โดยการจัดงานครั้งนี้ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกัน

เนรมิตพื้นที่บริเวณสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ให้เป็นพื้นที่การจัดงานที่มีทั้งมหกรรมความรู้ ความบันเทิงที่ยิ่งใหญ่ โดยภายในงานมีการจัดนิทรรศการให้ความรู้เรื่องกัญชาสายพันธุ์ต่างๆ ทั้งสายพันธุ์ไทยและต่างประเทศ, การเสวนาวิธีการปลูกกัญชาเพื่อเป็นพืชเศรษฐกิจ, ลงทะเบียนและรับรักษาผู้ป่วยโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย, นิทรรศการอาหารสมุนไพรรักษาโรค, บูธขายสินค้าสมุนไพรไทยและสินค้าเพื่อสุขภาพ พร้อมทั้งมีคอนเสิร์ตจากศิลปินชั้นนำมาร่วมให้ความบันเทิง อาทิ DJ Paul แห่งวง Three 6 mafia, YUNG LEAN, โจอี้บอย, ไททาเนียม, Twopee Southside, ฟักกลิ้ง ฮีโร่, ทีโบน, บุดดาเบลส, YOUNGOHM, JOB 2 DO, ซูซู,ช.อ้น ณ บางช้าง, Phum Viphurit ฯลฯ โดยคาดว่าจะมีผู้ร่วมงานจากทั่วโลกเดินทางมาร่วมงานครั้งนี้มากกว่า 150,000 คน สามารถติดตามรายละเอียดการจัดงานได้ที่เฟซบุ๊ก พรรคผ่อน Party Party

ศ.นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มอบรางวัล Gold Award และโล่รางวัล Thailand Research Expo 2019 Award ถ้วยรางวัลจากนายกรัฐมนตรี ให้แก่ ดร. อาภารัตน์ มหาขันธ์ รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน ในฐานะผู้แทนสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จากการส่งผลงานวิจัยและพัฒนาใช้ได้จริงของศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ วว. “เกษตรสมัยใหม่ เพื่อประเทศไทยยั่งยืน : Modern Agriculture for National Sustainability” เข้าร่วมประกวดบูธนิทรรศการที่นำเสนอผลงานวิจัยได้อย่างมีความโดดเด่นและมีคุณภาพ เนื่องในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2562 (Thailand Research Expo 2019) ซึ่ง วช. จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 7-10 เมษายน 2562 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ โดยมีหน่วยงานเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการจำนวน …. แห่ง

อนึ่ง ผลงานวิจัย วว. ได้รับรางวัลฯ จากเวทีนี้ จำนวน 6 ครั้ง ดังนี้ 1. รางวัล Gold Award จำนวน 4 ครั้ง ในปี 2554 ผลงานด้านสาหร่าย ปี 2555 ผลงานเพิ่มมูลค่าผลผลิตการเกษตรครบวงจร ปี 2560 ผลงานจัดการขยะชุมชนด้วย วทน. และปี 2562 ผลงานเกษตรสมัยใหม่เพื่อประเทศไทยยั่งยืน 2. รางวัล Silver Award จำนวน 2 ครั้ง ในปี 2553 ผลงานแปรรูปสมุนไพร/ผลผลิตการเกษตรสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ และปี 2561 ผลงานเพิ่มมูลค่ายางพาราด้วย วทน.

ผลงานวิจัยพัฒนานวัตกรรม “เกษตรสมัยใหม่ เพื่อประเทศไทยยั่งยืน : Modern Agriculture for National Sustainability” สามารถตอบโจทย์และช่วยแก้ปัญหาให้แก่เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการโอท็อป SMEs Startup และภาคอุตสาหกรรม ในการเพิ่มผลผลิต ลดการใช้แรงงาน เพิ่มศักยภาพการแข่งขันอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย

เกษตรสมัยใหม่ เพื่อสังคมเมือง ได้แก่ ระบบควบคุมอัตโนมัติสำหรับโรงเรือนปลูกผักด้วยน้ำ ภายใต้การสนับสนุนการวิจัยจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ออกแบบระบบควบคุมอัตโนมัติผ่านเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตของทุกสิ่ง (Internet of Things : IoTs) ในการติดตามสภาพแวดล้อมการเจริญเติบโตของผักในโรงเรือนปลูกผักด้วยน้ำผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน เท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ นำไปใช้งานที่บริษัทอินดัสเตรียลออโตเมชั่น แอนด์ อินโนเวชั่น จำกัด จังหวัดนนทบุรี

เกษตรสมัยใหม่ เพื่ออุตสาหกรรมไทย ได้แก่ ระบบสุ่มตัวอย่างวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์แบบ Gantry Robot ชนิดควบคุมอัตโนมัติ ใช้สุ่มตรวจคุณภาพวัตถุดิบในกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ประหยัดเวลาและลดแรงงานในการผลิตอาหารสัตว์ นำไปใช้งานที่บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหารจำกัด (มหาชน) ณ โรงงานจังหวัดนครราชสีมา ลำพูน พิษณุโลก ขอนแก่น ลพบุรี ราชบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ชลบุรี สงขลา และที่บริษัททรัพย์สถาพร จำกัด ณ โรงานจังหวัดลพบุรี และพระนครศรีอยุธยา

เกษตรสมัยใหม่ เพื่อการส่งออกเมล็ดกาแฟอินทรีย์คุณภาพสูง ได้แก่ เครื่องคัดแยกกาแฟเชอรี่สด (Coffee Cherries Sorting Machine) มีกำลังการผลิต 50 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง เครื่องคัดแยกขนาดเมล็ดสารกาแฟ (Coffee Bean Separator Machine) มีกำลังการผลิต 100 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง นำไปใช้งานที่ไร่กาแฟอินทรีย์รักษาป่า ‘มีวนา’ บ้านขุนลาว ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย

เกษตรสมัยใหม่ เพิ่มมูลค่ายางพาราเพื่อการส่งออก ได้แก่ เครื่องชุบถุงมือผ้าเคลือบยางกึ่งอัตโนมัติ นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าผลผลิตยางพารา มีกำลังการผลิต 3,000 คู่ ต่อวัน นำไปใช้งานที่กลุ่มชาวสวนยางบ้านในสวน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผลิตและจำหน่ายถุงมือผ้าเคลือบยางทั้งในและต่างประเทศ เช่น อิสราเอล

เกษตรสมัยใหม่ เพิ่มรายได้ ลดแรงงาน ได้แก่ เครื่องแยกทะลายปาล์มอัตโนมัติ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ใช้งานได้ง่าย สะดวก และมีประสิทธิภาพสูง ลดการนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศ นำไปใช้งานที่สหกรณ์กองทุนสวนยางโมถ่ายจำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี

กรุงเทพฯ 10 เมษายน 2562 – ปัจจุบัน ทั่วโลกกำลังมีการเปลี่ยนแปลงด้านการดูแลสุขภาพในรูปแบบใหม่อย่างรวดเร็ว โดยมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาสนับสนุนเพื่อเพิ่มมาตรฐานในการบริการเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั่วไป ผู้ให้บริการด้านสุขภาพทั่วโลกต่างพยายามก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ส่วนใหญ่มุ่งเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานด้านการสนับสนุนและปรับปรุงการด้านธุรกรรม โดยไม่ได้มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงการทำงานที่ต้องติดต่อกับผู้ป่วยโดยตรง

“เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดูแลผู้สูงอายุและการดูแลผู้ป่วยภายหลังการรักษาพยาบาล” คุณณัฐศักดิ์ โรจนพิเชฐ ผู้อำนวยการที่ปรึกษาธุรกิจของเคพีเอ็มจีประเทศไทยกล่าว “การผสมผสานของเทคโนโลยีขั้นสูงสามารถนำมาใช้ได้ในหลายด้านของการดูแลสุขภาพ โดยผ่านการรวบรวมข้อมูลแบบเรียลไทม์จาก ไอโอที (Internet of Things) และอุปกรณ์สำหรับสวมใส่ (wearable devices) เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง (analytic tools) เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความถูกต้องแม่นยำในการใช้ยา และกระบวนการทำงานแบบอัตโนมัติโดยหุ่นยนต์ (Robotic Process Automation) จะสามารถช่วยให้โรงพยาบาลและผู้ให้บริการด้านสุขภาพมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้สูงอายุได้”

