โจรไม่กลัวผี! อาศัยความเงียบ-มืด ใน ‘ป่าช้า’ ลอบโค่นต้นพะยูง

เมื่อเวลา 05.30 น วันที่ 23 มีนาคม 2561 นายสมศักดิ์ แซ่จึง ผู้สื่อข่าว จ.สุรินทร์ รายงาน ได้รับแจ้งจาก นายสองเมือง มุตตโสภา อดีตนายกเทศมนตรีตำบลนิคมปราสาท ว่า ได้เกิดเหตุคนร้ายลักลอบโค่นต้นพะยูง อายุ 150 ปี ในป่าช้าบ้านละลมระไซร์ หมู่ 4 ต.ปรือ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์

ผู้สื่อข่าว เดินทางร่วมพิสูจน์พบ นายบรรจง วรรธนากูล ผู้ใหญ่บ้านละลมระไซร์ พร้อมชาวบ้านหลายคนยืนดูต้นไม้พะยูงด้วยความเสียดาย สภาพต้นพะยูง สูง 18 เมตร ถูกตัดประมาณ 2 ท่อน ท่อนละ 4 เมตร มูลค่าประเมินมิได้ ทั้งที่ชุมชนได้เขียนป้าย เขตอภัยทาน ห้ามตัดต้นไม้ พะยูงต้นนี้เป็นที่สถิตของ รุกขเทวดา รักษาหมู่บ้าน สันนิษฐานคนร้ายลักลอบตัดช่วงประมาณเวลา 02.00 น. กระทั่งรุ่งเช้าฟ้าสางชาวบ้านไปพบ จึงรีบแจ้งผู้ใหญ่บ้าน และประสานหน่วยงาน สภ.ปราสาท และป่าไม้ ต่อมา เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ สร. 2 อ.ปราสาท ตรวจสอบและขนย้ายไปเก็บรักษาไว้ที่หน่วยต่อไป

สมาชิกสหกรณ์สโมสรรถไฟ ยื่นหนังสือเรียกร้อง กรมส่งเสริมสหกรณ์ เร่งแก้ปัญหาภายใน 15 วัน ชี้หากปล่อยไว้สหกรณ์ขาดสภาพคล่อง กระทบสมาชิกเดือดร้อนหนัก ไม่สามารถถอนเงินจากสหกรณ์ได้ ตัวแทนสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อกรมส่งเสริมสหกรณ์ หลังสหกรณ์ประสบปัญหาจากกรณีอดีตกรรมการปล่อยกู้ลูกหนี้ 6 ราย วงเงินกว่า 2,000 ล้านบาท ส่งผลทำให้สหกรณ์ขาดสภาพคล่อง สมาชิกเดือดร้อนหนัก ถอนเงินและกู้เงินไม่ได้ วอนให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ยื่นมือเข้าช่วยและเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาให้เด็ดขาด ภายใน 15 วัน

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วย นายเสน่ห์ สภาพันธ์ ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายณรงค์พล พัฒนศรี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 และเจ้าหน้าที่สำนักนายทะเบียนและกฎหมาย กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ประชุมเพื่อรับฟังปัญหาและรับหนังสือร้องเรียนจาก นายกิ่งแก้ว โยมเมือง หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย กลุ่มธรรมาภิบาล ซึ่งได้นำตัวแทนสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด กว่า 30 คน เข้าพบ เพื่อขอให้กรมส่งเสริมสหกรณ์

เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาของสหกรณ์จากกรณีที่อดีตคณะกรรมการสหกรณ์ปล่อยเงินกู้ให้กับลูกหนี้ 6 ราย ตั้งแต่ ปี 2555 จำนวน 199 สัญญา วงเงิน 2,000 ล้านบาท โดยไม่มีหลักทรัพย์มาค้ำประกัน และเป็นการอนุมัติวงเงินกู้ที่ขัดต่อระเบียบของสหกรณ์ ส่งผลทำให้ปัจจุบันนี้สหกรณ์ขาดสภาพคล่อง และกระทบกับสมาชิกสหกรณ์ไม่สามารถถอนเงินฝากและขอกู้เงินจากสหกรณ์ได้ ดังนั้น ตัวแทนสมาชิกจึงได้รวมตัวกันเดินทางมายื่นหนังสือเรียกร้องให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เข้ามาช่วยเหลือในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลสหกรณ์ เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ภายใน 15 วัน เนื่องจากเกรงว่าสหกรณ์จะประสบปัญหาการขาดทุนสะสมอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งขอให้ปลดคณะกรรมการสหกรณ์ชุดปัจจุบัน จำนวน 8 คน เนื่องจากเคยเป็นกรรมการ ในชุดที่ 7-10 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการอนุมัติเงินกู้ดังกล่าว และขอให้ใช้อำนาจนายทะเบียนแต่งตั้งคณะกรรมการสหกรณ์ชั่วคราวเข้ามาบริหารสหกรณ์ เพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้

รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ และที่ผ่านมาได้สั่งการให้สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 ลงไปตรวจสอบและติดตามแก้ไขปัญหานี้อย่างใกล้ชิด เบื้องต้นพบว่า อดีตประธานสหกรณ์กับพวกได้มีการปลอมแปลงเอกสารรายงานการประชุมคณะกรรมการสหกรณ์ชุดที่ 7 ครั้งที่ 3 เพื่อให้มีการอนุมัติเงินกู้เพื่อนำไปจัดซื้อที่ดิน และยังได้ปลอมแปลงมติที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ ทำให้มีการอนุมัติเงินกู้นำเงินออกไปจากสหกรณ์ ตั้งแต่ ปี 2555 จึงได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเพื่อหาเอกสารรายงานการประชุมฉบับจริงว่า ในการประชุมคณะกรรมการสหกรณ์ชุดที่ 7 ได้มีการพูดถึงการอนุมัติเงินกู้หรือไม่ ซึ่งสามารถนำมาเป็นหลักฐานในการพิสูจน์ว่ามีการปลอมแปลงเอกสารจริง และยังมีพยานบุคคลที่อยู่ในที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ที่สามารถยืนยันได้ว่าที่ประชุมคณะกรรมการฯ ในครั้งนั้นไม่ได้มีการอนุมัติเงินกู้ดังกล่าว ก็สามารถนำมายื่นประกอบการพิจารณาดำเนินคดีได้

นอกจากนี้ ในข้อร้องเรียนของสมาชิกสหกรณ์ขอให้ประสานกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เนื่องจากต้องการติดตามเงินกู้ที่ลูกหนี้ 6 คน ได้กู้ไปว่านำเงินไปใช้ดำเนินการในเรื่องใดบ้าง และรั่วไหลไปยังบุคคลภายนอกหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ทางตัวแทนสมาชิกสหกรณ์ส่วนหนึ่งได้ไปยื่นหนังสือร้องทุกข์ไว้กับทาง ปปง. แล้ว และขอให้กรมได้ติดตามความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าว พร้อมกันนี้ยังได้เรียกร้องให้ ดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษด้วย ซึ่งขณะนี้ ดีเอสไอ ได้เข้ามาสอบข้อเท็จจริงจากผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 ไปเรียบร้อยแล้ว

“กรมได้ติดตามและช่วยบรรเทาปัญหามาโดยลำดับ เหลืออีกเรื่องเดียวคือ การปลดกรรมการฯ ก็จะเร่งรัดดำเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรม แต่ในการใช้อำนาจนายทะเบียนสหกรณ์สั่งปลดกรรมการสหกรณ์ฯจะต้องมีพยานหลักฐานเพียงพอว่ากระทำการให้สหกรณ์เกิดความเสียหายจึงจะสามารถสั่งให้พ้นจากตำแหน่งได้ หากข้อมูลหรือหลักฐานยังไม่เพียงพอก็ต้องหาเพิ่มเติม และเมื่อได้มีการสั่งปลดกรรมการสหกรณ์ชุดปัจจุบันแล้ว ต้องมีการหารือถึงการตั้งคณะกรรมการชั่วคราวเข้ามาบริหารงานสหกรณ์ให้สามารถผ่านพ้นช่วงวิกฤตินี้ไป ซึ่งหน่วยงานกำกับดูแลสหกรณ์แห่งนั้นจะเป็นผู้เสนอว่า เห็นควรให้ใครมาเป็นคณะกรรมการบริหารสหกรณ์ชั่วคราว โดยต้องเสนอผ่านทางผู้ตรวจราชการกรมเห็นชอบในการแต่งตั้งคณะกรรมการชั่วคราวมาบริหารงานสหกรณ์ในระยะเวลาสั้นๆ ไม่เกิน 180 วัน และดำเนินการจัดประชุมใหญ่ เพื่อให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการสหกรณ์ชุดปกติเข้ามาบริหารงานต่อ” รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ ในวันที่ 23 มีนาคมนี้ ทางสหกรณ์จะจัดทำแผนฟื้นฟูฯ เพื่อเจรจากับสหกรณ์เจ้าหนี้ที่มาฝากเงินไว้กับสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด เพื่อเจรจาขอลดดอกเบี้ยและยืดอายุการผ่อนชำระหนี้คืนให้กับเจ้าหนี้ เพื่อเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของสหกรณ์ลง และหากสหกรณ์เจ้าหนี้ยังมีความมั่นใจในสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด จะถอนแค่ดอกเบี้ยแต่ยังคงเงินต้นไว้ และทยอยส่งชำระคืน ก็คาดว่าจะสามารถพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันและสามารถผ่านพ้นในช่วงวิกฤตินี้ไปได้ในที่สุด

นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ฯ สำรวจจำนวนสมาชิกที่ไม่สามารถถอนเงิน หรือกู้เงินจากสหกรณ์ได้ มีอยู่จำนวนเท่าไร และจะมีแผนในการบริหารจัดการและดูแลเยียวยาสมาชิกอย่างไร ซึ่งในเบื้องต้นสมาชิกที่ต้องการมาขอกู้เงิน ขอกู้เปลี่ยนสัญญาหรือขอถอนเงินจากสหกรณ์นั้น ในเบื้องต้นอาจให้กู้ได้แค่ฉุกเฉิน เพราะจากข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 รายงานว่าในแต่ละเดือนสหกรณ์จะได้รับเงินชำระหนี้จากสมาชิกทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย เดือนละ 50 ล้านบาท ซึ่งทางสหกรณ์จะนำไปชำระหนี้ให้กับสหกรณ์เจ้าหนี้ทั้งดอกเบี้ยและเงินกู้ เดือนละ 30 ล้านบาท ยังมีเงินเหลือไว้บริหารในสหกรณ์อีก 18-20 ล้านบาท ที่สามารถให้สมาชิกมาถอนเงินหรือกู้เงินจากสหกรณ์ได้ ส่วนปัญหาเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการในขณะนี้คือ การทำความเข้าใจกับสมาชิกสหกรณ์ที่มีอยู่กว่า 6,000 คน ให้คลายความวิตกกังวล ซึ่งขณะนี้เป็นห่วงสภาพจิตใจของสมาชิก เกรงจะเสียขวัญกำลังใจ จึงอยากให้ทุกฝ่ายได้หันมาร่วมกันแก้ไขปัญหาสหกรณ์ให้ผ่านพ้นไปได้อย่างลุล่วง โดยจะต้องเรียกความเชื่อมั่นจากสมาชิกและสร้างเสถียรภาพของสหกรณ์ให้กลับคืนมาโดยเร็ว

“ปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดจากการขาดหลักธรรมาภิบาลของอดีตผู้บริหารสหกรณ์ ที่ดำเนินการไปโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับมวลสมาชิก ว่าจะได้รับความเดือดร้อนจากผลของการกระทำของตนเอง จึงขอย้ำกับสมาชิกสหกรณ์ทุกสหกรณ์ ให้มีการติดตามตรวจสอบว่าผู้บริหารสหกรณ์ของตนเองว่า เขาบริหารสหกรณ์อย่างไร ใช้จ่ายเงินของสหกรณ์อย่างฟุ่มเฟือยหรือไม่ มีการปล่อยเงินกู้หรือนำเงินไปลงทุนที่มีความเสี่ยงหรือไม่ อย่าปล่อยให้ผ่านไปและรอรับเพียงเงินปันผลปีละครั้ง ซึ่งการที่สมาชิกรับเงินปันผลทุกปี แต่ไม่รู้เลยว่าคณะกรรมการของสหกรณ์มีการทุจริตเงินสหกรณ์ไปใช้ส่วนตัว ก็เป็นการทำร้ายสหกรณ์และจะส่งผลทำให้สหกรณ์นั้นเกิดความเสียหาย อาจถึงขั้นล้มละลายได้ในที่สุด” รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

