แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นมีกำลังผลิตจากพลังงาน

เข้าระบบ 34,000 เมกะวัตต์ ซึ่งส่วนนี้เป็นกำลังผลิตจากนักลงทุนไทยเพียง 2,100 เมกะวัตต์เท่านั้น และยังไม่มีรายงานว่ามีโครงการของนักลงทุนไทยได้รับผลกระทบหรือไม่ในขณะนี้ แต่ในเบื้องต้นพบว่าเกือบทุกรายยังมีโครงการที่อยู่ในระหว่างเตรียมพัฒนา เท่ากับว่าช่วงนี้จะต้องเร่งทำโครงการเพื่อให้เห็นว่ามีการดำเนินการต่อเนื่อง

ด้านนายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีพีซีจี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับโครงการในญี่ปุ่นที่ได้รับใบอนุญาตแล้ว ได้เริ่มผลิตไฟฟ้าเข้าระบบแล้ว แต่จะมีโครงการทางพื้นที่ตอนใต้ของญี่ปุ่น กำลังผลิต 40 เมกะวัตต์ ที่ยังไม่ได้รับการยืนยันจากภาครัฐว่าสายส่งจะพร้อมรับกำลังผลิตใหม่หรือไม่ ซึ่งหากต้องรอความพร้อมสายส่งมากกว่า 5 ปี ก็อาจจะขายโครงการดังกล่าวให้กับผู้สนใจ สำหรับประเด็นการหาที่ดินราบลุ่มเพื่อวางแผงโซลาร์เซลล์ที่ยากขึ้นนั้น ขณะนี้นักลงทุนของญี่ปุ่นได้ใช้วิธีวางแผงแบบกระจายจุดเล็ก ๆ ตามพื้นที่ลุ่มต่าง ๆ และที่สำคัญสามารถเชื่อมโยงกับระบบสายส่งได้ทันที แต่สำหรับบีพีซีจีคงไม่ใช้วิธีนี้และเลือกที่จะพัฒนาโครงการใหญ่ไปเลยทีเดียว ซึ่งในแง่การใช้เงินลงทุนไม่แตกต่างกันมาก

รายงานเพิ่มเติมระบุว่า ปัจจุบันมีนักลงทุนไทยเข้าไปพัฒนาโครงการโซลาร์เซลล์ในญี่ปุ่น เช่น บริษัท บีพีซีจี จำกัด (มหาชน) ในเครือบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท เสริมสร้าง เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยโซลาร์ เอ็นเนอจี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TSE, บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน), บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC และบริษัท กันกุล พาวเวอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

กรมส่งเสริมสหกรณ์ลงพื้นที่เสริมแกร่งดัน “สหกรณ์นิคมแม่สอด” ขึ้นแท่น “แหล่งรวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ครบวงจรรายใหญ่ พื้นที่ภาคเหนือ พร้อมยกระดับส่งเสริมรายได้สหกรณ์ผู้ปลูกเฮมพ์พบพระ (กัญชง) จ.ตาก

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า สหกรณ์นิคมแม่สอดดำเนินธุรกิจเป็นแหล่งรวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ครบวงจร โดยล่าสุดให้สมาชิกปลูกข้าวโพดในรูปแบบแปลงใหญ่ 4,316 ไร่ จำนวน 266 ราย ลดต้นทุนได้ 1,110 บาทต่อไร่ เพิ่มผลผลิตได้ 120 กก.ต่อไร่ มีรายได้เพิ่ม 400 บาทต่อไร่ ปีที่ผ่านมารวบรวมข้าวโพดได้ 15,000 ตัน