การบริหารจัดการธุรกิจในรูปแบบใหม่นี้เป็นสิ่งท้าทายสำหรับองค์กรและผู้นำองค์กรในแง่การเพิ่มผลผลิตและคุณภาพผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างความแตกต่างระหว่างผู้ให้บริการที่ประสบความสำเร็จและผู้ให้บริการที่ไม่ประสบความสำเร็จในทศวรรษหน้า แรงกดดันด้านต้นทุนและความคาดหวังด้านคุณภาพแสดงให้เห็นว่าการไม่ลงมือทำอะไรเลยนั้นไม่ใช่ทางเลือกที่ยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา การคาดหวังในเทคโนโลยีใหม่มักถดถอยลงเนื่องจากต้องเผชิญกับความยุ่งยากของการใช้งานในช่วงแรกซึ่งทำให้ประสิทธิภาพลดลงเนื่องจากอยู่ในขั้นตอนการปรับตัว เรามักเห็นประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีใหม่เมื่อผ่านการใช้งานเป็นเวลาสองปีขึ้นไป เพราะฉะนั้น ภาวะการตกต่ำทางดิจิทัล (digital dip) มักเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้กลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงจำนวนมากถูกลดขนาดลงหรือถูกยกเลิกการใช้งานไปในที่สุด

จากการวิเคราะห์การใช้เทคโนโลยีในธุรกิจการดูแลสุขภาพทั้งในกรณีที่ประสบความสำเร็จและที่ไม่ประสบความสำเร็จ พบว่า การที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น ไม่ใช่แค่การแทนที่ระบบแอนะล็อก (analog) ด้วยระบบดิจิทัล แต่เป็นการวิเคราะห์วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการบริการ และปรับปรุงโครงสร้างการให้บริการ โดยการปรับเปลี่ยนและเรียนรู้จากข้อมูลที่มี

ในรายงาน Digital health: heaven or hell? เคพีเอ็มจีระบุ 7 บทเรียนสำคัญจากผู้ที่ประสบความสำเร็จในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลและสามารถเอาชนะความท้าทายในด้านต่างๆ

การเปลี่ยนแปลงต้องมาก่อน : การเปลี่ยนแปลงเกิดจากมุมมองในการทำงานใหม่ๆ ไม่ใช่เกิดจากตัวเทคโนโลยีเอง เทคโนโลยีต้องเข้ามาสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ในทางกลับกันนี่คือบทเรียนพื้นฐานที่เสริมสร้างทุกสิ่ง
ปัญหาเกิดจากบุคคลไม่ใช่ปัญหาจากเทคโนโลยี : ปัญหาส่วนใหญ่ที่ต้องเผชิญตลอดกระบวนการการเปลี่ยนแปลงคือปัญหาที่เกี่ยวกับบุคคล ไม่ใช่ปัญหาเกิดจากด้านเทคโนโลยี ซึ่งจำเป็นต้องมีผู้นำที่มีประสบการณ์และความสามารถในการจัดการการเปลี่ยนแปลง

การออกแบบระบบ : การออกแบบระบบยังไม่ได้รับความใส่ใจเท่าที่ควร เทคโนโลยีจำเป็นต้องแก้ปัญหาที่ผู้ใช้งานต้องเผชิญ ไม่ว่าผู้ใช้งานนั้นจะเป็นผู้ป่วยหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพก็ตาม ซึ่งจำเป็นต้องออกแบบระบบด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ทั้งในตัวงานและความต้องการของผู้ปฏิบัติงาน
ลงทุนในการวิเคราะห์ข้อมูล : บ่อยครั้งที่มีการลงทุนในระบบดิจิทัลสูง แต่มองข้ามความสามารถในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่รวบรวมมาได้ เลยไม่เห็นผลของการลงทุน

