โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ลดต้นทุนและผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีขึ้น สร้างการแข่งขันที่ยั่งยืน และเป็นการผลักดันงานวิจัยเพื่อใช้ประโยชน์ในกลุ่มผู้ผลิตวิสาหกิจชุมชน สามารถเผยแพร่และขยายผลไปสู่กลุ่มอื่นๆ อันจะนำไปสู่เชิงพาณิชย์ต่อไป” อาจารย์จีรวัฒน์ กล่าว
ด้าน ผศ.ดร. อ้อยทิพย์ ผู้พัฒน์ อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวดำเนินการโดยการลง พื้นที่ไปยังกลุ่มผลิตภัณฑ์ นำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจกลุ่มเป้าหมายมาวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง และแนวทางการพัฒนาที่ดำเนินการได้จริงของแต่ละผลิตภัณฑ์ เน้นการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และผลงานวิจัยด้านคหกรรมศาสตร์ รวมกับภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น จากนั้นจัดทำร่างผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่จะดำเนินการพัฒนาและยกระดับ จำนวนไม่น้อยกว่า 20 ผลิตภัณฑ์ เพื่อนำถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการทำผลิตภัณฑ์ตามผลิตภัณฑ์ต้นแบบ โดยให้คำปรึกษาเชิงลึก จัดกิจกรรมถอดบทเรียนด้วยการติดตามผลเพื่อให้ผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ตามต้นแบบ จากนั้นทดสอบตลาดผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นกับผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ณ ตลาดในประเทศหรือต่างประเทศ

หลังจากหอการค้าไทยมีโครงการรวบรวมนักธุรกิจรุ่นใหม่ภายใต้หอการค้าจังหวัดขึ้นมา เช่นเดียวกับ จ.สมุทรสาคร ล่าสุด “ประชาชาติธุรกิจ” ได้เจาะลึกแง่คิดการทำงานของ “ชาธิป ตั้งกุลไพศาล” ประธานนักธุรกิจรุ่นใหม่ หรือ YEC สมุทรสาคร นักธุรกิจไฟแรงที่มาพร้อมกับตำแหน่งรองประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรสาคร ที่ดูแลด้านธุรกิจและอุตสาหกรรม รวมถึงตำแหน่งภายในจังหวัดอีกมากมาย

ขณะที่หมวกอีกใบคือ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฟล็กซ์โซ กราฟฟิก จำกัด ผู้ประกอบการเบอร์ 1 ด้านดิจิทัลแพ็กเกจจิ้ง และดิจิทัลพรินติ้งครบวงจร ซึ่งปัจจุบันมีสาขาโรงงานมากถึง 10 แห่ง ทั้งในไทย เวียดนาม มาเลเซีย และกำลังจะลงทุนเพิ่มที่เมียนมา

“ชาธิป” กล่าวว่า เริ่มแรกมีสมาชิกประมาณ 40 คน หลังจากที่ได้เข้ามารับตำแหน่งประธาน YEC สมุทรสาคร จึงได้เปลี่ยนแนวคิดจากประกาศรับทั่วไป มาเป็นรับสมัครเป็นรุ่น ซึ่งจะต้องประกาศรับสมัคร สัมภาษณ์ รวมถึงผ่านการอบรมระยะเวลา 2 เดือนเกี่ยวกับการพัฒนาด้านธุรกิจ และบทบาทภารกิจของ YEC ต้องทำอะไรบ้าง

ปัจจุบันสมุทรสาครมีสมาชิก YEC ประมาณ 100 คน ซึ่งเกือบ 2 ใน 3 เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่สานต่อธุรกิจของครอบครัว ส่วนที่เหลือสร้างธุรกิจด้วยตัวเอง ในขณะเดียวกันสมุทรสาครมีความแตกต่างจากจังหวัดอื่น ๆ เนื่องจากสมาชิกบางส่วนไม่ได้พักอาศัยอยู่ใน จ.สมุทรสาคร เพราะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ แต่เน้นย้ำว่าสมาชิกทุกคนต้องประกอบธุรกิจหรือกิจการใน จ.สมุทรสาคร