อาหารไทยส่วนใหญ่มักมีกระเทียมเป็นส่วนประกอบ เช่น น้ำพริกต่างๆ หมูทอดกระเทียมพริกไทย ผัดผักไฟแดง นอกจากนี้ เรายังนิยมใส่กระเทียมเจียวเพื่อเพิ่มความหอมแก่อาหาร เมื่อเราเคี้ยวกระเทียมจะทำให้เกิดกรดอะมิโน ชื่อ แอลลิซิน ซึ่งเมื่อเจอกับแบคทีเรียในช่องปากจะก่อให้เกิดสารประกอบซัลเฟอร์ที่ระเหยได้ ได้แก่ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ มีเทนเอทิออล แอลลิลเมอแคปแทน แอลลิลเมทิลซัลไฟด์ แอลลิลไดซัลไฟด์

จากการศึกษาโดยวัดปริมาณสารประกอบซัลเฟอร์ที่ระเหยได้ด้วยเครื่องฮาลิมิเตอร์ พบว่า กระเทียมทำให้เกิดปริมาณสารประกอบซัลเฟอร์ที่ระเหยได้เพิ่มขึ้นถึง 22 เท่า และคงอยู่นานกว่า 45 นาทีจึงจะกลับสู่ภาวะปกติ

นึกภาพว่า เราอยู่ในงานเลี้ยงและรับประทานอาหารที่มีกระเทียมเป็นส่วนประกอบ รู้ตัวว่าเกิดภาวะกลิ่นปากเหม็นชั่วคราวอยู่ แต่จำเป็นต้องพบปะพูดคุยกับคู่สนทนา คงไม่สะดวกที่จะลุกไปแปรงฟัน บ้วนปาก หรือใช้ผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นปาก หรืออาจไม่ได้เตรียมอุปกรณ์เหล่านี้มา

เราสามารถหาวิธีง่ายๆ ที่กระทำได้ระหว่างร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกับผู้อื่น โดยการดื่มน้ำ เคี้ยวผักหรือผลไม้ที่มีเส้นใย เช่น แตงกวา ฝรั่ง ซึ่งอาหารเหล่านี้หาได้ง่าย และมักมีการจัดวางไว้เสมอบนโต๊ะอาหาร

จากการศึกษาเปรียบเทียบถึงประสิทธิภาพระหว่างการดื่มน้ำ การเคี้ยวฝรั่ง และการเคี้ยวแตงกวา ในการลดภาวะกลิ่นปากเหม็นชั่วคราวที่เกิดขึ้นภายหลังจากการรับประทานกระเทียม โดยให้กลุ่มตัวอย่างเคี้ยวกระเทียมกลั้วให้ทั่วช่องปากเป็นเวลา 1 นาที แล้วกลืน จากนั้นกลุ่มที่ 1 หุบปากไว้เฉยๆ กลุ่มที่ 2 ให้ดื่มน้ำเปล่า 1 แก้ว กลุ่มที่ 3 ให้เคี้ยวฝรั่ง 2 ชิ้น และ กลุ่มที่ 4 ให้เคี้ยวแตงกวา 1 ผล เปรียบเทียบปริมาณสารประกอบซัลเฟอร์ที่ระเหยได้ที่เพิ่มขึ้นระหว่าง 4 กลุ่มการทดลอง พบว่า การดื่มน้ำ เคี้ยวฝรั่ง และเคี้ยวแตงกวา มีปริมาณสารประกอบซัลเฟอร์ที่ระเหยได้น้อยกว่ากลุ่มที่หุบปากไว้เฉยๆ ร้อยละ 41.54, 49.04 และ 47.57 ตามลำดับ และน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

จากการศึกษาพบว่า เราสามารถลดความรุนแรงของกลิ่นกระเทียมได้ด้วยการดื่มน้ำ หรือเคี้ยวฝรั่ง 2 ชิ้น และเคี้ยวแตงกวา 1 ผล ซึ่งที่กำหนดปริมาณเท่านี้เนื่องจากเป็นปริมาณที่กลุ่มตัวอย่างสามารถเคี้ยวได้หมดภายใน 1 นาที ในทางปฏิบัติ หากเราต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการลดกลิ่นกระเทียมอาจทำโดยการดื่มน้ำ ร่วมกับการเคี้ยวผักหรือผลไม้ที่มีเส้นใยในปริมาณที่มากขึ้น หรือใช้เวลาในการเคี้ยวนานขึ้นเพื่อให้เส้นใยในผัก ผลไม้ได้ทำความสะอาดผิวฟัน เพิ่มอัตราการไหลของน้ำลายเพื่อ ชะล้างกลิ่น ซึ่งเป็นการกระทำที่แยบคายในการลดภาวะกลิ่นปากเหม็นชั่วคราวขณะเข้าสังคม

