โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ช่วยเกษตรกรสร้างรายได้

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เกาะติดโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ 29 จังหวัด เผย ภาพรวมเกษตรกรพึงพอใจโครงการในระดับมาก สามารถผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในโครงการได้ 163,094 ตัน มีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 300 บาทต่อไร่ ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นรวม 279.25 ล้านบาท

นางสาวรังษิต ภู่ศิริภิญโญ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการประเมินผลโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อลดพื้นที่และผลผลิตข้าว โดยให้เกษตรกรเรียนรู้การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งในพื้นที่นาหลังการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี นำไปสู่การปรับระบบการปลูกข้าวที่ถูกต้อง และมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทน โดยผลการติดตามในพื้นที่ 29 จังหวัด (ร้อยละ 82.86 ของจังหวัดเป้าหมายรวม 35 จังหวัด) พบว่า

ปริมาณการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในโครงการได้เฉลี่ย 1,095 กิโลกรัมต่อไร่ รวม 163,094 ตัน มูลค่า 827.20 ล้านบาท โดยเกษตรกร ร้อยละ 57.39 ขายผลผลิตให้ภาคเอกชนที่ร่วมโครงการ เฉลี่ย 9,437 กิโลกรัม/ราย ราคาที่จำหน่ายได้เฉลี่ย 5.18 บาท/กิโลกรัม ส่วนเกษตรกร ร้อยละ 42.61 ขายผลผลิตให้แหล่งอื่นๆ ได้แก่ ร้านค้า ตลาดทั่วไป พ่อค้าคนกลาง เฉลี่ย 13,780 กิโลกรัม/ราย ในราคาเฉลี่ย 4.97 บาท/กิโลกรัม โดยเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 300 บาทต่อไร่ ทั้งนี้ ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจส่งต่อเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้เพิ่มขึ้นรวม 279.25 ล้านบาท

สำหรับเกษตรกรที่เสนอขอสินเชื่อ ธ.ก.ส. ในโครงการ พบว่า ร้อยละ 94.92 ผ่านการพิจารณาและได้รับอนุมัติสินเชื่อ มีเพียงส่วนน้อยที่ไม่ผ่านเงื่อนไข เช่น อายุมาก วงเงินเต็ม ส่วนเกษตรกรที่ไม่เสนอขอสินเชื่อนั้น เห็นว่า มีหนี้สินอยู่แล้วไม่อยากเป็นหนี้เพิ่มขึ้น บางรายใช้ทุนตัวเอง มีพื้นที่ปลูกข้าวโพดน้อยไม่คุ้มกับการกู้

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรร้อยละ 96.43 สามารถทำตามเงื่อนไขโครงการได้ โดยนำเงินกู้ไปซื้อปัจจัยการผลิต ปรับปรุงพื้นที่ตามโครงการได้ทั้งหมด มีเพียงร้อยละ 3.57 ทำตามได้บางส่วน เนื่องจากนำเงินกู้บางส่วนไปเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนอื่น เช่น เป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ใช้หนี้เดิม ธ.ก.ส. เป็นต้น โดยเกษตรกร ต้องการให้รัฐช่วยผ่อนปรนเงื่อนไข/หลักเกณฑ์ เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรที่มีหนี้สินเดิมกับ ธ.ก.ส. เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น รวมทั้งผลักดันความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ให้ทั่วถึง โดยเฉพาะด้านราคาผลผลิตของเกษตรกร

ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อโครงการในระดับมาก และมีแนวโน้มที่จะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนในพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังในฤดูกาลต่อไป เนื่องจากมีความรู้และประสบการณ์ปลูกข้าวโพดแล้ว แต่การปรับเปลี่ยนพื้นที่นาไปทำกิจกรรมอื่นจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาเพื่อให้เกษตรกรส่วนใหญ่ที่ยังไม่เข้าร่วมโครงการได้เห็นถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

