โครงการไทยนิยมยั่งยืน ซึ่งรัฐบาลทุ่มเงิน 1.5 แสนล้านบาท

ลงสู่พื้นที่ทั่วประเทศ ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตร มี 4 โครงการหลักๆ ที่จะลงสู่จังหวัดเลย ได้แก่

1. โครงการฝึกอาชีพเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้เพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเกษตรกรได้ขึ้นทะเบียนไว้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน โดยทางธนาคารจะส่งรายชื่อมาให้กับทางสำนักงานเกษตร เพื่อให้เข้าไปสอบถามความต้องการ และฝึกอบรม ให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ใหม่ๆ ไปพัฒนาอาชีพได้

2.โครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืน เนื่องจากปัจจุบันปริมาณยางพาราล้นตลาด ส่งผลให้ราคาตกต่ำ กรมส่งเสริมการเกษตร จึงต้องเข้าไปพัฒนาเกษตรกรที่มีสวนยาง และมีปัญหาเรื่องราคาตกต่ำ โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชอื่นแซมในสวนยางพารา เพื่อสร้างรายได้ขึ้นมาทดแทนราคายางที่ตกต่ำ

3.โครงการเสริมสร้างรายได้ให้เกษตรกรรายย่อย ที่มีรายได้ต่อปีน้อยกว่า 30,000 บาท ต่อครัวเรือน และได้รับการคัดกรองรายชื่อแล้ว ไปอบรมผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าการเกษตร (ศพก.) เพื่อให้มีความรู้ใหม่นำไปพัฒนาสร้างรายได้ให้มากขึ้น และ

4.โครงการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer โดยให้แต่ละจังหวัดไปคัดกรองเกษตรกรรายใหม่เข้ามาต่อยอดการทำอาชีพการเกษตรและส่งเสริมให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น อย่างไรก็ดี หน่วยงานรัฐทุกภาคส่วน จำเป็นต้องเข้าไปสร้างการรับรู้ให้ประชาชนในจังหวัด ได้รับทราบว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะเข้าไปดูแลพี่น้องเกษตรกรรายย่อย เพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ด้าน นายสมจิตร ธีระบุญชัยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 ขอนแก่น กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของเจ้าหน้าที่เองก็ต้องเข้าไปสร้างการรับรู้ เสนอทางเลือก เสนออาชีพให้เกษตรกร เพื่อให้เกิดความมุ่งมั่น อยากจะพัฒนาอาชีพ โดยมีพี่เลี้ยงเป็นตัวกระตุ้น และใช้องค์ความรู้ทางการเกษตรทั้งหมดเข้าไปเติมเต็มให้กับเกษตรกร ซึ่งนอกเหนือจากเจ้าหน้าที่แล้ว ศูนย์ปฏิบัติการต่างๆ ของกรมส่งเสริมการเกษตรก็ต้องเตรียมความพร้อมที่จะเติมเต็มความรู้ให้กับเกษตรกร ตลอดจนเป็นที่รองรับและเป็นศูนย์หลักที่จะช่วยพัฒนาอาชีพให้กับเกษตรกรที่เลือกแล้วว่าจะพัฒนาอาชีพอะไรเพื่อจะช่วยเสริมรายได้ให้มากขึ้น โดยหลังจากการฝึกอบรมเกษตรกรเรียบร้อยแล้ว

เกษตรกรต้องสามารถทำได้เลย โดยมีงบประมาณของรัฐบาลเข้าไปช่วยส่วนหนึ่ง เกษตรกรส่วนหนึ่ง ถ้ายังไม่เพียงพอก็สามารถกู้เงินจาก ธ.ก.ส. เพิ่มเติมได้ ส่วนศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตร (ศพก.) ซึ่งมีอยู่ในทุกอำเภอของจังหวัดเลย ต้องเป็นศูนย์กลางการประสานให้กับเกษตรกรมารวมกันคิด รวมกันวิเคราะห์สภาพปัญหาของตนเองให้ได้ ก่อนจะส่งมอบให้กับศูนย์ปฏิบัติการต่างๆ เข้าไปฝึกอบรม และที่สำคัญที่สุดคือ ทางจังหวัด อำเภอ และสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 ขอนแก่น จะต้องเข้าไปช่วยกันขับเคลื่อน กำกับ ติดตาม เพื่อให้แผนงานที่วางไว้ทั้งหมดบรรลุเป้าหมายให้ได้ ทั้งนี้ ทางจังหวัดเลยได้เตรียมความพร้อม ทั้งในเรื่องของพื้นที่ บุคลากร ไว้เรียบร้อยแล้ว รอเพียงงบประมาณจากส่วนกลางอนุมัติมาให้ เพื่อใช้ในการดำเนินการต่อไป

