แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า

โครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยภายใต้โครงการพัฒนาพลังงานทดแทนและการประยุกต์ใช้ในชุมชนสีเขียว มีจำนวน 8 โครงการ ที่สามารถนำผลการวิจัยมาประยุกต์ใช้งานได้จริง โดยเฉพาะโครงการต้นแบบโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนแบบผสมผสาน ขนาด 15 กิโลวัตต์ ต้นแบบสามารถประยุกต์ใช้งานได้จริงเพื่อชุมชนสีเขียว เป็นการดำเนินงานของศูนย์วิจัยและบริการด้านพลังงาน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี โดย ผศ.ดร. วิรชัย โรยนรินทร์ และคณะ โดยใช้พื้นที่สนามกีฬากลาง จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งใช้เป็นสถานที่ออกกำลังกายและเป็นที่พักผ่อนของประชาชน

ผศ.ดร. วิรชัย โรยนรินทร์ ได้นำพลังงานลมและแสงอาทิตย์มาผลิตไฟฟ้าร่วมกัน การทำงานของระบบจะช่วยประหยัดไฟฟ้าให้กับพื้นที่ไม่น้อยกว่าวันละประมาณ 100 หน่วยไฟฟ้า ต่อวัน คิดเป็นมูลค่าการลดค่าใช้จ่ายกระแสไฟฟ้าปีละประมาณสองแสนกว่าบาท สามารถเพิ่มเวลาในการออกกำลังกายให้ประชาชนในพื้นที่ได้มากขึ้น และใช้เป็นพื้นที่ต้นแบบของชุมชนสีเขียวในการสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมและให้ความสำคัญในการช่วยกันประหยัดพลังงาน หันมาส่งเสริมการใช้พลังงานจากธรรมชาติกันมากขึ้น ทำให้ลดปัญหามลพิษทางอากาศและก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักในการเกิดภาวะโลกร้อน

นวัตกรรมสีเขียว @ ชัยภูมิ

สวนสาธารณะหนองปลาเฒ่า อยู่ในความรับผิดชอบและบริหารงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ (อบจ. ชัยภูมิ) เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่อยู่ใจกลางเมือง มีปริมาณพื้นที่รวม 374 ไร่ พื้นที่สระน้ำ 108 ไร่ สามารถกักเก็บน้ำได้ในปริมาณกว่า 500,000 ลูกบาศก์เมตร ชาวชัยภูมินิยมมาพักผ่อนออกกำลังกายในช่วงเช้าและเย็นถึงค่ำเป็นจำนวนมาก พื้นที่สวนสาธารณะแห่งนี้อยู่ติดกับ “ศาลเจ้าพระยาภักดีชุมพล (แล)” เป็นที่เคารพบูชาของชาวชัยภูมิ ประชาชนนิยมทำบุญปล่อยปลาลงสู่หนองปลาเฒ่าเป็นประจำ ทำให้มีปลาเป็นจำนวนมาก เนื่องจากพื้นที่สวนสาธารณะแห่งนี้มีลักษณะเป็นหนองปิด ไม่มีการถ่ายเทหมุนเวียนของน้ำ ทำให้น้ำเกิดการเน่าเสียสะสมเป็นเวลานาน จนเกิดกลิ่นเหม็น ส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำที่อาศัยในหนองน้ำและมลพิษด้านสิ่งแวดล้อม

ดร. มนตรี ชาลีเครือ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ (อบจ. ชัยภูมิ) มองเห็นปัญหาดังกล่าว ใช้เงินกว่าปีละ 3 ล้านบาท จัดซื้อสารจุลินทรีย์ EM มาใช้บำบัดคุณภาพน้ำ แต่ไม่ได้ผล เนื่องจากจังหวัดชัยภูมิเป็นพื้นที่มีไม่กี่แห่งในประเทศไทยที่มีศักยภาพของพื้นที่ในด้านลมที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ อบจ. ชัยภูมิ จึงหันมาใช้ “พลังงานทดแทนสู่ชุมชน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เพราะเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม (Green & Clean Energy)