ที่ผ่านมากรมส่งเสริมสหกรณ์สนับสนุนอุปกรณ์การตลาดให้แก่สหกรณ์ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการรวบรวมข้าวโพดและยกระดับคุณภาพผลผลิต โดยสนับสนุนลานตาก 5 ไร่ โกดังเก็บผลผลิต เครื่องอบลดความชื้น ขนาด 100 ตันต่อวัน และขนาด 250 ตันต่อวัน จำนวน 2 เครื่อง รถตักล้อยาง 2 คัน และเครื่องสีข้าวโพด ปีนี้คาดว่าจะรวบรวมข้าวโพดได้กว่า 20,000 ตัน และจะรับซื้อในราคาสูงกว่าตลาดกิโลกรัมละ 0.20 บาท และส่งขายให้สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ในจังหวัดต่าง ๆ โรงงานผลิตอาหารสัตว์ และฟาร์มรายย่อยในพื้นที่

“เมื่อก่อนสหกรณ์ซื้อขายกันตามสภาพไม่มีเครื่องมือ ไม่มีเครื่องอบ เครื่องตรวจวัดความขื้น ปีนี้กรมสนับสนุนปีแรก โดยสหกรณ์นิคมแม่สอดเป็นจุดรับซื้อข้าวโพดที่กรมจะผลักดันให้เป็นที่รวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แห่งใหญ่ของภาคเหนือและประเทศในอนาคต ซึ่งจะเห็นว่าสามารถรวบรวมได้เพิ่มขึ้น จากที่ตั้งเป้าไว้ 2 หมื่นตัน ส่วนตลาดปลายทางส่งไปที่ผู้เลี้ยงและภาคเอกชน ซึ่งราคาปีนี้ค่อนข้างดี คาดหวังว่าหน้าฝนสิ้น ธ.ค.จะดีขึ้น สิ่งที่จะขับเคลื่อนต่อคือปัญหาเกษตรต้องมาเข้าร่วมบริหารจัดการรูปแบบแปลงใหญ่แบบครบวงจรให้มีรายได้มั่นคง”

นอกจากนี้ ได้ส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกเฮมป์ (กัญชง) อ.พบพระ จ.ตาก ตามความต้องการของตลาด เป็นการช่วยลดการปลูกข้าวโพดช่วงหน้าฝน เพราะฤดูปลูกเฮมป์ที่เหมาะสมคือช่วง พ.ค.-ก.ค. ซึ่งรายได้ต่อไร่สูงกว่าการปลูกข้าวโพด 5-6 เท่า เกษตรกรมีรายได้ 25,000 บาทต่อไร่ แต่ปลูกข้าวโพดมีรายได้เพียง 5,200 บาท ทั้งนี้ สหกรณ์ผู้ปลูกเฮมป์พบพระยังแปรรูปผลิตภัณฑ์ส่งออกไปตลาดสหรัฐอเมริกาและจำหน่วยตามโครงการหลวง อย่างไรก็ตาม การปลูกเฮมป์ที่เหมาะสมต้องดำเนินการภายใต้กระทรวงสาธารณสุขและสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายเริงชัย สุวรรณ์ ผู้จัดการห้างหุ้นส่วน พืชผลสุวรรณภูมิ จำกัด และกรรมการสมาคมพ่อค้าข้าวโพดและพืชพันธุ์ไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สมาคมเห็นด้วยกับมาตรการบังคับให้ซื้อข้าวโพด 3 ส่วน เพื่อนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน หรือมาตรการ 3 ต่อ 1 เนื่องจากเป็นสิ่งบ่งชี้และเป็นเครื่องมือประกันราคาให้เกษตรกรโดยตรง หากยกเลิกจะเป็นการเอื้อผลประโยชน์ต่ออีกฝ่าย ซึ่งให้เหตุผลเดียวคือการแข่งขันตลาดโลก

ทั้งนี้ หากพิจารณาความเป็นจริงแล้วในขณะที่ไทยมีข้าวโพด 4.5 ล้านตัน สัดส่วนครึ่งหนึ่งเป็นเบอร์สองราคาอยู่ที่ 8 บาทต่อ กก. ส่วนเบอร์สาม 7-7.50 บาท/กก. แต่ราคาที่เกษตรกรขายได้จริงคือเบอร์ 3 เท่ากับต่ำลงมาอีก นั่นหมายความว่าขาดทุนหรือเท่าตัว ดังนั้น รัฐจะทำอย่างไรให้ลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตที่เหมาะสมตามช่วงฤดู เพราะเมื่อต้นทุนสูง ขายแล้วขาดทุน ทำให้เกษตรกรมีหนี้สินจากเงินกู้นอกระบบและภาระหนี้สินจาก ธ.ก.ส.