การทำซ้ำและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง : แม้จะมีการออกแบบอย่างระมัดระวัง แต่การทำซ้ำหลายครั้งในการออกแบบระบบนั้นเป็นสิ่งจำเป็น สิ่งนี้คือกระบวนการที่ต่อเนื่องและอาจต้องทำซ้ำหลายรอบ ซึ่งบางทีอาจจะเป็นเรื่องยากลำบาก กว่าระบบจะเริ่มคืนทุน
สนับสนุนการทำงานร่วมกัน : การไม่สามารถแบ่งปันและรวมข้อมูลระหว่างระบบที่ต่างกันเป็นอุปสรรคสำคัญในการใช้เทคโนโลยีในการดูแลสุขภาพให้เกิดประโยชน์สูงสุด วิธีการประสานงานไปจนถึงการกำหนดมาตรฐานการทำงานร่วมกันจะช่วยเร่งให้การปฏิบัติงานดิจิทัลประสบผลสำเร็จ

ระบบการจัดการข้อมูลที่ดีและกระบวนการด้านความปลอดภัยของข้อมูล : การแบ่งปันข้อมูลต้องการการกำกับดูแลข้อมูลและความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่มีภัยคุกคามจากการโจมตีทางไซเบอร์ จำเป็นต้องมีการดำเนินการในระดับประเทศและระดับท้องถิ่นเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถจัดเก็บและแบ่งปันข้อมูลอย่างปลอดภัย

เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูทั่วประเทศขอบคุณ รมว.เกษตรและสหกรณ์ หลัง ครม.อนุมัติแผนใช้จ่ายงบประมาณในการดำเนินงานเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever : ASF) วงเงิน 148,542,900 บาท ในปีงบฯ 2562-2564 เชื่อว่าจะทำให้การป้องกันโรคที่รัดกุมอยู่แล้วสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า ผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศทั้งเกษตรกรรายย่อย รายกลาง และรายใหญ่ ต่างยินดีและขอขอบคุณ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ผลักดันแผนเตรียมความพร้อมรับมือโรค ASF ให้เป็นวาระแห่งชาติได้เป็นผลสำเร็จ และถือว่ามติ ครม. ดังกล่าวนี้ ออกมาได้ทันสถานการณ์ เนื่องจากขณะนี้ใกล้เข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ขณะที่แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่จะกลับสู่ประเทศของตนเอง และเมื่อหลังสงกรานต์ ต้องกลับเข้ามาทำงานยังประเทศไทยใหม่ ก็อาจจะมีโอกาสนำเชื้อก่อโรคนี้เข้ามาได้ ซึ่งการป้องกันและเฝ้าระวังโรคโดยอาศัยกำลังเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ดังนั้น การยกระดับเรื่องนี้ให้เป็นวาระแห่งชาติ จึงช่วยให้รัฐบาลสามารถบูรณาการกับหน่วยงานทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และอื่นๆ ช่วยกันดูแลตามแผนที่กำหนดไว้ได้ดียิ่งขึ้น

“การที่ ครม.มีมติอนุมัติงบประมาณเพื่อรับมือโรค ASF เป็นการช่วยป้องกันความเสี่ยงจากโรคดังกล่าวแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงทั้งประเทศและอุตสาหกรรมสุกรของไทย ที่จะสามารถป้องกันโรคร้ายแรงในสุกรนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ช่วยสร้างความมั่นใจให้ทุกฝ่ายทั้งผู้เลี้ยงสุกรและผู้ผลิตในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ตั้งแต่อุตสาหกรรมแปรรูปสุกร อุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ และเกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์ ซึ่งถือเป็นความใส่ใจของกระทรวงเกษตรฯ ที่ต้องการปกป้องเกษตรกรอย่างถึงที่สุด และเกษตรกรหวังอย่างยิ่งที่จะทำให้ไทยเป็นประเทศที่หลุดพ้นจากวิกฤตการณ์ของโรคนี้” นายสิทธิพันธ์ กล่าว

