แล้วนำไปอบด้วยความร้อนที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียสนานนาที

นำส่วนผสมทั้งหมดมาบดละเอียด ผสมให้เข้ากันด้วยอัตราส่วน หอมแดง 30% ใบหอม 20% ใบเตย 50% ถ้าอยากให้หวานหน่อยให้ใส่หญ้าหวาน แล้วบรรจุซอง หรือใส่กระป๋อง ชงดื่มเป็นชา

กระทรวงวิทย์เปิดโรงงานคัดบรรจุสับปะรดผลสด หนุนการส่งออกที่ประจวบคีรีขันธ์ หวังให้ราคาดี ยกระดับความเป็นอยู่เกษตรกรให้มั่นคงยั่งยืน ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เป็นประธานในพิธีเปิด “โรงคัดบรรจุสับปะรด” ภายใต้โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มผลิตภาพและมูลค่าพืชไร่ชุมชน ณ ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผลงานการบูรณการความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

มุ่งนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) แก้ไขปัญหา “สับปะรด” ตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง…ใช้เทคโนโลยีชีวภาพปรับปรุงสายพันธุ์ จัดสร้างโรงคัดบรรจุมาตรฐาน/เทคโนโลยีทำความสะอาดผลสับปะรดสด วิจัย/ถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวแก้ปัญหาอาการไส้ดำในสับปะรด ถ่ายทอดเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจากสับปะรดพร้อมดื่ม พัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับการจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ ระบุเป็นตัวอย่างความสำเร็จของใช้วิทยาศาสตร์ฯ แก้ปัญหาผลิตผลทางการเกษตรเพื่อการส่งออก ยกระดับคุณภาพเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการะทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวว่า จากการที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดย วว. ลงพื้นที่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อนำ วทน. เพื่อช่วยแก้ปัญหาสับปะรด ซึ่งเป็นพืชไร่เศรษฐกิจที่สำคัญของของจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการยกระดับคุณภาพผลผลิตเพื่อส่งออก ได้ดำเนินงานอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง ผลผลิตที่ได้จากการดำเนินงานโครงการ ในรูปแบบเป็นงานวิจัยหรือเทคโนโลยี ก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงแก่กลุ่มเป้าหมายและผู้มีส่วนได้เสีย ได้แก่ เกษตรกร กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดผลสด

ผู้ประกอบกิจการส่งออกผลไม้สด วิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้านแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องจากสับปะรด ในพื้นที่จังหวัด ถือได้ว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งของความสำเร็จให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นความตั้งใจของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ที่มุ่งเน้นพัฒนาภาคการเกษตร ให้สามารถนำ วทน. ไปใช้ในการพัฒนาด้านการเกษตร เสริมแกร่งให้เพื่อแก้ปัญหาให้พี่น้องเกษตรกร ยกระดับคุณภาพผลผลิตสามารถแข่งขันได้ในตลาดทั้งในและต่างประเทศ สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

นายสายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. ชี้แจงเพิ่มเติมว่า วว. มีความเชี่ยวชาญอย่างครบวงจรในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านเกษตร เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว เทคโนโลยีเครื่องจักร การแปรรูปอาหาร รวมถึงบรรจุภัณฑ์ จากการศึกษาพบว่า ปัญหาที่สําคัญของการส่งออกสับปะรดคือ อายุการเก็บรักษาหรือเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวที่ยังไม่สามารถยืดอายุการเก็บรักษาผลสับปะรดให้ได้ยาวนานเพียงพอ ทำให้เกิดอาการไส้ดำขึ้นในผลสับปะรด อีกทั้งขั้นตอนการส่งออกสับปะรดผลสด จําเป็นต้องทําในโรงคัดบรรจุ (packing house) ที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ได้ผลสับปะรดสดที่ได้คุณภาพดี ตรงต่อความต้องการของตลาด นอกจากกระบวนการคัดบรรจุสับปะรดผลสดที่ต้องการโรงคัดบรรจุและเครื่องมืออุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน

ด้วยตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว วว. จึงดำเนินการโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตภาพและมูลค่าพืชไร่ชุมชน (สับปะรด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) มีระยะเวลาดำเนินงาน 4 ปี (ตั้งแต่ปี 2559-2562) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดสร้างโรงคัดบรรจุมาตรฐานและชุดเทคโนโลยีทำความสะอาดสับปะรดผลสด เพื่อการจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวสับปะรดผลสดให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดในเขตพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อแก้ไขปัญหาอาการไส้ดำในสับปะรดผลสด

ถ่ายทอดเทคโนโลยี และให้คำแนะนำปรึกษาด้านการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาให้เหมาะสมสำหรับสับปะรดผลสด ที่สอดคล้องกับการใช้เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและระบบการบรรจุที่ใช้แก่ผู้ประกอบการ เกษตรกร และผู้ส่งออกเป้าหมาย รวมทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจากสับปะรดให้กับกลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่กลุ่มเป้าหมาย

“ขณะนี้โครงการย่างเข้าสู่ปีที่ 4 การดำเนินงานคืบหน้าไปด้วยดี อาทิ การวิจัยเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวสับปะรดผลสด ตลอดจนขั้นตอนการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวและการคัดบรรจุผลสับปะรดผลสดเพื่อการส่งออก ผลของอุณหภูมิต่ำในการเก็บรักษาที่มีผลต่อลักษณะอาการไส้ดําของผลสับปะรดสดสายพันธุ์ต่างๆ การลดปัญหาการเกิดอาการไส้ดําด้วยสารเคลือบผิว ผลไม้และการเก็บรักษาโดยการควบคุมสภาพบรรยากาศ การใช้เทคโนโลยีชีวภาพโดยการใช้พันธุวิศวกรรมเพื่อการปรับปรุงพันธุ์เพื่อแก้ไขปัญหาไส้ดําในผลสับปะรด การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสับปะรดเพื่อการขยายพันธุ์และเพื่อการส่งถ่ายพันธุกรรม และล่าสุดได้ทําการศึกษาความทนทานของสับปะรดสายพันธุ์ใหม่ที่มีต่ออาการไส้ดําและการจัดทําลายพิมพ์ดีเอ็นเอสายพันธุ์สับปะรดในประเทศไทยเพื่อการขึ้นทะเบียนพันธุ์…” รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. กล่าว

นายสัมพันธ์ ศรีสุริยวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญวิจัย วว. ในฐานะหัวหน้าโครงการ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า วว. ได้จัดสร้างโรงคัดบรรจุมาตรฐานและชุดเทคโนโลยีทำความสะอาดสับปะรดผลสด เพื่อการจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีขนาดกำลังการผลิต 3 ตัน ต่อชั่วโมง ภายในโรงคัดบรรจุประกอบด้วย เครื่องคัดขนาด เครื่องตัดแต่งคัดผลดีผลเสีย อุโมงค์ลมทำความสะอาด เครื่องเคลือบแวกซ์ สายพานลำเลียงการบรรจุ เครื่องรัดกล่อง เครื่องลดอุณหภูมิและห้องเย็น และห้องแปรรูป ที่เป็นไปตามมาตรฐาน GMP ทั้งนี้ โรงคัดบรรจุผลสับปะรดมาตรฐาน

จังหวัดประจวบคีรีขันธ์แห่งนี้ ถือเป็นโรคคัดบรรจุผลสดทันสมัยแห่งแรกของประเทศไทยที่มีเครื่องจักรและกระบวนการผลิตมาตรฐานครบวงจร สามารถใช้งานจริงในพื้นที่และเป็นศูนย์เรียนรู้ เพื่อการศึกษาให้แก่ผู้ผลิตผู้ประกอบการสับปะรดจากพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ นอกจากนี้ โรงคัดบรรจุแห่งนี้ยังสามารถประยุกต์ต่อยอดการใช้ประโยชน์กับการผลิตผลไม้ชนิดอื่นๆ ในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้อีกด้วย

ส่วนงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ขนส่งเพื่อการจัดจำหน่ายในประเทศและส่งออก ขนาดบรรจุ 6-7 ผล ต่อกล่อง เพื่อลดต้นทุนบรรจุภัณฑ์จากเดิม และอยู่ระหว่างการพัฒนาวัสดุกันกระแทกในบรรจุภัณฑ์ขนส่งพร้อมทั้งเป็นบรรจุภัณฑ์ขายปลีกเพื่อการจัดจำหน่าย ขนาดบรรจุ 1 ผล เพื่อคุ้มครองผลิตผลให้ปลอดภัยมากขึ้น นอกจากนี้ วว. ยังได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจากสับปะรด โดยได้นำสับปะรดจากกลุ่มเกษตรกรเป็นวัตถุดิบ โดยดำเนินการเก็บตัวอย่างสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย 3 แบบ คือ สับปะรดก่อนส่งออก ส่งออก และหลังส่งออก มาแปรรูปเป็นสับปะรดกวน ได้สับปะรดกวนที่แตกต่างกัน 3 แบบ และนำไปทดสอบการยอมรับของผู้บริโภค วิเคราะห์ผลทางสถิติ ได้สูตรที่คะแนนการยอมรับมากที่สุด เพื่อนำไปถ่ายทอดสูตรและกระบวนการผลิตให้กับกลุ่มเกษตรกรเป้าหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีฝนที่ตกหนักที่ทำให้แม่น้ำคำ จ.เชียงราย เพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็วและมีปริมาณมาก ส่งผลให้เกิดคันดินตลิ่งกั้นริมฝั่งแม่น้ำเกิดขาดหลายจุด จนน้ำเอ่อล้นทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนของราษฎรกว่า 6 หมู่บ้าน ในเขตเทศบาลตำบลสายน้ำคำ และเทศบาลตำบลจันจว้า จำนวน 300 หลังคาเรือน โดยระดับน้ำสูงตั้งแต่ 20-50 เซนติเมตร ตั้งแต่วานนี้ ล่าสุดฝนที่หยุดตกประกอบกับไม่มีน้ำป่าจากต้นน้ำคำไหลมาเพิ่มเติม ทำให้น้ำได้ลดระดับลง ปริมาณลำน้ำลดระดับลงจนไม่ไหลเข้าสู่ย่านพื้นที่ชุมชน แต่น้ำยังไหลเข้าไปยังพื้นที่โดยเฉพาะพื้นที่ทางการเกษตรนาข้าวกว่า 500 ไร่ ซึ่งยังถูกน้ำท่วมขังอยู่

อย่างไรก็ตาม มวลน้ำจากแม่น้ำคำที่เอ่อล้นตลิ่งพื้นที่ดังกล่าวได้ไหลไปตามลำน้ำ และได้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรในที่ลุ่มริมแม่น้ำคำ ในเขตบ้านด้านหมู่ที่ 3 บ้านศรีดอนมูล หมู่ที่ 9 และบ้านศรีบุญยืนหมู่ที่ 10 ต.ศรีดอนมูล อ.เชียงแสน จ.เชียงราย จำนวนรวมประมาณ 30 หลังคาเรือน และ ต.ป่าสัก อ.เชียงแสน มีบ้านเรือนราษฎรบ้านแม่คำใต้ หมู่ที่ 11 ต.ป่าสัก ได้รับผลกระทบ 5 หลังคาเรือน ส่วนใหญ่เป็นบ้านยกพื้นสูง ได้เก็บทรัพย์สินไว้บนบ้านแล้ว ซึ่งทางอำเภอเชียงแสนจัดกำลังปลัดอำเภอ 3 นาย พร้อมสมาชิก อส. ออกตรวจสอบและช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบเบื้องต้นแล้ว คาดว่าหากฝนไม่ตกเพิ่มเติมสถานการณ์น้ำจะคลี่คลายในที่สุด

