และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี

วันที่ 23 มิ.ย. 60 นายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายชาวสวนยางและสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย (คยปท.) กล่าวว่า ตนได้เสนอในที่ประชุมร่วมระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรสวนยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) ที่ผ่านมา ให้นำยางพารามาทำถนนลาดยางไปทั่วประเทศ ประมาณ 84,000 หมู่บ้าน และทำถนนดินพาราซีเมนต์

“ถนนพาราซีเมนต์ใช้น้ำยางสด ส่วนถนนลาดยางพาราแอสฟันด์ติก ใช้ยางแห้ง สร้างหมู่บ้านละ 1 กิโลเมตร / ปี โดยใช้ยางประมาณ 2.7 ตัน / 1 กม. เป็นการใช้ยางทันทีทั่วประเทศ 260,000 ตัน ส่วนถนนพาราซีเมนต์ใช้ลูกรังบดอัด ใช้น้ำยางสด 12,000 กก. / 1 กกม.ซึ่งใช้แล้วที่ จ.บึงกาฬ”

นายทศพล กล่าวว่าปัญหาขณะนี้ที่จากการปรึกษากับ อบจ.นครศรีธรรมราช มีเหตุผลว่า ไม่สามารถใช้ยางพาราทำถนนได้ ติดอยู่กับกฎกระทรวง ที่ให้ใช้ยางมะตอยแอสฟันด์ติก ดังนั้นจะต้องแก้กฎกระทรวง ให้เป็นพาราแอสฟันด์ติก ซึ่งในการสทำถนนจะต้องนำยางพารามาผสม และจะเป็นที่ถูกต้องตามกฎหมาย

“ผู้มีอำนาจเต็มที่จะแก้ คือนายกรัฐมนตรี ขอให้นายกรัฐมนตรีทำเพื่อชาวสวนยาง นำมาตรา 44 มาดำเนินการ ยางพาราจะเคลื่อนไหวในทิศทางที่ดี และชาวสวนยางทั่วประเทศฟื้นขึ้น เศรษฐกิจฟื้นทันที และเป็นนโยบายที่เป็นรูปธรรมยั่งยืน ราคายางมีเสถียรภาพ ยางผลิตในจังหวัดไหน ก็ให้ใช้ในจังหวัดนั้น แล้วยางจะหายไปจากตลาดทันที จากการบริโภคภายในประเทศ จะทำให้ราคายางขยับเคลื่อนไหวขึ้นทันที

นายทศพล กล่าวว่าในรอบสัปดาห์ราคายางได้ทยอยลงวันละ 1 บาท ต่อ กก. จาก 53 บาท มาอยู่ที่ 48 บาท ต่อ กก. สำหรับบางพื้นที่และบางพ่อค้า ในราคาซื้อขายท้องถิ่น สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สหรัฐอเมริกาประกาศระงับการเข้า”เนื้อสัตว์ทุกชนิด”จากบราซิลประเทศผู้ส่งออกเนื้อรายใหญ่ที่สุดของโลก หลังจากเกิดความกังวลด้านสุขลักษณะ และความปลอดภัยของเนื้อสัตว์

โดยกระทรวงเกษตรของสหรัฐ หรือ ยูเอสดีเอ ออกแถลงการณ์ว่า สหรัฐจะยังคงระงับการนำเข้าเนื้อสัตว์จากบราซิลต่อไปอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าจะมีการแก้ไขเป็นที่น่าพอใจและเหมาะสม “แม้ว่าการค้าระหว่างประเทศจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปกป้องผู้บริโภคชาวอเมริกัน นั่นคือ การที่เราหยุดนำเข้าเนื้อจากบราซิล” ซอนนี่ เพอร์ดู รัฐมนตรีกระกทรวงเกษตรกล่าว

แถลงการณ์ยังระบุอีกด้วยว่า ตั้งแต่เดือนมี.ค ที่ผ่านมาเนื้อสัตว์ที่นำเข้าจากบราซิลถูกระงับ และตรวจสอบอย่างหนัก หลังจากที่บริษัทผู้ผลิตเนื้อสัตว์หลายรายนั้นพัวพันกับเรื่องอื้อฉาวทั้งโรงงานไม่ถูกสุขลักษณะ และเนื้อสัตว์ไม่ได้มาตรฐาน

