และในขณะเดียวกันในปี 2561 ชาวนายังได้ผลผลิตที่มากจาก

700-800 กก/ไร่ เป็น 1-1.2 ตัน/ไร่ สาเหตุจากสภาพอากาศดี น้ำเพียงพอ และนาข้าวไม่มีศัตรูพืช เช่น แมลง หอย และไม่มีโรคข้าว เป็นต้น ในขณะที่ นางสาวดวงพร บุญครบ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เป็นประธานมอบหนังสืออนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ไทย ให้แก่ผู้ประกอบการข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง จำนวน 25 ราย และในจำนวนนี้ เป็นผู้ได้หนังสือรับรอง GI ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง จากสหภาพยุโรป จำนวน 13 ราย อีกด้วย

ข้าวสังข์หยดพัทลุง กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้ประกาศรับรองให้เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ GI ชื่อว่า ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง เป็นพันธุ์แรกของประเทศไทย

และนอกนั้นทางกรมทรัพย์สินทางปัญญา และกรมการข้าว ได้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียน GI ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ในสหภาพยุโรป (EU) เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2556 และได้รับประกาศรับขึ้นทะเบียน GI ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุงของไทยจาก EU เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2559 เป็นความสำเร็จ ไทยในเวทีระดับโลก ซึ่งถือเป็นสินค้ารายการที่ 4 ของไทย ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น GI ใน EU ต่อจากข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ กาแฟดอยช้าง และกาแฟดอยตุง

นางสาวดวงพร บุญครบ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า ในปี 2561 จ.พัทลุง จะสนับสนุนการขึ้นทะเบียน GI ให้เพิ่มมากขึ้น ให้ได้ประมาณ 50 ผู้ประกอบการข้าวสังข์หยด และในอนาคตจะขยายการรับรองให้เป็นสินค้า GI เช่น ข้าวเล็บนก ข้าวเหนียวดำหมอ และปลาดุกร้า เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่จังหวัดหนองคายมีฝนตกลงมาก่อนหน้านี้ ทำให้ข้าวนาปรังที่เริ่มแก่มีความชื้นจากฝนที่ตกลงมาและต้นข้าวเริ่มล้ม จนต้องเร่งเก็บเกี่ยวพร้อมๆ กัน หลังฉลองประเพณีสงกรานต์ ส่งผลให้สถานที่ที่จะใช้ตากข้าวที่เก็บเกี่ยวไม่เพียงพอ ซึ่งชาวนาส่วนใหญ่จะนำไปตากตามลานวัด สนามกีฬาของโรงเรียน ถนน และลานกีฬาในหมู่บ้านของตนเองและหมู่บ้านใกล้เคียง

ขณะที่ลานกีฬาบ้านเบิดใหญ่ ต.วัดธาตุ อ.เมือง จ.หนองคาย ซึ่งเป็นลานคอนกรีต ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ชาวนาจากหลายหมู่บ้านในเขตตำบลวัดธาตุ ที่มีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังรวมกว่า 7,000 ไร่ นำข้าวที่เก็บเกี่ยวมาตากให้แห้ง หรือมีความชื้นน้อยก่อนเก็บเข้ายุ้งฉาง ซึ่งข้าวที่นำมาตากส่วนใหญ่จะเป็นข้าวที่เก็บไว้กินและไว้ทำพันธุ์ เป็นข้าวที่แบ่งไว้หลังจากเก็บเกี่ยว เนื่องจากมีชาวนาที่นำข้าวมาตากที่ลานกีฬาแห่งนี้เป็นจำนวนมาก จึงต้องมีการแบ่งปันพื้นที่ตากและต้องเข้าคิวเพื่อตากข้าวกัน และต้องลดระยะเวลาตากข้าวให้สั้นลงเหลือเพียงวันเดียว เพื่อให้คนอื่นที่รอคิวอยู่ได้ตากข้าวต่อ

