“แล็บประชารัฐ”โชว์ตรวจรังนกมาตรฐานสากลแห่งเดียวในไทย

นายสุรชัย กำพลานนท์วัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย)จำกัด หรือ แล็บประชารัฐ กล่าวว่า แล็บประชารัฐ ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ไอเอสโอ/ไออีซี 17025 ในรายการวิเคราะห์รังนกตามมาตรฐานส่งออกที่จีนยอมรับ ซึ่งตลาดหลักของไทยคือประเทศจีน โดยจีนต้องการรังนกแท้ที่ผ่านการตรวจรับรองมาตรฐาน หลังจากที่ก่อนหน้านี้จีนประกาศห้ามนำเข้ารังนกที่มีสารไนไตรท์ปนเปื้อนเกินที่ตามมาตรฐานกำหนด ซึ่งไนไตรท์ถือเป็นสารเริ่มต้นของสารก่อมะเร็ง ทำให้ประเทศไทยกับจีนเริ่มหารือกันในเรื่องดังกล่าว ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ในฐานะหน่วยงานด้านมาตรฐานของประเทศไทย และกรมปศุสัตว์ เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องรังนกและผลิตภัณฑ์ ในการหารือความร่วมมือให้สามารถส่งรังนกเข้าจีนได้ตามข้อกำหนดดังกล่าว

“จีนได้กำหนดให้รังนกที่จะส่งเข้าจีนต้องมีการตรวจตามมาตรฐาน มีใบรับรองที่กรมปศุสัตว์เป็นคนออกให้ อาทิ เชื้อก่อโรค สารพิษปนเปื้อนคุณภาพทางเคมี ฯลฯ และอัตลักษณ์ของรังนกว่า เป็นรังนกแท้หรือรังนกเทียม รวมทั้งหมด 13 รายการ ซึ่งอาจตรวจทั้งหมดหรือตามความเสี่ยงที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ และจีนยังได้กำหนดว่า แล็บที่ตรวจสอบ ต้องได้การรับรองไอเอสโอ/ไออีซี 17025 ซึ่งแล็บประชารัฐได้รับการรับรองมาตรการนี้เพียงแห่งเดียวในไทย”นายสุรชัยกล่าว

นายสุรชัยกล่าวว่า สำหรับมูลค่าการส่งออกรังนกไทยไปจีน อดีตมีราคาส่งออกไม่ต่ำกว่า 150,000-200,000 บาทต่อกิโลกรัม(กก.) โดยทางกรมปศุสัตว์ไทยและจีนได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้วมีปริมาณราว 8,000 กก.ต่อปี หรือปีละประมาณ 500 ล้านบาท และหลังจากที่จีนระงับการนำเข้ารังนกจากไทย ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ทางกระทรวงควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบ และกักกันโรคของจีน ได้ออกประกาศอนุญาตนำเข้าผลิตภัณฑ์รังนกของไทย โดยในระยะแรกให้นำเข้ารังนกที่มีสีขาว เหลือง หรือ ทอง ส่วนรังนกแดงยังไม่ให้นำเข้า โดยจีนขอพิจารณาข้อมูลเพิ่มเติมก่อน ทั้งนี้ รังนกที่ส่งออกจากไทยไปจีน ต้องผ่านการขึ้นทะเบียนแหล่งผลิตและมีใบรับรองจากกรมปศุสัตว์ ดังนั้นหากผู้ประกอบการรายใดที่จะส่งออกรังนกไปจีน สามารถนำสินค้ามาผ่านการตรวจวิเคราะห์ได้ที่ แล็บประชารัฐ โดยจะใช้เวลาในการตรวจสอบประมาณ 7 วัน ทั้งนี้ การตรวจสอบรังนกนอกจากจะเป็นการตรวจสอบตามมาตรฐานการส่งออกแล้ว ยังจะเป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

มีพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 บิดาผู้ให้กำเนิดโรงเรียนนายร้อยทหารบก (ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2491) ซึ่งพระราชทานแก่นักเรียน