วงเสวนาถกปัญหาขายเหล้าให้เด็ก พบ 99% ซื้อเหล้า-เบียร์ได้สำเร็จ น่าห่วงเพียง 6 ขวบซื้อเหล้าได้ ไม่สนแม้มีกฎหมายควบคุม แนะคุมเข้มเทศกาลสงกรานต์กินดื่มเสรี ยอดอุบัติเหตุบาดเจ็บ-เสียชีวิตพุ่งทุกปี

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม ในเวทีเสวนา “ปัญหาขายเหล้าให้เด็ก ผลกระทบและการบังคับใช้กฎหมาย” จัดโดย เครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ เครือข่ายมหาวิทยาลัยปลอดเหล้า เครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา เครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ เครือข่ายองค์กรงดเหล้า โดย นพ. บัณฑิต ศรไพศาล รอง ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ปัญหาการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเด็กและเยาวชนไทยยังน่าเป็นห่วง จากรายงานศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ที่ทดสอบให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี ซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านค้า 417 ร้านใน 4 จังหวัด พบว่า ร้อยละ 99 สามารถซื้อได้สำเร็จ ทั้งที่เป็นการจำหน่ายที่ผิดกฎหมาย สอดคล้องกับข้อมูลของเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ ยังพบเห็นการใช้ให้เด็กอายุเพียง 6 ขวบไปซื้อเหล้า-เบียร์ในร้านค้าได้

“การจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับเยาวชนยังเป็นปัญหาใหญ่ ทุกภาคส่วนคงต้องช่วยกัน ภาคธุรกิจควรต้องมีจิตสำนึกปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับเยาวชน ภาครัฐต้องบังคับใช้กฎหมายให้จริงจังมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะมาถึงนี้ เยาวชนจะฉลองด้วยการดื่มมากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุเมาแล้วขับ” นพ. บัณฑิต กล่าว

นพ. นิพนธ์ ชินานนท์เวช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (สคอ.) กล่าวว่า การจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับเยาวชน แม้จะมีกฎหมายควบคุมแล้ว แต่ยังไม่เห็นผลเท่าที่ควร ฝากถึงผู้ประกอบการ อยากให้คำนึงถึงสิ่งที่ตามมา อย่าโหมการตลาด อย่าหวังแต่กำไร และไม่อยากให้มองว่ากฎหมายควบคุมมีบทลงโทษน้อยแล้วจะขายให้ใครก็ได้ ยิ่งใกล้เทศกาลสงกรานต์ เป็นช่วงที่ขายแอลกอฮอล์แล้วได้กำไรมาก จึงไม่สนใจทำตามกฎหมาย และมักพบปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ เมาแล้วขับทำให้เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งทุกปี

พ.ต.อ. ฤทธินันท์ ปุ้ยพันธวงศ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า ไม่ใช่ร้านค้าอย่างเดียวที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับเด็กเยาวชน แต่ซุ้มตามงานเทศกาลต่างๆ ได้แอบขายแอลกอฮอล์ให้กับเยาวชนด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขายแอลกอฮอล์ให้กับเด็กเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 20 ปี โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ ตำรวจจึงร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกตรวจตามหมู่บ้าน และจุดเสี่ยง เพื่อรณรงค์สร้างความตระหนักในเรื่องนี้ ส่วนช่วงเวลาปกติจะมีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตามร้านค้าทั่วไปใกล้กับสถานศึกษา เพื่อตรวจสอบว่ามีการขายเหล้าให้กับเด็ก เยาวชน นักศึกษาหรือไม่ ช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ต้องเข้มงวดเป็นพิเศษ โดยได้ตั้งจุดตรวจเพิ่มขึ้นทั้งถนนสายหลักและถนนสายรอง