อบจ. ชัยภูมิ ร่วมมือกับ ผศ.ดร. วิรชัย โรยนรินทร์ ศูนย์วิจัยและบริการด้านพลังงาน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) ธัญบุรี ติดตั้งระบบกังหันลมการผลิตไฟฟ้า ขนาด 10 กิโลวัตต์ จำนวน 4 ชุด ติดตั้งระบบสูบน้ำ ขนาด 30 กิโลวัตต์ จำนวน 2 ชุด มีชุดกังหันน้ำผลิตไฟฟ้า ขนาด 5 กิโลวัตต์ จำนวน 1 ชุด มีเครื่องเติมอากาศเพื่อบำบัดน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์แบบทุ่นลอยน้ำ จำนวน 10 ชุด มีจุดพนังกั้นน้ำ จำนวน 2 จุด รวมมูลค่าโครงการ 14 ล้านบาท

หลังจากติดตั้งกังหันลมและแผงโซล่าร์เซลล์มาผลิตไฟฟ้า เพิ่มออกซิเจนให้กับน้ำภายในสระหนองปลาเฒ่า ประมาณ 6 เดือน สามารถบำบัดคุณภาพน้ำให้ดีขึ้น ทำให้ระบบนิเวศในหนองปลาเฒ่ากลับมามีสภาพสมบูรณ์แบบยั่งยืน ช่วยแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม สนองนโยบายภาครัฐ ทำให้ประชาชนที่อาศัยโดยรอบเกิดความพึงพอใจ มีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี

“โครงการติดตั้งกังหันลมในสวนสาธารณะหนองปลาเฒ่า ได้สร้างจุดเด่น (Land mark) เพิ่มเติมให้กับพื้นที่ดังกล่าวแล้ว อบจ. ชัยภูมิ คาดหวังว่า สถานที่แห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดความรู้ด้านการบำบัดน้ำและแหล่งพลังงานทดแทนอีกแห่งของประเทศ ขณะเดียวกัน อบจ. ชัยภูมิ จะนำองค์ความรู้ดังกล่าวไปพัฒนาต่อยอด โดยติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบทุ่นลอยน้ำสำหรับใช้สูบน้ำในคลองส่งน้ำชลประทาน เพื่อช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำให้แก่เกษตรกรชาวชัยภูมิในอนาคต” ดร. มนตรี ชาลีเครือ กล่าวในที่สุด

ผลิตพลังงานทดแทน ด้วย “กังหันลม” ดร. วิรชัย โรยนรินทร์ นับเป็นคนไทยคนแรกที่เรียนจบปริญญาเอก ด้านวิศวกรรมกังหันลม จากประเทศอังกฤษ และรับสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “รัชกาลที่ 9” ผลิตกังหันลมผลิตไฟฟ้าด้วยฝีมือคนไทยขึ้นเป็นครั้งแรก ตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีก่อน โดยนวัตกรรมกังหันลมผลิตไฟฟ้าความเร็วลมต่ำ ขนาด 5 กิโลวัตต์ ฝีมือคนไทย จำนวน 20 ต้น ได้ถูกติดตั้งในพื้นที่ “โครงการชั่งหัวมัน” อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี กลายเป็นต้นแบบของการเรียนรู้ด้านพลังงานทดแทนที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมืองไทย

หลังจากนั้น ดร. วิรชัย โรยนรินทร์ ได้พัฒนากังหันลมผลิตไฟฟ้าความเร็วลมต่ำ รุ่นต่างๆ ออกมามากมาย จนถึงผลงานรุ่นล่าสุด “กังหันลมผลิตไฟฟ้าความเร็วลมต่ำ 100 กิโลวัตต์” ที่ให้ผลตอบแทนสูง คุ้มค่ากับการลงทุนเชิงพาณิชย์มากที่สุดในขณะนี้ และได้พัฒนานวัตกรรมการผลิตพลังงานทดแทนในรูปแบบต่างๆ เช่น แผงโซล่าร์เซลล์มาผลิตไฟฟ้า ฯลฯ นอกจากโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าในจังหวัดชัยภูมิแล้ว ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ยังได้ดำเนินโครงการต้นแบบโรงไฟฟ้าทดแทนแบบผสมผสาน ประยุกต์ใช้งานจริงเพื่อชุมชนสีเขียว ให้กับกรมประมง โดยมุ่งผลิตไฟฟ้าจากสองแหล่งพลังงาน คือ กังหันลม 10 กิโลวัตต์ มาผลิตไฟฟ้าร่วมกับเซลล์แสงอาทิตย์บนพื้นดิน ขนาด 7 กิโลวัตต์ มาใช้ในพื้นที่โครงการของกรมประมง อำเภอคลองวาฬ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในการใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าในโครงการอีกด้วย หากใครสนใจนวัตกรรมข้างต้น สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับ ดร. วิรชัย โรยนรินทร์ ได้ที่เบอร์โทร. 089-771-4294

ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดจันทบุรี จัดกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาการเลี้ยง
ผึ้งชันโรงจากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่นักเรียนและชุมชนต้นแบบ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยโครงการอุ่นใจอาสา กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาการเลี้ยงผึ้งชันโรง จากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่นักเรียนและชุมชนต้นแบบ เพื่อสร้างโอกาสและสร้างงานให้กับเยาวชนในอนาคต

นายดำรงฤทธิ์ หลอดคำ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง เปิดเผยว่ากรมส่งเสริมการเกษตรมีหน้าที่ในการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมให้กับเกษตรกร นับตั้งแต่ส่งเสริมการผลิตพืชตลอดถึงสถาบันเกษตรกรและการพัฒนาบุคลากร สำหรับการส่งเสริมการผลิตนอกจากเรื่องพืชแล้ว ก็ยังมีเรื่องของแมลงเศรษฐกิจอีกด้วย ในส่วนของเขต 3 จังหวัดระยอง รับผิดชอบ 9 จังหวัด ในภาคตะวันออก ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่เกษตรกรรมมีการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีค่อนข้างสูง

โดยเฉพาะจังหวัดจันทบุรีนั้น เป็นเมืองผลไม้ของประเทศไทย ซึ่งผลไม้หลักๆ จะมี ทุเรียน มังคุด ลองกอง และเงาะ ซึ่งการจะบังคับให้ผลผลิตออกมากน้อยแค่ไหนนั้นจะขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการสวน และผึ้งเป็นแมลงที่จะช่วยผสมเกสรให้กับพืชทุกชนิดให้มีการผลิดอกออกผลอย่างเต็มที่ได้ เพื่อเป็นการขยายผลการใช้แมลงเป็นตัวช่วยในการผสมเกสรให้มีการนำไปปฏิบัติใช้อย่างกว้างขวาง ทางศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดจันทบุรี (ศูนย์ผึ้ง) จึงได้ร่วมกับภาคเอกชนจัดกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาการเลี้ยงผึ้งชันโรงจากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่นักเรียนและชุมชนต้นแบบ โดยมีเยาวชนจาก 5 โรงเรียนของ 5 ชุมชน ในอำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี ประกอบด้วย โรงเรียนมะขามสรรเสริญ โรงเรียนวัดวังจะอ้าย โรงเรียนวัดขนุน โรงเรียนมะทาย และ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคลองมะลิประเวศน์วิทยา เข้ารับการอบรม

“ทั้งนี้ เพื่อสร้างอาชีพ และเสริมทักษะนอกห้องเรียนแบบปฏิบัติจริง เพื่อลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยฝึกอบรมให้เข้าใจและเรียนรู้ถึงวิธีการเลี้ยงผึ้งชันโรงเพื่อใช้ประโยชน์ในการผสมเกสรพันธุ์ไม้ให้ผล ซึ่งผึ้งชันโรงเป็นผึ้งขนาดเล็ก มีรัศมีการหาอาหารไม่ไกล ไม่เกิน 1 กิโลเมตร จึงสามารถจำกัดวงให้อยู่ได้ตามช่วงเวลาและระยะเวลา ที่สำคัญผึ้งชนิดนี้ไม่เป็นอันตราย ไม่ดุร้าย ยุวเกษตรกรหรือเด็กๆ สามารถเข้าใกล้ได้ ส่วนการให้น้ำหวานหรือผลผลิตนั้น ส่วนใหญ่จะเอาไปแปรรูปเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง และสบู่บำรุงผิว” นายดำรงฤทธิ์ หลอดคำ กล่าว