นายร้อยชั้นมัธยม เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2452 ความว่า “…การทหารนั้น ที่จะสำเร็จไปได้ก็โดยมีผู้บังคับบัญชาควบคุมให้พอแก่การ ถึงแม้ว่าเราจะมีพลทหารมากมายเท่าใดก็ดี แต่ไม่มีผู้ควบคุมทหารเหล่านั้น ก็ไม่สามารถจะได้ชัยชนะแก่ข้าศึกได้เลย ย่อมต้องอาศัยนายทหารที่มีความรู้และสติปัญญา สามารถที่จะนำไปสู่ชัยชนะได้ และควบคุมบังคับบัญชาในเวลาปกติ ก็นายทหารนั้นจะได้มาจากไหนเล่า ก็ต้องได้มาจากโรงเรียนนายร้อย คือพวกเจ้านี่เอง…”

โรงเรียนนายร้อยทหารบก เดิมตั้งอยู่ที่ ถ.ราชดำเนิน ปัจจุบันเป็นที่ตั้งกองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ต่อมาย้ายไปที่เขาชะโงก จ.นครนายก ในปี พ.ศ. 2523 จนถึงปัจจุบัน โดยใช้หลักสูตร 5 ปี เมื่อจบออกไปเป็นผู้บังคับหมวด ต้องปกครองดูแลพลทหารกองประจำการในหน่วยทหารทั่วประเทศ ได้มีความรู้เกี่ยวกับการเกษตรไปถ่ายทอดได้ด้วย

ประเทศไทยเป็นประเทศอู่ข้าว อู่น้ำ ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ ผู้เขียนดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ทราบว่า โรงเรียนนายร้อยได้เพิ่มมิติใหม่ด้านการเกษตร นอกเหนือจากด้านการทหารที่เข้มข้น

เมื่อ 1 พฤษภาคม 2560 ผู้บัญชาการ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (พล.ท.สิทธิพล ชินสำราญ) สรุปผลการเยี่ยมชมและศึกษาดูงานด้านการดำเนินโครงการพัฒนา “โรงสีข้าวพระราชทาน” และการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการช่วยเหลือเกษตรกรบริเวณพื้นที่โดยรอบโรงเรียนนายร้อย ต่อประธานคณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (พล.อ.ดนัย มีชูเวท) โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก พร้อมด้วยส่วนราชการที่เกี่ยวข้องด้านการเกษตรเข้าร่วม

โครงการโรงสีข้าวพระราชทาน เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรพื้นที่ใกล้เคียงโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า สืบเนื่องจากปัญหาราคาข้าวเปลือกในฤดูการผลิต 2559/60 ที่ตกต่ำทั่วประเทศ โดยวางแผนช่วยเหลือ แบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ 1.การช่วยเหลือระยะเร่งด่วน ด้วยการให้บริการลานตากข้าวเปลือกโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และจัดเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกจัดแบ่งเวลาใช้ลานตากข้าว 2.การช่วยเหลือในระยะยาว ด้วยการรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรในราคาสูงกว่าท้องตลาดประมาณตันละ 500 บาท เตรียมแปรรูปเป็นข้าวสารส่งให้กับโรงเลี้ยงนักเรียนนายร้อย และโรงเลี้ยงของกองทัพทหารราบ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ปัจจุบันรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร 20 ราย จำนวน 98 ตัน

โครงการนี้คาดว่าจะมีเกษตรกรนำข้าวเปลือกมาขายให้กับโรงสีข้าวพระราชทานอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะปิดโครงการในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 นอกจากนี้ ได้ปรับปรุงดินให้กับเกษตรกรโดยรอบโรงเรียนนายร้อย พื้นที่ 1,700 ไร่ เนื่องจากที่ผ่านมา เกษตรกรประสบปัญหาผลผลิตลดต่ำลงกว่าที่คาด ทางโรงเรียนจึงร่วมมือกับสำนักงานเกษตรจังหวัดนครนายก สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดนครนายก และมูลนิธิอุษรินทร์ วิเคราะห์ปัญหาของเกษตรกรรอบพื้นที่โรงเรียนนายร้อย ซึ่งจากการวิเคราะห์พบว่าลักษณะดินบริเวณพื้นที่โดยรอบมีความเป็นกรด ส่งผลให้การดูดซึมธาตุอาหารของพืชที่เพาะปลูกในดินไม่มีประสิทธิภาพ จึงทำให้ผลผลิตลดต่ำลง ดังนั้น จึงวางแผนปรับปรุงดินให้กับเกษตรกรใน ต.พรหมณี จ.นครนายก โดยใช้สารปรับปรุงดินอัลตรากรีน ซึ่งเป็นสารธรรมชาติ ทดแทนการใช้ปูนมาร์ล หรือไดโลไมต์ เพราะใช้ได้สะดวกกว่า การดำเนินกิจกรรมครั้งนี้ ตั้งเป้าหมายในการช่วยเหลือเกษตรกรจำนวน 1,700 ไร่ ได้รับการสนับสนุนสารอัลตรากรีนจากมูลนิธิอุษรินทร์ จำนวน 15,000 ลิตร โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