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม ที่กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นายสมชัย มาเสถียร รองปลัด ทส. พร้อม นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดี สส.ลงนามความร่วมมือกับ ศ.นพ. สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เรื่อง “การวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและขับเคลื่อนไปสู่การใช้ประโยชน์ระหว่าง สส.-สกว.” และเปิดตัวโครงการ “การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับเยาวชนเพื่อนำไปสู่การสร้างเครือข่ายพลังเยาวชนตระหนักรู้”

นายสมชัย กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือครั้งนี้ทั้ง 2 องค์กรมีเป้าหมายจะร่วมกัน พัฒนางานวิจัย นักวิจัย ระบบวิจัย และขับเคลื่อนการนำผลวิจัยไปใช้ประโยชน์ เพื่อเสริมพลังรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในด้านการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ เพื่อนำไปสู่การสร้างเครือข่ายพลังเยาวชนตระหนักรู้ เยาวชนที่เข้ามาร่วมโครงการจะได้รับโอกาสในการเข้าร่วมในค่ายอบรมเสริมความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม มีการดูงาน มีการฝึกพัฒนาโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ตลอดจนการพัฒนาตนเองเสริมทักษะการสื่อสารสร้างเสริมความเป็นผู้นำเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง เยาวชนที่ผ่านกระบวนการวิจัยเพื่อการเสริมสร้างศักยภาพนี้จะสามารถพัฒนาตนเองเพื่อขับเคลื่อนประเด็นสิ่งแวดล้อมตามความสนใจของตนเองในระดับต่างๆ อีกทั้งจะมีโอกาสที่จะได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนเยาวชนไปร่วมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP24 ที่ประเทศโปแลนด์อีกด้วย นิสิตนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่มีความสนใจขับเคลื่อนประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมประสงค์จะสมัครเข้าร่วมโครงการ วายเท็น (YTEn) สามารถสมัครได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2561

นายฉัตรชัย ศิริไล กก.ผจก.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการรองรับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ธอส. เตรียม 3,000 ล้านบาท จัดทำผลิตภัณฑ์ใหม่ “สินเชื่อบ้านบุพเพสันนิวาส” ดอกเบี้ย 10 ปีแรก คงที่ 3.99% ต่อปี ปีที่ 11 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ กรณีสวัสดิการ อัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% ต่อปี กรณีลูกค้ารายย่อย เท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี กรณีกู้ซื้ออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR

สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้น ให้กู้เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ซื้อที่ดินเปล่า ที่เป็นทรัพย์ NPA ของ ธอส. และซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกในการอยู่อาศัยพร้อมกับกู้เพื่อซื้อ ให้ผ่อนชำระได้นานสูงสุดถึงอายุ 75 ปี (เฉพาะผู้ที่ประกอบอาชีพตามที่ธนาคารกำหนด) ยื่นคำขอกู้ได้ตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย.นี้ และสิ้นสุดระยะเวลาทำนิติกรรมเมื่อสินเชื่อเต็มกรอบวงเงินโครงการตามที่ธนาคารกำหนด

“สินเชื่อบ้านบุพเพสันนิวาส ถือเป็นดอกเบี้ยคงที่ ยาวนานที่สุดในปัจจุบัน ตลอดเวลา 10 ปีแรก ลูกค้าจะไม่มีภาระค่าใช้จ่ายในการผ่อนชำระบ้านเพิ่มขึ้น จึงสามารถวางแผนการใช้จ่ายเงินได้สะดวกยิ่งขึ้น กรณีกู้ 1 ล้านบาท เงินงวด 10 ปีแรก จะอยู่ที่ 4,900 บาทเท่านั้น”

เมื่อ 22 มี.ค. เอพีรายงานว่า บรรดาผู้ประกอบการในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ค้าปลีกด้านอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงธุรกิจอื่นๆ ส่งออกอีกมากมาย พากันหวาดหวั่นใจ ว่าจะต้องถูกทางการจีนตอบโต้อย่างรุนแรง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา ลงนามในคำสั่งใช้มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจต่อจีน พร้อมกล่าวหาว่าจีนขโมยเทคโนโลยีของสหรัฐไปใช้ ต่อเนื่องจากที่นายทรัมป์เพิ่งใช้มาตรการตั้งกำแพงภาษีสินค้าวัสดุโลหะที่เชื่อว่าเล็งไล่บี้จีน แต่มีผลถึงสหภาพยุโรปและแคนาดา พันธมิตรการค้าของสหรัฐ

นายรัช ชาห์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า การลงนามของนายทรัมป์เป็นการประกาศมาตรการตอบโต้จีน หลังรับทราบผลการสืบสวนความพยายามของรัฐบาลจีนในการบิดเบือนตลาดการค้าเพื่อบีบบังคับ และฉกฉวยโอกาสขโมยเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาจากสหรัฐไปใช้ สำหรับผลของการลงนามดังกล่าวจะเพิ่มระเบียบอันเข้มงวดต่อการลงทุนของจีน และก่อให้เกิดการจัดเก็บภาษีสินค้าจากจีนมูลค่าถึง 1.86 ล้านล้านบาท

ด้านกระทรวงพาณิชย์ของจีน ออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันควันว่า จะดำเนินมาตรการตอบโต้สหรัฐ และจะไม่ยอมนิ่งเฉยให้สิทธิประโยชน์ของจีนโดนบ่อนทำลาย ซึ่งก่อนหน้านั้นนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีนเคยกล่าวเตือนสหรัฐแล้วว่าอย่าได้ใช้อารมณ์ในเรื่องนโยบายการค้าระหว่างประเทศ และควรหลีกเลี่ยงสงครามการค้า

นอกจากนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมของสหรัฐยื่นจดหมายถึงประธานาธิบดีทรัมป์ขอให้ทบทวนการใช้มาตรการที่จะก่อให้เกิดการตอบโต้ทางลบที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ และยั่วยุให้เกิดการเอาคืนหรือแก้แค้น แต่เชื่อว่านายทรัมป์ไม่ยอมถอย เพราะหาเสียงไว้ว่าจะแก้ไขภาวะขาดดุลการค้า หลังปี 2560 ที่ขาดดุลไป 17 ล้านล้านบาท

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) ได้จับมือกับ “กระทรวง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” เปิดตัวโครงการ “หมู่บ้านวิทย์ฯ…แนวคิดศาสตร์พระราชา” เพื่อ สร้างต้นแบบหมู่บ้านแห่งอนาคต รองรับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเชื่อมต่อกันสู่อนาคต “Thailand 4.0”

วัตถุประสงค์ของโครงการ ก็เพื่อผลักดันหมู่บ้านให้เป็น “หมู่บ้านวิทย์” เพื่อให้เป็น “หมู่บ้านต้นแบบ” ในการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ในการสร้างงาน สร้างเงิน และยกระดับคุณภาพชีวิต และนำความรู้ที่ได้ไปขยายผลในหมู่บ้านอื่นๆ เพื่อให้เกิดการพัฒนาทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมชนบท เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต และเกิดศักยภาพความเข้มแข็งของประชาชนในหมู่บ้านและชุมชนเมือง (ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม)

โครงการนี้ สำนักส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำงานประสานกับกองทุนหมู่บ้านอย่างใกล้ชิด โดยมีแนวทางดำเนินการ ดังนี้ 1. คัดเลือกพื้นที่หมู่บ้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมลงฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ 2. คัดเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขัน และพึ่งพาตนเองได้ 3. พัฒนาศักยภาพของแต่ละพื้นที่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในด้านการบริหารจัดการด้านต่างๆ การพัฒนาโมเดลทางธุรกิจ การสร้างเครือข่ายและการสร้างหมู่บ้านลูกข่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อให้เป็น “หมู่บ้านแม่ข่าย” วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มีขีดความสามารถ มีการพัฒนาตนเองได้อย่างยั่งยืนและเป็นตัวอย่างของหมู่บ้านที่ประสบผลสำเร็จ 4. บริหารจัดการงบประมาณสู่เครือข่าย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ 5. จัดประชุมคณะกรรมการอำนวยการโครงการ และคณะทำงานอื่นที่มีการแต่งตั้งขึ้น