เห็ดกระถินพิมาน (Phellinus linteus) เป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อม สูงประมาณ 8-10 เมตร มักขึ้นตามป่าละเมาะ หรือป่าเบญจพรรณที่แห้งแล้ง ในประเทศไทยก็พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ลักษณะทั่วไปของ “เห็ดกระถินพิมาน” จะมีลำต้นเป็นสีน้ำตาล ดอกเห็ดมีลักษณะแข็งเหมือนเนื้อไม้ ไม่มีก้าน และเจริญออกมาจากลำต้นไม้ในลักษณะคล้ายเปลือกหอย

สรรพคุณทางยา ช่วยรักษาโรคเบาหวาน สร้างเม็ดเลือด รักษาแผลผุพอง ภูมิแพ้ ไข้หวัดใหญ่ แผลผื่นคัน ไข้ข้ออักเสบได้ พลอากาศเอก ดร.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีลงนาม “บันทึกความร่วมมือ ในการส่งเสริมและสนับสนุนผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์” ระหว่าง นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และศาสตราจารย์ นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อพัฒนางานวิจัยให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม สร้างโอกาสและนวัตกรรมใหม่ทางด้านผลิตภัณฑ์ได้อย่างยั่งยืน ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2560

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สิริฤกษ์ กล่าวว่า “บางจาก” ได้คัดเลือกผลงานวิจัยจำนวน 2 ชิ้นได้แก่ ‘ชุดควบคุมการติดตามดวงอาทิตย์ 2 แกน’ ของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ‘ระบบแจ้งเตือนการทำความสะอาดแผงโซลาร์เซลล์ในโรงไฟฟ้าโซล่าฟาร์มเพื่อให้ประสิทธิภาพการจ่ายไฟฟ้าสูงสุด’ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ซึ่งเคยได้รับรางวัลนานาชาติในงาน “45th International Exhibiton of Inventions Geneva” ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส มาเป็นโครงการนำร่องเพื่อพัฒนาให้เกิดการสร้างมูลค่าและเป็นประโยชน์กับประเทศไทย ความสำเร็จของผลงานทั้งสองชิ้นนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการผลักดันและยกระดับให้ผลผลิตจากผลงานวิจัย ผลงานประดิษฐ์คิดค้นของคนไทยนำไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม สร้างประโยชน์ต่อประเทศ

อุปกรณ์แจ้งเตือนให้ทำความสะอาดแผงโซล่าร์เซลล์เพื่อให้ประสิทธิภาพการจ่ายพลังงานไฟฟ้าสูงสุด เป็นผลงานของ ดร.สุรเชษฐ เดชฟุ้ง ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

อุปกรณ์แจ้งเตือนให้ทำความสะอาดแผงโซล่าร์เซลล์เพื่อให้ประสิทธิภาพการจ่ายพลังงานไฟฟ้าสูงสุด โดยเป็นตัวติดตามวัดผลกระทบจากฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกต่างๆ ที่มาปิดบังผิวรับแสงของแผงเซลล์แสงอาทิตย์ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตพลังงานไฟฟ้าต่ำลง ทั้งนี้เพื่อให้มีเครื่องแจ้งเตือนที่เหมาะสมในการล้างทำความสะอาดผิวเซลล์แสงอาทิตย์เพื่อมีประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าสูงสุด และลดค่าใช้จ่ายในการล้างทำความสะอาดผิวเซลล์แสงอาทิตย์ในกรณีที่แผงโซล่าร์เซลยังคงทำงานที่ประสิทธิภาพดีอยู่