ทางด้าน นายชยุทกฤดิ นนทแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดจันทบุรี (ศูนย์ผึ้ง) เปิดเผยว่า ศูนย์ผึ้งเป็นสถานที่ทำการศึกษาทดสอบวิจัยส่งเสริมและพัฒนาขบวนการผลิตภาคการเกษตร เมื่อได้องค์ความรู้แล้วก็จะนำไปถ่ายทอดสู่เกษตรกร เยาวชน และประชาชนโดยทั่วไป สำหรับโครงการอุ่นใจอาสากิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาการเลี้ยงผึ้งชันโรง จากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่นักเรียนและชุมชนต้นแบบในครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือระหว่างศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดจันทบุรี (ศูนย์ผึ้ง) กับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เพื่อสร้างโอกาส สร้างงาน สร้างอาชีพ ทักษะนอกห้องเรียนและชุมชนต้นแบบ แบบปฏิบัติจริง ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้กับเยาวชนและชุมชน โดยมีเป้าหมาย 5 โรงเรียนจาก 5 ชุมชน ในอำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดจันทบุรี (ศูนย์ผึ้ง) อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี

โดยเยาวชนที่เข้ารับการอบรมจะได้เรียนรู้ขั้นตอนต่างๆ ในการเลี้ยงและใช้ประโยชน์จากผึ้งชันโรง ตั้งแต่ทฤษฎีเกี่ยวกับการเลี้ยงผึ้งชันโรง การผลิตกล่องเลี้ยงผึ้ง การนำกล่องผึ้งไปวางในพื้นที่สวนผลไม้ช่วงกำลังผลิดอกเพื่อช่วยผสมเกสร การย้ายกล่องเลี้ยง การสาธิตการแยกขยายพันธุ์ การต่อรัง วิธีการล่อชันโรง การแยกขยายรัง และการเก็บน้ำผึ้งไปจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากผึ้งเพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ อันจะส่งผลให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้กับนักเรียนและชุมชนในพื้นที่ต่อไป

สำหรับชันโรงที่สามารถเลี้ยงในกล่องและให้ผลผลิตมี 4 ชนิด คือ ชันโรงขนเงิน ชันโรงถ้วยดำ ชันโรงปากแตรสั้น และชันโรงปากแตรยาว ซึ่งชันโรงทั้ง 4 ชนิด มีลักษณะตัวคล้ายกัน มักอาศัยในโพรงธรรมชาติเหนือดิน เช่น โพรงในต้นไม้ อาคารบ้านเรือน แต่ละชนิดใช้เวลาเจริญเติบโตในแต่ละระยะแตกต่างกัน และมีลักษณะการสร้างรังรูปแบบต่างกัน

ทั้งปากทางเข้ารัง ซึ่งเป็นท่อสั้นหรือยาว หรือรูปแตร อุโมงค์ทางเดิน รูปแบบการเรียงตัวของถ้วยตัวอ่อน หรือถ้วยไข่สำหรับบรรจุไข่ ตัวอ่อนระยะหนอน และระยะดักแด้ ถ้วยเกสรบรรจุเกสรดอกไม้ และถ้วยน้ำผึ้งซึ่งสร้างจากยางไม้ ใช้บรรจุน้ำหวานจากดอกไม้ และทั้ง 4 ชนิด สามารถนำมาเป็นตัวช่วยในการผสมเกสรให้กับเกษตรกรที่ปลูกไม้ให้ผลได้การเลี้ยงผึ้งชันโรงจึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งของการเพิ่มผลผลิตพืชแบบปลอดสารพิษ และทำให้ผลผลิตมีคุณภาพ มีปริมาณที่มากกว่า ที่สำคัญไม่เป็นอันตรายต่อชาวสวนผลไม้ แถมมีรายได้เสริมจากผลิตภัณฑ์จากผึ้งอีกต่างหาก

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า ได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เฝ้าติดตามสถานการณ์แล้งฝนทิ้งช่วง ปี 2562 ผ่านระบบ VDO Conference ณ ห้องประชุม Operation Room ชั้น 2 อาคาร 1 กรมส่งเสริมการเกษตร เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2562 พร้อมย้ำสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1-6 สำนักงานเกษตรจังหวัด ติดตามสถานการณ์แล้งฝนทิ้งช่วง ปี 2562 อย่างใกล้ชิด เพื่อให้รับทราบสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน และการเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร โดยมีประเด็นและข้อสั่งการในการดำเนินงานของกรมส่งเสริมการเกษตร ดังนี้

การจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจติดตามสถานการณ์แล้งฝนทิ้งช่วง ปี 2562 (War Room) 3 ระดับ คือ
1.1 ส่วนกลาง

– เป็นหน่วยหลักประสานงาน ได้แก่ ความร่วมมือกับหน่วยงานด้านแหล่งน้ำ เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาแล้งฝนทิ้งช่วง และประสานการเตรียมจัดทำมาตรการระดับกระทรวง และกรม

– รวบรวม วิเคราะห์ จัดทำรายงานข้อมูล และส่งให้ผู้บริหารและหน่วยงานเกี่ยวข้องใช้ประโยชน์ ได้แก่ สถานการณ์น้ำและภูมิอากาศ ผลการเพาะปลูกพืช และพื้นที่ได้รับผลกระทบ – ประชาสัมพันธ์ภาพรวมระดับประเทศ และข้อมูลคำแนะนำให้ War Room เขตและจังหวัด นำไปใช้ประโยชน์

1.2 สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1-6 (การแต่งตั้งศูนย์ฯ ให้อยู่ในอำนาจของ ผอ.สสก.)

– ประสานข้อมูลระหว่างพื้นที่และส่วนกลาง – ติดตามเร่งรัด การตรวจสอบข้อมูล War Room จังหวัด

1.3 สำนักงานเกษตรจังหวัด (การจัดตั้งศูนย์ฯ ขอความเห็นชอบผู้ว่าราชการจังหวัด และแก้ไขปัญหาในพื้นที่โดยผ่านกลไกคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด (Chief of Operation : CoO) และคณะทำงานปฏิบัติการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับอำเภอ (Operation Team : OT)

– เน้นการจัดทำข้อมูล ติดตามสถานการณ์ สร้างการรับรู้แก่เกษตรกร และประสานการช่วยเหลือเกษตรกร

การจัดทำข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกพืชและพื้นที่ได้รับผลกระทบ
2.1 สำรวจ ประเมิน ให้ถูกต้องมากที่สุด

2.2 การรายงานข้อมูลทุกวันอังคารของสัปดาห์

ประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการ
3.1 สร้างการรับรู้ เกี่ยวกับ

– สถานการณ์แล้งฝนทิ้งช่วง สภาพภูมิอากาศ พื้นที่ฝนตก และสถานการณ์น้ำ เพื่อให้เกษตรกรรับทราบ และเตรียมการปรับตัวรับมือกับสถานการณ์

– แนะนำการปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย (อายุ 60-70 วัน) ในพื้นที่ที่สามารถปลูกได้ พร้อมแนะนำให้ความรู้ การปลูก การดูแลรักษา และประสานข้อมูลแหล่งตลาดรับซื้อ

– การดูแลรักษาพืชในช่วงภาวะแล้ง ฝนทิ้งช่วง เช่น การรักษาความชื้นในแปลงด้วยการคลุมแปลงหรือโคนต้น การตัดแต่งกิ่งพืชเพื่อลดการคายน้ำ การใช้น้ำอย่างประหยัด และพิจารณาใช้ระบบน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้น้ำ

3.2 สำรวจแหล่งน้ำในพื้นที่ เพื่อดูว่าเกษตรกรสามารถดูแลเรื่องน้ำในพื้นที่ไร่นาตัวเองได้มากน้อยเพียงใด การเก็บกักน้ำไว้ในไร่นา และหาแหล่งน้ำสำรองโดยประสานหน่วยงานด้านแหล่งน้ำเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

3.3 เฝ้าระวังสถานการณ์ ได้แก่ น้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่ปลูกไม้ดอก พื้นที่ที่อาจเกิดปัญหาการแย่งน้ำ

3.4 เร่งรัดการขึ้นทะเบียนและการปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร โดยให้ดำเนินการเชิงรุกในพื้นที่ และออกให้บริการเกษตรกร 3.5 หากมีประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฯ ให้เร่งดำเนินการตามระเบียบฯ ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน

มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในภาวะแล้งฝนทิ้งช่วง ปี 2562 ในพื้นที่ที่ยังไม่ได้เพาะปลูกข้าว
4.1 มีแนวทางเพื่อให้ชุมชนมีรายได้ เช่น ปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย การเลี้ยงสัตว์ การทำประมง การแปรรูปและทำผลิตภัณฑ์ ฟาร์มชุมชน (เกษตรผสมผสาน) และการผลิตปุ๋ยอินทรีย์

4.2 ให้เกษตรกรและชุมชนมีแหล่งน้ำในไร่นา เช่น การทำไร่นาสวนผสม เกษตรทฤษฎีใหม่ ความร่วมมือกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล (นำร่องเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง และการพัฒนาศักยภาพน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร) และการจัดทำข้อมูลพื้นฐานเชิงพื้นที่

(30 ก.ค. 62) กรุงเทพฯ : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่ง ชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ดร. ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. แถลงข่าวถึงภาพรวมการจัดงาน พร้อมโชว์ไฮไลท์บางส่วนจากวันจริงชวนชมงาน THAILAND TECH SHOW 2019 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-6 กันยายน 2562 ที่คอนเวนชั่นฮอลล์ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรม 360 องศา เพื่อความยั่งยืน (360 องศา Innovation X Sustainability)” เพื่อให้เป็นตลาดเทคโนโลยี เชื่อมโยงงานวิจัยจาก สวทช. และหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ สู่ภาคธุรกิจ เกิดการต่อยอดงานวิจัยสู่การสร้างนวัตกรรม เพิ่มมูลค่าในเชิงพาณิชย์ และสามารถนำไปใช้ได้จริง ลงทะเบียนร่วมงานล่วงหน้าได้แล้วที่ www.nstda.or.th/thailandtechshow

ดร. ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า THAILAND TECH SHOW เป็นงานที่นำเสนอในรูปแบบตลาดเทคโนโลยี ที่เหมาะให้นักลงทุน นักธุรกิจ นักอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ Startup ผู้ที่มองหานวัตกรรมและพร้อมลงทุน ตลอดจนผู้สนใจเข้าร่วมงาน เพื่อโอกาสพบกับนักวิจัย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและโจทย์ความต้องการที่เหมาะสมกับธุรกิจ พร้อมอัพเดทความรู้และเทรนด์เทคโนโลยีที่น่าจับตา เป็นข้อมูลสำหรับทิศทางในการดำเนินงานธุรกิจเทคโนโลยี รวมถึงสามารถมองหาธุรกิจนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีไปต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และพร้อมขายได้

งาน Thailand Tech Show นี้ เป็นการรวม 2 งานใหญ่เข้าด้วยกัน ได้แก่ งานหิ้งสู่ห้าง หรือ Tech Show และงาน NSTDA Investors’ Day ซึ่ง สวทช. และพันธมิตร ได้ร่วมกันจัดงานมาเป็นเวลาหลายปี โดยงาน NSTDA Investors’ Day ได้เริ่มจัดงานครั้งแรกในปี 2553 และงาน Tech Show เริ่มจัดมาตั้งแต่ปี 2558 โดยได้รวมตัวกันเป็นงาน Thailand Tech Show ตั้งแต่ปี 2559 และการดำเนินงานที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน มีเทคโนโลยีที่เข้าร่วมงานแล้วมากกว่า 670 ผลงาน จากหน่วยงานวิจัยพันธมิตรภาครัฐ สถาบันการศึกษา และผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี เกิดการเจรจาและถ่ายทอด เทคโนโลยีจำนวน 59 รายการ มีบริษัทที่รับการถ่ายทอดฯ จำนวน 53 บริษัท และกิจกรรม NSTDA Investor’ Day จำนวน 15 รายการ อาทิ ENZbleach, SafeMate, ENZease, NETPIE, มิวอาย 3D, Aqua-RASD, CephSmile, SUNFLOW เป็นต้น มีบริษัทที่รับการถ่ายทอดฯ จำนวน 20 บริษัท

“ในปี 2562 สวทช. กำหนดจัดงาน THAILAND TECH SHOW 2019 ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรม 360 องศา เพื่อความยั่งยืน (360 องศา Innovation X Sustainability)” เพื่อเสริมความเข้มแข็งของธุรกิจเทคโนโลยีด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) แบบครบวงจรอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 5-6 กันยายน 2562 ณ ห้องคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ พบกับ การแสดงผลงานเทคโนโลยีจากหน่วยงาน