ปั้นแบรนด์สปาเกลือ

สำหรับสไตล์การทำงาน “ชาธิป” บอกว่า จะมุ่งเน้นทำโครงการที่ยั่งยืน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการใหญ่ ทำงานร่วมกับภาครัฐทั้งหมด โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.การสนับสนุนความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจของสมุทรสาคร ภายใต้หอการค้าจังหวัด เช่น ปี 2559 ได้ประกาศยุทธศาสตร์เกลือร่วมกับหอการค้าจังหวัด และเสนอเข้าสู่จังหวัด จึงกลายเป็นยุทธศาสตร์ของจังหวัดที่ให้ทุกภาคส่วนมาร่วมกันทำ อาทิ พาณิชย์จังหวัด เกษตรจังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด และสหกรณ์ 2 แห่ง เนื่องจากขณะนั้นเกลือสมุทรราคาตกต่ำมาก จากราคาเกวียนละ 1,500 บาท เหลือเพียง 500-600 บาท/เกวียน (1 เกวียน เท่ากับ 1,500 กิโลกรัม) เพราะมีผลผลิตมากกว่าปกติ ประกอบกับปีก่อนหน้านี้ภาคประมงมีปัญหา จึงมีความต้องการใช้เกลือดองปลาน้อยลง

ทั้งนี้ได้ร่วมกันทำการตลาดด้วยการเอ็มโอยูกับหลายองค์กรในหลายจังหวัด อีกทั้งแปรรูปผลิตภัณฑ์และพัฒนาเป็นสปาเกลือภายใต้แบรนด์ Samutsakorn Sea Salt โดยปีที่ผ่านมาได้กลายเป็นสินค้าปีใหม่ของหน่วยงานในจังหวัด และหอการค้าจังหวัด ทำให้ราคาเกลือสมุทรสูงขึ้นมาอยู่ที่เกวียนละ 3,000 กว่าบาท ขณะเดียวกันเป็นการสร้างอาชีพให้กับแม่บ้านด้วย โครงการนี้ทำให้ได้รับรางวัลหอการค้าดีเด่นโครงการ 1 หอการค้า 1 สหกรณ์การเกษตร

พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว-อควาเรียม

ส่วนด้านที่ 2 เรื่องการท่องเที่ยว YEC ได้เข้าไปร่วมกับยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดเข้าไปพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ 3 แห่ง คือ 1) บริเวณพันท้ายฯ-โคกขาม ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยว ได้แก่ ศาลพันท้ายนรสิงห์ พระพุทธสิหิงค์องค์ที่ 4 ของไทย นาเกลือ และที่ปลูกป่าชายเลน 2) บริเวณดอนไก่ดี แหล่งผลิตเบญจรงค์ ซึ่งได้ร่วมกับบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีสมุทรสาคร (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด เข้าไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีรูปแบบใหม่ ๆ ทำให้มีสีสันสดใสมากขึ้น นำธีมเข้าไปจับ เป็นเบญจรงค์สีสันฤดูร้อน เปลี่ยนสีสันจากน้ำเงิน แดง เป็นเขียวอ่อน เหลืองอ่อน ฟ้าอ่อน รวมถึงร่วมกับพัฒนาการจังหวัดเข้าไปพัฒนาสถานที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว มีการวาดสตรีตอาร์ต และ 3) บริเวณท่าฉลอม ซึ่งเป็นเมืองสมัยรัชกาลที่ 5