นอกจากปรับปรุงดินแล้ว ได้ทำโครงการ Smart Farm โดยได้รับเงินสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เพื่อนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ในการทำงาน เพื่อลดต้นทุนด้านแรงงาน พัฒนาประสิทธิภาพและเพิ่มผลผลิต จัดการความรู้นวัตกรรมที่ได้จากการวิจัยเพื่อเผยแพร่ต่อไป

ประกอบด้วยโครงการย่อย ดังนี้ มะยงชิดโมเดล เป็นต้นแบบการพัฒนามะยงชิด ซึ่งเป็นสินค้าสำคัญประจำ จ.นครนายก ต้นแบบเกษตรอัจฉริยะ เป็นการสร้างต้นแบบเพื่อให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการยกระดับผลิตผลทางการเกษตร

นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางชีวภาพ คือ การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางชีวภาพในการผลิตผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรระบบจัดการความรู้ด้านการเกษตร เป็นการจัดการความรู้ที่เป็นระบบ สามารถให้ศูนย์เรียนรู้ย่อย ชุมชนหรือประชาชนในภาคเกษตร สามารถรวบรวม เข้าถึงข้อมูล เรียนรู้ และนำไปถ่ายทอดในการปฏิบัติจริงได้ง่าย หรือนำไปต่อยอดความรู้ใช้ลงมือปฏิบัติจริงต่อไป

สร้างอ่างเก็บน้ำสำหรับการทำเกษตรกรรม ประสานกับชลประทานจังหวัดนครนายก สำนักงานชลประทานที่ 9 สร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ใกล้กับวัดเขาคอก ต.ศรีกะอาง อ.บ้านนา จ.นครนายก เพื่อเป็นแหล่งน้ำใช้ในการเกษตรและอุปโภคบริโภค ให้กับประชาชนในพื้นที่

โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ยังได้ฝึกอบรมวิชาเกษตรเบื้องต้น ณ โรงเรียนทหารการสัตว์ กรมการสัตว์ทหารบก ซึ่งเป็นพันธกิจอย่างหนึ่งของกองทัพบกในการช่วยเหลือประชาชน โดยมุ่งหมายให้นักเรียนนายร้อยนำองค์ความรู้ไปขยายผล ในการช่วยเหลือประชาชน หลังสำเร็จการศึกษาเป็นนายทหารสัญญาบัตร

การจัดอบรมเป็นการให้ความรู้ในด้านต่าง ๆ อาทิ การปศุสัตว์เบื้องต้น, การผลิตปุ๋ยอินทรีย์, การปลูกพืช, การปลูกข้าวอินทรีย์, การปลูกพืชในโรงเรือนกางมุ้ง และการปลูกพืชไร้ดิน, ระบบเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นต้น โครงการอื่น ๆ มีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งในอนาคตจะร่วมมือกันถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตรให้แก่นักเรียนนายร้อย เพื่อให้นำไปขยายผลหลังจากสำเร็จการศึกษา