วิจัยพันธมิตรของรัฐ สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี กว่า 240 ผลงาน จาก 40 หน่วยงาน ครอบคลุมในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น อาหารและเครื่องดื่ม เกษตรและประมง เภสัชภัณฑ์และเครื่องสำอาง เครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ วัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น ซึ่งงานนี้จะช่วยเสริมศักยภาพและยกระดับผู้ประกอบการและนักลงทุน รวมถึงสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรในการต่อยอดผลงาน วทน. จากหิ้งสู่ห้าง เชื่อมโยงให้เอกชนเข้าถึงง่าย พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ด้วย วทน.”

สำหรับผลงานเด่นภายในงาน THAILAND TECH SHOW 2019 ประกอบด้วย 5 ผลงานจาก สวทช. ได้แก่ สารทำหมันสัตว์เพศผู้แบบไม่ผ่าตัด (V-HAPPY) โดย นาโนเทค สวทช. ซึ่งเป็นการนำนาโนเทคโนโลยีมาใช้เพื่อนำส่งสารสำคัญที่สกัดมาจากธรรมชาติ มีประสิทธิภาพยับยั้งเซลล์การสร้างอสุจิได้ดีเพื่อใช้เป็นสารทำหมัน ตอบโจทย์วิธีการทำหมันสัตว์ที่เป็นมิตรมากขึ้น จิ๊บจิ๊บ (JibJib CUI) โดย เนคเทค สวทช. เป็นแพลตฟอร์มระบบบริการผู้ช่วยอัตโนมัติที่สามารถโต้ตอบอย่างเป็นธรรมชาติเหมือนคุยกับมนุษย์

ด้วยการนำ 3 เทคโนโลยีเด่นมารวมกัน คือ พาที (Partii) แพลตฟอร์มรู้จำเสียงพูด วาจา (VAJA) แพลตฟอร์มสังเคราะห์เสียง และอับดุล (Abdul) แพลตฟอร์มสร้างแชตบอต แพลตฟอร์มการบริหารจัดการเมืองด้วยเทคโนโลยีและข้อมูล (Traffy City Platform) โดย เนคเทค สวทช. เป็นนวัตกรรมบริหารจัดการเมืองด้วยข้อมูล โดยอาศัยเทคโนโลยี IoT และ AI ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลและสถิติที่สำคัญง่ายขึ้น ทำให้วางแผนและตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ นอนวูฟเวนเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร (Magik Growth)

โดย เอ็มเทค สวทช. เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถกําหนดลักษณะโครงสร้าง เช่น รูพรุน ความหนา ด้วยเทคโนโลยีขึ้นรูปนอนวูฟเวนชนิดสปันบอนด์ (Spunbond Nonwoven) และเพิ่มคุณสมบัติพิเศษ ทำให้ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับการใช้งานได้ เช่น ถุงปลูก แผ่นคลุมแปลง และ ถุงห่อผลไม้ เป็นต้น และ เบต้ากลูแคนโอลิโกแชคาร์ไลด์เพื่อใช้เสริมสุขภาพและความงาม (Betaprime) โดย ไบโอเทค สวทช. เป็นสารที่ผลิตได้จากเห็ดในขนาดโมเลกุลที่หลากหลาย มีคุณสมบัติเสริมภูมิคุ้มกัน

นำไปใช้ได้ในอุตสาหกรรมอาหารเสริม ความงามเครื่องสำอาง และการแพทย์ เช่น เสริมภูมิคุ้มกันในมนุษย์ เพิ่มความชุ่มชื้นและลดรอยแผลเป็น เป็นอาหารเสริมเพิ่มภูมิคุ้มกันและลดการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ เป็นต้น และอีก 4 ผลงานจากหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ ซอสปรุงรสผัดกะเพราสูตรปรับสมดุลโอเมก้า, โพรเฮิร์บ (ProHerb) สำหรับควบคุมระดับน้ำตาลและเพิ่มประสิทธิภาพภูมิคุ้มกัน, แผ่นสติ๊กเกอร์ระงับกลิ่นเท้าและยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ และ ARSA Framework (อาษาเฟรมเวิร์ค) เทคโนโลยีแบบ One Stop Service