นอกจากนั้น ในปี 2561 ได้เตรียมทำเส้นทางท่องเที่ยวร่วมกับงานวิ่งสมุทรสาครพันท้ายนรสิงห์ ที่คาดว่าจะมีคนต่างถิ่นเข้ามาร่วมงาน 3,000-5,000 คน และจะทำอย่างไรให้คน 500-1,000 คน เมื่อวิ่งเสร็จแล้วยังอยู่ในพื้นที่ จึงอาจจะมีแพ็กเกจท่องเที่ยวและกินอาหารทะเลในราคา 399, 499 หรือ 599 บาท เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ก็ได้เข้าไปพัฒนาศูนย์เพาะพันธุ์สัตว์น้ำ (อควาเรียม) ตำบลโคกขาม ซึ่งอควาเรียมแห่งนี้เป็นของท้องถิ่น แต่ไม่มีงบประมาณเข้ามาดูแล กำลังจะถูกปิดตัวลง จึงถูกส่งมอบคืนให้กับกรมประมง ซึ่งเราได้เข้าไปดูแลและเขียนโปรเจ็กต์จนได้งบประมาณจากส่วนกลางมาเกือบ 50 ล้านบาท ซึ่งวางแผนที่จะเข้าไปเพิ่มพื้นที่ ปรับปรุงภูมิทัศน์ ซื้อพันธุ์ปลามาเพิ่ม สร้างบ่อเต่า ศูนย์เรียนรู้ และพัฒนาให้เป็นแหล่งออกกำลังกายด้วย คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเดือนพฤศจิกายน 2560 ใช้เวลา 1 ปีจึงจะแล้วเสร็จ

ปั้น ร.ร.ต้นแบบ-ดันลำไยนอกฤดู

สำหรับด้านการเกษตรตอนนี้กำลังมาดูเรื่องลำไยนอกฤดู แม้จะมีพ่อค้าเข้ามารับซื้อถึงหน้าสวน แต่ราคาไม่สูงอยู่ที่ 60-70 บาท/กก. ซึ่งน่าจะขายได้ราคามากกว่านี้ ล่าสุดได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อผลักดันให้คนรู้จักว่าจังหวัดสมุทรสาครมีลำไยที่ขึ้นชื่อ และขายปลีกมากขึ้น ราคาเริ่มตั้นอย่างน้อย 150-200 บาท/กก. อีกทั้งทำงานร่วมกับเกษตรจังหวัด เข้าพูดคุยกับโรงพยาบาลของรัฐในจังหวัดทั้งหมด กลุ่มเกษตรอินทรีย์ และยังสมาร์ตฟาร์มเมอร์ ผลักดันผักปลอดสารให้เป็นเกษตรอินทรีย์

ขณะเดียวกัน ก็ยังพัฒนาด้านสังคมด้วย โดยเข้าไปทำโครงการอาหารให้โรงเรียนบ้านสับดาบ มีการพัฒนาโรงเรียนให้น่าอยู่ ทำสวนผัก แปลงเห็ด เลี้ยงไก่ ปลา เพื่อให้โรงเรียนมีวัตถุดิบมาทำเป็นอาหารเช้าและเที่ยงให้กับนักเรียน ทำให้เป็นโรงเรียนที่ยั่งยืนและเป็นแบบอย่างให้กับโรงเรียนอื่น ๆ ต่อไป

“ผมคาดหวังว่า YEC จะเป็นกำลังขับเคลื่อนจังหวัด ไม่เป็นแค่การสร้างความเข้มแข็งในกลุ่ม แต่ YEC ต้องเป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้หอการค้า ที่ทำหน้าที่ให้หอการค้าเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัด ซึ่งเราต้องทำงานร่วมกับจังหวัดเพื่อพัฒนาจังหวัดเรา”

“ชาธิป” ยังย้ำอีกว่า YEC ต้องทำงานในเชิงสร้างสรรค์ ยั่งยืน และต้องส่งไม้ต่อกันอย่างเข้มแข็งที่จะทำงาน เพราะถ้าส่งไม้ต่ออย่างไม่เข้มแข็ง สิ่งที่ทำมามันจะไปไม่ได้ เพราะทุกโครงการหรือทุกโปรเจ็กต์ที่เราทำ มันเป็นโครงการที่ต่อเนื่องยั่งยืน 5 ปี 10 ปี 20 ปี

ภายใต้นโยบาย “ประเทศไทย 4.0” ของรัฐบาล สถาบันอาหาร (National Food Institute : NFI) ได้จัดทำแผนพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งชาติ 20 ปี เพื่อเป็นกรอบในการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารให้เป็นไปอย่างมีแบบแผนและมีทิศทาง รวมถึงสอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564)

นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร ได้เปิดเผยถึงบทบาทของสถาบันอาหาร ต่อนโยบายการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ 4.0 ว่า สถาบันอาหาร ได้กำหนดวิสัยทัศน์ในการทำงานภายใต้แผนพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งชาติ 20 ปี ว่า “ประชารัฐรวมใจประเทศไทยเป็นครัวของโลก” โดยมีเป้าหมายในการเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าอาหารติดอันดับ OTOP 5 ในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยปรับบทบาทเป็นการพัฒนา ส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการอาหาร ทั้งภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคอุตสาหกรรมบริการ

สถาบันอาหารได้กำหนดทิศทางและเป้าหมายโดยนำเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 4.0 มาเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนใน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1. การเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวและการแข่งขันของผู้ประกอบการอาหารไทย ซึ่งเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ให้สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และสร้างผู้ประกอบการใหม่ (Food Warrior) ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารของไทยในเวทีโลก 2. การเพิ่มมูลค่าและผลิตภาพให้มีการขยายตัวให้ได้ ร้อยละ 2 ต่อปี โดยพัฒนามาตรฐานสินค้าอาหารแปรรูปทั้งด้านรสชาติและมาตรฐาน 3. การสนับสนุนผู้ประกอบการด้านการค้าและการส่งออกสินค้าที่มีคุณภาพและมีมูลค่าเพิ่มทั้งในตลาดเดิมและตลาดใหม่ เพื่อให้มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย ร้อยละ 8 ต่อปี ทั้งนี้ ในปี 2560 ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหาเรป้นอันดับที่ 14 ของโลก ลดลงจากอันดับที่ 13 เมื่อปี 2559 โดยมีส่วนแบ่งตลาดโลกอยู่ที่ ร้อยละ 2.35 โดยคาดว่าในปี 2561 อุตสาหกรรมอาหารไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตรา ร้อยละ 8.7 คิดเป็นมูลค่าการส่งออก 1.12 ล้านล้านบาท

ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวต่อไปว่า การให้ Intelligent Information แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารไทยเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น เพื่อให้ทราบถึงทิศทางและเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของประเทศในการก้าวสู่ยุค 4.0 ซึ่งจะต้องเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน การเพิ่มมูลค่าและผลิตภาพ ตลอดจนการเพิ่มมูลค่าในตลาด ยกตัวอย่าง ผลิตภัณฑ์ข้าว (Resource) ในมูลค่า 10 บาท เมื่อแปรรูปเบื้องต้นให้เป็นข้าวพร้อมรับประทาน (Value product) อาจมีมูลค่าเพียง 30-40 บาท หากต้องการเพิ่มมูลค่าเพื่อการแข่งขัน และช่องทางการตลาดใหม่ก็ต้องทำให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น (High value product) โดยการแปรรูปจากข้าวให้เป็น Rice Vinegar หรือ แปรรูปให้เป็น Protein bar ซึ่งตลาดยังเปิดกว้างเพราะเป็นอาหารให้พลังงานสูง สะดวกในการบริโภค เป็นการเพิ่ม segment ให้กับสินค้า และเพิ่มปริมาณการส่งออกจากวัตถุดิบที่จำกัด ซึ่งวัตถุดิบอาจแปรรูปเป็น Value product ร้อยละ 80 อีกร้อยละ 20 ทำเป็น High value product นั่นคือสิ่งที่สถาบันอาหารมองถึงทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหาร

“อาหารไทยติดอันดับ 1 ใน 5 อาหารชั้นนำของโลก เพื่อเป็นการรักษาอันดับอาหารชั้นนำของโลกดังกล่าว ในปี 2559 สถาบันอาหาร จึงได้ทำในเรื่องของมาตรฐานอาหารไทย หรือ Authentic Thai Food for the World เพื่อรักษารสชาติที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งร้านอาหารไทยทั่วโลกสามารถใช้อ้างอิงได้ ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่ผลิตซอสสำเร็จรูปอยู่แล้ว ซึ่งเราจะทำให้เป็นซอสมาตรฐานรสไทยแท้ การใช้ซอสปรุงรสมาตรฐานดังกล่าวจะสามารถแก้ปัญหาผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมบริการเรื่องมาตรฐานรสชาติได้มาก เรียกว่าแก้ปัญหาได้ทั้งภาคอุตสาหกรรมการผลิต และอุตสาหกรรมบริการ และเป็นการรักษามาตรฐาน และขยายตลาดได้ด้วย”