ชุดควบคุมการติดตามดวงอาทิตย์ 2 แกน เป็นผลงานของ ผศ.ดร.ธนิท เรืองรุ่งชัยกุล สาขาวิชาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต สำหรับชุดควบคุมการติดตามดวงอาทิตย์ 2 แกน เป็นอุปกรณ์ควบคุมการปรับแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์ให้ตั้งฉากกับทิศทางของรังสีดวงอาทิตย์ที่ตกกระทบตลอดเวลา โดยอาศัยศักย์ไฟฟ้าของเซลล์แสงอาทิตย์ขนาดเล็กในการตรวจหาตำแหน่งของดวงอาทิตย์เพื่อควบคุมการขับเคลื่อนมอเตอร์ของระบบติดตามดวงอาทิตย์ ชุดควบคุมการติดตามดวงอาทิตย์นี้สร้างขึ้นโดยใช้อุปกรณ์พื้นฐานและมีการต่อวงจรที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน

การประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ ครั้งที่ 4/2560 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2560 ในส่วนเรื่องเพื่อพิจารณาได้ให้ความเห็นต่อร่างกฎกระทรวงระบบการป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์ พ.ศ….. ที่ต้องการป้องกัน ควบคุมให้สัตว์ปลอดภัยจากโรค ซึ่งนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้กล่าวว่าร่างกฎกระทรวงระบบการป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์ พ.ศ….. อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นพิจารณาในชั้นคณะกรรมการกฤษฎีกา และมีความเกี่ยวข้องกับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ประชาชนทั่วไป สภาเกษตรกรแห่งชาติจึงได้นำมาพิจารณาโดยที่ประชุมเห็นว่ามีผลต่อวิถีชีวิตปกติของเกษตรกรรายย่อย เช่น การเลี้ยงกระบือ สุกร หมูป่า ต้องจัดให้มีอ่างน้ำยาฆ่าเชื้อโรค หรือมีรองเท้าสำหรับเปลี่ยนเมื่อเข้า – ออกคอกเลี้ยง หรือการเลี้ยงนก ไก่ เป็ด ห่าน เพื่อการบริโภคต้องมีเล้า โรงเรือนแยกออกจากตัวบ้านที่อยู่อาศัยของคน หรือการเลี้ยงสุนัข แมว ต้องเลี้ยงในพื้นที่ที่มีรั้วรอบขอบเขตชัดเจน การนำไปในที่สาธารณะต้องมีสายจูง และปลอกคอ เพื่อให้ควบคุมได้ ตามที่ยกตัวอย่างในร่างกฎกระทรวงระบบการป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์

หากกำหนดบังคับใช้จะเห็นว่าเกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์ติดบ้านต้องปรับเปลี่ยนวิถีปกติ การเลี้ยงต้องลงทุนสร้างโรงเรือนเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับเกษตรกร ดังนั้น สภาเกษตรกรแห่งชาติจึงมอบให้สภาเกษตรกรจังหวัดทุกจังหวัดเผยแพร่ร่างกฎกระทรวงนี้ แล้วให้จัดประชุมเพื่อประมวลความเห็นส่งให้คณะกรรมการด้านปศุสัตว์ สภาเกษตรกรแห่งชาติรวบรวมพิจารณาเสนอความเห็นต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป โดยในระหว่างนี้ขอให้เกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงสัตว์แสดงความเห็นได้ที่เว็บไซต์ของกรมปศุสัตว์จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2560

คมนาคมลุยสร้างสนามบินเพิ่ม 2 แห่ง ลดแออัด ภูเก็ต-เชียงใหม่ คาดใช้งบฯ หมื่นล้าน เตรียมชงรายละเอียดเสนอคณะกรรมการการบินพลเรือน เคาะตุลาคมนี้ เปิดทางให้เอกชนร่วมลงทุนกับทอท. ใช้พื้นที่จังหวัดใกล้เคียงเชื่อมต่อด้วยรถไฟฟ้าถึงกัน