นายเอกลักษณ์ เทพพิทักษ์ เกษตรกรบ้านเบิดใหญ่ ต.วัดธาตุ อ.เมือง จ.หนองคาย กล่าวว่า ต้องนำข้าวมาตากที่ลานกีฬาฯ เพราะสถานที่กว้างขวาง ไม่มีต้นไม้บัง ทำให้ข้าวที่นำมาตากแห้งเร็ว ถ้าจะตากตามทุ่งนาของตนเองนั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก จะใช้ตาข่ายเขียวรองก่อนตาก พื้นนาก็มีความชื้นมากทำให้ข้าวที่ตากแห้งช้า ส่วนลานกีฬาที่พากันนำข้าวมาตากนี้ ใครมาก่อนก็ได้ตากก่อน โดยเทข้าวออกจากกระสอบกองไว้เป็นการจองพื้นที่เมื่อพื้นที่ว่างค่อยเกลี่ยตากแดด ซึ่งปกติหากแดดแรงๆ ก็จะใช้เวลาตาก 1 วัน หากแดดไม่แรงหรือไม่มีแดดตลอดทั้งวันก็อาจต้องเพิ่มเวลาตากเป็น 2 วัน ส่วนการลักขโมยข้าวที่ตากไว้ยังไม่มี เพราะส่วนใหญ่ผู้ที่นำข้าวมาตากจะผลัดเปลี่ยนเวรกันเฝ้าข้าวที่ตาก ทั้งกลางวันและกลางคืน

สำหรับราคาข้าวปีนี้ ถือว่าราคาถูก ขายหลังเก็บเกี่ยวทันที ราคากิโลกรัมละ 6.20 บาท (ข้าวเหนียว) ส่วนข้าวที่ตากจะได้ 8 บาท ซึ่งข้าวที่นำมาตากกันส่วนใหญ่จะเก็บไว้กินและไว้ทำพันธุ์

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) แจกทุนอุดหนุนแก่เกษตรกรชาวสวนยาง ที่สมัครเข้าร่วมโครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืน ไร่ละ 10,000 บาท รายละไม่เกิน 10 ไร่ เพื่อพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมใหม่ทดแทนการทำสวนยาง เป้าหมายลดพื้นที่ปลูกยาง จำนวน 150,000 ไร่ ทั่วประเทศ สร้างทางเลือกในอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ และสร้างความยั่งยืน

นายณรงค์ศักดิ์ ใจสมุทร ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาการผลิต การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า กยท. ดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้โครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืน กิจกรรมส่งเสริมการลดพื้นที่ปลูกยาง โดยการโค่นสวนยางเดิมและการส่งเสริมให้ผู้ปลูกยางพาราปรับเปลี่ยนไปประกอบอาชีพเกษตรกรรมใหม่ เช่น การเลี้ยงสัตว์ หรือการปลูกพืชผัก ผลไม้ ซึ่งวางเป้าหมายเพื่อลดพื้นที่สวนยางที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือน แต่ต่ำกว่า 25 ปี จำนวน 150,000 ไร่ ทั่วประเทศ ถือเป็นการช่วยลดความเสี่ยงด้านผลกระทบจากราคายางตกต่ำ และช่วยเพิ่มรายได้ รวมไปถึงสร้างทางเลือกในอาชีพ เพื่อความยั่งยืนให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เกษตรกรชาวสวนยางที่เข้าร่วมโครงการต้องเป็นเกษตรกรฯ ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางกับ กยท. และมีสวนยางตั้งอยู่บนที่ดินที่ตนเองมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ์ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย และเป็นเกษตรกรรายย่อยที่ถือครองพื้นที่สวนยางอยู่ไม่เกิน 50 ไร่ โดยจะได้รับเงินทุนอุดหนุน ไร่ละ 10,000 บาท ตั้งแต่ 1 ไร่ แต่ไม่เกิน 10 ไร่ ต่อเกษตรกรชาวสวนยาง 1 ราย

ซึ่งพื้นที่สวนยางที่เข้าร่วมโครงการต้องมีต้นยางอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป แต่ต่ำกว่า 25 ปี มีจำนวนต้นยางเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 25 ต้น ต่อไร่ และไม่เป็นสวนยางที่อยู่ระหว่างรับการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทน โดย กยท. จะมอบทุนอุดหนุน ให้เกษตรกรฯ เพื่อนำไปพัฒนาอาชีพการเกษตรอื่นๆ โดยจ่ายงวดที่ 1 ไร่ละ 4,000 บาท

