แหล่งน้ำที่สวนคุณประทินถือว่าได้เปรียบเพราะได้รับน้ำมาจากเขื่อน

ซึ่งอยู่ไม่ไกล เจ้าของสวนอินทผลัมรายนี้ชี้ว่าน้ำถือเป็นปัจจัยหลักที่ต้องพิจารณาก่อน เพราะอินทผลัมผลสดต้องใช้น้ำมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนปลูกในระยะแรกอาจใช้สายฉีดน้ำเพียงหัวเดียว แต่เมื่อมีผลผลิตแล้วควรเพิ่มหัวฉีดน้ำเป็น 4 หัว

ก่อนหน้านี้มีหลายคนคิดว่า อินทผลัม เป็นพืชทะเลทรายที่ทนแล้งได้ดี แต่นั่นเป็นเพียงข้อมูลด้านเดียว ทั้งนี้เพราะในสวนที่ปลูกอยู่เป็นอินทผลัมที่ชอบน้ำและปุ๋ย อย่างต้นที่ปลูกอายุ 4-5 ปี ให้ผลผลิตไปแล้ว ในช่วงที่มีการผสมเกสรราวเดือนเมษายน-พฤษภาคม จะให้น้ำสัปดาห์ละ 800 ลิตร ต่อต้น ผ่านสายหัวจ่าย ยิ่งถ้าเป็นต้นตัวเมียจะต้องวางสายหัวจ่ายน้ำถึง 4 หัว ต่อต้น โดยให้ชั่วโมงละ 200 ลิตร นานถึง 2 ชั่วโมง คือ 400 ลิตร สัปดาห์ละ 2 ครั้ง คือ 800 ลิตร

ด้วยเหตุนี้คนที่ต้องการปลูกอินทผลัมแบบมือใหม่ ควรดูสภาพพื้นที่ที่ต้องการปลูกก่อนว่า มีความสมบูรณ์ของปริมาณน้ำเพียงใด ทั้งนี้หากเป็นพื้นที่ประสบปัญหาด้านน้ำไม่แนะนำให้ปลูก ส่วนพื้นที่ปลูกอาจเริ่มต้นที่ 4 ไร่ ก่อน เพราะจะได้ดูแลทั่วถึงพร้อมไปกับการศึกษาหาความรู้ปัญหา/อุปสรรคควบคู่ไปด้วย ทั้งนี้ ได้ประเมินเงินลงทุนเริ่มต้นทั้งราคาต้นกล้า การวางระบบน้ำ อาจต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 80,000 บาท

การผสมเกสร

อินทผลัม เป็นพืชที่ไม่สมบูรณ์เพศ ดังนั้น การผสมเกสรจึงเป็นเรื่องสำคัญ อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่าส่วนหนึ่งของคุณภาพอินทผลัมเกิดจากการผสมเกสรที่มีประสิทธิภาพ แล้วบอกว่าวิธีการผสมเกสรอาจใช้แนวทางธรรมชาติจากแมลง หรือใช้คนผสม โดยชี้ว่าหากให้ได้ผลผลิตจำนวนมากในเวลาที่รวดเร็ว ควรใช้คนผสมดีกว่า

เจ้าของสวนให้รายละเอียดวิธีการผสมเกสรแบบคร่าวๆ ว่า เริ่มจากเก็บเกสรตัวผู้ก่อน เพราะต้นตัวผู้มีเกสรก่อนต้นตัวเมีย ประมาณ 2 สัปดาห์ ดังนั้น เมื่อเก็บเกสรตัวผู้ผึ่งแดดแล้ว ควรใส่ขวด แล้วนำไปเก็บไว้ในตู้เย็น เพื่อรอเวลาที่จะผสมกับต้นตัวเมีย

เมื่อได้เวลาผสมให้ใช้หลอดดูดจิ้มเกสรตัวผู้ แล้วพ่นใส่ช่อดอกเกสรตัวเมีย ทั้งนี้ ในวันที่มีการผสมเกสรควรสำรวจอากาศก่อน ถ้าหากมีลมแรงยังไม่ควรทำ ควรให้ปลอดลม แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ควรใช้พลาสติกครอบบริเวณที่ต้องการผสมเพื่อเป็นการจำกัดพื้นที่