นายยงวุฒิ กล่าวถึงการสร้าง Food warrior ว่า “ในอุตสาหกรรมอาหารมีผู้ประกอบการ 109,000 ราย เป็น SME ถึงร้อยละ 99.5 มีประมาณ 600 รายเท่านั้นที่ส่งผลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) และมีผู้ที่อยู่ในภาคเกษตรกรรมอีกเกือบ 6 ล้านราย ซึ่งเราต้องติดอาวุธ ให้องค์ความรู้เทคโนโลยี และการตลาดให้คนกลุ่มนี้จึงได้มีโครงการสร้างผู้ประกอบการใหม่ Food warrior มีเป้าหมายสร้างปีละ 1,750 คน ภายใน 20 ปี เราจะได้ Food warrior 35,000 คน Food warrior จะเข้ามาอยู่ในโครงการที่เรียกว่า World Food Valley Thailand เป็นลักษณะของประชารัฐเชิญชวนภาคเอกชนที่มีความพร้อมในการสร้างนิคมอุตสาหกรรมอาหารเข้ามาร่วมโครงการในลักษณะ Big Brother

โดยแบ่งที่ดินในนิคมฯ เป็น 2 ส่วน ที่ดินส่วนแรก ร้อยละ 25 ต้องทำอาหารอนาคต Future Food ได้แก่ อาหารเกษตรอินทรีย์ (Organic Foods) อาหารและเครื่องดื่มสุขภาพ (Functional Foods and Drink) อาหารทางการแพทย์ (Medical Foods) และอาหารกลุ่มที่ผลิตขึ้นมาใหม่ทางนวัตกรรม (Novel Foods) ซึ่งเป็น High value product ป้อนตลาดโลก ที่ดินส่วนที่เหลืออีก ร้อยละ 75 ให้เอกชนผู้ร่วมโครงการทำอะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับอาหาร แต่ร้อยละ 25 ของผลผลิตที่ได้ต้องนำไปทำ Value Chain ของ product เช่น ถ้านำที่ดินไปปลูกข้าว ผลผลิตข้าวที่ได้เป็นของเอกชนที่จะไปทำอะไรก็ได้ แต่ร้อยละ 25 ต้องไปทำ Rice Vinegar หรือ Protein bar เป็นต้น ทั้งนี้ภาครัฐจะให้การสนับสนุนเอกชนด้านเครื่องมืออุปกรณ์ในการสร้าง Pilot Plant และลดภาษีให้กับเอกชนผู้ร่วมโครงการ ในอัตราร้อยละ 200 ขณะนี้ บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด ได้เข้าร่วมโครงการแล้ว”

ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวในตอนท้ายว่า สถาบันอาหาร ยังได้จัดทำโครงการเพื่อเปิดตลาดโลก (Global Connection) ได้แก่ โครงการ Window of Thai Food เป็น One Stop Service เปิดให้ บายเออร์เทรดเดอร์ มาใช้บริการ ประกอบด้วยการปรุงอาหารทดลองชิม อาหารปรุงสด Future Food เป็นศูนย์รวมเทคโนโลยีอุตสาหกรรมอาหาร การนำเข้า ส่งออก ภาษี ฯลฯ และจะไปทำที่สงขลาอีกแห่ง เพื่อช่วยผู้ประกอบการ 5 จังหวัดชายแดนใต้ และโครงการ World Food Expo เพื่อสนองตอบ Kitchen of the World ซึ่งนำอาหารไทยเข้าสู่อันดับที่ 13 ของโลกมาแล้ว จากนี้ต่อไปอีก 5 ปี ตนเชื่อว่าอุตสาหกรรมส่งออกอาหารไทยจะขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 10 ของโลกอย่างแน่นอน