หลังจากเกษตรกรโค่นต้นยางและจัดทำแผนพัฒนาอาชีพการเกษตรรายคนแล้วเสร็จ ทั้งนี้ การโค่นต้นยางมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการโค่นเป็นผืน หรือโค่นบางส่วน เช่น โค่นแถวเว้นแถวแล้วปลูกพืชชนิดอื่นในแถวยางที่โค่นร่วมกับต้นยางที่เหลือ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางในการเข้าร่วมโครงการนี้ จ่ายงวดที่ 2 ไร่ละ 6,000 บาท เมื่อเกษตรกรเข้ารับการอบรมตามแผนพัฒนาอาชีพและดำเนินการตามแผนพัฒนาอาชีพแล้วเสร็จ ร้อยละ 40

“เกษตรกรชาวสวนยางที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ สามารถยื่นคำขอร่วมโครงการ พร้อมหลักฐานในการรับสมัครอื่นๆ ได้ที่ กยท. จังหวัด/สาขา ที่สวนยางของท่านตั้งอยู่ ทั้งนี้ กยท. เปิดรับสมัครเกษตรกรชาวสวนยางเข้าร่วมโครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืน ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง วันที่ 31 พฤษภาคม 2561 หากมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ กยท. สาขาใกล้บ้านท่าน” ผอ. ฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาการผลิต กล่าวทิ้งท้าย

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส โฆษกกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า เป็นโอกาสดีที่ประเทศไทยเปิดตลาดส่งออกทุเรียนไปยังประเทศจีน ด้วยวิธีการซื้อขายผ่านออนไลน์ ส่งผลให้ราคาทุเรียนรับซื้อปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลดีแก่เกษตรกรผู้ผลิตทุเรียนในภาคตะวันออก โดยในปีนี้ราคาทุเรียนเหมาสวนสูงถึง 110 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาที่สูงมากกว่าทุกปี ทำให้มีข้อกังวลว่าเมื่อราคาทุเรียนสูงขึ้น อาจส่งผลให้ชาวสวนเร่งตัดผลผลิต ซึ่งทำให้คุณภาพของทุเรียนลดลงนั้น

กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยกำชับให้สำนักงานเกษตรจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด รายงานสถานการณ์การผลิตและการจำหน่ายไม้ผลภาคตะวันออกทุกสัปดาห์ โดยขณะนี้มีทุเรียนออกสู่ตลาดไปแล้ว 112,817 ตัน คิดเป็น 27.93% และผลผลิตที่ยังไม่เก็บเกี่ยว 291,089 ตัน คิดเป็น 72.07% (ข้อมูล ณ วันที่ 23 เมษายน 2561) ซึ่งในช่วงปลายเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2561 จะเป็นช่วงที่ทุเรียนออกสู่ตลาดมากที่สุด ไม่ใช่เป็นช่วงต้นฤดูกาลผลิตที่มักประสบกับปัญหาทุเรียนอ่อน อย่างไรก็ดี

กรมส่งเสริมการเกษตรได้มีมาตรการป้องกันปัญหาการตัดทุเรียนอ่อนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตทุเรียนคุณภาพผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และมีการส่งเสริมในรูปแบบแปลงใหญ่ทุเรียนในภาคตะวันออก จำนวน 23,092 ไร่ มีสมาชิก 3,079 ราย ซึ่งการผลิตทุเรียนคุณภาพในรูปแบบแปลงใหญ่ เป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการผลผลิตทุเรียนเป็นไปอย่างมีระบบ การลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพผลผลิตตามมาตรฐาน GAP ส่งผลให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิก ถ่ายทอดองค์ความรู้และเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการตลาดแก่เกษตรกรที่ยังไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิกผ่าน ศพก.เครือข่าย สามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้รับซื้อ ทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศได้

สำหรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตทุเรียนคุณภาพ เริ่มตั้งแต่การเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียนที่มีความสุกแก่เต็มที่ หรือเก็บเกี่ยวทุเรียนในช่วงอายุที่เหมาะสม โดยนับจำนวนวันหลังดอกบานจนถึงเก็บเกี่ยวสำหรับพันธุ์กระดุมทอง อยู่ที่ประมาณ 90-100 วัน พันธุ์ชะนี ประมาณ 105-110 วัน และพันธุ์หมอนทอง ประมาณ 120-135 วัน และมีข้อแนะนำในการจัดการผลผลิตด้วยการคัดขนาด คัดคุณภาพ แยกผลผลิตที่ด้อยคุณภาพออก และให้เกษตรกรทำความสะอาดผลทุเรียนอย่างดีก่อนที่จะส่งจำหน่าย
ส่วนมาตรการด้านการป้องกันการตัดทุเรียนอ่อน กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะฝ่ายเลขานุการ
คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ได้กำหนดแนวทางการดำเนินงาน ป้องกัน แก้ไขปัญหาเรื่องทุเรียนอ่อน เป็นนโยบายหลัก โดยกำหนดออกเป็น 3 แนวทาง