วันเดียวกัน มีรายงานว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศพม่า ในพื้นที่รัฐมอญ รัฐกะเหรี่ยง และบริเวณเมืองพะโค รวมทั้งพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ส่งผลให้ตลาดค้าโค-กระบือ ที่อำเภอแม่สอด จ.ตาก ค่อนข้างซบเซา เนื่องจากมีโค กระบือ ที่นำเข้ามาจากประเทศพม่า ด้านชายแดนไทย-พม่า อ.แม่สอด เข้ามาน้อยมาก เช่น ที่ตลาดนัดโพธิ์ทอง หมู่ที่ 10 ตำบลแม่ปะ อ.แม่สอด ซึ่งเป็นแหล่งจำหน่ายโค กระบือ ที่ขึ้นชื่อของอำเภอแม่สอด เคยมีโค กระบือ จำนวนมาก กลับซบเซาลง ขณะเดียวกันทำให้โค กระบือ มีราคาสูงขึ้น เนื่องจากในช่วงใกล้วันอีดิ้ลอัฎฮา ของชาวมุสลิม ที่ต้องการซื้อโค กระบือ ไปเชือด เพื่อทำบุญในวันสำคัญของศาสนาจำนวนมาก เช่นเดียวกับความต้องการของพ่อค้าชาวจีนที่มีออเดอร์สั่งซื้อโคมาจากประเทศจีน โดยนำส่งไปด้านจังหวัดเชียงราย

กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ขอเชิญเข้าร่วมงานสัมมนา “Agri Forum 2018” เวทีระดมความรู้ และแนวทางพัฒนาส่งเสริมเกษตรกรไทยในยุคเกษตร 4.0 โดยท่านอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และการประยุกต์นวัตกรรมเพื่อการทำเกษตรแม่นยำ โดยผู้เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรจาก คูโบต้าประเทศญี่ปุ่น และร่วมฟังเสวนาเปิดมุมมองเกษตรสมัยใหม่จากวิทยากรรับเชิญอีกมากมาย ในวันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 08.30-16.00 น. ณ อิมแพค เมืองทองธานี ฮอลล์ 6 ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 06-3204-1330 หรือลงทะเบียนเพื่อสำรองที่นั่ง www.facebook.com/siamkubotaclub (จำกัด 200 ท่าน)

บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด : คุณรัชวรรณ ธีรนรเศรษฐ์ โทร. 08-5185-8811 ratchawan.t@kubota.com

– บริษัท นิโอ ทาร์เก็ต จำกัด ที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ : คุณสุดา ศรีบุศยดี โทร. 08-9068-4345 suda@neotarget.com เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) นำโดยนายชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ และนางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมเปิดตัวพันธสัญญาใหม่ขององค์กร “Our Way in Energy: พลังบ้านปูฯ สู่พลังงานที่ยั่งยืน” ตอบโจทย์วิสัยทัศน์ขององค์กร ในการเป็นผู้นำด้านพลังงานแห่งเอเชีย-แปซิฟิก ที่มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี และความยั่งยืน พร้อมกันนี้ ยังได้เปิดตัวดีไซน์โลโก้ รวมไปถึงอัตลักษณ์ใหม่ขององค์กรที่สะท้อนภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำในธุรกิจพลังงานแบบครบวงจรใน 10 ประเทศ ที่มีความทันสมัย กระฉับกระเฉง และไม่หยุดนิ่งในการสร้างสรรค์และพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจ สังคมและชุมชน

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และนิตยสาร BUSINESS+ โดย บมจ.เออาร์ไอพี ร่วมกันจัดงานมอบรางวัลยิ่งใหญ่ THAILAND TOP SME AWARDS 2018 เพื่อเป็นรางวัลอันทรงเกียรติและเครื่องหมายแห่งความภูมิใจแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่มีนวัตกรรมดีเด่นแห่งปี และมีผลการดำเนินงานยอดเยี่ยม จำนวน 30 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลประเภทผลการดำเนินงานยอดเยี่ยม และรางวัลที่คัดเลือกจากธุรกิจอันความโดดเด่นในด้านต่างๆ เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ประสบความสำเร็จ สร้างความได้เปรียบในยุคที่โลกธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันจากกระแสของดิจิตอล

นายมนู เลียวไพโรจน์ ประธานกรรมการ บมจ.เออาร์ไอพี กล่าวว่า การมอบรางวัล “THAILAND TOP SME AWARDS 2018” ในปีนี้ ให้ความสำคัญกับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งและมั่นคงให้แก่เศรษฐกิจของประเทศ ในยุคที่โลกธุรกิจ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วฉับพลัน ดังนั้น วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีผลการดำเนินงานยอดเยี่ยม รวมถึงความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมและเศรษฐกิจชุมชน จึงนับว่าเป็นวิสาหกิจดีเด่นอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ รางวัล “THAILAND TOP SME AWARDS 2018” ได้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งจะเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ เพื่อเชิดชูเกียรติแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ประสบความสำเร็จ และนับเป็นอีกครั้งที่นิตยสาร BUSINESS+ ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย โดยหวังว่ารางวัลนี้จะเป็นการเชิดชูองค์กรให้โดดเด่น สร้างความได้เปรียบในยุคที่โลกธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันจากกระแสของดิจิตอล

“นิตยสาร BUSINESS+ ในฐานะสื่อที่มุ่งเน้นสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจไทย ได้ร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน จัดงานมอบรางวัล “THAILAND TOP SME AWARDS 2018” เพื่อหวังเป็นแรงขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในภาพรวม อันส่งผลให้เกิดการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอสเอ็มอีไทยเพิ่มมากขึ้น” นายมนู กล่าว

รองศาสตราจารย์ ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำด้านธุรกิจที่มุ่งสร้างผู้ประกอบการและนักบริหารธุรกิจที่มีคุณภาพควบคู่กับคุณธรรมจริยธรรม ได้ร่วมมือกับนิตยสาร BUSINESS+ ในเครือ บมจ.เออาร์ไอพี และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ในการส่งเสริมผู้ประกอบการไทย โดยได้ร่วมกันพิจารณาคัดเลือกผลงาน จนได้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีผลการดำเนินงานยอดเยี่ยม ตามกลุ่มอุตสาหกรรม 5 กลุ่ม ได้แก่ การผลิต การบริการ การจัดจำหน่าย เกษตรและอาหาร และธุรกิจการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงรางวัลความเป็นเลิศในนวัตกรรมด้านต่างๆ

รางวัล “THAILAND TOP SME AWARDS 2018” ในครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท รวมทั้งสิ้น 30 รางวัล ประกอบด้วย

รางวัลประเภทผลการดำเนินงานยอดเยี่ยม
โดยคัดเลือกจากผลการดำเนินธุรกิจของวิสาหกิจขนาดย่อม ที่มียอดขายไม่เกิน 1,000 ล้านบาท และวิสาหกิจขนาดกลาง ที่มียอดขายตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 3,000 ล้านบาท ในหลากหลายประเภทอุตสาหกรรม ดังนี้

เกี่ยวกับรางวัล “THAILAND TOP SME AWARDS 2018” การคัดสรรสุดยอดบริษัทนั้น เป็นรางวัลที่มอบให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่มีผลดำเนินการยอดเยี่ยมในแต่ละอุตสาหกรรม และมีการดำเนินธุรกิจที่โดดเด่นในด้านต่างๆ ที่รวบรวมและวิเคราะห์โดยคณะบรรณาธิการ นิตยสาร BUSINESS+ และคณะกรรมผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆ ผู้ทรงเกียรติ และผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รวมถึงคณะกรรมการจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย

เมื่อเร็วๆ นี้ นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ให้เกียรติเป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการ เรื่อง การจัดการศัตรูพืชตระกูลปาล์ม (มะพร้าวและปาล์มน้ำมัน) ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อ.ลำทับ จ.กระบี่ ของนายสมหวิง หนูศิริ ประธานศูนย์ โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรที่รับผิดชอบงานอารักขาพืช ทั้ง ระดับกรม-เขต-จังหวัด-อำเภอ (14 จังหวัดภาคใต้) ตลอดจนเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน (ศพก.) เข้าร่วมประชุม