ความยากจน ที่เกิดจากปัญหาหนี้สินจากการกู้มาลงทุนทำการเกษตร ประกอบกับไม่มีช่องทางการตลาดเป็นของตนเอง จึงจำเป็นต้องส่งจำหน่ายให้กับโรงรับซื้อของพ่อค้าคนกลางเรื่อยมา ส่งผลให้เกษตรกรใน ต.วังชะพลู อ.ชาญวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร ต้องจมอยู่ในวังวนหนี้จนไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้

ต่อมากรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันจนเกิดเป็นกลุ่มเกษตรกรทำไร่วังชะพลู โดยการนำระบบสหกรณฺมาใช้ในการบริหารจัดการกลุ่ม ในระยะแรกเป็นการสร้างรากฐานจากกลุ่มเล็กๆ และพัฒนาไปสู่กลุ่มที่เข้มแข็งขึ้น ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรทำไร่วังชะพลูประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งที่สามารถพาสมาชิกก้าวข้ามความยากลำบากมาได้

นายเสริม บุญโกมล เลขานุการกลุ่มเกษตรกรทำไร่วังชะพลู จ.กำแพงเพชร กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรทำไร่วังชะพลู มีสมาชิกกว่า 320 คน มีเงินหมุนเวียนเกือบ 1 ล้านบาท ซึ่งเดิมทางกลุ่มได้มุ่งเน้นที่จะให้โอกาสเกษตรกรที่มีความมานะในการทำการเกษตร แต่มีเงินทุนไม่มากพอ โดยการเปิดบริการด้านสินเชื่อเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ พร้อมทั้งยังแนะนำความรู้และจัดสรรให้สมาชิกได้ศึกษาการทำเกษตรกหลากหลายรูปแบบตามศูนย์ศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้สมาชิกได้นำความรู้มาพัฒนาการทำไร่ของตนเอง

ด้านนายสำเนียง หมวกสะอาด สมาชิกกลุ่มเกษตรกรทำไร่วังชะพลู จ.กำแพงเพชร กล่าวว่า ตนมีอาชีพปลูกปาล์มน้ำมัน และมันสำปะหลัง จากเดิมไม่ว่าตนจะขายผลผลิตได้มากน้อยเพียงใด ก็ไม่มีเงินเหลือเก็บ อีกทั้งยังต้องไปกู้เงินมาลงทุนเมื่อเริ่มฤดูกาลปลูกใหม่ แต่เมื่อเข้ามาเป็นสมาชิกของกลุ่มเกษตรกรทำไร่วังชะพลู ได้เรียนรู้การบริหารจัดการไร่อย่างเป็นระบบ ใช้ระบบน้ำหยดเพื่อลดต้นทุนการผลิต ทำปุ่ยอินทรีย์ไว้ใช้ และเลี้ยงสัตว์ไว้บริโภค ทำให้สามารถลดต้นทุนไปได้มากกว่าเดิม นอกจากนี้ ยังจำหน่ายผลผลิตผ่านกลุ่ม ทำให้มีรายได้เพิ่มเนื่องจากต่อรองราคาได้ จากอดีตราคามันสำปะหลังอยู่ที่ 1,200 บาทต่อไร่ แต่เมื่อขายผ่านกลุ่มเพิ่มขึ้นเป็น 1,600 บาทต่อไร่

เช่นเดียวกันกับ นายสมพงษ์ เชี่ยวเกตุวิทย์ bing-vs-google.com สมาชิกกลุ่มเกษตรกรทำไร่วังชะพลูอีกรายหนึ่งที่ประสบความสำเร็จเพราะเข้าร่วมกลุ่ม ได้พัฒนาพื้นที่จากการปลูกพืชไร่มาปลูกพืชผักผสมผสานที่มีตลาดชุมชนรองรับ ทำให้มีรายได้ทุกวัน ประมาณวันละ 600 บาท ส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น พออยู่พอกินและมีเงินเก็บ