มีการฝึกงานด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ในชุมชนเกษตรพอเพียง ตามแนวคิดเกษตรพอเพียง เพื่อให้นักเรียนนายร้อยได้เรียนรู้ชีวิตความเป็นอยู่ที่เป็นจริงของประชาชน และฝึกงานด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ในชุมชนเกษตรพอเพียง โดยจัดนักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 3 เข้าพักในบ้านของประชาชนในหมู่บ้านที่ดำเนินกิจกรรมตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เป็นตัวอย่างการดำรงชีวิตที่มั่นคง และเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง และยังเป็นเวทีในการทำงานร่วมกับประชาชนในพื้นที่การทำกิจกรรมในโครงการดังกล่าว เป็นประสบการณ์ที่สำคัญต่อนักเรียนนายร้อย ที่ได้สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ จริงของเกษตรกร เป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่า อีกทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติให้มีมุมมองที่แตกต่างและกว้างไกลมากยิ่งขึ้น

หลังจากสำเร็จการศึกษาจะได้นำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดให้กับกำลังพลของหน่วยทหารและประชาชนในพื้นที่ปฏิบัติงานต่อไปอึ้ง!!วันหยุดพบน้ำเน่าเสียถูกปล่อยลงแม่น้ำปราจีนบุรี พบปลานานาชนิดลอยหัวเกยตลิ่งหาอากาศหายใจ-ตาย ขาวโพลนเกลื่นเหม็นเน่าตลบคุ้งน้ำ ชาวบ้านแห่ใช้แห,ฉมวก ,เรือไล่จับได้คนละนับ100กิโลกรัม ตลอดวันยันกลางดึก!!!

เมื่อเวลา 21.50 น.วันนี้ 19 พ.ย.60 ผู้สื่อข่าวประจำ จ.ปราจีนบุรี รายงานว่า มีการแชร์ผ่านในเฟชบุ๊ค โดยผู้ใช้ชื่อ “อบต.กุ๊ก” ( https://www.facebook.com/profile.php?id=100007052237446) ระบุว่า …”ปลานานาชนิดทั้งปลาผิวน้ำ,ปลาน้ำลึก ,กุ้งแม่น้ำ ลอยหัวเกยตลิ่ง หาอากาศหายใจและตายเป็นจำนวน มากในแม่น้ำปราจีนบุรีตลอดทั้งตำบลบางแตน อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี สรุปคือไม่มีหน่วยงานไหนออกมาช่วยปลาในแม่น้ำปราจีนได้เลยคือปลาต้องตายหมดใช่ไหมจะปล่อยให้เป็นแบบนี้อีกนานแค่ไหน”

และกล่าวต่อไปในเฟชบุ๊คว่า … “สรุปเรื่องราวของน้ำเน่าเสียแล้วทำให้สัตว์น้ำในลำน้ำบางประกงตายเป็นเรื่องที่เกิดจากธรรมชาติเพราะประตูระบายน้ำ ของชลประทานไม่ว่าจะเป็นที่บางแตน บางยาง บางเตย บางกระเบา บางพลวง ล้วนแล้วแต่ระบายน้ำเสียที่ชาวนาทำนาแล้วทำให้มีน้ำเน่าไหลลงสู่แม่น้ำบางประกง(เหตุผลที่กล่าวอ้างทุกครั้งที่เกิดเรื่องน้ำเน่าเสีย) แต่ถ้านับถอยหลังสมัยบรรพบุรุษเขาทำนามาไม่เคยมีน้ำเน่าเสียแบบนี้เลย ทางราชการได้สั่งการให้มีการเฝ้าระวังและรายงานให้ทราบตลอด 24. ชั่วโมง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านต้องทำงานกันอย่างหนักรายงานให้ทางการทราบแล้วทางการก็ตอบว่า”ทราบ” เป็นอันจบเรื่องราวกันไป และยังมีแถลงการณ์โยนความรับผิดชอบกันไปมาเป็นที่น่าเบื่อมากๆๆ