โดยที่ผ่านมาสหรัฐปฏิเสธการนำเข้าเนื้อสัตว์จากบราซิลไปแล้วถึง 11 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมากกว่าการระงับการนำเข้าเนื้อสัตว์จากประเทศอื่นที่มีเพียงแค่ 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น มหาสารคาม – นายศิรพันธ์ ขุ่มด้วง นายอำเภอเมืองมหาสารคาม เผยว่า ใช้บริเวณหน้าบ้านพักนายอำเภอ และที่ว่างหลังอาคารที่ว่าการอำเภอเมือง เป็นแปลงสาธิต การทำเกษตรผสมผสานตามรอยพ่อเศรษฐกิจพอเพียง โดยปลูกมะนาวในกระถาง จำนวน 40 กระถาง ขณะนี้กำลังออกผล และทำสวนผักอินทรีย์หลังอาคารที่ว่าการอำเภอ ผลผลิตที่ได้จัดแบ่งให้ข้าราชการ พนักงาน สมาชิก อส. ทำเป็นอาหารกลางวัน และแบ่งให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งแจกราษฎรผู้มาติดต่องาน ฟรี นี่คือหลักในการทำงานในการนำแนวคิดทฤษฎีเกษตรผสมผสานตามรอยพ่อไปสู่การปฏิบัติให้เห็นขยายผลสู่ทุกหมู่บ้านในเขตอำเภอเมืองมหาสารคาม

หากทุกคนได้น้อมนำหลักแห่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงแห่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางในการดำรงชีวิต จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พออยู่พอกิน มีภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการเกษตร เกษตรกรต้องลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว หันมาปลูกแบบผสมผสาน กินทุกอย่างที่ปลูก ปลูกทุกอย่างที่กิน

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ปลาตายในแม่น้ำป่าสัก บริเวณหมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 4 ตำบลศาลารีไทย อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี คพ. ร่วมกับ สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 7 (สระบุรี) และสำนักงานสาธารณสุข จังหวัดสระบุรี ได้ออกตรวจสอบพื้นที่และคุณภาพน้ำ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน โดยสอบถามข้อมูลจากประชาชนในพื้นที่ พบว่าในวันที่เกิดเหตุมีฝนตก สภาพน้ำหยุดนิ่ง และสภาพน้ำมีความขุ่น ปลาที่ตายเป็นปลาทับทิมที่เลี้ยงในกระชังปลา มีขนาดน้ำหนักประมาณ ตัวละ 1 กิโลกรัม โดยไม่พบว่ามีปลาในธรรมชาติตาย ซึ่งสภาพน้ำโดยทั่วไปของวันนี้ยังคงมีสภาพหยุดนิ่ง แต่น้ำมีความใสมากขึ้น และยังไม่พบว่ามีการตายของปลาในกระชังและปลาในธรรมชาติ

“จากข้อมูลดังกล่าว สันนิษฐานเบื้องต้นของสาเหตุปลาในกระชังตาย เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากในช่วงกลางวันมีแดดจัด และในช่วงเย็นมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการพัดพาตะกอนลงสู่แม่น้ำ เกิดความสกปรกเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าออกซิเจนต่ำลง และตะกอนเข้าไปติดที่เหงือกปลา ส่งผลให้ปลาตายได้ ทั้งนี้ สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 7 ได้เก็บตัวอย่างน้ำสำหรับการตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป และ คพ.เสนอแนะให้มีการเพิ่มการระบายน้ำจากบริเวณต้นแม่น้ำมากขึ้น เพื่อเพิ่มออกซิเจนกรณีที่พบว่าน้ำหยุดนิ่งไม่ไหลเวียน หรือปลามีการลอยหัวโดยเฉพาะในช่วงก่อนสว่าง” นายจตุพร กล่าว

นายนพพร มหากันธา (ที่ 6 จากขวา) ปศุสัตว์จังหวัดเชียงราย มอบใบรับรอง “โครงการเนื้อสัตว์ปลอดภัย ใส่ใจผู้บริโภค : ปศุสัตว์ OK” แก่ นางอรทัย บุญเลศอนันต์ (ที่ 7 จากขวา) เถ้าเล็กตู้หมูชุมชนร้าน CP-Pork Shop พร้อมเถ้าแก่เล็กฯ อีก 16 ร้านนำร่อง ที่บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ สนับสนุนการสร้างงานสร้างอาชีพและผลักดันให้ร่วมกันพัฒนาและยกระดับมาตรฐานร้านจำหน่ายเนื้อหมู ให้สอดคล้องกับหลักการของปศุสัตว์ OK ร่วมด้วย นายวิรัตน์ ตันหยง (ที่ 2 จากซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการ ซีพีเอฟ ณ ร้านบ้านหมูสด เขตเทศบาลจังหวัดเชียงราย

นายนพพร มหากันธา ปศุสัตว์จังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า รัฐบาลมีนโยบายผลักดันให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลก โดยการเร่งพัฒนาสินค้าเกษตรให้ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล กรมปศุสัตว์สนองนโยบายดังกล่าวด้วยการพัฒนากระบวนการรับรองสินค้าปศุสัตว์ภายในประเทศให้ครบห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่ระดับฟาร์มไปจนถึงสถานที่จำหน่าย โดยมีเป้าหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัย ผ่านโครงการปศุสัตว์ OK ที่กรมปศุสัตว์เร่งดำเนินการให้เกิด “เนื้อสัตว์ปลอดภัย ใส่ใจผู้บริโภค” มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน พบว่าโครงการนี้มีส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างอาหารปลอดภัยให้กับผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี เนื่องจากร้านจำหน่ายเนื้อสัตว์จะต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการผลิต จากการเลี้ยงสัตว์ในฟาร์มมาตรฐานกรมปศุสัตว์ที่ต้องปลอดภัยปลอดโรค ผ่านการเชือดชำแหละในโรงฆ่ามาตรฐานและถูกกฎหมาย และจุดจำหน่ายต้องสะอาดถูกสุขลักษณะ ที่สำคัญเนื้อสัตว์ที่วางจำหน่ายต้องปลอดสารตกค้าง ทั้งยาปฏิชีวนะ และสารเร่งเนื้อแดง

“ที่ผ่านมาปศุสัตว์จังหวัดเชียงรายได้ให้การรับรองร้านจำหน่ายเนื้อสัตว์ในโครงการปศุสัตว์ OK แล้ว 26 แห่ง และในปีนี้ให้การรับรองเพิ่มขึ้นถึง 19 แห่ง กระจายอยู่ทั่วทั้งจังหวัดเชียงราย นับเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคชาวเชียงราย ให้มีความมั่นใจในการเลือกซื้อเนื้อสัตว์ที่ปลอดภัย โดยเฉพาะผู้ประกอบการเถ้าแก่เล็กตู้หมูชุมชน ร้าน CP-Pork Shop ที่ร่วมกันพัฒนาและยกระดับมาตรฐานร้านจำหน่ายเนื้อหมูให้สอดคล้องกับหลักการของปศุสัตว์ OK ที่สามารถเป็นต้นแบบของโครงการได้เป็นอย่างดี” นายนพพร กล่าว

ด้าน นายวิรัตน์ ตันหยง รองกรรมการผู้จัดการ ซีพีเอฟ กล่าวเพิ่มเติมว่า ซีพีเอฟมีนโยบายการผลิตอาหารปลอดภัยตามมาตรฐานสากลเพื่อผู้บริโภคตามวิสัยทัศน์ “ครัวของโลก” ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกรมปศุสัตว์ในการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์ให้มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น ที่ผ่านมาบริษัทมุ่งเน้นการผลิตสินค้าที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำมาโดยตลอด โดยเฉพาะการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายเนื้อสัตว์ปลอดภัยถึงมือผู้บริโภคในชุมชนต่างๆ ที่อยู่ห่างไกลจากแหล่งจำหน่ายในตัวเมือง ด้วยการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่มีธุรกิจร้านจำหน่ายของชำในชุมชนอยู่แล้วหรือผู้สนใจ ได้จำหน่ายเนื้อหมูสดและสินค้าปศุสัตว์อื่นๆ ผ่านร้านตู้หมูชุมชน CP-Pork Shop

“เถ้าแก่เล็กตู้หมูชุมชนถือเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าหมูสด สะอาด ปลอดภัย จากผู้ผลิตถึงมือผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานของโครงการปศุสัตว์ OK ทั้งยังเป็นการส่งเสริมอาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่ให้มีรายได้และอาชีพที่มั่นคง สำหรับการรับรองมาตรฐานโครงการปศุสัตว์ OK ในครั้งนี้ ขอขอบคุณปศุสัตว์จังหวัดเชียงรายและคณะกรรมการตรวจประเมินทุกท่านที่ให้คำแนะนำแก่บริษัทและเถ้าแก่เล็กทั้ง 17 ราย ทำให้เราได้มีส่วนร่วมยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการผลิตเนื้อสัตว์เพื่อผู้บริโภคชาวเชียงรายทุกคน” นายวิรัตน์ กล่าว

16 มิถุนายน 2560 – บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหารจำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมลงนามเป็นสมาชิกในโครงการ Seafood Business for Ocean Stewardship (SeaBOS) เพื่อความร่วมมือระดับสากลในการพิทักษ์มหาสมุทร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเล สู่เป้าหมายการอนุรักษ์ระบบนิเวศและการผลิตอาหารทะเลคุณภาพสำหรับมนุษย์ด้วยความรับผิดชอบอย่างยั่งยืน

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมของ SeaBos โดยนายอดิเรก ศรีประทักษ์ ประธานกรรมการบริหาร เข้าเป็นสมาชิกในโครงการนี้ ตอกย้ำเจตนารมย์อันแน่วแน่ของบริษัทในการร่วมมือกับผู้ประกอบธุรกิจอาหารทะเลชั้นนำระดับโลกเพื่อเป็นผู้พิทักษ์มหาสมุทรและระบบนิเวศทางทะเล สร้างความมั่นใจว่าโลกจะมีทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลคุณภาพดีและอุดมสมบูรณ์ ที่จะนำไปผลิตเป็นอาหารของมนุษย์ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

ทั้งนี้ SeaBOS เป็นความริเริ่มของมหาวิทยาลัยสต๊อคโฮม ประเทศสวีเดน ร่วมกับกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารทะเลรายใหญ่ของโลกหลายราย ที่เล็งเห็นความสำคัญของความมั่นคงและอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลทั่วโลก และความอยู่ดีกินดีของผู้บริโภคอย่างยั่งยืน จึงได้ร่วมกันกำหนดพันธกิจในการป้องกันและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทางทะเลด้วยการจัดการวัตถุดิบตลอดห่วงโซ่การผลิตและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ตั้งแต่ภาคการประมงจนถึงธุรกิจเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (United Nations Sustainable Development Goals : SDGs)

“นับเป็นครั้งแรกที่มีการเชื่อมต่อความเป็นผู้นำทางวิทยาศาสตร์และผู้นำทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทะเลของสมาชิกจากทวีปเอเซีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ เพื่อร่วมสร้างความตระหนักรู้การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศทางทะเล รวมถึงการหาแนวทางแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ” นายวุฒิชัย กล่าว

สำหรับพันธกิจสำคัญของโครงการนี้ ประกอบด้วย เพิ่มความโปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับในการดำเนินงานของบริษัท, ลดการทำประมงผิดกฎหมาย, ร่วมมือกันทางวิทยาศาสตร์เพื่อปรับปรุงและบริหารจัดการการทำประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ, ร่วมมือกันกำจัดการใช้แรงงานผิดกฎหมายในทุกรูปแบบ, ลดการใช้ยาปฏิชีวนะ, ลดการใช้พลาสติกในกระบวนการผลิต เพื่อลดปัญหามลพิษ, ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, จัดทำแนวทางปฏิบัติรวมทั้งปรับปรุงกฎหมายในการป้องกันทรัพยากรทางทะเลที่เกิดใหม่ รวมถึงการลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีในการสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

นายวุฒิชัย กล่าวต่อไปว่า การร่วมเป็นสมาชิกในโครงการนี้ จะเป็นการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารทะเลชั้นนำของโลก และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค คู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ และส่งเสริมให้บริษัทสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

นายวุฒิชัย กล่าวย้ำว่า ซีพีเอฟ มีนโยบายคุณภาพอาหารชัดเจนและเคร่งครัด รวมถึงนโยบายมาตรฐานอาหาร ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตเดียวทั่วโลกสอดคล้องกับมาตรฐานอาหารสากล สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต และยังมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมสู่ความยั่งยืน ภายใต้ 3 เสาหลัก อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และ ดินน้ำป่าคงอยู่ ซึ่งสอดคล้องและร่วมสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ

นอกจากนี้ บริษัทฯยังได้ดำเนินการร่วมกับคู่ค้าธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรอิสระ ภาคประชาสังคม ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องในภาคส่วนต่างๆ ในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นในอุตสาหกรรมประมง โดยการผลักดันการใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับและการใช้แรงงานอย่างถูกต้องเหมาะสม สอดคล้องตามมาตรฐานสากลตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลของบริษัท รวมถึงกระบวนการตรวจสอบประเมินที่โปร่งใส โดยผู้ตรวจสอบอิสระจากภายนอก และยังมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนแผนปฏิบัติการประมงอย่างยั่งยืน (Fishery Improvement Plan) ในสองฝั่งทะเลของประเทศไทยด้วย

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงความปลอดภัย อาหารและยา (เอ็มเอฟดีเอส) สาธารณรัฐเกาหลี ได้อนุมัติให้ผู้ประกอบการเลี้ยงไก่ไข่ของไทย 2 ราย ได้แก่ บริษัท เกษมชัยฟู๊ดส์ จำกัด และบริษัท แสงทองฟาร์ม จำกัด สามารถส่งไข่ไก่สดไปเกาหลีใต้ได้ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไป ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ภายหลังเอ็มเอฟดีเอส เข้ามาตรวจรับรองกระบวนการผลิตไข่ไก่สดเพื่อการส่งออกของไทย ซึ่งเกาหลีใต้ได้อนุมัติอีก 6 ประเทศ ได้แก่ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย แคนาดา เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ และสเปน

พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า ขณะนี้เกาหลีใต้ กำลังประสบปัญหาโรคไข้หวัดนก ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 ทำให้ปริมาณไข่สดภายในประเทศลดลง จึงให้นำเข้าสินค้าไข่และต้องการนำเข้าเดือนละ100 ตู้ โดยกระทรวงคาดว่าจะสามารถส่งออกไข่ไก่สดไปเกาหลี เฉลี่ยเดือนละ 32.5 ล้านฟอง/เดือน คิดเป็นมูลค่า 1.04 ล้านบาทต่อ 1 ตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งจะช่วยให้ไข่ไก่ในประเทศมีปัญหาด้านราคามีเสถียรภาพมากขึ้น และคาดว่าเพิ่มสัดส่วนการส่งออกไข่ไก่ไปยังตลาดต่างประเทศได้ประมาณ 2.3% ของปริมาณผลผลิตไข่ไก่ของประเทศไทย หรือมูลค่าประมาณ 750 ล้านบาท

นายสรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ปี 2559 ไทยสามารถส่งออกสินค้าไข่ไก่สดไปยังต่างประเทศ 612 ล้านบาท ขณะที่การส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกสดเกาหลีได้ให้การรับรองโรงเชือดสัตว์ปีก 22 แห่ง ปัจจุบันไทยส่งออกสินค้าเนื้อไก่สดไปเกาหลีใต้ 1 ล้านกิโลกรัม มูลค่า 102 ล้านบาทในปี 2560 ขณะนี้กรมตั้งแผนที่จะผลักดันการส่งออกไข่ไปสหภาพยุโรป (อียู) ให้ได้ภายใน 5 ปี ต่อจากเกาหลีใต้ สิงคโปร์ และฮ่องกง ซึ่งจะส่งออกไข่ไปอียูได้นั้นต้องผ่านมาตรฐานการปลอดเชื้อซัลโมเนลล่า (Salmonella) ตั้งแต่โรงพักไข่ แม่ไก่พันธุ์ จนมาเป็นลูกไข่ และออกไข่ให้ได้เสียก่อน ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างพัฒนามาตรฐานและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำมาตรฐานดังกล่าวมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อให้สามารถปลอดเชื้อซัลโมเนลล่าได้ 100%