แม้ว่า ASF ไม่ได้เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน แต่เป็นโรคระบาดร้ายแรงในสุกร ยังไม่มีวัคซีนป้องกันและควบคุมโรค เชื้อโรคทนทานในผลิตภัณฑ์จากสุกรและสิ่งแวดล้อมสูง สุกรที่หายป่วยแล้วจะเป็นพาหะของโรคได้ตลอดชีวิต และสุกรที่ติดเชื้อมีการตายเฉียบพลันเกือบ 100% ซึ่งตามแผนเตรียมความพร้อมรับมือโรค ASF ได้กำหนดมาตรการชดเชยหากต้องทำลายสุกรที่เป็นส่วนสำคัญ เนื่องจากจะทำให้เกษตรกรรายย่อยให้ความร่วมมือในการแจ้งเจ้าหน้าที่ เมื่อเกิดโรคในฟาร์ม เพราะมั่นใจได้ว่าจะไม่ขาดทุน ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็ว เมื่อมีแผนเตรียมความพร้อมรับมือโรคดังกล่าวในระดับชาติแล้ว กรณีเลวร้ายที่สุดอาจเกิดโรคในฟาร์มของเกษตรกรรายย่อยที่อยู่ใกล้ชายแดน แต่เมื่อทุกภาคส่วนร่วมกันดำเนินการตามแผนที่กำหนดไว้ เชื่อว่าจะไม่เกิดการระบาดเป็นวงกว้างอย่างแน่นอน

เมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2562 เวลา 20.00 น. ตามเวลาประเทศไทย มีการแถลงข่าวสำคัญพร้อมกันทั่วโลกภายใต้โครงการความร่วมมือระดับนานาชาติ เปิดเผยภาพ “หลุมดำมวลยวดยิ่ง” (Supermassive Black Hole) บริเวณใจกลางกาแล็กซี M87 (Messier 87) อยู่ห่างจากโลกประมาณ 55 ล้านปีแสง และมีมวลประมาณ 6,500 ล้านเท่า ของมวลดวงอาทิตย์ ผลงานจากกล้องโทรทรรศน์อีเวนต์ฮอไรซัน เครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุช่วงความถี่สูง นับเป็นความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ

ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์ทราบกันดีว่า “หลุมดำ” มีอยู่จริง แต่ยังไม่สามารถบันทึกภาพได้โดยตรง ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์จำลองภาพหลุมดำจากทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ ภาพหลุมดำมวลยวดยิ่งบริเวณใจกลาง กาแล็กซี M87 ที่เราได้เห็นวันนี้ นับเป็นภาพหลุมดำภาพแรกที่บันทึกได้โดยตรง ภาพที่บันทึกได้ ปรากฏเป็นเงาของหลุมดำที่ห่อหุ้มหลุมดำ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 40,000 ล้านกิโลเมตร เงาของหลุมดำนี้ใหญ่กว่าขนาดจริงของหลุมดำประมาณ 2.5 เท่า นับเป็นหลุมดำที่มีขนาดใหญ่และใกล้โลกที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยศึกษามา

กล้องโทรทรรศน์อีเวนต์ฮอไรซัน (Event Horizon Telescope: EHT) เป็นเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุความถี่สูง ช่วง 230-450 GHz จากหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์วิทยุ 8 แห่งทั่วโลก ทำงานร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับสัญญาณและกำลังแยกภาพ ใช้เทคนิคการแทรกสอดระยะไกล (Very Long Baseline Interferometer : VLBI) เมื่อสังเกตการณ์ร่วมกัน จะเสมือนว่ามีกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่มีขนาดหน้าจานเท่ากับเส้นผ่านศูนย์กลางของโลก การใช้เทคนิคการแทรกสอดระยะไกล หรือวีแอลบีไอในครั้งนี้ สังเกตการณ์ ณ ช่วงความถี่ 230 GHz เทียบเท่าความยาวคลื่น 1.3 มิลลิเมตร ทำให้ได้ภาพที่มีความละเอียดเชิงมุมระดับ 20 ไมโครอาร์คเซค ประสิทธิภาพของกล้องเปรียบเสมือนมีความละเอียดเพียงพอที่จะอ่านหนังสือพิมพ์ในนิวยอร์คได้จากร้านกาแฟในปารีส ที่ระยะห่างกว่า 6,000 กิโลเมตร