“พาณิชย์” เปิดรับสมัครร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ร้านค้าทั่วไป รถเร่ ร้านค้าในตลาดสด ที่ขายผัก ผลไม้ หมู ปลา ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว เข้าร่วมโครงการธงฟ้าประชารัฐ ใช้แอปพลิเคชั่นรองรับการจ่ายเงินผ่านคิวอาร์โค้ด เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีทางเลือกในการจับจ่ายใช้สอย และลดค่าครองชีพ

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก กระทรวงพาณิชย์ ว่า นายวิชัย โภชนกิจ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้ลงนามในประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการธงฟ้าประชารัฐ โดยใช้โปรแกรมประยุกต์สำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ (Mobile Application) เพื่อเปิดรับสมัครร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ร้านค้าทั่วไป รถยนต์เคลื่อนที่เร่ขายสินค้า ร้านค้าในตลาดที่จำหน่ายผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว เป็นต้น ให้เข้าร่วมโครงการธงฟ้าประชารัฐ และติดตั้งแอปพลิเคชั่นมือถือสำหรับรองรับการใช้จ่ายเงินผ่านระบบ QR Code

โดยการนำระบบ QR Code มาใช้ จะเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถซื้อสินค้าได้หลากหลายขึ้น จากเดิมที่ต้องใช้จ่ายที่ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ และใช้กับเครื่องรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (EDC) เท่านั้น แต่ต่อไป เมื่อมีการติดตั้งระบบ QR Code แล้ว จะช่วยให้ผู้ถือบัตรใช้จ่ายได้หลากหลายขึ้น และยังช่วยให้ร้านค้าที่เดิมไม่ได้เข้าร่วมโครงการร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ มีโอกาสในการขายสินค้าให้กับผู้ถือบัตร และมีรายได้เพิ่มขึ้น และยังได้ขยายไปถึงร้านค้าในตลาดสด ขายผัก ขายหมู ขายก๋วยเตี๋ยว ก็สมัครเข้าร่วมได้

สำหรับเงื่อนไขการสมัคร ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐที่มีอยู่เดิม สามารถดำเนินการโดยใช้เครื่อง EDC ต่อไปได้ ส่วนร้านค้าที่จะสมัครใหม่ ต้องเป็นร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าเป็นปกติ มีทำเลที่ตั้งแน่นอน ส่วนรถยนต์เคลื่อนที่เร่ขาย ต้องมีการจำหน่ายสินค้าเป็นประจำ ขณะที่ร้านค้าที่ตั้งอยู่ในตลาด ต้องมีที่ตั้งร้าน แผง ล็อก ชัดเจน และได้รับการรับรองจากเจ้าของตลาดหรือผู้บริหารตลาดมาใช้ยืนยันในการสมัคร โดยในกรุงเทพฯ สมัครได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าเขต 1-6 กรมการค้าภายใน ส่วนในต่างจังหวัด สมัครได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ

ทั้งนี้ หลังจากยื่นใบสมัครแล้ว ผู้สมัครต้องนำหนังสือรับรองที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการค้าภายใน หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดออกให้ไปยื่นต่อธนาคารกรุงไทยในพื้นที่ พร้อมสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ หรือกระแสรายวัน หรือเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร (กรณียังไม่มีบัญชีธนาคารกรุงไทย) เพื่อสมัครใช้ Internet Banking และดาวโหลดแอปพลิเคชั่น “ถุงเงินประชารัฐ” จากธนาคารกรุงไทย