อนึ่ง เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หลังจากกรมการค้าภายในเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงการคลัง และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาให้ความเห็นประกอบการพิจารณาจะยกเลิกมาตรการบังคับให้ซื้อข้าวโพด 3 ส่วน เพื่อนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน หรือ (มาตรการ 3 ต่อ 1) และปรับขึ้นภาษีนำเข้าข้าวสาลี 27% แทน แต่ที่ประชุมยังไม่ได้ข้อสรุป และมีแนวโน้มคงการใช้มาตรการ 3 : 1 ต่อไป เพราะเกรงว่าการขึ้นภาษีจะกระทบต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์และการผลิตอาหาร

ทีมสัตวแพทย์ศูนย์วิจัยและคลินิกสุขภาพสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ได้ทำการผ่าตัดเต่าเพื่อเอาเบ็ดที่ติดอยู่ในลำไส้เล็กออกมา ซึ่งก่อนหน้านี้เบ็ดได้ติดอยู่ที่กระเพาะอาหาร และก่อนทำการผ่าตัด ได้ทำการ X-Ray จึงเห็นว่า เบ็ดเคลื่อนมาติดอยู่ที่ลำไส้เล็ก ทีมสัตวแพทย์จึงเร่งทำการผ่าตัดในทันที เพราะจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หลังการผ่าตัดพบว่า ทีมสัตวแพทย์ได้ผ่าตัดนำเบ็ดออกมาได้สำเร็จ ซึ่งเบ็ดมีขนาด 2 นิ้ว โดยหลังจากนี้สัตวแพทย์ต้องเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ณ มทร.ศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ทุ่งใหญ่ เมื่อเร็วๆ นี้

กรมส่งเสริมการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกกุหลาบรวมถึงไม้ตัดดอกชนิดอื่น ๆ โดยเฉพาะทางภาคเหนือของประเทศไทย ควรเฝ้าระวังโรคราแป้งขาวระบาด ซึ่งมักพบเมื่อสภาพอากาศหนาวเย็น น้ำค้างลงจัดกลางคืนมีความชื้นสูง ทำให้เชื้อโรคราแป้งขาวกุหลาบเจริญเติบโตได้ดี สามารถแพร่ระบาดโดยปลิวไปกับลม ทำความเสียหายรุนแรงได้ ดังนั้น ขอให้เกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงของตนเองอย่างสม่ำเสมอ หากพบขุยสีขาวขึ้นปกคลุมบริเวณด้านบนใบและใต้ใบ เนื้อใบที่ถูกทำลายจะพองออก ใบบิดงอ โดยเฉพาะใบอ่อน และยอดอ่อนของกุหลาบ ขอให้เตรียมการป้องกัน หรือขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน เพื่อหาแนวทางทางป้องกันกำจัดก่อนเกิดการระบาดรุนแรง

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า โรคราแป้งกุหลาบเป็นโรคที่สำคัญชนิดหนึ่งของกุหลาบ และไม้ตัดดอกอีกหลายชนิด โรคราแป้งมีลักษณะเป็นผงสีขาวคล้ายผงแป้งเคลือบอยู่บนผิวใบ ทั้งด้านบนและด้านใต้ใบ พบมากในใบอ่อน และยอดอ่อนของกุหลาบ เนื้อเยื่อส่วนที่เชื้อราเกาะอยู่จะพองออก หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า โรคใบพอง ทำให้ใบบิดงอ ถ้าใบถูกราแป้งเข้าทำลายมาก จะมองเห็นบริเวณที่เป็นโรคมีสีม่วงถึงดำ และหลุดร่วงในที่สุดต้นกุหลาบแคระแกร็น ดอกกุหลาบที่เชื้อราปกคลุมดอกจะไม่บาน หรือบานแต่ดอกไม่สมบูรณ์เสียรูปทรง