เป็นแบบนี้มาหลายปีหลายหนพอเกิดเหตุก็สนใจหน่อยแต่การแก้ปัญหาระยะยาวไม่เคยมีหน่วยงานไหนออกมาเสนอบ้างเลย การเป็นห่วงปลาในกระชังที่ประชาชนเลี้ยงต้องเฝ้าระวังเพราะมีการขึ้นทะเบียนไว้แล้วหากเสียหายประชาชนเรียกร้องขอความช่วยเหลือได้(ปลาที่เรียกร้องได้) แต่ปลาธรรมชาติที่เติบโตมากับลำน้ำเป็นอาหารและรายได้ของประชาชนนั้นไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้เลย อยู่ได้ก็อยู่ไป รอดฉมวกก็เป็นบุญไป ลอยหัวขึ้นมาถ้าตัวโตๆๆก็ถูกจับไปกินไปขาย ตัวเล็กตัวน้อยก็ตายเหม็นไปทั่งลำน้ำช่วงบริเวณตำบลบางแตนที่แม่น้ำสามสายมาบรรจบกัน

ที่เขียนมานี้คงไม่ได้เรียกร้องแทนปลาหรอกครับเพราะปลามันตายไปหมดแล้ว ไม่ต้องมาเฝ้าระวัง ไม่ต้องมาเขียนรายงานเพื่อ”ทราบ” ไม่ต้องมาสนใจหรอกครับ เคยเรียกร้องไปก็เงียบ ขอให้นักข่าวมาทำข่าวเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้คนที่เป็นต้นเหตุรับผิดชอบนักข่าวก็เงียบ ท้ายที่สุดแล้วคือเจ้าสัตว์น้ำในลุ่มน้ำบางประกงเอ๋ยวงจรชีวิตเอ็งสั้นเกิดมาได้สองสามปีเอ็งก็จะต้องเจอน้ำเน่าเสียและตายไปตามวงจรชีวิต ของให้เอ็งรู้ไว้เสียด้วย ”…

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ พบจุดแรกที่ประตูน้ำคลองหูช้าง ตัดผ่านบ้านบางแตนก่อนไหลลงแม่น้ำปราจีนบุรี ต.บางแตน อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรีพบชาวบ้านกว่า 10 ราย กำลังใช้แห,สวิง,ฉมวก จับปลาที่ไหลผ่านจ้าละหวั่น ได้ปลาตะเพียน,ปลาแก้มช้ำตัวขนาดใหญ่คนละนับกว่า 10 กก.

นายอิสระ กลัดเจริญ อายุ 20 ปี ต.บางเตย อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี กล่าว่า “ทราบว่าปลาลอยหัวหาออกซิเจน -เกยตลิ่ง จึงหาสวิงมาตักปลาที่ลอยหัว ได้ปลาหลายชนิดโดยเฉพาะปลาผิวน้ำมากกว่า 10กก.”นายอิสระกล่าว

ด้านนายสมนึก นิ่งมาอายุ อายุ 56 ปี อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี กล่าวว่า “ทราบข่าวจากพี่ชายมีปลาลอยหัว-ตายจำนวนมาก จึงแวะซื้อสวิงมาตัก ได้ปลาหลายชนิดมากกว่า 20 กก.”นายสมนึกกล่าว

จากนั้นได้ลงพื้นที่แม่น้ำปราจีนบุรีหน้าวัดบางแตนหมู่ 2 ต.บางแตน อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี พบชาวบ้านกำลังหาปลาทั้งใช้ฉมวกแทงจากบนตลิ่ง หรือบางรายใช้เรือล่องตามชายฝั่ง-กลางแม่น้ำ ตักปลา –แทงด้วยฉมวกปลาที่กำลังลอยหัวขึ้นมาหายใจหาออกวิเจนกว่า 20 คน

ขณะที่ นายวีระ หรือ แอ๊ว ไทรอ่ำเอี่ยม อายุ 47 ปี เลขที่ 41 หมู่ 2 ต.บางแตน อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรีกล่าวว่า “ปลาตายเนื่องจากน้ำเสีย ปลาตายมาตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. 60 และตายมากใน 2 วันนี้ พบในแม่น้ำปราจีนบุรี สภาพน้ำเน่ามีสีแดงกลิ่นเหม็น คาดว่ามาจากโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้ำเสีย ไม่น่าใช่เกษตรกรชาวนา พบปลาในแม่น้ำตายสารพัดชนิด ทั้งปลาธรรมชาติ และปลาเลี้ยงกระชัง หลังปลาตายพบมีทางอุตสาหกรรมมาตรวจวัดค่าน้ำเสียแล้ว โดยทุกปีช่วงนี้ จะมีปัญหาปลาตายตลอด”นายวีระ กล่าว