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวแสดงปาฐกถา “การเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของกลุ่มประเทศในภูมิภาคอินโดจีน” ในงานสัมมนา Indochina Aviation Conference 2017 ที่โรงแรมแลนด์มาร์ค ว่า ไทยเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวในแถบประเทศซีแอลเอ็มวี ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงเกินขีดความสามารถการรับรองของสนามบินทำให้เกิดปัญหาแออัด จึงต้องเร่งขยายอาคารผู้โดยสารและรันดวย์ และเร่งสร้างสนามบินใหม่ ซึ่งเป็นไปตามแผน 8 ปีของกระทรวงคมนาคม วงเงินหลายหมื่นล้านบาท

เบื้องต้นอาจเปิดให้เอกชน หรือบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.เข้ามาร่วมลงทุนและบริหารจัดการสนามบินด้วย โดยอาจจะนำร่อง 1-2 สนามบินก่อน เนื่องจากรัฐบาลใช้เงินลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นจำนวนมาก ขณะนี้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) อยู่ระหว่างการศึกษาพื้นที่ที่เหมาะสม ตั้งเป้าจะสร้างสนามบินใหม่ 2 แห่งก่อน เพื่อแก้ปัญหาความแออัดที่สนามบินภูเก็ต และเชียงใหม่

โดยมีแนวโน้มว่าจะสร้างเพิ่มที่จังหวัดพังงา และอีกแห่งบริเวณใกล้จังหวัดเคียงกับเชียงใหม่ โดยจะต้องเป็นพื้นที่สามารถเดินทางเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะได้สะดวกด้วย เช่น โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้ารางเบาที่จังหวัดภูเก็ต จะเชื่อมมายังจังหวัดพังงาด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสาร

นายอาคม กล่าวว่า สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนางานบริการรองรับการท่องเที่ยว 4 ด้าน 1. ใช้เทคโนโลยีลดความแออัดในสนามบิน 2. ติดตั้งระบบเช็กอินอัตโนมัติ 3. เพิ่มการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ 4. เพิ่มระบบจัดเก็บข้อมูลผู้โดยสารเพื่อความมั่นคง

นายจุฬา สุขมานพ ผอ.กพท.กล่าวว่า อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมในการลงทุนโครงการสนามบินรองดังกล่าว 2 แห่ง คาดว่าจะมีมูลค่าลงทุนมากกว่า 10,000 ล้านบาท คาดว่าจะส่งข้อสรุปเสนอให้คณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) ซึ่งมีรมว.คมนาคมพิจารณา ได้ในเดือนตุลาคมนี้ ก่อนจะศึกษารายละเอียดและจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ต่อไป

การส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ลำไยนอกฤดูของ ต.ทากาศเหนือ อ.แม่ทา จ.ลำพูน มีพื้นที่ 3,876 ไร่ สมาชิก 491 ราย เกษตรกรมีความต้องการวางท่อเพื่อส่งน้ำจากบ่อเจาะน้ำบาดาลไปยังสวนลำไยของสมาชิก เพื่อใช้ในการจัดการวางแผนการผลิต และพัฒนาคุณภาพ รวมทั้งปริมาณผลผลิตลำไยนอกฤดู ซึ่งโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ได้ต่อยอดและสามารถแก้ไขปัญหาตรงกับความต้องการของชุมชนจนประสบความสำเร็จ ทำให้สมาชิกมีแหล่งน้ำเพียงพอในการทำลำไยนอกฤดูได้อย่างมีประสิทธิภาพ คาดว่าสามารถจำหน่ายผลผลิตและสร้างรายได้แก่ชุมชนปีละ 400 ล้านบาท

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายว่า รัฐบาลมีแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย Thailand 4.0 โดยมุ่งเน้นการใช้แนวทางพลังประชารัฐ คือ การมีส่วนร่วมของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ชุมชน จังหวัด สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัยต่างๆ รวมทั้งยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและศาสตร์ของพระราชาเป็นพื้นฐานในการพัฒนา พร้อมนี้พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรละสหกรณ์ ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินงานโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ

ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและชุมชน ด้วยการน้อมนำหลักการ ทฤษฎีและแนวทางการ แก้ไขปัญหาด้านการเกษตรต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯได้พระราชทานไว้ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชน โดยให้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ศพก.) และเครือข่าย เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาภาคการเกษตรของชุมชนแบบมีส่วนร่วม โดยนายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร

ได้นำระบบส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบการฝึกอบรมและการเยี่ยมเยียน T&V System ขับเคลื่อนนโยบายและโครงการดังกล่าวในพื้นที่ทั่วประเทศ 9101 ชุมชน ประกอบด้วย ชุมชนใน ศพก. หลัก 882 แห่ง และเครือข่าย 8,219 แห่ง โดยมีเป้าหมายเกษตรกร ประมาณการจำนวนเกษตรกรชุมชนละ 500 ราย รวมเกษตรกร 4,550,500 ราย ซึ่งลักษณะของโครงการ/กิจกรรม ประกอบด้วย 1 ด้านการผลิตพืช และพันธุ์พืช 2 ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ 3 ด้านการจัดการศัตรูพืช 4 ด้านฟาร์มชุมชน 5 ด้านการผลิตอาหาร การแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร 6 ด้านปศุสัตว์ 7 ด้านประมง 8 ด้านการปรับปรุงบำรุงดิน 9 ด้านการเกษตรอื่นๆโดยใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 22,895,363,600 บาท และระยะดำเนินการโครงการ เดือนกรกฎาคม – 5 ธันวาคม 2560

สำหรับพื้นที่ในเขต 8 จังหวัดภาคเหนือ ว่าที่ร้อย ดร.สมสวย ปัญญาสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จ.เชียงใหม่ กล่าวว่าได้ดำเนินงานโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน จำนวน 961 ชุมชน 3,110 โครงการ งบประมาณ 1,966 ล้านบาท และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ลำไยนอกฤดู)วางระบบท่อน้ำ ของชุมชนการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ลำไยนอกฤดูของ ต.ทากาศเหนือ อ.แม่ทา จ.ลำพูน ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ส่งผลให้เกษตรกร 11 หมู่บ้าน จำนวน 491 ราย พื้นที่ 3,786 ไร่ มีแหล่งน้ำเพียงพอในการผลิตลำไยนอกฤดูและบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้ระบบน้ำสปริงเกอร์ สามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพผลผลิต เพิ่มมูลค่าผลผลิต สร้างความมั่นคงในอาชีพได้อย่างยั่งยืน สามารถแก้ไขปัญหาตรงกับความต้องการของเกษตรกร สร้างชุมชนให้เข้มแข็งพึ่งตนเองได้ พร้อมนี้ลดปัญหาหมอกควันจากการเผาใบไม้และเศษวัสดุหลังจากการตัดแต่ง โดยนำมาทำเป็นปุ๋ยหมักใต้ต้นลำไย เป็นการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า

พร้อมทั้งอนุรักษ์และสร้างความสมดุลย์ทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยนายดำรง จินะกาศ ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ศพก.)และเกษตรแปลงใหญ่ลำไยนอกฤดู อ.แม่ทา จ.ลำพูน ได้กล่าวเพิ่มเติมว่าเกษตรกรของชุมชนแห่งนี้ ได้ทำลำไยนอกฤดูและประสบปัญหาด้านแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการผลิต ซึ่งทางชุมชนได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาโดยตลอด ตั้งแต่การสร้างอ่างเก็บน้ำ การติดตั้งระบบไฟฟ้าเพื่อสูบน้ำ การวางท่อน้ำส่งเข้าสวน การขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล แต่ไม่สามารถแก้ไขได้สมบูรณ์ทั้งระบบและในปี 2560 นี้

