ที่ค้างชำระเกิน 3 งวดขึ้นไปนั้น ต้องว่ากันไปตามขั้นตอน ซึ่งขณะนี้ธนาคารออมสินยังยืนยันว่าหักเงินตามข้อตกลงที่ทำไว้ ซึ่งเรื่องนี้ยังเป็นข้อถกเถียง โดยจะต้องเจรจาร่วมกันอีกครั้ง คาดว่าจะได้ข้อยุติเร็วๆ นี้” นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

นพ. ธีระเกียรติ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือกรณีการทำประกันชีวิตครู ซึ่งขณะนี้มีครูที่มีกรมธรรม์จะครบ 9 ปี ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีผู้ร้องเรียนเข้ามาจำนวนมากว่าเบี้ยประกันค่อนข้างสูง จึงให้ สกสค.เข้าไปดูแลเรื่องนี้ โดยได้ศึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการประกันชีวิต ธนาคารออมสิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และผู้เชี่ยวชาญทางการเงินหลายแห่ง เพื่อดูเงื่อนไขที่ดีที่สุด เป็นธรรมกับครูที่สุด ต้องทำทุกอย่างให้ยุติธรรมที่สุด ส่วนรายละเอียดจะดำเนินการอย่างไรนั้น ยังบอกไม่ได้

ภายในสิ้นเดือนตุลาคม 2560 กรมส่งเสริมสหกรณ์จะผลักดันให้มีการออกเกณฑ์กำกับสหกรณ์ ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนได้จนครบทุกเกณฑ์ที่กำหนด

การทุจริต หมายถึง การที่มีผู้เจตนากระทำการใด ๆ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น และทำให้เกิดความเสียหายแก่สหกรณ์ และหรือสมาชิก และหรือบุคคลภายนอก
ข้อบกพร่องทางการบัญชี หมายถึง ข้อบกพร่องที่เกิดจากการที่สหกรณ์ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 65 และมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542
ข้อบกพร่องทางการเงิน หมายถึง ข้อบกพร่องที่มีมูลเหตุที่เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วย การรับจ่ายและเก็บรักษาเงินของสหกรณ์
การกระทำนอกกรอบวัตถุประสงค์ หมายถึง สหกรณ์มีการกระทำที่ไม่ได้ระบุไว้

ในวัตถุประสงค์ และอำนาจกระทำการตามข้อบังคับของสหกรณ์
พฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย หมายถึง พฤติกรรม หรือกระทำการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสหกรณ์เป็นมูลค่าสูง หรือกระทบเป็นวงกว้าง หรือเป็นพฤติกรรมที่ทำซ้ำๆ ของสหกรณ์, กรรมการ, เจ้าหน้าที่, ผู้ที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ หรือผู้ที่แอบอ้างแล้วทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าสหกรณ์มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น การนำเงินไปฝากสหกรณ์อื่นที่มีความเสี่ยงสูง

ความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องของสหกรณ์

ในปี 2558 พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีข้อสั่งการให้แก้ไขปัญหาข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นในสหกรณ์
กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ประมวลข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด จำนวนทั้งสิ้น 1,228 แห่ง มูลค่า 43,566.22 ล้านบาท
ปัจจุบันได้มีการสั่งการให้แก้ไขข้อบกพร่องแล้ว มียอดคงเหลือ ณ 30 กันยายน 2560 จำนวนทั้งสิ้น 202 แห่ง มูลค่า 13,667.36 ล้านบาท
แนวทางในการแก้ไขข้อบกพร่องที่คงเหลือ จำนวน 202 สหกรณ์ จะได้ดำเนินการแก้ไขให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2560
กรณีทุจริต สั่งการให้ดำเนินการตามแนวทางที่กรมส่งเสริมสหกรณ์กำหนดไว้ ตามหนังสือ

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ กษ 1115/13320 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2558 โดยให้ดำเนินการ
เมื่อพบการกระทำทุจริต ให้สั่งการให้หยุดหรือเลิกการกระทำทันที หากฝ่าฝืน ให้ร้องทุกข์ และสั่งให้ คกก. หรือ กก. พ้นจากตำแหน่ง
สั่งการให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อหาผู้รับผิดชอบ จำนวนความเสียหาย พร้อมรวบรวมพยานที่เกี่ยวข้อง
ให้สหกรณ์ร้องทุกข์ดำเนินคดี

นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้มอบหมายให้ผู้เกี่ยวข้องไปวิเคราะห์แนวทางการจัดอบรบและพัฒนาครูอาชีวศึกษา เพื่อเสนอหลักสูตรการอบรมเข้ามาให้ สอศ.พิจารณา ก่อนเสนอให้สถาบันคุรุพัฒนาให้การรับรอง และจัดอบรมครู อาจารย์ในสังกัด สอศ. ซึ่งขณะนี้มีผู้เสนอหลักสูตรอบรมเข้ามาแล้วกว่า 1,000 หลักสูตร ใน 9 ประเภทวิชา คืออุตสาหกรรม พาณิชยกรรม/บริหารธุรกิจ ประมง อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ศิลปกรรม อุตสาหกรรมสิ่งทอ คหกรรม เกษตรกรรม และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำหรับการอบรมของ สอศ.จะแตกต่างจากการอบรมตามโครงการพัฒนาครูของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยจะเน้นอบรมหลักสูตรภาคปฏิบัติเป็นหลัก รวมถึงต้องเป็นหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการของสถานศึกษาต้นสังกัด ผู้เข้าอบรมสามารถนำความรู้มาต่อยอดวิชาที่สอนได้ ไม่ได้มุ่งอบรมเพื่อใช้ในการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะเท่านั้น

นายสุเทพ กล่าวอีกว่า ส่วนงบประมาณที่ใช้ในการจัดอบรมนั้น จะให้วิทยาลัยใช้งบที่มีอยู่บริหารจัดการไปก่อน หากไม่เพียงพอค่อยทำเรื่องเสนอขอมาเป็นกรณีๆ ไป ทั้งนี้ วิทยาลัยแต่ละแห่งจะต้องวิเคราะห์ความต้องการ และความจำเป็นในแต่ละด้าน ก่อนอนุมัติให้ครู อาจารย์เข้ารับการอบรม ในส่วนของ สอศ.ไม่ได้กำหนดค่าใช้จ่ายในการอบรมไว้รายละ 10,000 บาทต่อคนต่อปี เช่นเดียวกับ สพฐ.เพราะหลักสูตรที่อบรมจะแตกต่างจากของ สพฐ. เช่น บางหลักสูตรต้องมีค่าอุปกรณ์ ทำให้ค่าใช้จ่ายในการอบรมต่อหลักสูตรอาจมากกว่า 10,000 บาท ต่อคน สำหรับหน่วยงานที่เสนอหลักสูตรอบรมเข้ามาให้ สอศ.พิจารณานั้น มีทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน รวมถึง สถาบันการศึกษาต่างๆ จากนี้ต้องรอให้สถาบันคุรุพัฒนารับรองหลักสูตรก่อน จึงจะบอกได้ว่าจะเริ่มจัดอบรมเมื่อใด แต่คิดว่าไม่เกินปี 2561 แน่นอน

“ปัจจุบัน สอศ.มีครู อาจารย์ในสังกัดเพียง 17,226 ราย ไม่มากเท่าครูของ สพฐ.ส่วนที่เหลือใช้ครูอัตราจ้างกว่า 18,000 ราย เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนครู ดังนั้น เรื่องงบการจัดอบรมจึงไม่รู้สึกกังวล” นายสุเทพ กล่าว

ศ.ดร. สุชาติ เซี่ยงฉิน อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เปิดเผยถึงผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยยอดเยี่ยมของโลกโดย THE (Times Higher Education) สำนักจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกชื่อดังจากประเทศอังกฤษ ประจำปี 2018 (Times Higher Education World University Rankings 2018) เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา มีมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก รวม 77 ประเทศจากทั่วโลก ผลการจัดอันดับในปีนี้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ติดอันดับ 1001+1 นับเป็นครั้งแรกที่ มจพ.ติดอันดับเข้ามาในอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก และติดอันดับ TOP 10 ในประเทศไทย ทำให้จำนวนมหาวิทยาลัยของไทยที่ติดอันดับเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่ติดอันดับเพียง 9 อันดับมหาวิทยาลัย เป็น 10 อันดับ

ศ.ดร. สุชาติ กล่าวว่า การที่ มจพ.ติด TOP 10 มหาวิทยาลัยไทย และติดอันดับมหาวิทยาลัยโลก เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีผลงานทางวิชาการทั้งบทความและงานวิจัยที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ รวมถึงผลงานวิชาการของนักศึกษาทุนนานาชาติที่มาเรียนที่ มจพ. ต่างได้รับการอ้างอิง ประกอบกับชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยที่มีมายาวนาน ทั้งหมดเป็นองค์ประกอบและตัวชี้วัดของ THE ในการจัดอันดับ World University Rankings ศ.ดร. สุชาติ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมีนโยบายผลักดันให้ผลงานวิจัยและบทความทางวิชาการของมหาวิทยาลัยได้รับการตีพิมพ์ในฐานข้อมูลของ ISI Web of Science และ Scopus ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น ให้ทุนวิจัยกับงานวิจัยที่ตอบโจทย์ตัวชี้วัด ส่งเสริมให้อาจารย์และบุคลากรของ มจพ.ทำงานวิจัยร่วมกับ Professor ของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ เช่น Chemnitz University of Technology ประเทศเยอรมนี หรือนำนักศึกษาต่างชาติมาร่วมทำงานวิจัยกับ มจพ. เพื่อยกระดับมาตรฐานงานวิจัยและบทความทางวิชาการให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ทำให้ มจพ.มีจำนวนงานวิจัยและบทความวิชาการที่ได้รับการตีพิมพ์เพิ่มขึ้นในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเท่าตัว

“ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยมีนโยบายส่งเสริมให้คณาจารย์ บุคลากรไปทำงานวิจัยในต่างประเทศเป็นเวลา 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์และพัฒนาศักยภาพและทักษะการวิจัย โดยลงมือปฏิบัติจริงจากห้อง LAB ของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น MIT, RWTH Aachen, Harvard เพื่อสร้างแนวคิดใหม่ๆ นวัตกรรมใหม่ๆ ในการทำงานวิจัยที่จะสามารถบูรณาการงานวิจัยไปด้วยกัน เพื่อให้งานวิจัยตีพิมพ์อยู่ในระบบฐานข้อมูลงานวิจัยของโลก ซึ่งถือเป็นความสำคัญอีกก้าวของมหาวิทยาลัยที่สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพการเรียนการสอนและศักยภาพของคณาจารย์ในการทำวิจัย และสร้างผลงานวิจัยเพื่อนำ มจพ.ไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในระดับนานาชาติ” อธิการบดี มจพ.กล่าวทิ้งท้าย

ดร. สุเทพ แก่งสันเทียะ ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ลงนามความร่วมมือกับศูนย์พัฒนาปิโตรเลียมภาคเหนือ กรมการพลังงานทหาร ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาเครื่องมืดวัดและควบคุม สาขางานเทคโนโลยีปิโตรเลียม โดยจัดการเรียนการสอนนำร่องที่วิทยาลัยการอาชีพฝาง

ตั้งแต่ปีการศึกษา 2557 เป็นต้นมา caseyrace.com ปัจจุบันมีนักศึกษาสำเร็จการศึกษาแล้ว 2 รุ่น จำนวน 34 คน และปีการศึกษา 2559-2560 มีนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ 20 คน โดยการเรียนการสอนมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้รับความรู้ ทักษะ และประสบการณ์จริงจากการปฏิบัติงานเป็นระยะเวลา 2 ปี แบ่งเป็นภาคทฤษฎีที่สถานศึกษา 1 ปี และฝึกปฏิบัติงานที่ศูนย์พัฒนาปิโตรเลียภาคเหนือ 1 ปี ทำให้นักศึกษามีทักษะความชำนาญในวิชาชีพรองรับความต้องการของตลาดแรงงานที่ขาดแคลนกำลังคนด้านเทคโนโลยีปิโตรเลียมจำนวนมาก สร้างโอกาสการมีงานทำ และเพิ่มขีดความสามารถด้านพลังงานของประเทศ

ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือกล่าวถึงการจัดการเรียนการสอนว่า ทางศูนย์พัฒนาปิโตรเลียมภาคเหนือ กรมการพลังงานทหารได้จัดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญมาร่วมพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การพัฒนาสื่อการสอน รวมถึงระบบวัดและประเมินผล นอกจากนี้ ยังสนับสนุนห้องเรียนสถานที่ฝึกปฏิบัติงาน ห้องทดลอง ห้องค้นคว้า เอกสารตำราเรียน และสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ พร้อมมอบใบรับรองการฝึกประสบการณ์ให้แก่นักศึกษาที่ผ่านเกณฑ์ตามหลักสูตร ส่วนวิทยาลัยการอาชีพฝางสนับสนุนครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ร่วมจัดการศึกษาอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการในการส่งเสริมให้สถานประกอบการมีส่วนร่วมจัดการศึกษาอาชีวศึกษา ในอนาคตจะขยายผลไปยังวิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด และวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ โดยมีระยะเวลาความร่วมมือ 5 ปี คือตั้งแต่เดือนกันยายน 2560-กันยายน 2565

วันที่ 10 ตุลาคม 2560 กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยลักษณะอากาศ ฉบับที่ 7 เรื่อง“ฝนตกหนักบริเวณประเทศไทย (มีผลกระทบถึงวันที่ 11 ตุลาคม 2560)”

ประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า ในช่วงวันที่ 10-11 ต.ค. 60 ประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่และมีลมกระโชกแรงบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ฝั่งตะวันตก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังในที่ราบลุ่มไว้ด้วย

ทั้งนี้เนื่องจากพายุดีเปรสชันที่ปกคลุมบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน มีแนวโน้มจะเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศเวียดนามตอนบนในเช้าวันนี้ (10 ต.ค.60) และจะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำก่อนจะเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศลาว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคเหนือของประเทศไทย ตามลำดับ ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งและมีลมกระโชกแรงเกิดขึ้นได้ สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้ ทำให้ภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนตกหนักบางแห่ง
คาดว่าพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะอากาศตามภาคต่าง ๆ มีดังนี้

ในวันที่ 10 ตุลาคม 2560

ภาคเหนือ บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร และตาก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์ มหาสารคราม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

ภาคกลาง บริเวณจังหวัดนครสวรรค์ ชัยนาท อุทัยธานี ลพบุรี สระบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม และราชบุรี กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคตะวันออก บริเวณจังหวัดฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
ภาคใต้ บริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล