และหลังจากนั้น ทางผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ได้ปั่นจักรยาน

เดินทางไปเปิดงานอีก 5 จุดเช่น งานของเทศบาลเมืองเลย หน้า สวท เลย โรงเรียนเลยพิทยาคม หน้าศาลากลาง และจุดอื่นๆ ที่มีการเรียนเชิญมา เมื่อวันที่ 12 ม.ค. บีบีซีรายงานถึงกรรมวิธีที่ทรมานกุ้งล็อบสเตอร์ให้น้อยที่สุด เนื่องด้วยล็อบสเตอร์เป็นหนึ่งในอาหารราคาแพงหายากที่ต้องปรุงตั้งแต่มันยังเป็นๆ แต่ทางสวิตเซอร์แลนด์ออกกฎใหม่ห้ามปรุงล็อบสเตอร์ขณะที่มันกำลังมีชีวิต

จากสูตรที่ว่าให้นำล็อบสเตอร์ค่อยหย่อนหัวลงไปและต้มเป็นเวลา 15 นาที ซึ่งเป็นสูตรที่แพร่หลายในโลกอินเตอร์ แต่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทางสวิตเซอร์แลนด์สั่งห้ามปรุงล็อบสเตอร์ด้วยวิธีการดังกล่าว พร้อมกับออกคำสั่งให้ครัวทุกแห่งที่เสิร์ฟล็อบสเตอร์ต้องทำให้มันมึนเสียก่อนค่อยปรุงอาหาร เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดที่อาจเกิดกับกุ้ง

คำสั่งดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ออกมาแล้วว่าสัตว์น้ำจำพวกที่ไม่มีกระดูกสันหลัง รวมไปถึงกุ้งเครย์ฟิช และปู ก็มีความรู็สึกเจ็บปวดเช่นเดียวกัน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์โจนาธาน เบิร์ช จากภาควิชาปรัชญาแห่งมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์ลอนดอนให้คำจำกัดความถึงความเจ็บปวดว่า เจ็บปวดคือการรับรู้ถึงสิ่งที่ไม่ชอบไม่ถูกใจอย่างรุนแรง และความรู้สึกที่เกี่ยวพันกับสิ่งที่อาจจะเกิดหรือเกิดขึ้นจริงๆต่อร่างกาย ซึ่งปูและล็อบสเตอร์ต้องได้รับการปกป้องจากการปรุงตั้งแต่มันยังเป็นๆ

ในการทดลองจากมหาวิทยาลัยควีนส์ ในเบลฟาส์ต ไอแลนด์เหนือ โดยศาสตรจารย์โรเบิร์ต เอลวูด ระบุว่าปูที่นำมาทดลองเกิดอาการยอมถอย ยอมแพ้ หลังถ้ำที่หลบภัยอันมืดมิดและล้ำค่าของพวกมันถูกติดตั้งไฟฟ้าสถิตไว้ ซึ่งมันเผยให้เห็นว่าพวกมันอาจจะมีความเจ็บปวด

ทั้งนี้มีการเสนอวิธีทำเมนูเด็ดจากล็อบสเตอร์โดยไม่ต้องปรุงมันทั้งเป็นๆ คือทำให้มันอยู่ในสภาวะที่ไร้สติ ไม่ว่าจะด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้า จับแช่ไว้ในช่องชิลลิ่ง หรือชั้นน้ำแข็งของตู้เย็น หรือกระทั่งใช้สารสำหรับใส่ในตู้ปลาทะเลเพื่อทำให้กุ้งล็อบสเตอร์มึนงง

การทำให้สัตว์จำพวกกุ้ง กั้ง ปูมึนค่อยข้างง่าย ไม่เหมือนกับปลาเพราะสัตว์จำพวกดังกล่าวกระจายระบบรับความสั่งการไปทั่วร่างกาย ไม่เหมือนปลาที่แม้ว่าจะทำเอาเนื้อบางส่วน หรือจับไปทอดโดยเว้นหัวไว้มันก็ยังมีชีวิต

สภาพตลาดกลางปศุสัตว์จังหวัดชานแดนภาคใต้ ต.บางเขา อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางมาเปิดเมื่อวันที่27พฤศจิกายน2560ที่ผ่านมา ปัจจุบันกลายเป็นตลาดร้าง เป็นโรงเรือนที่ทหารมาผูกเปลนอน กางเต๊นท์ จากการสอบถามชาวบ้านเบื้องต้นทราบว่า ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีมาเปิด จากนั้นตลาดตกอยู่ในสภาพดังกล่าวมาตลอด เนื่องจากวิถีชาวปัตตานี มักจะซื้อขายแพะ วัว ไก่ ตามบ้านเรือน ต่างจากภาคอีสานที่ซื้อขายในตลาดปศุสัตว์

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในวันที่ 10 ก.พ.2561 สภาเกษตรกรแห่งชาติ มอบให้สภาเกษตรกรจังหวัดสกลนคร ลงพื้นที่พูดคุยและคัดเลือก เกษตรกรที่มีคุณภาพร่วมทำโครงการปลูกกัญชา ภายในพื้นที่นำร่อง 5,000 ไร่ ในพื้นที่จังหวัดสกลนคร เขตพื้นที่ทหาร การสำรวจพื้นที่เพาะปลูกเกิดภายหลังนำคณะเข้าพบนายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) และผู้บริหารระดับสูง เข้าหารือกับกระทรวงสาธารณสุข พบว่ากระทรวงสาธารณสุขได้ออกกฎกระทรวง การขออนุญาตและการอนุญาตผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 4 หรือในประเภท 5 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 ม.ค.2560

โดยรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข สามารถอนุญาตให้มีการเพาะปลูกพืชกัญชาเพื่อสกัดเป็นยารักษาโรคในพื้นที่ที่รัฐมนตรีกำหนด โดยมีความเห็นร่วมกันว่าพื้นที่กำหนดพื้นที่แรกคือ จ.สกลนคร เพราะเป็นต้นน้ำ แม่น้ำสงคราม เทือกเขาภูพานเป็นแหล่งกำเนิดพันธุ์พืชกัญชาที่ดีที่สุดในอดีตและในประวัติศาสตร์ได้มีการพูดถึงหลายครั้ง แม้แต่ตอนนี้เองในป่าเขาก็ยังมีต้นกัญชาที่ยังขึ้นเองตามธรรมชาติอยู่ถึงแม้จะมีกฎหมายหวงห้ามแต่ธรรมชาติก็ยังดำรงอยู่ จึงจะใช้พื้นที่ของ จ.สกลนครเป็นพื้นที่นำร่องในการส่งเสริมการปลูกพืชกัญชา โดยประกาศให้อยู่ในเขตทหารก่อนซึ่งจะทำให้ควบคุมได้ง่าย พร้อมทั้งต้องตั้งกรรมการควบคุมให้ใกล้ชิดเพื่อป้องกันการหลุดรอดของสิ่งที่ไม่พึงประสงค์

“เกษตรกรที่จะเข้าร่วมทำโครงการ ต้องมีหลักปฏิบัติที่ดี มีจริยธรรมสูง เพราะเป็นพืชควบคุมและมูลค่าสูงเกษตรกรต้องไม่นำไปใช้ผิดประเภท ด้วยจะสร้างปัญหาให้กับประเทศชาติและจะมีผลกระทบต่อโครงการ การพยายามทำให้พืชกัญชาและกระท่อมเพื่อให้แพทย์สามารถใช้เป็นยารักษาโรคได้ สภาเกษตรกรฯได้ขับเคลื่อนเรื่องการแก้ปัญหา พ.ร.บ.ยาเสพติดมาหลายครั้งแล้วเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา”

นายประพัฒน์ กล่าวว่า วันที่ 8-9 ก.พ.นี้ สภาเกษตรกรฯ ร่วมกับองค์การเภสัชกรรม ป.ป.ส. อย. จัดเวทีวิชาการเรื่อง “กัญชาเป็นยารักษาโรค” ณ โรงแรมรามาการ์เดนท์ โดยมีนักวิชาการ, แพทย์, นักกฎหมาย และผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ความรู้ ถือเป็นประโยชน์มาก หลังจากนั้นภายในเดือนมีนาคม สภาเกษตรกรฯ จะจัดเวทีวิชาการเรื่อง “พันธุกรรมของกัญชา” เนื่องจากกัญชาเป็นพืชเมืองร้อน พันธุกรรมและสรรพคุณทางยาที่ดีจะอยู่ในเขตเมืองร้อนทั้งนั้น ซีกโลกตะวันตกไม่มี เพราะสภาพพื้นที่ ภูมิอากาศที่เหมาะสมกับการขึ้นตามธรรมชาติของต้นกัญชา พร้อมทั้งการสร้างตัวยานั้นมีคุณค่าและปริมาณสูง หลายประเทศ

ขณะนี้ได้ส่งออกตัวยาแล้วซึ่งสาร THC หรือสารตัวยาจะต่ำ ความเข้มข้นน้อย บ้านเรามีความเข้มข้นมากกว่าเยอะ หลายประเทศอยู่ระหว่างที่จะทำ ประเทศไทยอาจจะช้าแต่มีโอกาสมากกว่าและศักยภาพสูงกว่า ต้นทุนถูกกว่าไม่ต้องปลูกในมุ้ง,โรงเรือน ต่างประเทศต้องทำโรงเรือนทำให้ต้นทุนสูงมาก ทั้งนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับการสร้างเศรษฐกิจเป็นหลักการเรื่องฐานเศรษฐกิจชีวภาพ ซึ่งทางนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีได้พยายามทำเรื่องนี้มานาน นี่คือรูปธรรมหนึ่งของการทำให้ประเทศนี้ไปสู่ความหลากหลายของเศรษฐกิจด้วยฐานชีวภาพที่หลากหลายของตัวเอง

เมื่อวันที่ 15 มกราคม นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวชี้แจงถึงการประกวดมะขามหวาน หลังมีข้อซักถามถึงทางจังหวัดเพชรบูรณ์จะเปิดโอกาสให้เกษตรกรในจังหวัดอื่นๆ ส่งมะขามหวานเข้าร่วมประกวดภายในงาน “มะขามหวาน นครบาลเพชรบูรณ์” ประจำปี 2561 ได้หรือไม่ ว่า อยากเชิญชวนทุกจังหวัดมาร่วมประกวดมะขามหวาน แต่ไม่มั่นใจว่าจังหวัดอื่นๆ จะมีหวานกว่าเพชรบูรณ์หรือเปล่า ปัจจุบันเพชรบูรณ์เป็นจังหวัดที่ปลูกมะขามหวานได้มีคุณภาพที่สุด ข้อเท็จจริงก็มีจังหวัดใกล้ๆ ปลูกได้เหมือนกัน แต่หากจะขายได้ต้องมาติดแบรนด์ที่เพชรบูรณ์ก่อน

“จริงๆแล้วเราได้ทำ GI ประกาศไปแล้วว่ามะขามหวานเพชรบูรณ์มีสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่เป็นเอกลักษณ์จริงๆ อย่างไรก็ตามในการยกระดับการประกวดมะขามหวานก็เห็นด้วย อยากจะทำหรือยกระดับให้เป็นระดับประเทศ แต่ไม่มั่นใจว่าทำไปแล้วจะมีจังหวัดอื่นๆ ส่งเข้าประกวดหรือไม่ เพราะมะขามหวานเพชรบูรณ์ค่อนข้างจะเป็นหนึ่งเดียวจริงๆ แต่ทั้งนี้ก็รับเรื่องนี้ไว้และนำไปพิจารณา” นายพิบูลย์ กล่าว

นายสถิตย์ ยะแก้ว รักษาการเกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์กล่าวว่า ปัจจุบันเพชรบูรณ์มีพื้นที่เพาะปลูกมะขามหวานที่ให้ผลผลิตแล้ว ราว 78,715 ไร่ คาดผลผลิตในปีนี้ราว 30,620 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 3,000 ล้านบาท ส่วนการประกวดมะขามหวานจะมีขึ้นในวันที่ 23 มกราคมนี้ กำหนดไว้ 5 สายพันธุ์ได้แก่ พันธุ์ศรีชมภู พันธุ์สีทอง พันธุ์ประกายทอง พันธุ์ขันตี และพันธุ์อื่นๆ โดยหลักเกณฑ์การจัดส่งมะขามหวานเข้าร่วมประกวดต้องเป็นเกษตรกรภายในจังหวัดเท่านั้น มีเกษตรกรอำเภอ-ตำบลเป็นผู้รับรองพันธุ์และสามารถนำชี้ต้นพันธุ์ได้ เกษตรกร 1 คนส่งได้เพียง 1 ตัวอย่าง 1 สายพันธุ์โดยเกษตรกรเริ่มส่งตัวอย่างมะขามหวานได้ตั้งแต่วันที่ 8-19 มกราคม ณ สำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่ง

หลังจากเมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา เว็บไชต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 1/2561 เรื่อง การแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบ

โดยที่รัฐบาลได้ให้ความเห็นชอบแผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบ พ.ศ.2559-2564 ซึ่งต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกฎและระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เป็นสากล และสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ จึงมีความจําเป็นต้องมีการยกเว้นการใช้บังคับ (18) ของมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2527 เป็นการชั่วคราว เพื่อให้การดําเนินการตามแผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบสามารถบรรลุผลสําเร็จ เพื่อสร้างความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค ชาวไร่อ้อย และโรงงานน้ำตาลทราย อันจะเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจทั้งภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมของประเทศ อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่งดังต่อไปนี้

ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มกราคม รายงานข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรมแจ้งว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2561 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศใช้ ม.44 ประกาศลอยตัวราคาน้ำตาลทราย มีผลทันที โดยกระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมแถลงข่าวเรื่องนี้อย่างเป็นทางการวันที่17 มกราคมนี้ อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นคาดว่าราคาน้ำตาลในประเทศที่ปัจจุบันอยู่ที่ 22-23 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) จะลดลง 2-3 บาทต่อกิโลกรัม ตามราคาตลาดโลกที่ลดลง

สำหรับสาเหตุการลอยตัวมาจากความจำเป็นในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล และกฎหมายที่ใช้มาเป็นเวลานาน ประกอบกับที่ผ่านมาประเทศบราซิลฟ้องร้องไทยต่อองค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) ว่าไทยอุดหนุนอุตสาหกรรมนี้จากการเพิ่มเงินค่าอ้อยให้ชาวไร่ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ไทยต้องปรับโครงสร้าง ไม่เช่นนั้นอาจแพ้ให้กับบราซิลได้

ขณะนี้ชาวนาในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่างเร่งเก็บเกี่ยวข้าวป้อนเข้าสู่ตลาด พร้อมเก็บผลผลิตบางส่วนไว้บริโภคเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารในครัวเรือน และยังมีการสำรองเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้ในรอบการผลิตถัดไปเพื่อลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ด้วย ขณะเดียวกันเกษตรกรบางกลุ่มยังเร่งเตรียมความพร้อมปลูกพืชหลังนาเพื่อสร้างรายได้หลังเก็บเกี่ยวข้าว และใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ซึ่งการปลูกถั่วลิสงหลังนาเป็นทางเลือกหนึ่งโดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ปลูกถั่วลิสงหลังนาเสริมรายได้ พร้อมเพิ่มปริมาณผลผลิตถั่วลิสงคุณภาพป้อนเข้าสู่โรงงานแปรรูป ช่วยลดปริมาณการนำเข้าถั่วลิสงจากประเทศเพื่อนบ้านได้ค่อนข้างมาก

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า ใน 2560 มกอช. ได้ส่งเสริมการปลูกถั่วลิสงหลังนาในพื้นที่ 5 อำเภอ ของจังหวัดอุบลราชธานี ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอม่วงสามสิบ อำเภอเขื่องใน อำเภอตระการพืชผล และอำเภอนาเยีย พื้นที่นำร่อง จำนวน 200 ไร่ เกษตรกร 130 ราย โดยเน้นพื้นที่ที่ได้รับการรับรองข้าว GAP เพื่อต่อยอดการรับรองมาตรฐาน GAP ถั่วลิสง ในส่วนของ มกอช. ได้จัดฝึกอบรมให้ความรู้ด้านการผลิตถั่วลิสงตามมาตรฐาน GAP แก่เกษตรกร รวมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจสอบรับรองมาตรฐานการผลิต การเก็บเกี่ยวและการรักษาคุณภาพหลังเก็บเกี่ยว และสนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงพันธุ์ไทนาน 9 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ตลาดมีความต้องการสูง และไรโซเบียม เป็นต้น ตลอดจนช่วยประสานเชื่อมโยงกับผู้รับซื้อเพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกรด้วย

ผลการส่งเสริมรอบการผลิตแรก ในต้นปี 2560 ปรากฏว่า เกษตรกรได้ผลผลิตถั่วลิสงหลังนาเฉลี่ย 196 กิโลกรัมต่อไร่ บางรายที่มีระบบการจัดการแปลงที่ดีได้ผลผลิตสูงถึง 620 กิโลกรัมต่อไร่ ทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการจำหน่ายถั่วลิสงสูงถึง 10,000 บาท บางส่วนมีการเก็บเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงไว้ทำพันธุ์ในฤดูกาลถัดไป ขณะเดียวกันถั่วลิสงยังเป็นปุ๋ยพืชสดบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้นเหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกข้าวในรอบการผลิตหน้า นอกจากนั้น จังหวัดอุบลราชธานียังมีความสนใจรณรงค์ส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกถั่วลิสงหลังนาเพิ่มขึ้นด้วย

ปี 2561 นี้ มกอช. จึงได้มีแผนขยายผลต่อยอดโครงการพัฒนาการปลูกถั่วลิสงหลังนาข้าวตามมาตรฐาน GAP ในพื้นที่นาข้าวแปลงใหญ่จังหวัดอุบลราชธานี ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งส่งเสริมการปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อยหลังการทำนา เพื่อทดแทนและลดการทำนาปรังโดยเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำต้นทุนจำกัด และสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรหลังเก็บเกี่ยวข้าว ทั้งยังเป็นการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุด และลดการทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ในช่วงฤดูแล้ง

ในเบื้องต้นมีเป้าหมายขยายพื้นที่ปลูกถั่วลิสงหลังนาไปยังพื้นที่นาข้าวแปลงใหญ่ใน 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอพิบูลมังสาหาร อำเภอตระการพืชผล อำเภอเขื่องใน และอำเภอศรีเชียงใหม่ ซึ่งคาดว่า จะมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการปลูกถั่วลิสงหลังนาเพิ่มขึ้นเป็น 300 ราย พื้นที่ 500 ไร่

โดย มกอช. ได้ฝึกอบรมให้ความรู้การปลูกถั่วลิสงตามมาตรฐาน GAP เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ พร้อมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงพันธุ์ไทนาน 9 และไรโซเบียม เกษตรกรจะเร่งเตรียมดินและเริ่มทยอยปลูกถั่วลิสงหลังนาตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2560 นี้ ทั้งนี้ มกอช. ตั้งเป้าหมายพื้นที่ปลูกได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ไม่น้อยกว่า 60% ของพื้นที่ทั้งหมด และได้ผลผลิตถั่วลิสงคุณภาพเพิ่มขึ้น 150,000 กิโลกรัม ซึ่งจะทยอยออกสู่ตลาดในช่วงเดือนมีนาคม 2561 เป็นต้นไป สามารถช่วยลดการนำเข้าเมล็ดถั่วลิสงจากต่างประเทศได้ส่วนหนึ่ง

กรมปศุสัตว์เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคสัตว์ปีก แนะนำดูแลสุขภาพสัตว์ปีกอย่างใกล้ชิด และเตรียมรับมืออากาศที่เปลี่ยนแปลง หนาวเย็น-สลับฝนตก-มีลมแรงในหลายพื้นที่ ส่งผลให้สัตว์ปีกอ่อนแอและอาจเจ็บป่วยได้

นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยว่า จากพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2561 โดยคาดหมายลักษณะอากาศ ในช่วงวันที่ 15-18 ม.ค. 61 ประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น 3-5 องศาเซลเซียสจากสัปดาห์ที่ผ่านมาที่อากาศหนาวเย็นเฉียบพลัน แต่ยังคงมีอากาศหนาวเย็นและมีลมแรงในบริเวณภาคเหนือและ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนในช่วงวันที่ 19-20 ม.ค. 61 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง ภาคใต้มีฝนฟ้าคะนองตลอดช่วง

สภาพอากาศที่แปรปรวนดังกล่าว ส่งผลให้สัตว์ปีกมีความเครียดและอ่อนแอ เสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ กอปรกับรายงานขององค์การ โรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (World Organization for Animal Health หรือ OIE) เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา พบการระบาดของโรคไข้หวัดนก สายพันธุ์ H5N1 ในสัตว์ปีกเลี้ยงหลังบ้านที่ประเทศกัมพูชา กรมปศุสัตว์จึงขอให้พี่น้องเกษตรกรเฝ้าระวังดูแลสุขภาพสัตว์ปีกในระยะนี้อย่างใกล้ชิด

“เกษตรกรต้องจัดเตรียมโรงเรือนให้สัตว์ปีกอยู่อาศัย ที่สามารถป้องกัน ลม ฝนได้ อาจเพิ่มอุปกรณ์สร้างความอบอุ่นให้กับร่างกายสัตว์ เช่น หลอดไฟกก หรือผ้าม่านกันลม เสริมวัสดุปูรอง ตลอดจนจัดเตรียมอาหารและน้ำสะอาดให้เพียงพอ และทำการฉีดวัคซีนป้องกันโรค เสริมวิตามินและแร่ธาตุตามที่สัตวแพทย์แนะนำ เพื่อให้สัตว์มีร่างกายแข็งแรง” อธิบดีกรมปศุสัตว์ แนะนำ

ด้าน นายสัตวแพทย์จีระศักดิ์ พิพัฒนพงศ์โสภณ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทุกพื้นที่เร่งค้นหาโรคระบาดในสัตว์ปีก โดยการเคาะประตูบ้านเข้าตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกรายย่อย พร้อมสุ่มเก็บตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ และดำเนินการพ่นยาฆ่าเชื้อตามพื้นที่เสี่ยง เช่น ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีกรายย่อย พื้นที่ตามแนวชายแดน และพื้นที่นกอพยพ เป็นต้น อีกทั้งกำชับให้ตรวจสอบการลักลอบการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกเข้า-ออก ตามแนวชายแดน ตั้งจุดพ่นยาฆ่าเชื้อในบริเวณด่านกักสัตว์ที่จุดผ่านแดน และเข้มงวดการเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ปีกที่ต้องมีใบอนุญาตในการเคลื่อนย้ายทุกครั้ง

ทั้งนี้ กรมปศุสตว์ขอความร่วมมือจากเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีก หากผู้ใดพบเห็นการลักลอบ หรือพบสัตว์ปีกป่วย-ตายผิดปกติโดย ไม่ทราบสาเหตุ สามารถแจ้งอาสาปศุสัตว์ ปศุสัตว์อำเภอ ปศุสัตว์จังหวัด ได้ทันที หรือแจ้งผ่านสายด่วนกรมปศุสัตว์ โทร.096-301-1946 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เข้าดำเนินการอย่างเร่งด่วน ที่สำคัญห้ามนำสัตว์ปีกดังกล่าวไปประกอบอาหาร หรือทิ้งซากสัตว์ลงในแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างเด็ดขาด โดยต้องทำลายซากอย่างถูกต้องด้วยการฝังหรือเผา ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะเป็นการควบคุมป้องกันโรคมิให้แพร่ระบาดได้อย่างทันท่วงที

วันนี้ (16 ม.ค.2561) ที่แปลงเกษตรกร บ้านหนองพฤกษ์ หมู่ 9 ตำบลจักราช อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา นายดุรงริท จงโน้มกลาง อายุ 45 ปี เจ้าของแปลงปลูกบวบ ได้เผยเทคนิคการปลูกบวบด้วยการพลิกฟื้นผืนดินที่เป็นดินทราย ขุดบ่อน้ำบาดาล ใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพปลูกบวบแล้วได้ผลผลิตดี สามารถปลูกบวบขายได้ตลอดทุกฤดูกาล โดยไม่ต้องเสี่ยงขาดทุน

นายดุรงริทกล่าวว่า เมื่อก่อนตนเองได้ทำงานในตำแหน่งช่างไฟฟ้าภายในโรงงานแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพมหานคร เงินเดือนหลายหมื่นบาท แต่ด้วยความที่ตนเองรักในการปลูกพืชผักสวนครัว ตามแนวทางพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตนเองจึงได้ผันชีวิตออกมาทำการเกษตร โดยได้ฟื้นฟูผืนดินที่แห้งแล้งบนพื้นที่ราบสูง ซึ่งเป็นดินทราย หันมาทดลองปลูกบวบ ซึ่งเป็นพืชใช้น้ำน้อย ลงทุนปลูกจำนวน 2 ไร่ ด้วยการขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล ปลูกบวบในระบบน้ำหยด และใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพ โดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี

นายดุรงริทระบุว่า ลงทุนไร่ละ 1 หมื่นบาท จำนวน 2 ไร่ ใช้ระยะเวลาในการปลูกเพียง 45 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตบวบออกจำหน่ายได้ในราคากิโลกรัมละ 20 บาท โดยในแต่ละเดือนสามารถเก็บบวบจำหน่ายได้ เฉลี่ยเดือนละ 4-5 หมื่นบาทต่อเดือน โดยลงทุนเพียงครั้งเดียวสามารถเก็บผลผลิตบวบขายได้ติดต่อกัน นานกว่า 2 เดือน จึงทำให้ตนเองมีรายได้จากการปลูกบวบขายในแต่ละเดือนเป็นอย่างดี หลังยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ใช้พื้นที่เพียง 2 ไร่ ปรับเปลี่ยนจากการปลูกมันสำปะหลังหันมาปลูกบวบขาย อีกทั้งยังสามารถปลูกบวบขายได้ตลอดทุกฤดู

วันนี้ 16 ม.ค. เวลา 10.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการเตรียมจัดงานวันยางพาราและกาชาดจังหวัดบึงกาฬ ประจำปี 2561 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 17 – 23 มกราคม 2561 โดยจะมีพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการในค่ำของวันที่ 17 มกราคม ซึ่งได้รับเกียรติจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุธี มากบุญ ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน และนอกจากนี้ยังมีนายพินิจ จารุสมบัติ ประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์ ที่นำแขกจากต่างเมืองเข้ามาร่วมในงานมากมายอาทิ เช่น นายฐากูร บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ,ดร.ธีรัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย ,Mr. Yuan Zhongxue ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยางและพัฒนาเทคโนโลยียางรถยนต์แห่งประเทศจีน ประธานกรรมการใหญ่บริษัท mesnac กรุ๊ป จำกัด , Mr.Yuan Chao ผู้จัดการใหญ่

บริษัท ไทยฮั้วระยองยางพารา จำกัด ,Mr.LinChenjui ผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบทต้า ลาเท็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด , Mr.ChenHushengChief Representative สำนักงานตัวแทนบริษัท รับเบอร์วัลเล่ย์ กรุ๊ป จำกัด ประเทศไทย ,Mr.Zhu Chaoกรรมการและรองผู้จัดการใหญ่บริษัท หวาอี้ กรุ๊ป (ประเทศไทย)จำกัด ,Mr.Liu Di ผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท หวาอี้ กรุ๊ป (ประเทศไทย)จำกัด ,นางสาวทวินันท์ โมตันตะสุทธิ์ Miss ThavinunMotantasut ผู้ช่วยโครงการ บริษัท หวาอี้ กรุ๊ป (ประเทศไทย)จำกัด ,Mr.WangJianผู้จัดการใหญ่บริษัท อี้ไทย อินเตอร์เนชั่นแนล โลจิสติกส์(ประเทศไทย)จำกัด,ศาสตราจารย์ ดร.ปฏิพัทธ์ ทวนทองตำแหน่ง

ผู้อำนวยการสำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ,ท่าน ดร.สุวันนี ไซซะนะ ประธานสภาประชาชนแขวงบอลิคำไซ ,ท่านบุนสี วงบัวสี กงสุลใหญ่ สปป.ลาว ประจำจังหวัดขอนแก่น ,ท่าน Hoang Duc Vuong รักษาการแทนกงสุลใหญ่ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประจำจังหวัดขอนแก่น ,ท่านเวียงทอง บุนทะพอน รองหัวหน้าห้องว่าการปกครองแขวงเชียงขวาง ,ผู้แทนจากแขวงคำม่วน ,พล.ต.ต.ขจร สัยวัตร์ ,นายชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ,นายสยาม ศิริมงคล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เขต 10 ,คณะ อบจ.ตรัง นำโดยนายกิจ หลีกภัย นายก อบจ. , คณะอบต.แห่งประเทศไทยนำโดยนายวิชัช ไตรรัตน์ นายกสมาคมอบต.แห่งประเทศไทย ตลอดจนภาครัฐภาคเอกชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

สำหรับความพร้อมของการจัดงานกาชาด ประจำปี 2561 นางนงลักษณ์ บุษยพรรณพงศ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมาเหล่ากาชาดจังหวัดบึงกาฬ พร้อมด้วยคณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดบึงกาฬ จัดกิจกรรมวันรวมน้ำใจให้กาชาด เพื่อร่วมรับมอบเงินและสิ่งของจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนผู้มีจิตศรัทธา เพื่อนำไปเป็นของรางวัลในการออกสลากกาชาดในงาน “วันยางพาราและงานกาชาดจังหวัดบึงกาฬ ประจำปี 2561”

ซึ่งจะจัดขึ้นพร้อมกันระหว่างวันที่ 17 – 23 มกราคม 2561 นี้ ณ บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองบึงกาฬ ซึ่งสามารถรวบรวมยอดเงินที่มีผู้มีจิตเป็นกุศลเพื่อไว้ใช้ในกิจการสาธารณประโยชน์ของเหล่ากาชาดจังหวัดบึงกาฬ เป็นจำนวนเงินกว่า 700,000 บาท ซึ่งปีนี้เหล่ากาชาดจังหวัดบึงกาฬ ได้จัดพิมพ์สลากการกุศล จำนวน 100,000 ฉบับ จำหน่ายในราคาฉบับละ 50 บาท ซึ่งมีรางวัลรวม 8 รางวัล อาทิ รถยนต์ Toyota Hilux Revo รุ่น Double Cab 2.4 E Prerunner รถยนต์ Mitsubishi Attrage 1.2 Glx จำนวน 1 รางวัล รถไถนาเดินตาม Kubota 3 เกียร์ 8.5 แรงม้า จำนวน 1 รางวัล รถจักรยานยนต์ Yamaha Grand Filano จำนวน 5 รางวัล

สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท จำนวน 5 รางวัล ตู้เย็นยี่ห้อ Sharp ขนาด 5.9 คิว 2 ประตู จำนวน 10 รางวัล เตาไมโครเวฟ จำนวน 10 รางวัลและพัดลม จำนวน 1,000 รางวัล รวมมูลค่า 2,321,000 บาท ทั้งนี้ จึงขอเชิญชวนผู้ที่มีจิตศรัทธาการกุศล ร่วมบริจาคเงินและสิ่งของเพื่อจัดหารางวัลให้เหล่ากาชาดได้ที่ สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดบึงกาฬ หรือภายในโซนการจัดงานของเหล่ากาชาดจังหวัดบึงกาฬ และจะได้ร่วมลุ้นผลการออกรางวัลสลากกาชาดบึงกาฬ ประจำปี 2561 ในวันอังคารที่ 23 มกราคมนี้