ส่วนร้านค้าที่ได้รับการอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการแล้ว ได้กำหนดเงื่อนไขห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ยาสูบ ให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ห้ามแลกสิทธิ์ใช้จ่ายตามบัตรเป็นเงินสด หรือทอนเป็นเงินสด หรือให้สิ่งตอบแทนอื่นในการจำหน่ายสินค้า ห้ามบังคับให้ซื้อสินค้าเป็นมูลค่าตามที่ร้านกำหนด ห้ามยึดหรือเก็บบัตรไว้ ห้ามปฏิเสธรับชำระค่าสินค้าด้วยบัตร ซึ่งหากตรวจสอบพบ จะเพิกถอนจากการเข้าร่วมโครงการทันที และหากพบว่าเป็นการกระทำฝ่าฝืนกฎหมาย เช่น กฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กฎหมายว่าด้วยชั่งตวงวัด และกฎหมายว่าด้วยอาหารและยา จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเมื่อคืน วันที่ 27 มิถุนายน น้ำท่วมมิดโถงที่ 3 ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน ที่หน่วยซีลวางกำลังปักหลักด้านใน จนขณะนี้ยังท่วมมิด ไม่สามารถเข้าได้ โดยวันนี้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้นำเครื่อง กล้องส่องบ่อบาดาล หรือ ทีวีบอร์โฮลด์ ซึ่งสามารถหย่อนไปเก็บภาพใต้น้ำ ส่งสัญญาณจอภาพด้านบน เข้าสำรวจ โดยจะมีการนำรถเครื่องเจาะบาดาลมาเจาะ กำลังรอโดรนสำรวจหาจุดเจาะ ที่ตรงกับหาดพัทยา เพื่อหาทางเข้าไป

เมื่อเวลา 10.00น. วันที่ 28 มิถุนายน ที่เพลนารีฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีการจัดงานเฮลท์แคร์ 2018 “สายตาดีมีสุข” มหกรรมสุขภาพซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 โดย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ร่วมกับองค์กรภาครัฐและเอกชน อาทิ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา รวมทั้งหน่วยงานและธุรกิจด้านสุขภาพ ตลอดจนสถานพยาบาลชั้นนำ ร่วมจัดขึ้น โดยมีการตรวจสุขภาพฟรีจากโรงพยาบาลและสถาบันชั้นนำ พร้อมกิจกรรมและนิทรรศการนำเสนอความรู้เกี่ยวกับการรักษาดวงตาและสายตา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนทยอยเดินทางเข้าร่วมงานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน โดยกิจกรรมที่ได้รับความสนใจมากคือ การตรวจโรคทางตา คัดกรองต้อกระจกของโรงพยาบาลบ้านแพ้ว การตรวจวิเคราะห์ชั้นจอประสาทตาของโรงพยาบาลไทยนครินทร์ การตรวจคัดกรองโรคทางตาของโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) ตรวจหัวใจด้วยคลื่นไฟฟ้าผ่านเครื่อง อีเคจี ของโรงพยาบาลสุขุมวิท การตรวจความเสี่ยงของโรคเบาหวาน จับชีพจรโดยแพทย์แผนจีน ตรวจมวลกระดูกของโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น บริการกายภาพบำบัดช่วงคอ บ่า ไหล่ ออฟฟิศซินโดมของโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน รวมถึง บริการนวดแผนไทย คอ บ่า ไหล่ เท้า ของกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก บู๊ธผักพื้นบ้านบำรุงสายตา ของกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก โดยมีบริการน้ำอัญชันใบเตยให้ลองชิมฟรีอีกด้วย ได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานมากเป็นพิเศษ

นางมัชฌิมาชา เติมคงเดช อายุ 49 กล่าวว่า ตนเดินทางมาร่วมงานครั้งนี้เป็นครั้งแรก โดยทราบข่าวการจัดงานจากน้องสาวที่ส่งไลน์มาบอกก่อนวันงานหนึ่งวัน ตั้งใจมาตรวจโรคทางตา แต่คนเต็มแล้ว เลยเปลี่ยนมาตรวจหลอดเลือดหัวใจ และนวดแผนไทยแทน