ทั้งนี้ การผสมเกสรในแต่ละสวนอาจต่างกัน เพราะบางสวนใช้แมลงอย่างผึ้งช่วยผสม โดยการตัดเกสรตัวผู้แล้วมัดเป็นกำเสียบไว้ในระหว่างช่อตัวเมีย จากนั้นผึ้งจะดำเนินการผสมเกสรให้เอง

อินทผลัม ใช้เวลาตั้งแต่ปลูกกระทั่งให้ผลผลิต ในช่วงระยะเวลา 5-7 ปี คุณประทิน บอกว่า อยู่ที่ช่วงเวลาการออกดอก ถ้าปีใดหนาวมาเร็ว คือตั้งแต่พฤศจิกายนเป็นต้นไปแล้วเมื่อเข้าเดือนกุมภาพันธ์จะเริ่มมีดอก หลังจากนั้นเวลา 120-130 วัน จะเริ่มมีผลผลิตแล้วจะทยอยมีมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ระหว่างรออินทผลัมให้ผลผลิต ผู้ปลูกสามารถหารายได้เสริมด้วยการนำต้นพืชผักสวนครัวมาปลูกระหว่างแถวเพื่อหารายได้เสริมอีกได้

ปุ๋ยที่ใช้ส่วนมากเป็นปุ๋ยคอก นอกจากนั้น เป็นปุ๋ยสูตร อาทิ 15-15-15 พอถึงช่วงที่ต้องการสะสมก่อนออกดอก ใช้สูตร 18-24-24 หลังจากติดผลแล้วเปลี่ยนมาใช้ สูตร 13-13-21

เมื่อได้ผลผลิตแล้ว ควรมีการแต่งช่อผลด้วย เพราะหากผลแน่นเกินไปเกิดการเบียดกัน ทำให้ลูกมีขนาดเล็กไม่สวย ไม่สมบูรณ์ อย่าเสียดายถ้าต้องการปลูกเพื่อคุณภาพ การตัดแต่งผลจะทำในช่วง 1-2 เดือน หลังติดผล

อย่างไรก็ตาม การกำหนดจำนวนผลต่อช่อเพื่อให้ได้ผลที่มีคุณภาพนั้น คุณประทิน บอกว่า ถ้าใน 1 ทะลาย ที่มีจำนวนร้อยกว่าสาย ควรตัดออกให้เหลือไม่เกิน 45 สาย (ใน 1 สาย มี 15-20 ผล)

ศัตรูพืช ที่สร้างปัญหาให้กับสวนอินทผลัมของคุณประทินที่น่ากลัวที่สุดคือ ด้วงแรด และด้วงงวง เพราะพวกมันจะเจาะเข้าลำต้น เขาเผยว่าก่อนหน้านี้แมลงวันทองยังไม่เข้ามา แต่นับจากนี้เริ่มทยอยเข้ามากันแล้ว และจะส่งผลเสียต่อต้นและผล ดังนั้น จึงต้องมีการห่อผลผลิตเพื่อป้องกัน ดังนั้น แนวทางในการป้องกันที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การนำสารเคมีมาใช้ โดยไม่ได้ใช้มาก และมักใช้เฉพาะในช่วงหลังเก็บผลผลิตแล้ว ในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม-เมษายน โดยใช้เป็นยาฆ่าแมลงแบบดูดซึม เพื่อป้องกันแมลงศัตรูพืชที่จะเข้ามาทำลายต้น จะใส่เพียงเดือนละครั้งเท่านั้น

สำหรับตลาดอินทผลัมของคุณประทิน เสนอขายที่ ราคากิโลกรัมละ 50 บาท คุณประทิน ชี้ว่า เมื่อมีราคากิโลกรัมละ 500 บาท แห่ปลูกกันจนทำให้ราคาลดลง แต่ความจริงแล้วการขายที่ราคากิโลกรัมละ 50 บาท ก็สามารถอยู่ได้