“เมื่อก่อนปลูกมันสำปะหลังเป็นอาชีพหลักเพียงอย่างเดียว แต่หลังจากเข้ามาเป็นสมาชิกในกลุ่มก็หันมาปลูกพืชผักสวนครัว เพื่อสร้างรายได้เสริม ส่วนการตลาดทางกลุ่มจะเป็นผู้หาตลาดให้ และขายด้วยตนเอง มีรายได้ทุกวัน ชีวิตมีความมั่นคงมากขึ้น” นายสมพงษ์ กล่าว

ผลสำเร็จจากการศึกษางานในรูปแบบกลุ่ม โดยยึดหลักการและวิธีการสหกรณ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้สมาชิกส่วนใหญ่มีรายได้และมีความสุขมากขึ้นจากหนี้สินที่ลดลง และมีเงินเก็บมากขึ้น เนื่องจากทางกลุ่มได้ส่งเสริมให้สมาชิกมีเงินออม เพื่อเก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ควบคู่กับการพัฒนางานด้านบริการที่มุ่งให้การช่วยเหลือมวลสมาชิกให้มีความกินดีอยู่ดี และมีอนาคตที่มั่นคง

วันที่ 16 พฤศจิกายน ผศ.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ทางกรมประมง และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ข้อสรุปเรื่อง จระเข้ เลพัง ที่ก่อนหน้านี้เคยจับได้จากทะเลภูเก็ต และนำมาเลี้ยงเอาไว้ ที่ จ.ภูเก็ตแล้ว ภายหลังจากสัตวแพทย์ได้เก็บตัวอย่างเลือด เพื่อไปตรวจ ดีเอ็นเอ แล้วได้ผลสรุปออกมาว่า เป็นจระเข้ลูกผสม ไม่ใช่จระเข้ในธรรมชาติจึงไม่สามารถจะปล่อยในธรรมชาติได้ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ใด

ผศ.ธรณ์กล่าวว่า ในตอนแรกที่พบกับจระเข้ เลพังนั้น บางคนอยากให้ปล่อยไว้ที่เดิม แต่ตนพิจารณาแล้วเห็นว่าจุดที่จับจระเข้ได้นั้นเป็นขุมเหมืองเก่าที่ปัจจุบันเป็นบ่อน้ำในโรงแรม 3 แห่ง ไม่ใช่สถานที่จระเข้จะอยู่ได้ ไม่ได้จับจระเข้มาจากป่าเขาหรือทะเลที่ห่างไกล นอกจากนี้ เมื่อมีจระเข้ปรากฏในที่ชุมชน หลักการคือต้องจับมาพิสูจน์ให้แน่ชัด จากนั้นค่อยหาทางจัดการต่อไป เพื่อความปลอดภัยของผู้คนและความปลอดภัยของจระเข้เอง

“เมื่อผลการพิสูจน์ก็ชัดเจนว่า เลพังเป็นจระเข้ลูกผสม ไม่ใช่จระเข้ธรรมชาติ กระบวนการจัดการต่อจากนี้จึงมีความชัดเจนมากขึ้น คือ ปล่อยในพื้นที่ธรรมชาติไม่ได้ และต่อจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของกรมประมงที่จะต้องทำหน้าที่ดูแลเจ้าเลพังต่อไป ว่าจะเอาไปดูแลที่ไหน อาจจะเอาไปฝากไว้กับฟาร์มจระเข้ที่ใดที่หนึ่ง หรือในสวนสัตว์ ก็แล้วแต่ความเหมาะสม แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะพูดคือ การจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่น หรือเอเลียนสปีชีส์ ซึ่ง จระเข้เลพังก็ถือเป็นเอเลียนสปีชีส์ชนิดหนึ่งเช่นกันนั้น จะต้องจัดการจัดการตามหลักการเหตุผล และความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ใช้ความรู้สึกหรือความสงสารเข้ามาวัด เข้ามาตัดสินใจ มิฉะนั้นแล้วจะเกิดความเสียหายตามมาได้”ผศ.ธรณ์กล่าว