“ส่วนตัวสนใจอยากมาตรวจต้อกระจกของโรงพยาบาลบ้านแพ้ว แต่คนเต็ม เลยเปลี่ยนใจมาใช้บริการนวดเท้าแทน เพราะชอบนวดแผนไทยมาก” นางมัชฌิมาชา กล่าว จากนั้น เวลา 11.30 น. มีการแจกต้นพันธุ์สมุนไพรว่านเปราะหอม โดย โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร รอบที่ 1 จำนวน 50 ต้น โดยมีประชาชนมารอรับบัตรคิว ซึ่งมีการแจกในเวลา 11.00 น. จำนวนมาก โดยว่านเปราะหอม เป็นสมุนไพรประเภทหัว มีสรรพคุณช่วยบำรุงผิว ป้องกันสิว ฝ้า โดยมักจะนำมาทำแป้ง นำมาใส่ในเครื่องหอม หรือทำน้ำมันหอมระเหย เป็นต้น นอกจากนี้ รพ. อภัยภูเบศร ยังมีการสาธิตการทำแป้งเย็นน้ำ จากสมุนไพรว่านเปราะหอมด้วย ทั้งนี้จะมีการแจกสมุนไพรว่านเปราะหอมอีกครั้งจำนวน 50 ต้น ในเวลา 16.00 น.

นางสาวนพกนก บุรุษนันทน์ ผอ.สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานได้จัดอบรมโครงการพัฒนาบุคลากรด้านการพัฒนาบทเรียนออนไลน์เพื่อจัดการศึกษาสำหรับนักศึกษา กศน.ด้วย “Google Classroom” ซึ่งเป็นการเน้นนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์ โดยที่ผ่านมาได้แต่งตั้งคณะทำงานด้านวิชาการ เพื่อร่วมกำหนดแนวทางการจัดกิจกรรม และจัดทำหลักสูตรการฝึกอบรม รวมถึงจัดทำเอกสารทางวิชาการ ตลอดจนออกแบบเครื่องมือวัดผลประเมินผลกิจกรรม โครงการต่างๆ ของสำนักงาน เพื่อให้สถานศึกษาในสังกัด ได้มีแนวทางในการจัดกิจกรรม โครงการต่างๆ ให้มีผลการดำเนินงานเป็นไปตามนโยบายและจุดเน้นการดำเนินงานของสำนักงาน กศน. อย่างมีคุณภาพ

นอกจากนี้ คณะทำงานวิชาการด้านยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ยังได้เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนากระบวนการเรียนรู้สำหรับนักศึกษา กศน. และการยกระดับคุณภาพผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน โดยใช้การศึกษาผ่านระบบออนไลน์ นำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แก่ นักศึกษากลุ่มเป้าหมายผ่านกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทั้งการพบกลุ่ม การเรียนแบบชั้นเรียนและการจัดการศึกษาทางไกล ซึ่งมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ในด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ตามแผนการศึกษาแห่งชาติ 20 ปี ได้เป็นอย่างดี

การจัดอบรมครั้งนี้ มีกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมในการอบรม ประกอบด้วย ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอ ข้าราชการครู ครู กศน.จำนวน 18 อำเภอ รวมทั้งสิ้น 75 คน โดยวิทยากร จากภาควิชาเทคโนโลยีทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มาบรรยายให้ความรู้ ซึ่งเชื่อมั่นว่า การอบรมครั้งนี้จะพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถสร้างบทเรียนออนไลน์เพื่อใช้สำหรับจัดการเรียนการสอน สำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แก่ นักศึกษา กศน. โดยนำ “Google Classroom” มาใช้ได้อย่างมีคุณภาพและทำให้ผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนของผู้เรียนนั้นพัฒนาขึ้น

“เอเซีย พลัส” ประเมินครึ่งปีหลังเศรษฐกิจโลกเสี่ยงมากขึ้นจากสงครามการค้าขยายวงกว้าง มองกระทบแนวโน้มตลาดหุ้นไทยปี’62 ฉุดดัชนีต่ำระดับ 1,483 จุด เหตุส่งออกสูง ทำผลกระทบมาก โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ด้าน กบข.ปรับกลยุทธ์รับมือผันผวน แนะสมาชิกเปลี่ยนแผนลงทุนความเสี่ยงต่ำ