ตั้งสมมุติฐานเพศด้วยการดูจากต้น

ถึงแม้ข้อดีของการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดคือ การได้จำนวนต้นมากในเวลารวดเร็ว แล้วมีราคาไม่สูงนัก แต่กว่าจะรู้ว่าต้นใดเป็นเพศผู้-เพศเมีย นั้น จะต้องรอไปจนกระทั่งแทงจั่นออกดอก หรือราว 3-4 ปี ฉะนั้น โอกาสเสี่ยงจึงมีมาก ด้วยเหตุนี้ผู้ปลูกบางรายจึงตัดสินใจหาซื้อต้นเนื้อเยื่อที่นำเข้าจากต่างประเทศ เนื่องจากทราบเพศที่แน่นอนและมีคุณภาพดีเท่ากับต้นแม่ที่คัดพันธุ์ แต่มีข้อเสียคือ ต้องใช้เงินลงทุนมาก

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา 4-5 ปี การได้คลุกคลีอยู่กับอินทผลัมของคุณประทินทำให้ได้สังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างต้นตัวผู้-ตัวเมีย ในระหว่างการเจริญเติบโต ดังนั้น เพื่อเป็นการทดสอบตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ จึงทำให้คุณประทินคัดเลือกต้นที่คาดว่าน่าจะเป็นเพศเมีย จำนวน 160 ต้น แยกออกมาปลูกไว้ต่างหาก

ปัจจุบัน สวน ‘KDP’ (KORAT DATE PALM) ของคุณประทินปลูกอินทผลัมอยู่ จำนวน 60 ไร่ แล้วเตรียมไว้อีก 20 ไร่ มีต้นพันธุ์จำหน่ายตลอดทั้งปี ทั้งเพาะเมล็ดและเนื้อเยื่อ แต่ต้องสั่งจองล่วงหน้า นอกจากนั้น ยังต้อนรับคณะที่ต้องการเข้าเยี่ยมชม ศึกษาดูงาน สอบถามรายละเอียด หรือสั่งจองต้นพันธุ์ได้ที่ สวน ‘KDP’ (KORAT DATE PALM) โทรศัพท์ (089) 583-5855 www.koratdatepalm.com

นายสุรเดช เตียวตระกูล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการเป็นประธานงานแถลงข่าวการจัดงานเทศกาลข้าวไทย 2561 (Thai Rice Festival 2018) ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคาข้าว และรายได้ของชาวนาไทย โดยเฉพาะการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลผลิต รวมถึงการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีมาเพิ่มมูลค่าในสินค้าข้าวให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ตามนโยบาย “การตลาดนำการผลิต”

ดังนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว จึงได้กำหนดจัดงานเทศกาลข้าวไทย 2561 ขึ้นภายใต้แนวคิด “ความสุขจากท้องนาหรรษาสู่เมืองกรุง” ระหว่างวันที่ 19 – 24 ธันวาคม 2561 ณ ลานคนเมือง ด้านหน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์และรณรงค์ข้าวตลาดเฉพาะ ข้าวคุณภาพของไทยให้เป็นที่รู้จักสู่กระแสนิยมของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งเพื่อเชื่อมโยงข้าวตลาดเฉพาะและผลิตภัณฑ์จากข้าว ระหว่างผู้ผลิต ผู้ประกอบการพบผู้บริโภคข้าวคนเมืองและนักท่องเที่ยว รวมถึงเพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและเพิ่มมูลค่าข้าว ตลอดจนส่งเสริมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้คนไทยและนักท่องเที่ยวได้ตระหนักรู้คุณค่าของข้าวไทยและภูมิปัญญา วัฒนธรรม ประเพณีที่เกี่ยวกับข้าวและใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน ตามนโยบายของรัฐบาล

รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความหลากหลายของวัฒนธรรมท้องถิ่นในรูปแบบถนนวิถีข้าว วิถีไทย 4 ภาค ซึ่งภายในงานประกอบด้วย ร้านจำหน่ายสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์ของดีแต่ละภาค ร้านอาหารหลากหลาย สะท้อนถึงวัฒนธรรมแต่ละภาคที่แสดงถึงวิถีข้าว วิถีไทย อัตลักษณ์ของคนแต่ละถิ่น ซึ่งได้รวบรวมสินค้าข้าวที่มีการวิจัยและพัฒนาจนเป็นนวัตกรรมใหม่มาจัดแสดงและจำหน่าย อาทิ เครื่องสำอางค์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวเป็นเครื่องดื่ม และของใช้ภายในบ้าน