ดังนี้ 1. แนวทางเชิงรุก ด้วยการสร้างความเข้าใจและเพิ่มทักษะความรู้ให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรและเกษตรกร การประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และความเข้าใจทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค การสร้างทีมเกษตรกรและหน่วยรับตรวจความสุกของทุเรียนก่อนการเก็บเกี่ยว

2. แนวทางเชิงรับ ด้วยการจัดตั้งชุดเฉพาะกิจเพื่อสกัดกั้นทุเรียนอ่อนระดับอำเภอและระดับจังหวัด

3. การนำบทลงโทษทางกฎหมายมาบังคับใช้อย่างจริงจัง ทั้งกฎหมายอาญา มาตรา 271 ผู้ใดขายโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือปริมาณแห่งของอันเป็นเท็จนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47 ผู้ใดเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่น อันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โฆษณา หรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือข้อความที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ในแต่ละจังหวัดยังมีมาตรการควบคุมอย่างเข้มข้น เช่น จังหวัดจันทบุรี ซึ่งในพื้นที่ที่มีการปลูกทุเรียนมากที่สุด ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพเพื่อการส่งออกและส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพของผู้ประกอบการร้านค้าปลีกจังหวัดจันทบุรี ฤดูกาลผลิตปี พ.ศ. 2651 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี เป็นประธาน และมีเกษตรจังหวัดจันทบุรีเป็นกรรมการและเลขานุการ เพื่อประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมคุณภาพไม้ผลและสุ่มตรวจควบคุมคุณภาพผลผลิต ซึ่งเป็นมาตรการระดับพื้นที่ที่สอดคล้องกัน

สำหรับผู้บริโภคมีข้อสังเกตง่ายๆ ก่อนซื้อทุเรียนในช่วงนี้ คือ
1. สังเกตก้านผล ก้านผลจะแข็งและมีสีเข้มขึ้น สากมือ เมื่อจับก้านผลแล้วแกว่งผลทุเรียนจะรู้สึกว่า ก้านผลทุเรียนมีสปริงมากขึ้น ก้านผลบริเวณปากปลิงจะบวมโตเห็นรอยต่อชัดเจน
2. สังเกตหนาม ปลายหนามแห้ง มีสีน้ำตาลเข้ม เปราะและหักง่าย ดังนั้น เมื่อมองจากด้านบนของผลจะเห็นหนามเป็นสีเข้ม หนามกางออก ร่องหนามห่าง เวลาบีบหนามเข้าหากันจะรู้สึกว่ามีสปริง
​ 3. สังเกตรอยแยกระหว่างพู ผลทุเรียนที่แก่จัดจะสังเกตเห็นรอยแยกสีน้ำตาลบนร่องพูอย่างชัดเจน ยกเว้น บางพันธุ์ที่พูปรากฏไม่เด่นชัด เช่น พันธุ์ก้านยาว
​ 4. การชิมปลิง ผลทุเรียนแก่จัด เมื่อตัดขั้วผลหรือปลิงออกจะพบน้ำใส ซึ่งไม่ข้นเหนียวเหมือนในทุเรียนอ่อน และเมื่อชิมดูจะมีรสหวาน
​ 5. การเคาะเปลือกหรือกรีดหนาม เมื่อเคาะเปลือกผลทุเรียนที่แก่จัดจะมีเสียงดังหลวมๆ เสียงหนักหรือเบาแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับพันธุ์และอายุของต้นทุเรียน

เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่สหกรณ์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจังหวัดตรัง ต.บ้านนา อ.ปะเหลีน จ.ตรัง นายเกียรติศักดิ์ เกษมพันธุ์กุล ประมงจังหวัดตรัง ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง นายเจริญ หยงสตาร์ที่ปรึกษาสหกรณ์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจังหวัดตรัง กรรมการสหกรณ์ฯ สมาชิกร่วมประชุมหารือหลังจากที่ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในจังหวัดตรังเดือดร้อนอย่างหนัก จากปัญหาราคากุ้งตกต่ำอย่างต่อเนื่องและรุนแรงขึ้นตามลำดับ ทั้งที่ต้นทุนการเลี้ยงสูง แต่ราคายังคงลดลงอย่างน่าใจหาย จากเดิมราคา กิโลกรัมละ 160 บาท ขณะนี้ลดลงเหลือ กิโลกรัมละ 105 บาท