กล้องโทรทรรศน์วิทยุความถี่สูงของหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์วิทยุ 8 แห่ง ที่ร่วมเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์อีเวนต์ฮอไรซัน ได้แก่ 1. หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์วิทยุแอริโซนา สหรัฐอเมริกา (Arizona Radio Observatory/Submillimeter-wave Astronomy – ARO/SMT) 2. กล้องโทรทรรศน์เอเพ็กซ์ ประเทศชิลี (Atacama Pathfinder EXperiment – APEX) 3. กล้องโทรทรรศน์วิทยุ IRAM ประเทศสเปน (IRAM 30-meter telescope) 4. กล้องโทรทรรศน์เจมส์ เคลิร์ก แม็กซ์เวลล์ รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา (James Clerk Maxwell Telescope – JCMT) 5. The Large Millimeter Telescope Alfonso Serrano (LMT) ประเทศเม็กซิโก 6. The Submillimeter Array (SMA) รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา 7. กล้องโทรทรรศน์วิทยุอัลมา ประเทศชิลี (Atacama Large Millimeter/Submillimeter Array – ALMA) 8. กล้องโทรทรรศน์วิทยุ ณ ขั้วโลกใต้ ทวีปแอนตาร์กติกา (South Pole Telescope -SPT) ข้อมูลมหาศาลทั้งหมดจากการสังเกตการณ์ครั้งนี้ ประมาณ 1 ล้าน กิกะไบต์ ถูกนำมาประมวลผลด้วยซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่สถาบันดาราศาสตร์วิทยุมักซ์พลังค์ เยอรมนี และ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา

ดร.ศรัณย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากความสำเร็จในการบันทึกภาพเงาของหลุมดำมวลยวดยิ่งได้เป็นครั้งแรกแล้ว การค้นพบครั้งนี้ยังสามารถใช้พิสูจน์ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ ทำให้เข้าใจกระบวนการถ่ายเทมวลสารและพลังงานมหาศาลรอบหลุมดำได้ดียิ่งขึ้น และกระบวนการปลดปล่อยรังสีในรูปแบบเจ็ทของหลุมดำ

การค้นพบองค์ความรู้ใหม่ทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้ จะสำเร็จไม่ได้หากปราศจากความร่วมมือระดับนานาชาติจากหอดูดาว และนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก สดร. ได้ตระหนักถึงความสำคัญที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความร่วมมือระดับนานาชาตินี้ โดยกำลังดำเนินการสร้างหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์วิทยุแห่งชาติขึ้น เพื่อเข้าร่วมสังเกตการณ์ในอนาคต นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายหอดูดาวในเอเชียตะวันออก (The East Asian Observatory : EAO) หนึ่งในเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุความถี่สูงที่ร่วมศึกษาในครั้งนี้

นับเป็นประเทศที่ 5 ที่ร่วมเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบของเครือข่ายดังกล่าว เพิ่มเติมจากประเทศ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวัน แสดงถึงศักยภาพและการยอมรับของวงการดาราศาสตร์ไทยในเวทีโลก ความร่วมมือในโครงการวิทยาศาสตร์ระดับโลก ไม่ได้นำมาซึ่งความสามารถทางวิทยาศาสตร์ของนักดาราศาสตร์ไทยแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเปิดโอกาสให้วิศวกร ช่างเทคนิค โปรแกรมเมอร์ มีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง และมีส่วนร่วมในการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของโลกต่อไปในอนาคต ดร. ศรัณย์กล่าวปิดท้าย

กระทรวงแรงงานฉลอง 100 ปี องค์การแรงงานระหว่างประเทศลงนามแผนงานระดับชาติว่าด้วยงานที่มีคุณค่าฉบับแรกของประเทศไทย (Decent Work Coutry Program:DWCP)