นอกจากนี้ มีการจัดกิจกรรมลานวัฒนธรรมข้าวไทย ความผูกพันข้าวกับวัฒนธรรม ข้าวพื้นเมืองเฉพาะถิ่นและข้าวตลาดเฉพาะ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่เกี่ยวข้องกับข้าว การบริโภคข้าวคุณภาพเพื่อสุขภาพที่ดีกว่า การแสดงศิลปวัฒนธรรมจากอดีตถึงปัจจุบัน อาทิ วงดนตรี การแข่งขันการทำอาหารจากข้าว กิจกรรมการประกวดแข่งขันสุดยอดข้าวอร่อย และไฮไลท์ของงาน มีการจัด Land Mark โดยจำลองท้องทุ่งนา ให้นักท่องเที่ยวได้บันทึกภาพแห่งความประทับใจ

นายกฤษณพงศ์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับผลิตภัณฑ์ที่นำมาจำหน่ายภายในงานเป็นข้าวตลาดเฉพาะ และข้าวเฉพาะถิ่นคุณภาพสูง ผ่านระบบการผลิตข้าวมาตรฐาน Q ข้าวอินทรีย์ ข้าว GI ดังนั้น ในโอกาสใกล้ช่วงเทศกาลคริสต์มาสและเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ จึงขอเชิญชวนให้คนไทยสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากข้าว เพื่อเป็นของขวัญส่งความสุขให้กันต่อไป”

กรมชลประทานพอใจผลงานโครงการไทยนิยมยั่งยืนขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ท้องถิ่น แก้ปัญหาสังคม สร้างมั่นคงในระดับพื้นที่ สั่งเร่งเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างด้านแหล่งน้ำชลประทาน รับซื้อน้ำยางเกษตรกรแล้วจำนวน 848.59 ตันมาใช้ทำถนนยาวกว่า 400 กม. พร้อมจ้างงานภาคเกษตรกรรมทะลุเป้าเกือบหมื่นราย

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินโครงการไทยนิยมยั่งยืนของกรมชลประทานว่า ขณะนี้ ได้ทำการเบิกจ่ายงบประมาณแล้วร้อยละ 42 หรือประมาณ 5,700 ล้านบาท โดยนำมาใช้ในการพัฒนาโครงสร้างด้านแหล่งน้ำชลประทาน การส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ และการจ้างแรงงานชลประทาน ตามนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากระดับชาติสู่ระดับพื้นที่ ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในรูปแบบประชารัฐ โดยการวิเคราะห์ปัญหาความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

สำหรับการนำมาใช้ในการพัฒนาโครงสร้างด้านแหล่งน้ำชลประทานนั้น จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การพัฒนาแหล่งน้ำสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการฟื้นฟูแหล่งน้ำชลประทานเพื่อบรรเทาเหตุอุทกภัยและภัยแล้ง โดยตั้งเป้าหมายให้เกิดพื้นที่รับประโยชน์ทั้งสิ้นจำนวน 2.1 ล้านไร่ ครัวเรือนได้รับประโยชน์ 361,704 ครัวเรือน และปริมาตรน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้น 14 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะนี้มีพื้นที่ได้รับประโยชน์แล้วจำนวนกว่า 1.01 ล้านไร่ มีครัวเรือนรับประโยชน์จำนวน 224,519 ครัวเรือน ได้พื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น 60 ไร่

ส่วนการส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐนั้น กรมชลประทานได้ดำเนินงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร โดยการนำน้ำยางพาราข้นมาเป็นส่วนผสมเพื่อซ่อมแซมปรับปรุงถนนคันคลองชลประทาน ซึ่งผลการวิจัยเราพบว่า การใช้น้ำยางพารามีความเหมาะสมทั้งในแง่คุณสมบัติด้านวิศวกรรม ทำให้ถนนลูกรังที่ผสมน้ำยางมีความแข็งแรงมากขึ้น สภาพผิวถนนเป็นที่พึงพอใจของเกษตรกรที่ใช้ขนส่งสินค้าทางการเกษตรหรือใช้สัญจรทั่วไป

ภายในปีนี้เฉพาะงบไทยนิยม ยั่งยืน กรมชลประทานมีแผนซ่อมแซมปรับปรุงถนนคันคลองชลประทาน ที่เป็นถนนลูกรังรวมระยะทางทั้งสิ้น 999.65 กิโลเมตร ต้องการใช้น้ำยางพาราประมาณ 3,509.5 ตัน ขณะนี้สนับสนุนน้ำยางพาราจากเกษตรกรไปแล้วจำนวน 848.59 ตัน ได้ระยะทาง 419 กม.