นายประสงค์ กล่าวว่า การประชุมวิชาการเพื่อให้เจ้าหน้าที่และเกษตรกร ได้มีโอกาสมาพบปะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับนักวิจัยที่มีคุณภาพ จาก 2 หน่วยงานโดยตรง ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่พร้อมจะให้ความรู้ เรื่องการจัดการศัตรูปาล์มน้ำมัน (หนู) โดยการใช้นกแสก ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ประสบผลสำเร็จมาก จึงต้องมีการขยายผลไปสู่การปฏิบัติจริงในสภาพแปลงของเกษตรกร ซึ่งเป็นหน้าที่ของนักส่งเสริมการเกษตรที่ต้องนำผลงานนี้ไปขยายผลให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับเกษตรกร เป็นการลดต้นทุน

เพิ่มผลผลิต และส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกัน ในปี 2561 เราได้ดำเนินการนำร่อง ไปจำนวน 3 จังหวัด และคิดว่าจะต้องมีการดำเนินการร่วมมือกับหน่วยงานทั้ง 2 ในจังหวัดอื่นๆ ที่มีความพร้อมต่อไป กรมส่งเสริการเกษตรจึงขอขอบคุณ คณะนักวิจัยของกรมวิชาการเกษตร โดยเฉพาะคุณเกรียงศักดิ์ หามะฤทธิ์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งนำโดย นสพ.เบญจพล หล่อสัญญาลักษณ์ และ รศ.ดร.วรวิทย์ วัชชวัลคุ ที่ให้เกียรติมาร่วมประชุมในครั้งนี้ พร้อมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่บุคลากรของกรมส่งเสริมการเกษตร ตลอดจนตัวแทนของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันที่เป็นคณะกรรมการ ศพก.ลำทับ

นายประสงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันนี้เราจะมีการปล่อยนกแสกคืนสู่ธรรมชาติร่วมกัน เพื่อให้นกแสกเหล่านี้ ได้ไปทำงานควบคุมปริมาณหนูในสวนปาล์มให้อยู่ในสภาวะที่สมดุล และขยายพันธุ์ เพิ่มพูนมากขึ้นในธรรมชาติต่อไป

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม ระดับน้ำโขง ยังเพิ่มระดับต่อเนื่องในช่วง 2 -3 วันที่ผ่านมา หลังมีฝนตกหนัก เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือ ทำให้ระดับน้ำโขงเพิ่มขึ้นวันละประมาณ 10 -15 เซนติเมตร ล่าสุดระดับน้ำโขงยังจ่อวิกฤติอยู่ที่ระดับประมาณ 11.55 เมตร ห่างจากจุดวิกฤติล้นตลิ่ง ประมาณ 1.45 เมตร คือที่ระดับประมาณ 13 เมตร แต่ยังคงเกิดปัญหาเรื่องการระบายน้ำลงน้ำสาขาได้ช้า ส่งผลให้บางพื้นที่ติดกับลำน้ำอูน ลำน้ำสงคราม และลำน้ำก่ำ ที่รองรับน้ำมาจากหลายพื้นที่ ก่อนลงแม่น้ำโขง

ยังคงมีปัญหาเอ่อท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตร โดยจากการสรุปข้อมูลล่าสุดของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครพนม พบว่า มีพื้นที่ประกาศประสบภัยพิบัติน้ำท่วม ทั้งจังหวัด รวม 12 อำเภอ 94 ตำบล 908 หมู่บ้าน 17,454 ครัวเรือน รวมชาวบ้านได้รับผลกระทบ 51,080 คน มีถนนได้รับความเสียหาย กว่า 111 สาย และมีพื้นที่การเกษตร ได้รับผลกระทบ เกือบ 2 แสนไร่ อยู่ระหว่างการสำรวจเร่งการช่วยเหลือ ตามระเบียบทางราชการ