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง จ.นครราชสีมา มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ช่วยเหลือเรื่องปัญหาราคามันสำปะหลังตกต่ำ ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ขอความร่วมมือให้โรงแป้งและโรงงานเอทานอลรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรอย่างต่อเนื่องในราคาที่เป็นธรรม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิต

“ขณะนี้เป็นช่วงปลายฤดูการผลิต 2559/60 ซึ่งผลผลิตส่วนใหญ่ได้ออกสู่ตลาดใกล้หมดแล้ว ยังคงเหลือตกค้างอยู่บ้าง ประกอบกับขณะนี้เป็นช่วงฤดูฝน หัวมันสดที่เก็บเกี่ยวในช่วงนี้มีเปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งต่ำ และลานมันส่วนใหญ่หยุดรับซื้อแล้ว เนื่องจากไม่สามารถตากมันเส้นได้ เลยส่งผลกระทบให้ราคาหัวมันสดมีแนวโน้มลดลง แต่กระทรวงแก้ปัญหา โดยขอให้โรงแป้งและโรงงานเอทานอลเข้ามาช่วยรับซื้อแล้ว”

นางอภิรดีกล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์มีมาตรการในการดูแลพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังมาโดยตลอดโดยรัฐบาลปัจจุบันมุ่งเน้นบริหารจัดการสินค้ามันสำปะหลังเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ ตลอดจนอุตสาหกรรมมันสำปะหลังโดยรวมของไทย และรักษาเสถียรภาพราคาโดยไม่มีการแทรกแซงหรือบิดเบือนกลไกตลาด อาทิ การลดต้นทุนการเพาะปลูกและเพิ่มผลผลิต การลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของเกษตรกร เป็นต้น ซึ่งจะสามารถช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ มีแนวทางการบริหารจัดการด้านการตลาดมันสำปะหลัง โดยให้มีการเชื่อมโยงตลาดมันเส้นสะอาดของกลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร กับโรงงานเอทานอล ผู้ค้า/ผู้ส่งออก มันสำปะหลัง สหกรณ์ผู้เลี้ยงปศุสัตว์ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มมันสำปะหลังนอกเหนือจากการจำหน่ายผลผลิตในรูปหัวมันสดเพียงอย่างเดียว รวมทั้งสร้างอำนาจต่อรองในการจำหน่ายผลผลิตและสามารถกำหนดราคาขายได้ด้วยตนเอง

ส่วนการขยายตลาดแป้งมัน ได้มีการเชื่อมโยงโดยขยายตลาดแป้งมันสำปะหลังในอุตสาหกรรมแปรรูปขั้นสูงไปตลาดใหม่ในประเทศที่มีศักยภาพ เช่น อินเดีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เป็นต้น ตลอดจนจับคู่เจรจาธุรกิจ (Business Matching) กับผู้ซื้อต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน กำหนดมาตรการนำเข้า-ส่งออก เพื่อเป็นเครื่องมือในการรักษาระดับราคามันสำปะหลัง โดยมาตรการนำเข้า กระทรวงกำหนดให้ผู้ประกอบการสามารถนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านได้ แต่ต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้า คือ ต้องมีหนังสือรับรองประกอบการนำเข้า (หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า/ สุขอนามัยพืช/ มาตรฐานสินค้า) และต้องนำเข้ามาทางด่านศุลกากรที่มีด่านตรวจพืชหรือที่อยู่ในเขตอำนาจของด่านตรวจพืช รวมถึงต้องรายงานการนำเข้า
สำหรับมาตรการส่งออก ในช่วงเดือนม.ค.-เม.ย. ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก กำหนดให้ผู้ส่งออกต้องมีสต๊อกในครอบครองในอัตราส่วน 1.5 : 1 โดยผู้ส่งออกต้องมีสต๊อก 1.5 ส่วน จะสามารถส่งออกได้ 1 ส่วนเพื่อให้ผู้ส่งออกช่วยดูดซับอุปทานภายในประเทศ