รัฐบาลได้มีโครงการ 9101ฯทางชุมชนจึงได้จัดเวทีจัดทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ลำไยนอกฤดู)วางระบบท่อ ระยะทางรวมทั้งหมดกว่า 40 กิโลเมตร โดยต่อจากแหล่งน้ำของบ่อเจาะน้ำบาดาล 8 แห่ง และได้เสนอความต้องการต่อคณะกรรมการฯพร้อมได้รับการสนับสนุนงบประมาณ จำนวน 1,814,200 บาท โดยเป็นค่าวัสดุ 1,062,680 บาท และค่าแรงงาน 751,520 บาท ทำให้ความฝันที่จะได้น้ำเข้าสวนลำไยเป็นจริงจากการรอคอยถึง 10 ปี ซึ่งผลผลิตลำไยนอกฤดูของแปลงใหญ่นี้ ประมาณ 5,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 400 ล้านบาท

โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน นับว่าเป็นโครงการที่ดีของรัฐบาล ที่ได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาตรงกับความต้องการของชุมชนและมีส่วนร่วมแบบประชารัฐ สร้างความมั่นคง มั่งคั่งและยั้งยืน ให้แก่เกษตรกรชาวสวนลำไยนอกฤดู ต.ทากาศเหนือ อ.แม่ทา จ.ลำพูน

ปัตตานี – นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ รองเลขาธิการ ศอ.บต. เป็นประธานการหารือรับมอบศูนย์บริการเบ็ดเสร็จครบวงจร (OSS) และทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการสนับสนุนการขับเคลื่อนพื้นที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาล จังหวัดปัตตานี ระหว่าง ศอ.บต. กับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) การทำบันทึกข้อตกลงความมือร่วมมือนี้ เพื่อร่วมขับเคลื่อนพื้นที่อุตสาหกรรมฮาลาล ตำบลน้ำบ่อ อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี หวังสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยใช้พื้นที่อุตสาหกรรมฯ ดำเนินการเป็นศูนย์บริการเบ็ดเสร็จครบวงจร เพื่อยกระดับและพัฒนาผู้ประกอบการฮาลาลในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เกิดความเข้มแข็ง พร้อมพัฒนาท้องที่บ้านน้ำบ่อ กำหนดให้เป็นแลนด์มาร์กในการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเป็นรูปธรรม

ปัจจุบัน พื้นที่อุตสาหกรรมฯ มีที่ดินทั้งสิ้น 175 ไร่ career-evolution.net มีพื้นที่ว่าง จำนวน 100 ไร่ สามารถใช้ดำเนินการเป็นศูนย์บริการเบ็ดเสร็จครบวงจร ที่สวนส้มโอ สมาชิกสหกรณ์การเกษตรสูงเนิน จำกัด ตำบลกุดจิก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา นายกิตติพงศ์ พงศ์สุรเวท ประธานที่ปรึกษาสหกรณ์การเกษตรสูงเนิน จำกัด รองประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย นางรุ่งทิพย์ บุกขุนทด ผอ.ททท.สำนักงานจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกันลงพื้นที่สำรวจคุณภาพและกระบวนการเพาะปลูกส้มโอพันธุ์ขาวน้ำผึ้ง และพันธุ์ทองดี เพื่อเตรียมผลักดันให้สวนส้มโออำเภอสูงเนิน เป็นแหล่งท่องเที่ยวนำเสนอจุดเด่น เป็นสินค้าทางการเกษตร สามารถเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจสร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่อำเภอสูงเนิน มี นายทวี กรันสูงเนิน อายุ 77 ปี เจ้าของสวนส้มโอ และสมาชิกชาวสวนส้มโอสูงเนินให้การต้อนรับ นำชมการบริหารจัดการสวนและชิมความอร่อยอของส้มโอ บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น