ขณะเดียวกันทางจังหวัดนครพนม ยังคงประกาศเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังน้ำโขงเอ่อท่วมซ้ำอีกรอบสอง เนื่องจากยังมีปริมาณสูงจ่อวิกฤต แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดกับน้ำโขง 4 อำเภอ รวมถึงลำน้ำสาขาเตรียมพร้อมจัดเก็บสิ่งของขึ้นที่สูง อพยพเคลื่อนย้ายสัตว์เลี้ยงการเกษตรขึ้นที่สูง หากมีฝนตกหนักลงมาซ้ำอีก คาดว่าจะเกิดน้ำท่วมฉับพลัน เนื่องจากระบายลงน้ำโขงช้า พร้อมประสานทางชลประทาน เร่งทำการผันน้ำ จากลำน้ำก่ำ ลำน้ำอูน ลำน้ำสงคราม ลงสู่แม่น้ำโขงให้มากที่สุด เพราะลำน้ำสาขาสายหลักยังมีประมาณเกินความจุ ประมาณ 10 -15 เปอร์เซ็นต์ โดยปัจจุบัน ลำน้ำสาขา 3 สาย มี ลำน้ำก่ำ ลำน้ำอูน และลำน้ำสงคราม สามารถระบายน้ำลงน้ำโขงได้วันละประมาณ 30 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมมีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ระบบผลักดันน้ำด้วยไฟฟ้าเสริมทุกจุด

ส่วนที่ จังหวัดบึงกาฬ เมื่อวันที่ 20 ส.ค. เวลา 07.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขงยังเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้เกิดจากเขื่อนผลิตไฟฟ้าน้ำงึม 1 เร่งระบายน้ำออกจากเขื่อนก่อนจะเกินความจุ ประกอบกับมีน้ำเหนือจากจังหวัดหนองคายไหลลงมาสมทบและในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ ทั้ง 8 อำเภอ ยังคงมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเช้าวันนี้ระดับน้ำโขงในพื้นที่ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ มีระดับน้ำ 12.80 เมตร (ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจากวานนี้ 25 เซนติเมตร) ห่างจากจุดวิกฤต 1.20 เมตร

โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.ปากคาด มีระดับน้ำ 11.40 เมตร (ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจากวานนี้ ถึง 90 เซนติเมตร) ห่างจากจุดวิกฤตเพียง 60 เซนติเมตร ปริมาณน้ำที่สูงขึ้น ได้ไหลย้อนเข้าลำห้วยสาขา และในพื้นที่ลุ่ม ชลประทานบึงกาฬ ต้องปิดประตูระบายน้ำห้วยคาด ทั้ง 6 บาน ไม่ให้น้ำไหลย้อนกลับ พร้อมเดินเครื่องเร่งสูบน้ำทั้ง 4 เครื่อง ระบายน้ำวันละ 0.55 ล้าน ลบ.ม. ออกจากลำห้วย ลดผลกระทบน้ำท่วมพื้นที่การเกษตรใน อ.โซ่พิสัย และ อ.ปากคาด

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผวจ.บึงกาฬ ได้สั่งการให้ ปภ. ชลประทาน และทหารรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดบึงกาฬ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ตลอด 24 ชั่วโมง เพราะในพื้นที่อำเภอปากคาด เหลือเพียง 60 เซนติเมตร น้ำก็จะล้นตลิ่ง ส่วนในพื้นที่ อ.เมืองบึงกาฬ ได้สูบพร่องน้ำออกจากหนองเงี่ยง หนองกุดทิง แก้มลิงที่รับน้ำในเขต อ.เมืองบึงกาฬ พร้อมสั่งเปิดบานประตูระบายน้ำห้วยบังบาด ระบายน้ำลงแม่น้ำโขง เนื่องจากเมื่อคืนที่ผ่านมา ฝนตกหนักมาก น้ำด้านบนภูเขาไหลลงมาจำนวนมาก เพื่อลดผลกระทบในพื้นที่ อ.เมือง อ.บุ่งคล้า อ.ศรีวิไล อ.บึงโขงหลง และ อ.เซกา ซึ่งสถานการณ์โดยรวมยังรับมือได้