สำหรับมาตรการรองรับผลผลิตฤดูกาลผลิตปี 2560/61 มีการหารือร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับข้อกำหนด กฎหรือระเบียบที่เป็นข้อจำกัดในการผลิตและจำหน่ายเอทานอล เพื่อที่จะสามารถผลักดันให้มีการใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมเอทานอลเพิ่มขึ้น โดยได้ร่วมกับสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย และสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง จัดทำบันทึกความร่วมมือ (MOU) เพื่อเชื่อมโยงรับซื้อมันเส้นสะอาดจากเกษตรกรแล้ว

นอกจากนี้แล้ว ยังหารือผู้ประกอบการแปรรูป เพื่อนำนวัตกรรมมาใช้ในการแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้ มันสำปะหลัง รวมทั้งผลักดันให้มีการปลูกมันสำปะหลังอินทรีย์ ซึ่งเกษตรกรจะขายได้ในราคาสูงกว่าปกติ หลายเท่า

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน นายสุวัฒน์ พรมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟชบุ๊กส่วนตัว สุวัฒน์ พรมสุวรรณ โดยระบุว่า “ผู้ว่ากะน้อยใจเป็น อ่านเอกสารบนโต๊ะก็บ่แล้วใจ เลยลงมาดูเอง ถูกชาวไร่ต่อว่า จะผูกคอตายบ้าง จะเบี้ยวหนี้บ้าง จะซึมเศร้าทั้งหมู่บ้านบ้าง ไม่มาช่วยบ้าง เอ้าอยากจะบ่นจะต่อว่าอย่างไร ก็รับได้ เพราะตอนปลายปีที่แล้วราคา 6-7 บาท ผู้ว่าแวะไปไม่ถูกต่อว่า กินข้าวแบบฝืดคอขนาดมื้อนี้”

ทั้งนี้ เรื่องราวดังกล่าวที่ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ได้โพสต์ความรู้สึกลงนั้น หลังจากในพื้นที่ จ.ลำปาง เกิดปัญหาผลผลิตสับปะรดล้นตลาดแบบทะลัก จากปัญหาโรงงานในภาคใต้ไม่รับซื้อผลผลิต เพราะในพื้นที่ภาคใต้ก็มีปัญหาสับปะรดล้นตลาดเช่นกัน จึงทำให้ผลผลิตสับปะรดลำปางเกิดมีปัญหา มีจำนวนมาก โดยเฉพาะในเดือนมิถุนายน 2560 นี้ ที่ จ.ลำปาง จะมีผลผลิตออกมากว่า 24,000 ตัน จากจำนวนผลผลิตทั้งหมดในปีนี้ที่จะออกมากว่า 37,000 ตัน โดยทางผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ได้สั่งการให้ทุกภาคส่วนเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่แล้ว กระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ได้เดินทางมาเยี่ยมผู้ปลูกสับปะรดในพื้นที่ ต.บ้านเสด็จ อ.เมือง จ.ลำปาง ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ในการปลูกด้วยตนเอง จนถูกชาวไร่สับปะรดต่อว่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุวัฒน์ อยากทราบถึงความเดือดร้อนของชาวไร่สับปะรด ถึงแม้จะอ่านรายงานการปลูกสับปะรด และรายงานผลผลิตสับปะรดในปีนี้ แต่ก็ยังไม่ทราบถึงความเดือดร้อน จึงได้เดินทางมาดูด้วยตนเอง ซึ่งการมาเยี่ยมชาวไร่สับปะรด ก็มาแบบส่วนตัว เพื่อเป็นการเข้าถึงเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน แต่ก็มาถูกต่อว่าดังกล่าว ทั้งที่ผ่านมาในปลายปีก่อนราคาสับปะรดดีกิโลกรัมละ 6-7 บาท แต่มาปีนี้ร่วงหนักสุดเหลือกิโลกรัมละ 1.50 บาท ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางถึงขั้นกับโพสต์ความรู้สึกน้อยใจ และบอกถึงกับว่ากินข้าวแบบฝืดๆ คอ