เป้าหมายสำคัญของโครงการ “หมู่บ้านวิทย์ฯ…แนวคิดศาสตร์พระราชา” จะทำให้ประชาชนในท้องถิ่นได้เรียนรู้ พัฒนาและใช้ประโยชน์ได้มาก ในปีแรกจะสร้างเสริมหมู่บ้านแม่ข่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จำนวน 89 แห่ง ในระยะเวลา 3 ปี คาดว่าจะมีผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจำนวนไม่น้อยกว่า 5,000 คน/ปี พัฒนาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อเข้าสู่ตลาดประชารัฐ 200 ผลิตภัณฑ์/ปี และมี หมู่บ้านที่ขยายผลไม่น้อยกว่า 40 หมู่บ้าน/ปี

โครงการ “หมู่บ้านวิทย์ฯ…แนวคิดศาสตร์พระราชา” จึงเป็นอีกหนึ่งพลังขับเคลื่อนในการลดความเหลื่อมล้ำ กระจายโอกาสสู่ประชาชนฐานราก สร้างหมู่บ้านและชุมชนเข้มแข็ง จึงเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศเข้มแข็งและยั่งยืนได้แท้จริง ทั้งเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาล ที่ 9 ผู้ทรงคิดและริเริ่ม “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ที่เผยแพร่ไปทั่วโลก

โครงการนี้ จึงเป็นการตอกย้ำด้วยการต้องลงมือทำและก้าวไปพร้อมๆ กัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพื่อการสร้างชุมชนหรือหมู่บ้านเข้มแข็ง ซึ่งสามารถจะอยู่ได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน ครับผม!

เมื่อ 22 มี.ค. เอเอฟพีรายงาน กระแสความหวาดวิตกของผู้เชี่ยวชาญ สิ่งแวดล้อมในประเทศญี่ปุ่น หลังพบการระบาดของด้วงหนวดยาวคอแดง ซึ่งปกติอาศัยอยู่ตามต้นเชอร์รี่ และต้นพลับ มีถิ่นอยู่ในจีน ภาคเหนือของเวียดนาม ไต้หวัน และคาบสมุทรเกาหลี โผล่เข้าไปในญี่ปุ่นด้วยฝีมือมนุษย์ และกินดอกซากุระ เป็นอาหารหลัก จนทำให้บางกรณีถึงขั้นทำให้ต้นซากุระตาย

นางสาวเอตสึโกะ โชดะ คางายะ นักวิจัยจากศูนย์วิจัยป่าไม้และผลิตผลทางการเกษตรญี่ปุ่นกล่าวเตือนว่า หากนิ่งเฉยและปล่อยให้ระบาดต่อไป สถานการณ์อาจร้ายแรงถึงขั้นที่ญี่ปุ่นอาจไม่สามารถมีเทศกาลชมดอกซากุระบาน หรือฮานะมิ ได้อีกต่อไป เพราะไม่มีต้นซากุระเหลือ

“อุตตม” ปลื้มสตาร์ตอัพญี่ปุ่นเลือกไทยเป็นฮับนวัตกรรม เล็งถก 3 กระทรวง – บีโอไอจัดแพ็กเกจรอบด้านหนุนลงทุนหวังเกิดได้ภายในไตรมาส 2 ปีนี้ ทูตญี่ปุ่นเผย 60 บ. เตรียมติว 4.0 ให้เอสเอ็มอี เผย รมว.เมติเยือนไทยพฤษภาคมนี้

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับ นาย ชิโร ซะโดะชิมะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เพื่อติดตามความคืบหน้าความร่วมมือระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ที่กระทรวงอุตสาหกรรม ว่า เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ได้เสนอโครงการ โอเพน อินโนเวชั่น โคลัมบัส เพื่อให้ไทยเป็นนิว อินโนเวชั่น ฮับ สำหรับสตาร์ตอัพ ญี่ปุ่น ถือเป็นโครงการใหม่ล่าสุดที่ญี่ปุ่นเสนอต่อไทย ดังนั้นเร็วๆ นี้ กระทรวงจะหารือกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และตัวแทนจากญี่ปุ่นเพื่อจัดทำรายละเอียดในการพัฒนาสตาร์ตอัพของ 2 ประเทศ ขณะเดียวกันจะพิจารณาแนวทางส่งเสริมให้ครอบคลุมมากขึ้น จากปัจจุบันมีเงินทุนสนับสนุนจากกระทรวง และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) อยู่แล้ว โดยสตาร์ตอัพของไทยที่เข้าร่วมจะมีประมาณ 30 บริษัท ส่วนของญี่ปุ่นจะมีการสรุปตัวเลขอีกครั้ง