กรมส่งเสริมการเกษตร ขอแนะนำวิธีการป้องกันกำจัดโรคราแป้งขาวกุหลาบ ดังนี้ ๑. ตัดแต่งกิ่งกุหลาบที่เป็นโรค เก็บใบหลุดร่วงที่โคนต้นนำไปเผาทำลายทิ้ง ๒. ในช่วงที่มีการระบาดของโรคควรงดให้ปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนสูง เพราะจะทำให้โรคระบาดอย่างรุนแรง ๓. หากมีการระบาดมาก ควรใช้สารเคมีประเภทที่มีกำมะถันหรือทองแดงฉีดพ่นช่วงเช้าหรือเย็น สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ๔. สำหรับสารเคมีที่ใช้อื่นๆ เช่น เบนเลท , คาราแทน อัตราการใช้ตามคำแนะนำที่ระบุไว้ในฉลาก

วันที่ 30 พ.ย. นางวรรณี ศรีรุ่ง อายุ 47 ปี และนายเสรี เสนาจันทร์ อายุ 44 ปี สองพี่น้องบ้านหนองไผ่ใหญ่ ต.ชุมเห็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ อดีตลูกจ้างที่เคยได้ค่าแรงเพียงวันละ 200 บาท ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในครอบครัว ตัดสินใจปรับพื้นที่นาที่มีอยู่ 2 ไร่ หันมาปลูกดอกดาวเรืองสายพันธุ์ตราบ้าน และศรแดง ส่งขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าในตลาด สามารถสร้างรายได้ไร่ละ 4–5 หมื่นบาท เนื้อที่ปลูก 2 ไร่ก็จะมีรายได้ 7–8 หมื่นบาท โดยแต่ละปีจะสามารถปลูกได้ถึง 3 รอบ ส่งผลให้มีรายได้เฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท โดยวิธีการปลูกดอกดาวเรืองก็ไม่ยุ่งยาก ทั้งใช้น้ำน้อยหน้าแล้งก็สามารถปลูกได้ และยังใช้ระยะเวลาในการปลูกสั้นเพียง 2 เดือน ก็สามารถเก็บดอกขายได้ หลังจากปลูกมาได้ 5 ปี ปัจจุบันมีออเดอร์รับซื้อดอกดาวเรืองเป็นประจำ จนบางช่วงดาวเรืองออกดอกไม่ทันต่อความต้องการของตลาด โดยเฉพาะช่วงเทศกาลต่างๆ

นายเสรี กล่าวว่า เดิมมีอาชีพทำนาและรับจ้างทั่วไปค่าแรงไม่แน่นอนและเพียงพอกับค่าใช้จ่ายในครอบครัว ส่วนนาที่ทำก็ประสบปัญหาทั้งภัยธรรมชาติและราคาข้าวที่ตกต่ำ เมื่อเห็นพี่สาวหันมาปลูกดอกดาวเรืองมีรายได้ดี จึงตัดสินใจปรับมาปลูกดอกดาวเรืองกับพี่สาว ทำให้มีรายได้ดีและมั่นคงสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้เป็นอย่างดี

ด้านนางวรรณี ศรีรุ่ง กล่าวด้วยว่า ก่อนหน้านี้ทำงานโรงงานเย็บผ้าได้ค่าแรงวันละ 200 บาท ซึ่งไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในครอบครัว จึงไปศึกษาเรียนรู้วิธีการปลูกดอกดาวเรือง แล้วตัดสินใจปรับพื้นที่นาที่มีอยู่ 2 ไร่ปลูกดอกดาวเรืองซึ่งปีแรกมีปัญหาเรื่องตลาดอยู่บ้าง แต่พอปีต่อมามีพ่อค้าแม่ค้ารับซื้อประจำทำให้มีรายได้จากการปลูกดอกดาวเรืองขายปีละไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาท

นายณรงศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางนักเรียน จากความร่วมมือของทั้ง 3 หน่วยงาน และได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาธิการ เป็นโครงการเพื่อเยาวชนที่น่าชื่นชม เนื่องจากมีการดำเนินการในรูปแบบที่สนับสนุนให้โรงเรียนสามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน และทำให้นักเรียนมีภาวะโภชนาการที่ดีจากการได้รับประทานไข่ไก่สดคุณภาพดีที่พวกเขาช่วยกันดูแลเอง ขณะเดียวกัน โรงเรียนยังมีเงินกองทุนที่สามารถนำไปบริหารจัดการโครงการฯได้อย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลพบว่าโรงเรียนที่ร่วมโครงการฯที่ผ่านมาประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี และนำรูปแบบไปขยายในเครือข่ายของโรงเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ด้านนายมิจิโนบุ ซึงาตะ ประธานคณะกรรมการหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ ส่วนการศึกษาฝ่ายความช่วยเหลือสังคม กล่าวว่า การร่วมสนับสนุนโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนี้ เกิดขึ้นจากเจตนารมณ์ของ JCC-B ที่ต้องการจัดทำโครงการเพื่อร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระชนมายุครบ 6 รอบ (72 พรรษา) ในปีพ.ศ. 2543 จึงเกิดเป็นความร่วมมืออย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายขยายโครงการฯ ปีละ 5-8 โรงเรียน และสนับสนุนงบประมาณดำเนินการโรงเรียนละ 200,000-300,000 บาท ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา JCC-B สนับสนุนเงินทุนให้กับโครงการฯ รวมทั้งสิ้น 23,925,000 บาท ในโรงเรียน 112 แห่ง ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย แบ่งเป็นโรงเรียนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 75 แห่ง ภาคเหนือ 23 แห่ง ภาคกลาง 10 แห่ง ภาคตะวันออก 2 แห่ง และภาคใต้ 2 แห่ง ช่วยสร้างประโยชน์ให้กับนักเรียนกว่า 32,000 คน และครูกว่า 800 คน

นายชาญชัย หีบสัมฤทิธิ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ กล่าวว่า โครงการฯนี้มุ่งลดภาวะทุพโภชนาการของเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล ขณะเดียวกัน นักเรียนจะได้เรียนรู้วิธีการเลี้ยงไก่ไข่ที่ถูกต้องจากพนักงานของซีพีเอฟเพื่อให้มีผลผลิตไข่ไก่คุณภาพสำหรับปรุงเป็นอาหารกลางวัน ทั้งยังได้ฝึกฝนด้านการบริหารจากการทำงานจริง ตลอดจนโรงเรียนมีการบริหารจัดการโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ จนเกิดการบูรณาการกิจกรรมสู่การเรียนการสอน ที่ผ่านมาพบว่าหลายโรงเรียนสามารถขยายผลความสำเร็จสู่กิจกรรมและโครงการอื่น อาทิ โครงการเลี้ยงปลา และปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ ซึ่งเป็นการผลิตอาหารกลางวันเพิ่มเติมจากฝีมือของนักเรียนเอง และผลผลิตจากโครงการยังเอื้อประโยชน์ต่อชุมชนในการได้บริโภคไข่ไก่สดในราคาที่เหมาะสม ขณะที่การเลี้ยงไก่ไข่ก็ยังกลายเป็นอาชีพทางเลือกของนักเรียนและผู้ปกครอง ช่วยลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้เสริมให้กับครอบครัว

โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางนักเรียนมีรูปแบบการดำเนินการ โดย JCC-B ให้การสนับสนุนงบประมาณสำหรับก่อสร้างโรงเรียนพร้อมอุปกรณ์การเลี้ยง พันธุ์ไก่ไข่ อาหาร และยาสัตว์ในการเลี้ยงรุ่นแรก ด้านกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้เสนอรายชื่อโรงเรียนเพื่อเข้าร่วมโครงการ ส่วนมูลนิธิพัฒนาชนบทฯ บริหารจัดการโครงการและงบประมาณ คัดเลือกโรงเรียนที่จะดำเนินโครงการ จัดทำแผนการดำเนินงาน ติดตามและรายงานผล โดยมีซีพีเอฟ ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคนิควิชาการและการจัดการ และเข้าดูแลให้คำปรึกษาแก่อาจารย์และนักเรียนผู้ดูแลโครงการ เพื่อให้มีประสิทธิภาพการผลิตสูงสุด