นายห้าหรน กองข้าวเรียบ อายุ 50 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ต.สุโส๊ะ อ.ปะเหลียน จ.ตรัง กล่าวว่า ขณะนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งประสบปัญหาเดือดร้อนอย่างมาก สืบเนื่องมาจากราคาตกต่ำ จากราคากิโลกรัมละ 150 บาท ลดลงเหลือกิโลกรัมละ 100 บาท ไม่เกิน 110 บาท ถ้าหากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้เกษตรกรอยู่ไม่ได้ ปัญหาที่ประสบอยู่ในขณะนี้นอกจากราคาตกต่ำแล้วยังเจอโรคที่มากับกุ้งอีกด้วย ขนาดกุ้งที่ขาย 100 ตัว เมื่อก่อนขาย กิโลกรัมละ 160 บาท ตอนนี้มาเหลือกิโลกรัมละ 105 บาท วันที่ 25 เมษายน ที่จะมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยดูแลเรื่องราคา ก่อนที่เกษตรกรจะล่มสลายไปหมด ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้จะไม่มีเกษตรกรเลี้ยงกุ้ง การเรียกร้องให้รัฐบาลลงมาช่วยอย่างเร่งด่วน ต้นทุนการเลี้ยงในรอบแรกขาดทุน ในรอบสองจะไม่มีทุนมาเลี้ยงต่อไปได้ รอบแรกหมดเป็นล้าน เมื่อประสบภาวะขาดทุนรอบที่สองจะหาเงินล้านมาลงทุนได้อย่างไร รอบที่สามก็คงต้องม้วนเสื่อ

นายเกียรติศักดิ์ เกษมพันธุ์กุล ประมงจังหวัดตรัง กล่าวว่า ตนทราบว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดสงขลาจะยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัด วันที่ 25 เมษายน ในตรังทางประธานฯ ตรังเป็นผู้ดำเนินการ ภาวะราคากุ้งตกต่ำมีการรับฟังข้อมูลสาเหตุมาจากอะไร แนวทางในแก้ปัญหานั้น ทางสงขลา นครศรีธรรมราช จะยื่น ในจังหวัดตรังมีเกษตรกรบางส่วนจะเข้าร่วมเรียกร้องด้วย ราคากุ้งตกต่ำค่อนข้างที่จะเดือดร้อน แนวทางแก้ไขทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น กระทรวงพาณิชย์ กรมประมง จะมาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรในช่วงนี้อย่างไร เพื่อให้เกษตรกรรับทราบ เพราะว่าราคาตกต่ำมาก ประสบกับช่วงนี้อากาศร้อน กุ้งที่เกษตรกรเลี้ยงในบ่อประสบปัญหา กุ้งตาย ประกอบราคาตกต่ำ เกษตรกรจึงเกิดภาวะเสี่ยงต่อการขาดทุนอีกด้วย ต้องให้กำลังใจกัน การเรียกร้องให้เป็นไปด้วยความสงบ ผ่านช่องทางที่ทางรัฐที่จัดอยู่จะทำให้การแก้ปัญหาดีขึ้น

รายงานข่าวแจ้งว่า ราคากุ้งตกต่ำเกิดจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะราคากุ้งไทยจะเท่ากับกุ้งในประเทศอินเดีย แต่ของไทยต้นทุนสูงกว่า จึงทำให้ส่งออกไม่ได้ โดยเฉพาะตลาดใหญ่อย่างประเทศสหรัฐอเมริกาไม่สั่งนำเข้ากุ้งจากไทย จึงวอนขอให้รัฐบาลเร่งให้ความช่วยเหลือ ทั้งนี้ เตรียมร่วมเคลื่อนไหวยื่นหนังสือถึง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่จังหวัดสงขลา ในวันที่ 25 เมษายนนี้

ชาวบ้านร้อง สถานีสูบน้ำงบ 30 ล้าน ปล่อยร้างใช้งานไม่ได้ ชลประทานเเจงเก็บอุปกรณ์ที่ สนง. เพราะกลัวถูกขโมย ส่วน 30 ล้าน เเค่ตั้งงบไว้ ใช้จริง 19 ล้าน