กระทรวงแรงงาน ฉลอง จัดกิจกรรมการเฉลิมฉลองโอกาส 100 ปี องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization-ILO) อย่างยิ่งใหญ่ ร่วมถ่ายทอดสดกิจกรรมงานฉลองฯ ในธีมสงกรานต์ สีสัน และเอกลักษณ์ของประเพณีไทยไปทั่วโลก พร้อมสร้างความเชื่อมั่นแก่นานาประเทศ ในการรับรู้ว่าประเทศไทย ในฐานะ 1 ใน 42 ประเทศสมาชิก ที่ร่วมก่อตั้ง LLO ด้วยการจัดให้มีการลงนามแผนงานระดับชาติว่าด้วยงานที่มีคุณค่า (Decent Work Coutry Program:DWCP) ฉบับแรกของประเทศไทย

วันที่ 11 เมษายน 2562 กระทรวงแรงงาน เปิดห้องประชุมจอมพล ป.พิบูลสงคราม ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน จัดยิ่งใหญ่ กิจกรรมการเฉลิมฉลองโอกาส 100 ปี องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization-ILO) โดยประเทศไทยได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 24 ประเทศสมาชิก ร่วมจัดกิจกรรมถ่ายทอดสดงานเฉลิมฉลองฯ ไปทั่วโลก โดยมีการถ่ายทอดสดกิจกรรมที่จัดขึ้น อย่างต่อเนื่องประเทศละ 1 ชั่วโมง ซึ่งประเทศไทย ถ่ายทอดสดเป็นลำดับที่ 4 ในช่วงเวลา 10.00-11.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

ในธีมของวันสงกรานต์ สีสัน และเอกลักษณ์ประเพณีไทย ซึ่งมีไฮไลท์ของการจัดงานคือ การจัดทำ และเผยแพร่หนังสือประวัติศาสตร์สัมพันธ์ไทย-ILO 100 ปี การจัดทำตราการลงนามแผนงานระดับชาติว่าด้วยงานที่มีคุณค่า (Decent Work Coutry Program:DWCP) ฉบับแรกของประเทศไทย ระหว่างผู้แทนกระทรวงแรงงาน องค์กรนายจ้าง องค์กรลูกจ้าง และ ILO โดย DECP จะเป็นกรอบแผนการทำงานร่วมกันของประเทศไทยกับ ILO เพื่อบรรลุเป้าหมายการส่งเสริมงานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน

สำหรับกิจกรรมงานเฉลิมฉลองฯ ครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน คุณจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน คุณแกรม บักเลย์ ผู้อำนวยการสำนักงานแรงงานระหว่างประเทศ ประจำประเทศไทย คุณทวี เตชะธีราวัฒน์ ประธานสภาองค์การบูกจ้างสมาพันธ์แรงงานแห่งประเทศไทย และพร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ผู้แทนหน่วยงาน องค์กรภาคีที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชน ร่วมงานอย่างคับคั่ง

ทั้งนี้ ประวัติศาสตร์อันยาวนานของ ILO เริ่มในปี พ.ศ. 2462 ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติลงโดยมีเป้าหมายหลักการก่อตั้ง ILO คือ การส่งเสริมเรื่องสิทธิในการทำงาน สนับสนุนให้เกิดโอกาสแห่งการจ้างงานที่มีคุณค่า การคุ้มครองทางสังคม และการปรึกษาหารือในประเด็นต่างๆ โดยยึดหลักความยุติธรรมทางสังคม

ประเทศไทยเป็นที่ตั้งของสำนักงานของ ILO จำนวน 2 แห่ง ณ อาคารสหประชาชาติ ได้แก่ สำนักงานแรงงานระหว่างประเทศ ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก และสำนักงานแรงงานระหว่างประเทศประจำประเทศไทย กัมพูชา และ สปป.ลาว

กิจกรรมครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพ บทบาท และความสำเร็จของประเทศไทย ในการยกระดับมาตรฐานแรงงาน การพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน และแผนงานระดับชาติว่าด้วยงานที่มีคุณค่า ซึ่งการลงนามแผนระดับชาติว่าด้วยงานที่มีคุณค่า (Decent Work Coutry Program:DWCP) ฉบับแรกของประเทศไทย เป็นการเตรียมความพร้อมด้านแรงงานในทุกมิติ เพื่อให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งการทำงานในอนาคตได้อย่างราบรื่น