ครม.ได้อนุมัติในหลักการการให้เตรียมความพร้อมสำหรับ โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร เมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา โดยโครงการนี้เป็น 1 ใน 9 แผนงานการบรรเทาอุทกภัยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้ให้ความเห็นชอบในหลักการแล้วเช่นกัน

ทั้งนี้ตามแผนการพัฒนาโครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง จะประกอบไปด้วยโครงการหลัก 4 โครงการด้วยกันคือ โครงการระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร วงเงิน 17,600 ล้านบาท, โครงการคลองระบายน้ำหลากฝั่งตะวันออก (คลองชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย) วงเงิน 122,888 ล้านบาท, โครงการคลองระบายน้ำคู่ถนนวงแหวนรอบที่ 3 วงเงิน 124,000 ล้านบาท และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา (คลองถนน-อุโมงค์ระบายน้ำ 4 แห่ง) วงเงิน 24,100 ล้านบาท

คลองบางบาล-บางไทร

โครงการนี้แม้ว่า ครม.จะมีมติเห็นชอบในหลักการเป็นโครงการแรก แต่เป็นการเห็นชอบเฉพาะ “การเตรียมความพร้อม” ยังไม่อนุมัติในแผนงานและงบประมาณ โดยรายละเอียดของโครงการจะประกอบไปด้วยการขุดคลองระบายน้ำสายใหม่จากบริเวณ อ.บางบาล-อ.บางไทร พร้อมอาคารประกอบตามแนวคลองระยะทาง 22.4 กิโลเมตร มีความสามารถระบายน้ำได้สูงสุด 1,200 ลบ.ม./วินาที ก่อสร้างถนนบนคันคลอง 2 ฝั่งรวมความกว้างเขตคลอง 245 ม. มีประตูระบายน้ำในลำน้ำสาขา 2 แห่ง (ปตร.บางบาล-ปตร.บางหลวง) ปตร.ปลายคลองบางบาล-บางไทรอีก 1 แห่ง พร้อมก่อสร้างเขื่อนพระนครศรีอยุธยาในแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย

โดยประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการนี้ก็คือ สามารถแก้ไขปัญหาพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้ประมาณ 0.4-0.8 ล้านไร่ และยังสามารถลดระดับ “ความลึก” ของน้ำที่ท่วมมากกว่า 1 เมตรได้อีก 1.6 ล้านไร่ พร้อมเป็นแหล่งน้ำให้กับพื้นที่เกษตรกรรมรวม 229,138 ล้านไร่ และยังเป็นเส้นทางน้ำเลี่ยงตัวเมืองพระนครศรีอยุธยาได้ด้วย หากมีการก่อสร้างจริงจะใช้ระยะเวลาทั้งหมด 4 ปี (2562-2565)

คลองระบายน้ำวงแหวนรอบที่ 3

กรมชลประทานร่วมกับ JICA ได้ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการที่จะทำแนวทางการระบายน้ำควบคู่ไปกับถนนวงแหวนรอบที่ 3 โดยสามารถระบายน้ำสูงสุดผ่านคลองได้ประมาณ 500 ลบ.ม./วินาที รายละเอียดของโครงการจะประกอบไปด้วย คลองระบายน้ำยาว 110.58 กม. เริ่มขุดคลองบริเวณใต้จังหวัดพระนครศรีอยุธยาลงมา มีอาคารประกอบต่าง ๆ

2 ฝั่งคลองจะเป็นถนนวงแหวนรอบที่ 3 และถนนท้องถิ่น ผลประโยชน์ที่จะได้รับหากดำเนินโครงการนี้ก็คือ จะช่วยระบายน้ำอ้อมพื้นที่กรุงเทพมหานครทางฝั่งตะวันออก และยังช่วยตัดยอดน้ำหลากในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง (อยุธยา) ลงได้อีก 500 ลบ.ม./วินาที แต่การดำเนินการจะต้องเวนคืนที่ดินควบคู่ไปกับการก่อสร้างถนนวงแหวนรอบที่ 3 ซึ่งสามารถลดพื้นที่การเวนคืนได้ระดับหนึ่ง