นางภรณี ทองเย็น รองกรรมการผู้อำนวยการ สายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ประเมินว่าในช่วงครึ่งปีหลังเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงมากขึ้นจากสงครามการค้าโลกที่ขยายกว้างออกไป โดยขณะนี้ไม่ใช่แค่สหรัฐกับจีนเท่านั้นที่เป็นคู่พิพาทกัน แต่สหรัฐยังเปิดศึกการค้ากับยุโรป เม็กซิโก และแคนาดา ทำให้หลายๆ ประเทศตอบโต้สหรัฐด้วยการเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเช่นกัน หลังจากสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม และประเมินว่าผู้บริโภคอาจจะได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่แพงขึ้นด้วย

“สงครามการค้าที่ดูรุนแรงขึ้นนอกจากกระทบเศรษฐกิจโลกแล้วจะกระทบกับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยปี 2562 โดยประเมินว่าหากสหรัฐใช้มาตรการภาษีถึง 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ มีโอกาสกดดัชนีหุ้นไทยปีหน้าให้อยู่ที่ระดับต่ำกว่า 1,500 จุด หรืออยู่ที่ 1,483 จุด ขณะเดียวกันกำไรต่อหุ้น (อีพีเอส) จะลดลงประมาณ 20% อยู่ที่ 98.51 บาทต่อหุ้น จากปีนี้ที่คาดว่าอีพีเอสอยู่ที่ 110.78 บาทต่อหุ้น เนื่องจากไทยมีการส่งออก 60-70% ทำให้ได้รับผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่จะมีการเพิ่มภาษี เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์” นางภรณี กล่าว

นางภรณี กล่าวว่า ผลการศึกษาของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประเมินว่าการกีดกันทางการค้าทุกๆ 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จะทำให้การค้าโลกปี 2561 หดตัวประมาณ 9% จากปีที่แล้วที่การค้าโลกมีมูลค่าการค้าประมาณ 38 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่วงเงินกีดกันการค้าจากสหรัฐอาจปรับขึ้นไปแตะ 2.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ผลกระทบรุนแรงขึ้น

นางภรณี กล่าวว่า การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ทำให้กระแสเงินทุน (ฟันด์โฟลว์) ไหลออก กดดันตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย โดยหุ้นไทยถูกขายมากที่สุดในกลุ่มประเทศไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ (ตลาด TIP) อย่างไรก็ตามมองว่าช่วงหลังจากนี้แรงขายหุ้นภูมิภาคน่าจะจำกัด จากปัจจัยการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ ณ สิ้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รวมประมาณ 30.20% ถือว่าต่ำมาก

ด้านนายวิทัย รัตนากร เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนยังมีความผันผวนต่อเนื่อง หลังเกิดความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน 2 ประเทศมหาอำนาจ กบข.ได้ปรับกลยุทธ์ลงทุนระยะสั้นด้วยการลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงและลดอายุพันธบัตรเหลือประมาณ 2 ปี เพื่อลดผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ล่วงหน้าแล้วบางส่วน แต่ก็คาดการณ์ว่าสถานการณ์ผันผวนจะคงต่อเนื่องไปอีกระยะ ส่งผลให้แนวโน้มผลตอบแทนการลงทุน กบข.ในระยะสั้นอาจไม่ดีนัก เพราะฉะนั้นสมาชิกที่มีความกังวลใจต่อภาวะเศรษฐกิจที่กำลังผันผวนอยู่ในขณะนี้สามารถปรับเปลี่ยนแผนลงทุนให้เป็นแผนลงทุนที่มีความผันผวนต่ำ ความเสี่ยงต่ำเช่น แผนตลาดเงินหรือแผน ตราสารหนี้

นายณัฐพล รังสิตพล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ.ได้ปรับประมาณการเติบโตผลิตภัณฑ์ มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ภาคอุตสาหกรรมปี 2561 จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 2-3% เพิ่มเป็นโต 3-4% เนื่องจากมีปัจจัยทั้งการส่งออกและการผลิตที่เพิ่มขึ้นทำให้แนวโน้มอุตสาหกรรมภาพรวมขยายตัว ส่วนดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) ปีนี้ยังคงเป้าหมายเดิมไว้ที่ 2.5-3%