ด้านนางสริญญา หรือ “อบต.กุ๊ก” เจนเขา อายุ 35 ปี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบางแตนหมู่ 4 (ส.อตบ.) ต.บางแตน อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี เจ้าของเฟชบุ๊ค อบต.กุ๊ก กล่าวว่า “สภาพน้ำเน่าเสียพบเป็นมา 2-3 วัน แต่หนักมากวันนี้สภาพน้ำสีชา ปลาขาดอากาศหายใจ พบแม้แต่ปลาน้ำลึก เช่น ปลาลิ้นหมายังขาดอากาศหายใจขึ้นมาตาย รวมถึงปลาเลี้ยงกระชัง ตายเยอะมากช่วงเที่ยง เนื่องจากน้ำนิ่ง

ที่ผ่านมายังไม่มีหน่วยงานไหนลงพื้นที่ตรวจสอบ มีเพียงอุตสาหกรรมที่ขอทราบข้อมูล ได้ข้อมูลจากชาวประมงพื้นบ้าน เข้าเขต ต.บางแตนพบปลาลอยมากกว่าจุดอื่น ๆ ส่วนสาเหตุยังไม่ทราบ ว่าเป็นโรงงานอุตสาหกรรม หรือ เกษตรกร ชาวบ้านออกมาหาปลาโดยใช้ฉมวก,สวิง หรือ อ้ายโง่หาปลา ที่ปลาเมื่อมันขาดอากาศหายใจ มันจะเข้าไปอยู่ พบปลาตายจำนวนมาก”นางสริญญา กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม จากการตรวจสอบในเฟชบุ๊ค ทราบว่าสภาพน้ำเน่าเสียและปลาตายขณะนี้เข้าเขต จ.ฉะเชิงเทราแล้ว โดยพบว่าตลอดทั้งคืน ชาวประมงพื้นบ้านต่างพากันไปหาปลา,กุ้งในแม่น้ำปราจีนบุรีกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงบริเวณจุดบรรจบระหว่างแม่น้ำปราจีนบุรีกับแม่น้ำนครนายก รวมกันเป็นแม่น้ำบางปะกง ก่อนไหลลงผ่าน จ.ฉะเชิงเทราลงที่ปากอ่าวไทย โดยจะเลือกหาเฉพาะปลาขนาดใหญ่หรือกุ้งแม่น้ำเป็นส่วนใหญ่

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 เมื่อเวลา05.00 น. กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยลักษณะอากาศ ฉบับที่ 11เรื่อง “พายุดีเปรสชัน “คีโรกี”(มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2560)”

ประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันนี้ (20 พ.ย. 60) พายุดีเปรสชัน“คีโรกี” (KIROGI) ได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงปกคลุมบริเวณชายฝั่งประเทศกัมพูชาและอ่าวไทยตอนบน โดยจะส่งผลให้ภาคตะวันออก ภาคใต้ตอนบน มีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม ที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย

พื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ มีดังนี้

ในช่วงวันที่ 20-21 พ.ย. 2560 บริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา และภูเก็ต อนึ่ง บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยและทะเลจีนใต้แล้ว และคาดว่าจะแผ่ปกคลุมภาคเหนือและภาคกลางในระยะต่อไป ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นในระยะแรก หลังจากนั้นอากาศจะเย็นลงกับมีลมแรง อุณหภูมิลดลง 2-4 องศาเซลเซียส

สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังปาน กลาง โดยบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง ส่วนประชาชนที่อาศัยอยู่ชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งในระยะเวลาดังกล่่าวไว้ด้วย