เมื่อวันที่ 24 เมษายน ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ที่สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าห้วยสายบาตร ต.เสือเฒ่า อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม ที่สร้างด้วยงบประมาณ 30 ล้านบาท โดยชาวบ้านเล่าว่าสถานีสูบน้ำดังกล่าว ถูกปล่อยร้างมานานเกือบ 3 ปี ตัวแพเหล็กพังเอียงลงไปในแม่น้ำ ทำให้เครื่องไม่สามารถทำงานได้ โดยสถานีสูบน้ำแห่งนี้เกิดจากความต้องการของชาวบ้าน ร้องขอไปยังโครงการชลประทานมหาสารคาม สำนักชลประทานที่ 6 เมื่อมีการอนุมัติงบสร้างจนแล้วเสร็จ แต่ใช้ไปได้ไม่กี่ครั้งก็หยุดใช้และปล่อยทิ้งร้างไป

โดยสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าห้วยสายบาตร สามารถสูบน้ำมาใช้ร่วมกันได้หลายหมู่บ้าน เช่น บ้านหนองเรือ หมู่ที่ 10 บ้านเข็ง หมู่ที่ 7-12 บ้านเสือเฒ่า หมู่ที่ 6 หมู่ที่ 15 หล่อเลี้ยงพื้นที่การเกษตรได้นับพันไร่ ซึ่งชาวบ้านเสียดายงบประมาณในการก่อสร้าง อยากฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลและซ่อมแซมให้กลับมาใช้ได้ดังเดิม

นายอนุรักษ์ ไชยราช ชาวบ้านเปิดเผยว่า สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าห้วยสายบาตร ได้เริ่มก่อสร้าง ปี 2556 แล้วเสร็จ ปี 2557 ในช่วงแรกได้มีการเปิดทดลองใช้ เกิดปัญหาท่อส่งน้ำแตก เนื่องจากใช้ท่อส่งน้ำขนาดเล็กและบริเวณปลายสายส่งน้ำแรงดันไม่เพียงพอน้ำไหลไปได้ช้าและน้อย ต่อมามีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าที่แพง เนื่องจากชาวบ้านต้องจ่ายค่าไฟฟ้าสำหรับเครื่องสูบน้ำ ในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 4 บาท แต่ละคนจะต้องจ่ายค่าใช้ครั้งละประมาณ 500 บาท ภายใน 1 เดือน ต้องสูบนำเข้าพื้นที่การเกษตรตนไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง ทำให้ต้นทุนค่าน้ำ ต่อเกษตร 1 คน ประมาณ 1,500-2,000 บาท ทั้งนี้ ระยะแรกทาง อบต. ได้ช่วยจ่ายค่าไฟฟ้า 1 ใน 3 ส่วน แต่ไม่นานก็ไม่มีงบประมาณมาช่วย ชาวบ้านจึงเลิกใช้ และปล่อยทิ้งร้างมาจนถึงปัจจุบัน

ส่วนแพเหล็กได้เอียงลงไปในน้ำเมื่อช่วงปลายปี 2560 เพราะได้เกิดพายุและมีน้ำท่วมสูงบริเวณนี้กว่า 20 เมตร ดันแพขึ้นเกยฝั่ง เมื่อน้ำลดลงจึงทำให้แพเอียงจมลงไปข้างหนึ่ง ซ้ำร้ายเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาก็มีขโมยมายกหม้อแปลงไฟฟ้าเอาอุปกรณ์ภายในไปขาย 1 ลูก ทางชาวบ้านทำได้เพียงแจ้งไปทาง อบต. และผู้ดูแลโครงการชลประทานในพื้นที่ ซึ่งก็มีเจ้าหน้าที่ลงมาดูแล้วแต่ยังไม่มีการแก้ไขอะไร