นายสุวัฒน์ เผยถึงการเร่งให้ความช่วยเหลือว่า icid2018.org ทางจังหวัดลำปางได้พยายามในทุกช่องทางที่จะเร่งช่วยเหลือ และกระจายผลผลิตสับปะรดออกให้ถึงมือผู้บริโภคโดยเร็วที่สุด เพราะผลผลิตจะสุก และอาจจะเน่าเสียได้ ซึ่งล่าสุดในวันนี้ได้ประกาศในพื้นที่ จ.ลำปาง ให้เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดเอาผลผลิตที่มีไปวางจำหน่ายตามปั้มน้ำมัน ปตท.ที่มีอยู่ใน จ.ลำปาง ได้ทุกแห่ง จำนวน 22 แห่ง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นการเปิดจุดกระจาย และจำหน่ายผลผลิตที่มีมากขณะนี้ เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสเลือกซื้อสับปะรดลำปางไปบริโภค นอกจากนี้ ยังได้ประสานไปยังธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร เตรียมหาแนวทางช่วยชาวไร่สับปะรดลำปางในเรื่องดอกเบี้ยที่ไปกู้ยื่นเงินมาลงทุน

“สำหรับปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดในพื้นที่ จ.ลำปาง ขณะนี้ตนเองได้รายงานไปยังปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว และทางจังหวัดลำปางยังขอให้ทางกระทรวงมหาดไทย ช่วยประสานจังหวัดต่างๆ ที่มีโรงงานที่จะสามารถรับซื้อสับประรด ให้เปิดการรับซื้อ หรือเพิ่มปริมาณรับซื้อให้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังขอให้ทางกระทรวงมหาดไทยช่วยประสานห้างสรรพสินค้าต่างๆ ให้นำผลผลิตไปจำหน่ายมากขึ้นด้วย เพื่อเป็นการกระจายผลผลิตที่กำลังทะลักล้นออกมาขณะนี้ อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกที่โพสต์ออกไปนั้นก็เกิดความน้อยใจ ที่ได้ทำงานแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในทุกเรื่องราว รวมถึงเรื่องปัญหาสับปะรดราคาตกต่ำ ขอย้ำว่าถึงแม้จะน้อยใจบ้าง แต่ก็ยังสู้ในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดให้ผ่านวิกฤตในปีนี้ไปให้ได้” นายสุวัฒน์กล่าว

“หมอนยางพารา” สหกรณ์ฯหนองครก เมืองตรังยอดขายพุ่งเดือนละล้าน “จีน-ลาว” ออร์เดอร์ไม่อั้น เตรียมเพิ่มไลน์ผลิตที่นอน-ของใช้เด็กอ่อน ด้านสหกรณ์จังหวัดตรังอัดงบฯอีก 4.2 ล้าน สร้างอาคารเก็บผลิตภัณฑ์รองรับกำลังการผลิตเพิ่ม

นายมนัส หมวดเมือง ผู้จัดการสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านหนองครก จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ 8 ต.หนองปรือ อ.รัษฎา จ.ตรัง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากที่สหกรณ์ฯบ้านหนองครก ซึ่งมีสมาชิกกว่า 100 ราย ได้ดำเนินการแปรรูปยางพาราเป็นหมอนยางพารา โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากจังหวัดตรังกว่า 12.85 ล้านบาท ในการซื้อเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต พร้อมโรงงาน และเริ่มดำเนินการผลิตเมื่อเดือนสิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าจนถึงขณะนี้ผลิตภัณฑ์หมอนจากยางพารา ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจากลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ สหกรณ์ฯบ้านหนองครก สามารถทำยอดขายหมอนยางพาราได้เฉลี่ยเดือนละกว่า 1 ล้านบาท มีกำลังการผลิตประมาณ 400 ใบต่อวัน หรือเดือนละกว่า 12,000 ใบ ใช้น้ำยางสดที่รับซื้อจากเกษตรกรเป็นวัตถุดิบในการผลิตมากกว่าวันละ 9-10 ตัน จำหน่ายแบบขายส่งใบละ 450-500 บาท ขายปลีกใบละ 600 บาท