เมืองนิเวศตามแนวคลอง

นายชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท TEAM GROUP ในฐานะนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิได้เสนอความเห็นต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ รวมไปถึงตัว พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ในช่วงที่ยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงตัวโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร แม้ว่าโครงการจะสามารถระบายน้ำได้ถึง 1,200 ลบ.ม./วินาที เพื่อช่วยแก้ไขปัญหา “คอขวด” ของแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงที่ไหลผ่านอยุธยาด้วยการขุดคลองลัด อันจะบรรเทาผลกระทบน้ำหลากบริเวณเกาะเมืองอยุธยาและการท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ แต่โดยสภาพการณ์แล้ว โครงการนี้จะเป็นการ “ยก” หรือ “ย้าย” มวลน้ำที่ท่วมบริเวณเกาะเมืองอยุธยามาไว้บริเวณ อ.บางบาล และพื้นที่โดยรอบ

ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ การระบายน้ำช่วงจาก อ.บางไทร aussierulesinternational.com ลงสู่อ่าวไทย จะได้รับอิทธิพลจากช่วงเวลาน้ำขึ้น-น้ำลง ไม่สามารถระบายน้ำได้ตลอดเวลา และยังต้องคำนึงถึงการป้องกันการกัดเซาะตลิ่งบริเวณจุดสบกันของลำน้ำเจ้าพระยาเดิมกับคลองระบายน้ำที่ขุดใหม่ “เรื่องที่ยากที่สุดก็คือ การระบายน้ำผ่านคลองต้องสัมพันธ์กับช่วงน้ำขึ้นน้ำลง คลองนี้ไม่สามารถระบายน้ำทั้ง 1,200 ลบ.ม./วินาทีลงทะเลได้ตลอดเวลา มันจะต้องเปิดปิดเป็นเวลา ตรงนี้จะต้องใช้ประตูระบายน้ำปากคลองกับประตูระบายน้ำปลายคลอง สอดคล้องกันกับประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์จะช่วยได้มาก รวมไปถึงอาจจะต้องเสริมคันกันน้ำเจ้าพระยา จากที่เป็นอยู่ในปัจจุบันที่ 2.50 เมตรขึ้นไปอีก” นายชวลิตให้ความเห็น

ส่วนโครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างที่เหมาะสมที่ดำเนินการ “มากกว่า” โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทรก็คือ โครงการระบายน้ำควบคู่ถนนวงแหวนรอบที่ 3 แม้ว่าจะสามารถระบายน้ำได้ 500 ลบ.ม./วินาที แต่สามารถระบายน้ำผ่านคลองออกอ่าวไทยได้ โดยตรงจากการวางแนวคลองและแนวถนนให้เหมาะสมกับลาดการไหลตามธรรมชาติของคลอง กำกับด้วยอาคารควบคุมน้ำกลางคลอง-ปลายคลองให้เหมาะสม มีทางเรือผ่านเพื่อให้เก็บสำรองน้ำและใช้เพื่อการเดินเรือได้ตลอดทั้งปีด้วย

“โครงการนี้สามารถนำดินที่จะขุดขึ้นมาจากคลอง มาพัฒนาเป็นเมืองเชิงนิเวศตามแนวคลองผันน้ำเพื่อเชื่อมต่อกับศูนย์กลางเมืองหลัก ๆ ได้อีกด้วย โดยสิ่งที่ควรจะต้องเร่งดำเนินการตอนนี้ก็คือ การจัดหาและเวนคืนที่ดินควรจะดำเนินการควบคู่กันไปทั้งคลองระบายน้ำและถนนวงแหวนรอบที่ 3 ซึ่งจะต้องสร้างเพื่อลดความแออัดของการคมนาคมในกรุงเทพฯและปริมณฑลอยู่แล้ว” นายชวลิตกล่าว