โครงการนี้ตั้งงบประมาณดำเนินการไว้ 30 ล้านบาท ราคากลางโครงการ 29 ล้านบาท ทั้งนี้ ชาวบ้านได้ร่วมกันลงชื่อที่จะขอเครื่องสูบน้ำมาใช้ในการเกษตร จึงมีเพื่อนบ้านเสียสละพื้นที่ตนเองให้โครงการ สร้างบ้านพักพนักงานและระบบไฟฟ้าแรงสูง ใช้เวลาก่อสร้างตามทีโออาร์ ระยะเวลา 240 วัน ขึ้นป้ายถ่ายโอนภารกิจให้กับ อบต. เสือเฒ่า แต่สุดท้าย อบต. เสือเฒ่า ไม่เข้ารับโอนตามที่ตกลงกันไว้ จึงไม่มีผู้ใดมารับผิดชอบดูแลต่อ

ล่าสุด นายจรัส เพ็ญศิริสมบูรณ์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานจังหวัดมหาสารคาม เปิดเผยว่า สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าห้วยสายบาตร หรือบ้านจาน ต.เสือเฒ่า อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม ได้มีการก่อสร้างสถานีสูบน้ำ สร้างเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2557 แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2558 เป็นการก่อสร้างตามคำร้องขอของกลุ่มเกษตรกร โดยผ่านองค์การบริหารส่วนตำบลเสือเฒ่า เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ทำการเกษตร 3,360 ไร่ ซึ่งที่มีผู้อ้างว่าใช้งบประมาณการก่อสร้างจำนวน 30 ล้านบาทนั้น ขอชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง เป็นการตั้งงบประมาณไว้ แต่มีการประมูลราคากลาง สร้างเป็นวงเงิน 19,750,000 บาท

โดยแพเหล็กสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าชนิดหอยโข่งติดตั้งบนแพลอย ขนาดมอเตอร์ไฟฟ้า 132KW ก่อสร้างท่อส่งน้ำรับแรงดันสาย pppยาว 2+472กม. พร้อมอาคารประกอบ การสร้างท่อส่งน้ำ สายยาว 1+161 กม. พร้อมอาคารประกอบ ก่อสร้างท่อส่งน้ำ สาย LPM ยาว+300 กม. พร้อมอาคารประกอบ ท่อส่งน้ำ AC ขนาด 400 มิลลิเมตร ยาว 2 กิโลเมตร ผ่านใต้ดิน ฯลฯ และอุปกรณ์ ทั้งหมดที่ชาวบ้านไม่เห็นนั้นไม่ได้หายไปไหน เนื่องจาก องค์การบริหารส่วนตำบลเสือเฒ่าได้รับโอนทางสำนักงานชลประทาน จึงได้นำอุปกรณ์เหล่านั้นมาเก็บไว้ที่สำนักงานชลประทาน ยังเหลือครบทุกชิ้น เพราะเกรงว่ามิจฉาชีพจะขโมยไป แต่เมื่อ อบต. รับโอน ทางเจ้าหน้าที่จะได้ต่อเติมให้อยู่ในสภาพเดิม

วันที่ 24 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในหลายพื้นที่ของจังหวัดนครราชสีมา กำลังประสบกับปัญหาภัยแล้งแหล่งน้ำสาธารณะต่างๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่เริ่มจะแห้งขอด ทำให้ส่งผลกระทบกับเกษตรกร ผู้เลี้ยงโค กระบือ ในตำบลขามเฒ่า อำเภอโนนสูง เกษตรกรเริ่มจะขาดแคลนแหล่งอาหาร และแหล่งน้ำกินด้วย ทั้งนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ ต้องพาฝูงวัวของตัวเองเดินหาหญ้า หาน้ำกินไกลกว่า 5 กิโลเมตร เนื่องจากแหล่งน้ำที่เคยมีตามทุ่งนาเหือดแห้งไปหมด

นายสมพงษ์ พลสงคราม อายุ 64 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงวัวในตำบลพลสงคราม กล่าวว่า ภัยแล้งปีนี้มาเร็วกว่าทุกปีที่ผ่านมา แหล่งน้ำที่เคยมีตามทุ่งนาเหือดแห้งไปหมด หญ้าก็ไม่มีขึ้น เพราะไม่มีน้ำ ทำให้วัวขาดแคลนอาหาร ในแต่ละวันตนต้องต้อนฝูงวัว 10 ตัว ออกไปหากินไกลจากบ้านกว่า 5 กิโลเมตร และต้องพาไปหากินตามคลองชลประทานที่ยังมีน้ำเหลืออยู่ติดก้นคลอง เพราะตรงจุดนั้นจะมีหญ้าขึ้นอยู่ด้วยช่วยให้วัวมีกินได้บ้าง