อธิบดีกรมชลประทาน เผยต่อว่า สำหรับการจ้างแรงงานชลประทานเพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร พัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิต ได้ดำเนินการทั่วประเทศยกเว้นกรุงเทพมหานคร พบว่า ผลการดำเนินงานการสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้จาก 7,520 คน เป็น 8,918 คน เบิกจ่ายงบประมาณแล้ว 149 ล้านบาท จาก 188 ล้านบาท คาดว่าเมื่อสิ้นโครงการ ฯ จะช่วยจ้างแรงงานมาซ่อมแซมระบบชลประทาน เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทยได้อีกหลายร้อยคน

“เป้าหมายของการทำงานครั้งนี้ เพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพิ่มแหล่งน้ำต้นทุน เพิ่มพื้นที่การใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำ พัฒนาประสิทธิภาพแหล่งน้ำของชลประทาน นำสู่การพัฒนา แก้ไขปัญหาในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง และการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศครั้งนี้ยังได้เสริมสร้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เสริมสร้างความมั่นคงของชาติไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นางสุจิตรา ถนอมทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เปิดเผยว่า ขณะนี้การบริโภคแมลง เป็นอาหารกำลังได้รับความนิยมและเป็นเทรนด์สุดฮิตในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยบนชั้นวางสินค้าในซุปเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ใหญ่อย่าง Coop และ Migro ต่างมีผลิตภัณฑ์จากแมลงนำเสนอให้แก่ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นเบอร์เกอร์แมลงหรือของขบเคี้ยวเรียกน้ำย่อยต่างๆที่ผลิตจากแมลง ซึ่งสินค้าเหล่านี้ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคชาวสวิสเป็นอย่างดี และมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้บริโภครู้ว่าแมลงเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี นอกเหนือจากเนื้อสัตว์

“ปัจจุบัน การบริโภคแมลงเติบโตเป็นอย่างมาก ทำให้มีความต้องการนำเข้าแมลง และผงโปรตีนที่ผลิตจากแมลงเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เพราะสวิตเซอร์แลนด์ไม่สามารถผลิตแมลงได้ตลอดทั้งปี ทำให้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ จึงเป็นโอกาสของไทยที่มีความได้เปรียบในฐานะเป็นแหล่งผลิตแมลงอันดับต้นๆ ของโลก ที่จะเพิ่มยอดการส่งออกเข้าสู่ตลาดสวิตเซอร์แลนด์”

นางสุจิตรา กล่าวว่า ล่าสุด Start-up รุ่นใหม่ชาวสวิสได้รวมตัวกันก่อตั้งฟาร์มชื่อ Ensectable เพื่อเพาะแมลงเป็นการบริโภคทดแทนเนื้อสัตว์ป้อนตลาดภายในประเทศ โดยคาดว่าจะสามารถเพาะเลี้ยงแมลงได้มากถึง 12 ตันต่อปี บนเนื้อที่ประมาณอพาร์ตเมนต์ขนาดเล็กหนึ่งหลัง เมื่อเทียบกับการทำอุตสาหกรรมนมและเนื้อสัตว์แบบปกติที่ต้องใช้น้ำ และอาหารเลี้ยงสัตว์ เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นตัวแปรทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่การเลี้ยงแมลง ใช้พื้นที่และทรัพยากรนิดเดียว อาหารที่ใช้เลี้ยงก็มาจากเศษเหลือของการผลิตอาหารอินทรีย์

นางสุจิตรา กล่าวว่า ขณะเดียวกัน Klimastiftung Schweiz ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เกี่ยวกับมาตรการป้องกันสภาพภูมิอากาศ ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของฟาร์มแมลง Ensectable จึงให้การสนับสนุน เพราะเห็นว่าการบริโภคแมลงทดแทนเนื้อสัตว์ จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ไม่น้อยกว่า 290 ตัน ต่อปี อย่างไรก็ตาม แม้สวิตเซอร์แลนด์จะเร่งผลิตแมลงเพื่อป้อนความต้องการที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ยังต้องการนำเข้า จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการของไทย

วันที่ 6 ธ.ค.2561 ที่ถนนเลียบคลองชลประทาน หมู่ที่ 5 ต.คลองขุด อ.เมือง จ.สตูล นายมาฮาดี อารีหมาน อายุ 34 ปี คนพื้นที่ ม.4 ต.บ้านควน อ.เมืองสตูล เกษตรกรสวนยางที่ทำมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่บนพื้นที่ 20 ไร่ ประสบภาวะราคายางพาราผันผวนก่อนตัดสินใจพาครอบครัว ทำธุรกิจ “ปลูกหญ้าหวายข้อ”ขายให้กับกลุ่มลูกค้าที่หลงใหลและคลั่งไคล้วัวชน วัวขุน โดยตัดสินใจเช่าพื้นดินใหม่ จำนวน 9 ไร่ หาเลี้ยงครอบครัวมีรายได้สูงถึง 50,000 บาท

นายมาฮาดี อารีหมาน เจ้าของธุรกิจ “ปลูกหญ้าหวายข้อ” กล่าวว่า ได้ผันตัวมาทำอาชีพให้เช่าพื้นที่ปลูกหญ้าหวายข้อ บนพื้นที่เช่า 9 ไร่ ในราคา 10,000 บาทต่อปี โดยแบ่งขายให้ลูกค้าเช่าเป็นล็อค มีตั้งแต่ขนาด (กว้าง 8 เมตร ยาว 20 เมตร ราคา 1,500 บาท) และ(กว้าง 5 เมตร ยาว 20 เมตร ราคา 1,000 บาท) หากในช่วงฤดูแล้งราคาจะปรับขึ้นบ้างเล็กน้อย แม้จะเริ่มทำปีนี้เป็นปีแรกถือได้ว่าผลตอบเป็นอย่างดี

“หญ้าหวายข้อ” ถือเป็นหญ้าที่มีโปรตีนสูงการดูแลตั้งแต่คัดเลือกสายพันธุ์ การเตรียมดิน การใส่น้ำใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพ ทุกขั้นตอนต้องพิถีพิถัน ดูแลกำจัดวัชพืชให้หญ้าเติบโตอย่างสวยงามภายใน 40 วันก่อนจะตัดขายซึ่งปลูกเพียงครั้งเดียวอยู่ยาวได้ 2 ปี แต่กลับให้ผลผลิตระยะยาวเลยทีเดียว

ตราบใดที่คนสตูล และคนภาคใต้ยังนิยมครอบครองวัวชน วัวขุน อาชีพปลูกหญ้าหวายข้อขายให้วัวยังสามารถเติบโตต่อไป บางรายเช่าซื้อหญ้าสูงเดือนละ 5,000 บาท – 10,000 บาท โดยเลือกซื้อหญ้าคุณภาพ อวบอ้วน ไร้สารพิษ เนื่องจากวัวชน วัวขุนที่แต่ละคนครอบครองมีราคาค่าตัวสูงตั้งแต่หลักแสน ไปถึง หลักล้านบาท ลูกค้าท่านใดสนใจหญ้าหวายข้อสวยเขียวขจี ติดต่อนายมาฮาดี อารีหมาน โทร. 081-767-7127

ในยุคข้าวยากหมากแพง ประชาชนได้รับความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ที่เป็นปัญหาที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องการกินอยู่ รายรับน้อยกว่ารายจ่าย โดยเฉพาะท่านที่ต้องหาเช้ากินค่ำ หรือเป็นพนักงานบริษัทรับเงินเดือนแล้วไม่สามารถเลี้ยงปาก เลี้ยงท้อง และคนในครอบครัวได้ และปัญหาเหล่านี้ได้ลามไปถึงบัณฑิตจบใหม่ที่ก้าวเข้าสู่วัยทำงาน เงินเดือนเริ่มต้นก็น้อยนิด ไม่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดเกษตรกรรุ่นใหม่ อายุน้อยเพิ่มขึ้นอีกมากมาย

จุดเริ่มต้นสู่การเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่คุณศิริขวัญ ดุเหว่าดำ หรือ คุณกิ๊ฟ เกษตรกรสาวไฟแรง อยู่บ้านเลขที่ 189 หมู่ที่ 19 บ้านโนนอารีย์ ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เรียนจบ ชั้น ปวส. แผนกบัญชี จากวิทยาลัยเทคนิคนครราชสีมา