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดในระยะนี้ เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 20 พฤศจิกายน นายดำรงค์ แดงโชติ ตัวแทนครือข่ายชาวประมงพื้นบ้าน อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ นำชาวประมงพื้นบ้านกว่า 500 คน จาก อ.บางสะพานน้อย อ.บางสะพาน อ.สามร้อยยอด อ.กุยบุรี และ อ.เมือง เดินทางไปที่ศาลากลางจังหวัด พร้อมป้ายข้อความคัดค้านประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฉบับใหม่ที่มีผลกระทบกับการประกอบอาชีพของชาวประมงพื้นบ้าน จากนั้นได้ยื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายพัลลภ สิงหเสนี ผู้ว่าราชการ จ.ประจวบคีรีขันธ์ หลังจากประกาศฉบับใหม่มีข้อห้ามที่ส่งผลกระทบกับการประกอบอาชีพ พร้อมยื่นข้อเสนอให้กรมประมง และ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาอนุญาตให้เรือประมงพื้นบ้านขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส

ประกอบอาชีพได้ จากการใช้อำนาจของคณะกรรมการประมงจังหวัด ในการบริหารจัดการในเขตน่านน้ำของจังหวัด และให้ทบทวนประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่อง การกำหนดเครื่องมือทำการประมง วิธีทำการประมง และพื้นที่ทำการประมง ที่ห้ามทำการประมงจับสัตว์น้ำในเขตพื้นที่ประมงชายฝั่ง 2560 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้อีก 60 วัน นับจากวันที่ออกประกาศเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เนื่องจากประกาศฉบับใหม่ไม่ได้แก้ปัญหาของประมงพื้นบ้าน เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวประมง แต่มีผลกระทบกับการทำกิน โดยเฉพาะชาวประมงพื้นบ้านที่ใช้เรือขนาดเล็กต่ำกว่า 10 ตันกรอส ไม่สามารถออกทำการประมงนอกเขตประมงชายฝั่งได้

ผู้ผลิตยางชิ้นส่วนรถยนต์รายใหญ่ IRC desktopexchange.net หนุนรัฐบาลใช้ยางพาราธรรมชาติ สร้างนวัตกรรมใหม่ ต่อยอดธุรกิจ โกยรายได้ 6,000 ล้านบาท คลอดแผ่นยางรองรางรถไฟรายแรกในประเทศไทย ปูพรมรถไฟทางคู่สายอีสาน ขยายไลน์สินค้าเจาะตลาดโครงการที่อยู่อาศัย แลนด์สเคป เครื่องจักรกลการเกษตร ช่วยชาวสวนยางแก้ปัญหาราคาตกต่ำ ปีหน้าบุกเออีซี ตั้งเป้าโต 6%

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานกรรมการ บริษัท อีโนเว รับเบอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ IRC บริษัทร่วมทุนไทย-ญี่ปุ่น ผู้ผลิตยางอีลาสโตเมอร์ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมอื่น ๆ เปิดเผยว่า ทิศทางดำเนินธุรกิจของบริษัทในปัจจุบันไม่มุ่งอุตสาหกรรมรถยนต์เพียงอย่างเดียว ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย ตรงตามความต้องการของลูกค้ามากขึ้น โดยขยายตลาดผลิตภัณฑ์ยางพาราที่ใช้สำหรับผลิตชิ้นส่วนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ทั้งยางนอกและยางใน ไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น เครื่องจักรกลการเกษตร (รถไถคูโบต้า) โครงการที่อยู่อาศัยภูมิสถาปัตย์ แลนด์สเคป และโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล เพื่อให้ครอบคลุมตลาดทุกเซ็กเมนต์

ปี”61 เพิ่มปริมาณการใช้

อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนรัฐบาลในการช่วยเหลือเกษตรกรสวนยางที่ประสบปัญหาราคาสินค้าในประเทศตกต่ำ โดยที่ผ่านมาบริษัทใช้ยางพาราธรรมชาติในการผลิตประมาณ 4,800 ตันต่อปี ตั้งเป้าในปี 2561 จะเพิ่มปริมาณการใช้อีก จากการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ

“เราลงทุนร่วมกับญี่ปุ่น 700 ล้านบาท ตั้งบริษัท ไออาร์ซี (เอเชีย) รีเสิร์ช จำกัด หรือ IAR คิดค้น วิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ จากยางพาราและยางสังเคราะห์ อยู่ที่ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา และรังสิต ก่อตั้งมาได้ 17 ปีแล้ว เป็นองค์ความรู้ที่จะสามารถคิดค้นการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางพาราเพื่อเกษตรกรไทยของชาติ”