จากกรณีที่มีผู้ร้องเรียนว่ามีเจ้าหน้าที่ในระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินเรียกเก็บเงินจากญาติผู้ป่วยในการใช้บริการสายด่วน 1669 ในพื้นที่ กทม. โดยหลังจากโทรขอความช่วยเหลือไปแล้ว รถที่มารับผู้ป่วยกลับไม่ใช่รถพยาบาล แต่เป็นรถกู้ภัย ไม่มีอุปกรณ์การแพทย์ใดๆ มีแต่เปลผู้ป่วย อีกทั้งตอนที่มารับยังโน้มน้าวให้ไปโรงพยาบาลอื่นๆ และนำผู้ป่วยไปส่งที่แผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลในละแวกใกล้เคียงแล้ว เจ้าหน้าที่ได้แจ้งกับญาติผู้ป่วยว่ามีค่าใช้จ่าย 1,500 บาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนโดยสำนักเอราวัณนั้น คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 30 วัน

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม นพ. พรเทพ แซ่เฮ้ง ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) กล่าวว่า ศูนย์เอราวัณมีเครือข่ายการบริการใน 9 พื้นที่ ครอบคลุมโรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร 35 แห่ง รวมทั้ง 8 องค์กรสาธารณกุศลจำนวน 8 แห่ง ช่วยเหลือประชาชนตามพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ หรือมีผู้ป่วยฉุกเฉิน มูลนิธิทั้ง 8 แห่งจะมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ประมาณ 100 คน และอาสาสมัคร ประมาณ 8,000 คน จะเร่งนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด

“ขอยืนยันว่า การปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรสาธารณกุศลที่ร่วมมือกับทางศูนย์เอราวัณนั้น จะไม่มีการเรียกเก็บค่าบริการแต่อย่างใด และหากพบว่ามีการกระทำในลักษณะดังกล่าวประชาชนสามารถร้องเรียนมาได้ที่เบอร์ 1669 โดยขอให้แจ้งทะเบียนรถ เพื่อสามารถตรวจสอบได้โดยทันทีว่า เจ้าหน้าที่ในรถคันดังกล่าว อยู่ในระบบของศูนย์เอราวัณหรือไม่ โดยในแต่ละมูลนิธิจะมีบทลงโทษสำหรับเจ้าหน้าที่ประจำที่ประพฤติมิชอบอยู่แล้ว” นพ.พรเทพ กล่าว

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมจัดกิจกรรม “พัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.)” หวังสร้างความตระหนัก ปลูกฝังจิตสำนึกให้แก่เด็กๆ เยาวชน ให้เที่ยวไทยด้วยจิตอนุรักษ์ เพื่อความยั่งยืนสวยงามของสิ่งแวดล้อม ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 17-27 สิงหาคม 2560 เวลา 09.00-19.00 น. ณ ฮอลล์ 4 (เสาหมายเลข 23-24) อิมแพค เมืองทองธานี

ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า กิจกรรมพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนด้วย วทน. ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ ครั้งนี้ เป็นการโชว์ขีดความสามารถงานวิจัยและบริการเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของ วว. ในรูปแบบกิจกรรมเชิงสันทนาวิชาการ สร้างความตระหนักและปลูกจิตสำนึกท่องเที่ยว จำนวน 2 โซนหลักๆ ได้แก่

โซนนิทรรศการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน น้องๆจะได้รู้จักกับมาตรฐานการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Eco-Tourism) บทบาทของ วว. กับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน รวมทั้งเรียนรู้การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ปลอดภัยและมีความสุข พร้อมวาดภาพระบายสีแหล่งท่องเที่ยวในเมืองไทย

โซนผจญภัยในดินแดนมหัศจรรย์ (TISTR in Wonderland) ผ่านการนำทางท่องเที่ยวโดย TISTR BOY ในเส้นทางสร้างความตระหนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกับลุงต้นไม้ การแต่งตัวในกิจกรรมท่องเที่ยวที่ถูกต้อง และกิจกรรมเก็บขยะในทะเล เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมถ่ายภาพ Snap and Share แหล่งท่องเที่ยวไทย สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว และมิตรภาพที่อบอุ่น