คุณกิ๊ฟ เล่าให้ฟังว่า หลังจากเรียนจบมาตนได้ทำงานเป็นเสมียนอยู่ที่ร้านวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่ง ที่จังหวัดนครราชสีมา แต่ทำไปทำมาเงินเดือนไม่พอใช้ ส่งให้พ่อแม่ก็ไม่ได้ ตนจึงตัดสินใจกลับมาอยู่ที่บ้านเกิด ซึ่งพื้นฐานเดิมพ่อและแม่คุณกิ๊ฟมีอาชีพเป็นเกษตรกรอยู่แล้วคือ ปลูกข้าวโพด แต่ด้วยความที่เป็นคนรุ่นใหม่มองว่าการปลูกข้าวโพดเป็นอะไรที่ต้องรอฟ้ารอฝน ปีหนึ่งถึงจะมีรายได้สักครั้ง ตนจึงปรึกษาพ่อกับแม่ว่าจะปลูกอะไรดีที่จะช่วยสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้ตลอดทั้งปี ช่วงนั้นมองเห็นคนแถวบ้านปลูกมะเขือเทศสีดา แล้วเขาได้ผลดี ตนกับพ่อจึงลองปลูก เริ่มบุกเบิกพื้นที่ปลูกมะเขือเทศสีดา พันธุ์เทพประทาน เพียง 2 ไร่ ผลปรากฏว่าได้ผลดี ตนจึงปลูกมาจนถึงทุกวันนี้

ปลูกมะเขือเทศสีดา พันธุ์เทพประทาน 2 ไร่ สร้างรายได้งามเริ่มปลูกมะเขือเทศสีดา พันธุ์เทพประทาน เพราะเห็นจุดเด่นคือ ทนทานต่อโรคไวรัสใบหงิกเหลือง ต้นแข็งแรง สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นาน ทรงผลยาวรี สีชมพูสวย น้ำหนักดี ผลมีเนื้อแน่นแข็งไม่แตกง่าย เมื่อปลูกในฤดูฝน ทนทานต่อการขนส่งทางไกล อายุเก็บเกี่ยวเพียง 65-70 วัน หลังย้ายกล้า คุณกิ๊ฟเริ่มปลูกมะเขือเทศเพียง 2 ไร่ ได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ เพราะมะเขือเทศสามารถปลูกได้ปีละ 2 ครั้ง ปลูกครั้งหนึ่งสามารถเก็บผลผลิตได้นานถึง 6 เดือน ในการเก็บแต่ละครั้งคุณกิ๊ฟมีรายได้เข้ามาประมาณ 30,000-40,000 บาท แล้วแต่ช่วง ถ้าช่วงไหนราคาดีก็ได้เงินเยอะ บางครั้งมะเขือเทศราคาขึ้นสูง กิโลกรัมละ 40-50 บาท แต่คุณกิ๊ฟบอกว่าเมื่อมีราคาสูงก็มีราคาต่ำลงมาเหลือแค่กิโลกรัมละ 8-10 บาท อยู่ที่วางแผนการ

การเตรียมดิน เริ่มแรกไถตากดิน แปรดิน ยกร่องห่าง ประมาณ 1.20 เมตร แล้วแต่บางคนชอบห่าง ชอบถี่ แต่ถ้ายกร่องห่างไว้จะดีกว่า เพื่อที่ระบายอากาศได้ง่าย โอกาสของการเกิดเชื้อราก็จะน้อยลง

ความห่างระหว่างต้นระหว่างแถว 30 เซนติเมตร วางท่อสายน้ำหยด วางเสร็จคลุมผ้ายาง ก่อนปลูกเปิดน้ำใส่เพื่อให้ดินอ่อน แล้วใช้ไม้ในการเจาะหลุม ก่อนลงกล้าใส่ฟูราดานรองหลุม เพื่อกันแมลงกินราก