ทั้งนี้เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาเทคโนโลยีผลิตแผ่นยางรองรางรถไฟที่ผลิตจากยางพาราธรรมชาติ 100% ไม่ผสมเม็ดพลาสติกและยางสังเคราะห์ เป็นรายแรกของประเทศไทย ขณะนี้ได้นำออกสู่ตลาดแล้ว โดยมีผู้รับเหมานำไปใช้ก่อสร้างรถไฟสายอีสานช่วงทางโค้งแถว จ.นครราชสีมา ระยะทาง 30 กม. ซึ่งการทำตลาดจะผลิตตามออร์เดอร์ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้รับเหมา แต่คาดว่าตลาดจะมีการเติบโต เนื่องจากรัฐบาลมีแผนจะก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานอีกหลายโครงการนับจากนี้ อีกทั้งเป็นการทดแทนการนำเข้าเม็ดพลาสติกและยางสังเคราะห์พิเศษราคาแพงจากต่างประเทศ เพื่อแปรรูปเป็นแผ่นรองรางรถไฟด้วย

“แผ่นรองรางรถไฟ เป็นก้าวสำคัญของบริษัทในการตอบสนองนโยบายรัฐ เพื่อช่วยแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ เพิ่มการใช้ยางพาราในประเทศ ส่วนขนาดของตลาดคงจะเปรียบเทียบกับตลาดรถยนต์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทได้ยาก เพราะเราผลิตตามออร์เดอร์ ขณะที่ต้นทุนก็เทียบกับการก่อสร้างถนนยากเช่นกัน ปัจจุบันรัฐอยากให้นำยางพารามาใช้ในการผลิตมากขึ้น บริษัทก็ตอบสนอง จริง ๆ เราเป็นผู้ใช้ยางพาราธรรมชาติในการผลิตยางในรถอยู่แล้ว และเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพดีที่สุด กำหนดโควตาการใช้กับเกษตรกรสวนยางโดยตรง และควบคุมตั้งแต่ต้นน้ำ ปลายน้ำ” นางพิมพ์ใจกล่าวและว่า

เจาะที่อยู่อาศัย-โรงเรียน

ขณะเดียวกัน บริษัทได้พัฒนานวัตกรรมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมภายใต้แบรนด์ “Vi-pafe” รองรับการพัฒนาด้านภูมิสถาปัตย์และแลนด์สเคป ซึ่งสามารถนำไปปูพื้นตามลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ใช้สอย และใช้เป็นแผ่นปูพื้นสำเร็จรูปที่สามารถออกแบบได้ตามความต้องการ ที่ผ่านมาได้นำไปปูพื้นสนามกีฬาโรงเรียนบางยี่ขัน และอนาคตจะขยายไปยังโรงเรียนอื่น ๆ อีก 5-6 แห่ง และในโครงการสนามกีฬาทั่วประเทศ

พร้อมกับจะขยายกลุ่มลูกค้าไปยังตลาดโครงการที่อยู่อาศัย บ้าน คอนโดมิเนียม สำนักงาน เช่นยางรองขอบกระจกประตู หน้าต่าง ซึ่งเจาะตลาดลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศในแถบประเทศอาเซียน ที่จะมีการก่อสร้างใหม่เกิดขึ้นอีกมาก เช่น ประเทศกัมพูชา เวียดนาม เมียนมา อินโดนีเซีย สปป.ลาว คาดว่าตลาดจะมีการเติบโตอีกมาก

“ผลิตภัณฑ์ Vi-pafe ผลิตด้วยยางคุณภาพสูงจากเม็ดยางและยางสีดำจากการรีไซเคิลยางที่เหลือจากการผลิต ช่วยลดแรงกระแทก ไม่ลื่น ดูแลรักษาง่าย สวยงาม ตอบโจทย์การใช้งานในหลายรูปแบบ เช่น ปูพื้นโรงยิม สถานที่ออกกำลังกาย ทางเดินในสวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น พื้นที่รอบสระว่ายน้ำ สนามหญ้าเทียม เป็นต้น”