“เรายังคงเอ็มพีไอไว้ เพราะก่อนหน้าได้ปรับเป้าหมายเพิ่มไปแล้วครั้งหนึ่งที่กำหนดไว้จะโต 1.5-2.5% ปรับมาเป็นโต 2.5-3% ซึ่งถือว่าฐานได้สูงขึ้นแล้ว” นายณัฐพล กล่าว

นายณัฐพล กล่าวว่า เอ็มพีไอเดือนพฤษภาคม 2561 อยู่ที่ 3.2% ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้ 5 เดือนแรกของปีนี้เอ็มพีไอขยายตัวเป็น 3.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนขยายตัว 0.4% และยังเป็นการขยายตัวเป็นบวกติดต่อกันเป็นเดือนที่ 13 เนื่องจากการส่งออกเติบโตต่อเนื่อง โดยอุตสาหกรรมที่ส่งผลบวก ได้แก่ รถยนต์และเครื่องยนต์ น้ำตาลทราย เภสัชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ ยา ฮาร์ดดิสก์ ไดรฟ์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตเดือนพฤษภาคม อยู่ที่ 69.91 เติบโต สูงสุด

นายณัฐพล กล่าวว่า สำหรับปัจจัยที่จะมีผลต่อดัชนีในเดือนมิถุนายนที่ได้ติดตาม ได้แก่ สงครามการค้าสหรัฐ-จีน เบื้องต้นจากการวิเคราะห์ภาพรวมยังไม่มีนัยสำคัญที่จะกระทบต่ออุตสาหกรรมไทยมากนักในระยะสั้น 2-3 เดือน นอกจากนี้ต้องติดตามอัตราดอกเบี้ยตลาดโลกที่มีแนวโน้มขาขึ้น เบื้องต้นคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติล่าสุดคงไว้ที่ 1.50% ขณะเดียวกันการที่ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 มีผลบังคับใช้แล้วจะเป็นบวกต่อการลงทุนของไทยมากขึ้น โดยคาดการณ์ภาวะอุตสาหกรรมสำคัญไตรมาสที่ 3 ที่ยังคงขยายตัวได้ดี ได้แก่ อุตสาหกรรมไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมอาหาร ผลิตภัณฑ์ยาง อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม

“กรณีการแข่งขันฟุตบอลโลกในปีนี้ในอดีตจะมีการวิเคราะห์ถึงอุตสาหกรรมในไทยที่เป็นผลบวก แต่ครั้งนี้อุตสาหกรรมที่บวกชัดเจน อย่างเสื้อผ้า ทีวี ย้ายฐานการผลิตจากไทยไปค่อนข้างมาก ทำให้ไม่เห็นผลชัดเจน ส่วนอุตสาหกรรมอาหารนั้นเป็นบวก ส่วนหนึ่งอาจมาจากฟุตบอลโลกแต่ไม่ได้มีนัยสำคัญมากนัก” นายณัฐพล กล่าว

นายวิชัย บรรณสาร นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ห้วยโจด อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว เปิดเผยว่า ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) สระแก้ว ร่วมกับ อบต.ห้วยโจด จัดการอบรมโครงการส่งเสริมการคัดแยกขยะในครัวเรือน เพื่อสุขภาพให้กับชาวบ้านบ่อนางชิง หมู่ 4 ตำบล ห้วยโจด ตามที่ได้รับนโยบายจาก นายพรพจน์ เพ็ญพาส ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เพื่อให้ประชาชนทุกครัวเรือนในจังหวัดสระแก้ว ได้ช่วยกันกำจัดขยะ แยกขยะ เป็นการช่วยลดปัญหาขยะ ที่นับจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ให้จังหวัดสระแก้วเป็นจังหวัดที่สะอาด