นายณัฐวุฒิ สมจันทร์ อายุ 48 ปี อยู่บ้านคลองหาด อ.คลองหาด จ.สระแก้ว เล่าว่า ในอดีต เมื่อปี 2531 เคยเป็นนักข่าวทำข่าวสงครามตามแนวชายแดน แต่มีรายได้ไม่แน่นอน ต่อมาจึงได้ยึดอาชีพขายผลไม้จำพวกทุเรียนและผลไม้ทั่วไป อยู่ที่ ดำเนินสะดวก อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี แต่ก็ขายได้ไม่นานก็หมดฤดูกาล ขายผลไม้มาหลายปี แต่ชีวิตก็ยังไม่ดีขึ้น เนื่องจากผลไม้ จะขายได้ในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น

ต่อมาจึงคิดหาอาชีพใหม่ ที่ไม่ต้องรอเวลา และต้องทำได้ต่อเนื่อง จึงได้เดินทางกลับบ้านเกิด ที่อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว และได้ทำไอศครีมมะพร้าวน้ำหอม โดยเลือกทำเพิงขายบริเวณ ข้างทาง หน้าโรงเรียนอนุบาลศรีวัฒนาวิทยา อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว

“ได้ทำไอศกรีมมะพร้าวน้ำหอม มากว่า 1 ปีแล้ว ขายดีมาก ดีกว่าขายผลไม้เนื่องจากขายได้ทุกวัน ต่อมาได้ขายมะพร้าวน้ำหอมถอดเสื้อ ด้วย ในราคาลูกละ 35 บาท แต่ละวันขายได้ ไม่ต่ำกว่า 300 ลูก หักค่าใช้จ่ายแล้วมีเงินเหลือวันละกว่า 3,000 บาท หากคิดเป็นเดือน จะมีรายได้จากการขายมะพร้าวน้ำหอม กับไอศกรีมมะพร้าวน้ำหอม เดือนละ100,000 บาท”

ณัฐวุฒิ เล่าอีกว่า มะพร้าวน้ำหอมสามารถหาได้ตลอดทั้งปี รับซื้อมาจาก จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเลือกมะพร้าวน้ำหอมที่มีอายุประมาณ 4-5 เดือน เนื้อมะพร้าวจะไม่อ่อนและแก่เกินไป เมื่อนำมาทำมะพร้าวถอดเสื้อ จะไม่แตกง่าย เอามาปอกเปลือกออก กะเทาะเอากะลาออกเหลือแต่น้ำและเนื้อมะพร้าว โดยที่น้ำมะพร้าวยังอยู่ภายในเนื้อมะพร้าว ซึ่งต้องมีทักษะการปอกด้วย หากน้ำไหลออกมาหรือเนื้อมะพร้าวแตก จากราคาลูกละ 35 บาทเหลือลูกละ 20 บาททันที ดังนั้น การทำมะพร้าวถอดเสื้อ จึงต้องฝึกการคว้านเอาเนื้อออกมา โดยไม่ให้มีดเฉือนถูกเนื้อมะพร้าว และน้ำต้องไม่ไหลออกมาด้วย

“หลังจากเปลี่ยนวิถีชีวิต จากการขายผลไม้ตามฤดูกาล มาขายไอศกรีมมะพร้าวน้ำหอมควบคู่กับ ขายมะพร้าวน้ำหอมถอดเสื้อ ทำให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวได้ หากอยู่แบบพอเพียง ดำเนินชีวิตตามรอยพ่อ ชีวิตนี้จะไม่อับจน มีกินมีใช้อย่างเพียงพอ ขออย่างเดียว ให้เลือกอาชีพที่สุจริต และทำอย่างจริงจัง ฝึกให้มีทักษะ ทำให้คล่อง และมีความจริงใจกับลูกค้า อาชีพทุกอาชีพ สามารถหารายได้ เลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ แน่นอน” นายณัฐวุฒิ ให้ข้อคิด