ระบบการให้น้ำ เป็นระบบน้ำหยด ให้น้ำวันละ 2 เวลา เช้า-เย็น เปิดรดประมาณ 5-10 นาที

ปุ๋ย 5-7 วัน ฉีดครั้งหนึ่ง ปุ๋ยปล่อยไปทางน้ำจะใช้สูตรเสมอ 16-16-16 ใส่แคลเซียมทางน้ำ ครึ่งเดือนใส่ 1 ครั้ง ส่วนปุ๋ยทางใบก็ต้องฉีดใบจะได้งาม ใส่แต่ทางน้ำอย่างเดียวไม่ถึง ดูแลไปเรื่อยๆ ประมาณ 2 เดือน 20 วัน มะเขือเทศจะเริ่มให้ผลผลิต

ที่สวนคุณกิ๊ฟเริ่มปลูกเดือนมกราคม เก็บผลผลิตได้เดือนเมษายน นับไปอีก 6 เดือน ก็ปลูกได้ใหม่อีกรอบ ไม่ต้องพักดินปลูกหน้าไหนก็ได้ แต่ไม่แนะนำหน้าฝน เชื้อราจะลง ช่วงหน้าฝนก็เก็บผลผลิตไป มีหน้าที่คือดูแล หน้าฝนมะเขือเทศจะแตก แมลงลงเยอะ แต่มะเขือเทศจะราคาดีช่วงนี้ เพราะดูแลยาก ปัญหาและอุปสรรค

การปลูกมะเขือเทศสร้างรายได้ดีก็จริง แต่คุณกิ๊ฟบอกว่า เรื่องแมลง หนอน ต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะมะเขือเทศจะมีปัญหาเรื่องโรคแมลงมาเจาะกินลูกกินใบมาก ที่สวนก็ใช้วิธีพ่นยา และต้องเปลี่ยนยี่ห้อ ฉีด 2 ครั้ง ก็เปลี่ยนใหม่ เพื่อไม่ให้แมลงดื้อยา แต่ถ้าเทียบกับรายรับการปลูกมะเขือเทศก็ถือว่ายังคุ้ม ในระยะเวลา 6 เดือน หักค่ายา ค่าปุ๋ย ตกแล้วเหลือรายได้เดือนละ 40,000 บาท สามารถเลี้ยงครอบครัวได้สบายๆ

เกษตรกรมือใหม่ อยากลงทุนปลูกมะเขือเทศ

สำหรับเกษตรกรมือใหม่ต้องมีเงินลงทุน ประมาณ 30,000-40,000 บาท ต่อ 2 ไร่ เมล็ดพันธุ์ซองละ 800 บาท แล้วแต่ช่วง ช่วงหายากก็จะแพงหน่อย ประมาณ 750-800 บาท ซองหนึ่งได้ 2,000 ต้น แต่อย่างที่สวนคุณกิ๊ฟไม่ได้เพาะกล้าเอง คุณกิ๊ฟจ้างเพาะ อยู่ที่จะเอาถาดละกี่ต้น ถ้าเพาะถาดเล็กหลุมจะหนาได้ต้นเล็ก ราคาก็ไม่เท่ากัน

วางแผนการตลาดอย่างไร ไม่ให้สินค้าล้นตลาด

คุณกิ๊ฟ ใช้วิธีเดินหาตลาดเอง ติดต่อเอง ไปติดต่อที่ตลาดไท ส่งเจ้าเดียว มีเท่าไรเขาก็รับหมด แต่ต้องไปคุยกับเขาก่อน เพื่อที่เขาจะจัดตารางการปลูกให้ เพื่อที่ผลผลิตจะออกมาไม่ชนกับเจ้าอื่น ถ้าชนกันมากๆ ราคาจะถูก พูดง่ายๆ ว่าทำระบบนี้เราจะอยู่ได้ตลอด ราคาจะไม่ตกถึงขั้นที่อยู่ไม่ได้ ราคาส่งตลาดไท อยู่ที่กิโลกรัมละ 16 บาท คิดเป็นรายได้ออกมาถือว่าคุ้มค่าแก่การลงทุน ไม่ต้องปลูกเป็น 100 ไร่ ก็อยู่ได้ กระบอกไม้ไผ่ย่างไฟ ทำให้รสชาติหวาน หอม ชื่นใจ 1 ปี ทำได้เพียง 1 ครั้ง แต่เก็บไว้ขายได้นาน 2-3 ปี เลยทีเดียว สร้างรายได้เกือบ 100,000 บาท ในรอบ 45 วัน