“อบต.ห้วยโจด ได้ดำเนินการกำจัดขยะเป็นการนำร่องแล้ว 4 หมู่บ้านจาก 7 หมู่บ้าน โดย อบต.ห้วยโจด มอบถังพลาสติกสีดำให้แต่ละหลังคาเรือนแยกขยะจำพวกเศษอาหาร เศษพืชผักเพื่อทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ส่วนขยะจำพวกพลาสติก จะนำไปเก็บไว้ขายให้กับพ่อค้าที่มารับซื้อ” นายวิชัย กล่าว นางเปลี่ยน ดีจิตต์ ประธานกลุ่มทอผ้าทุ่งกล้วย หมู่ที่ 11 ตำบลทุ่งกล้วย อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา เปิดเผยว่า เนื่องจากขณะนี้รัฐบาลได้รณรงค์ให้ประชาชนทั่วประเทศสวมใส่เสื้อผ้าสีเหลือง เพื่อแสดงออกถึงการแสดงความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทางกลุ่มจึงได้ทำผ้าฝ้ายทอมือขึ้นเพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้ที่สั่งเข้ามา สามารถนำไปตัดเป็นเสื้อผ้าได้ตามรูปแบบที่ต้องการ

นางเปลี่ยน กล่าวต่อว่า ผ้าทอของกลุ่มเป็นผ้าฝ้ายทอมือ เส้นฝ้ายที่ใช้มีทั้งเส้นใยฝ้ายสำเร็จรูปและจากฝ้ายธรรมชาติ สีที่ใช้ย้อมมีทั้งสีธรรมชาติและสีวิทยาศาสตร์ สำหรับสีธรรมชาติที่ใช้ย้อมให้ได้สีเหลือง ขณะนี้คือใบมะม่วง หรือเปลือกมะม่วง แกนฝางที่ใช้ทั้งเนื้อไม้และเปลือกไม้ของต้นฝาง ขณะนี้ทางกลุ่มพร้อมเปิดรับการสั่งผ้าทอสีเหลืองแล้ว ทางสมาชิกกลุ่มที่เป็นแม่บ้านแรงงานฝีมือได้ทอกันอย่างเต็มกำลัง เนื้อผ้าฝ้ายจะแน่นและสีสวยงาม ใช้ได้ทุกเพศ ทุกวัย

ดร. นุชลี ทิพย์มณฑา คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย เปิดเผยว่า โครงการบริการวิชาการพื้นที่ ของนักศึกษหลักสูตรสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะศิลปศาสตร์ มทร.ศรีวิชัย ได้ลงนาม MOU กับเทศบาลตำบลทุ่งลาน อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการนำวัตถุดิบพืชผักในชุมชนมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร ประกอบด้วย 2 เมนู ได้แก่ การทำน้ำพริกจากเห็ดนางฟ้า และการทำลูกชิ้นหมูเจ เพื่อสร้างอาชีพและรายได้เสริมแก่ชาวบ้านในชุมชน

นายประสิทธิ์ แก้วมรกต นายก ทต.ทุ่งลาน กล่าวว่า ตำบลทุ่งลาน มีพืชผักในชุมชนมาก แต่ยังขาดการนำวัตถุดิบที่มีอยู่นำขึ้นมาเพิ่มรายได้ จึงประสาน มทร.ศรีวิชัย ให้เข้ามาถ่ายทอดความรู้ การนำพืชผักที่มีอยู่ในชุมชนมาแปรรูปเป็นอาหารจำหน่าย

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการบริหาร สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า ได้กำหนดนโยบายให้กับ สสว. เพื่อดำเนินงานใหม่ภายใต้แผนฏิรูปประเทศ ซึ่งจะมุ่งเป้าการเพิ่มประสิทธิภาพการส่งเสริม ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะการสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ซึ่งได้เตรียมหารือเพื่อทำงานร่วมกับทาง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึง กระทรวงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เช่น การใช้เรื่องของ E-commerce การร่วมกับมหาวิทยาลัยจัดตั้ง National Startup Center เพื่อบ่มเพาะและเพิ่มมูลค่าให้กับระดับชุมชน

ขณะเดียวกัน สสว. จะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนช่วยเหลือด้านเงินทุน จึงมีการตั้ง กองทุนฟื้นฟูผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน วงเงิน 1,800 ล้านบาท ขึ้นมาใหม่ ซึ่งจะเริ่มปล่อยสินเชื่อในช่วงเดือน ก.ค. 2561 หรือหากไม่ทันจะเป็นช่วงต้นเดือน ส.ค.