โดยจะจัดเวทีประชุมรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากผู้มี

ส่วนได้ส่วนเสียและประชุมปรึกษาหารือกับผู้แทนหน่วยงานและคณะกรรมการลุ่มน้ำ ทั้งสิ้น 11 ครั้ง รวมทั้งจะสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ครอบคลุมการดำเนินโครงการทุกลักษณะงานใน 3 ลุ่มน้ำ พร้อมกันนี้ได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลอุตุ-อุทกวิทยา แหล่งน้ำผิวดินและใต้ดิน ความต้องการใช้น้ำ คุณภาพน้ำ สภาพเศรษฐกิจและสังคม และปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจัดทำระบบ Web Application เพื่อนำเสนอข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยองค์กรรับผิดชอบให้แม่นยำมีประสิทธิภาพมากขึ้นต่อไป

นายสำเริง กล่าวด้วยว่า ในระยะนี้ สทนช. ได้จัดให้มีการศึกษาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในหลายเรื่อง ได้แก่ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ การแบ่งขอบเขตพื้นที่ลุ่มน้ำในประเทศไทย รวมทั้งการศึกษาติดตามประเมินผลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา และกลุ่มลุ่มน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สทนช. จะนำผลจากการศึกษาดังกล่าวไปประกอบการกำหนดแนวทางปรับปรุงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ตลอดจนจัดทำเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำ ทั้งในภาวะปกติ และเพื่อรับมือกับปัญหาและแก้ไขวิกฤตการณ์ด้านน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลสูงสุด

ผู้ว่าฯ เมืองคอนจับมือหอการค้า แก้เกม “ล้งมังคุดใต้” ฮั้วดัมพ์ราคารับซื้อจากชาวสวน บิดเบือนกลไกตลาด หลังชาวสวน 300 คน ออกมาเคลื่อนไหว ล่าสุดราคาดีดกลับพุ่งขึ้นจาก 20 บาท/กก. เป็น 45-50 บาท

หลังจากชาวสวนมังคุดในอำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช กว่า 300 ราย ได้เข้ารวมตัวกดดันผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และคณะกรรมการที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาราคามังคุดลดลงตกต่ำภายใน 1 สัปดาห์ จากราคา 110 บาท/กิโลกรัม (กก.) เหลือเพียง 20 บาท/กก. โดยมีความไม่ชอบมาพากลของล้งหรือจุดรับซื้อจนต้องออกมาเคลื่อนไหวดังกล่าวเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและหอการค้าจังหวัด รวมทั้งคณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งให้เข้าตรวจสอบล้งหลายจุดในพื้นที่อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช และพื้นที่ใกล้เคียง ปรากฏว่าราคามังคุดของชาวสวนได้ปรับราคาสูงขึ้นแบบในทันที โดยล่าสุดพบว่า ราคามังคุดขนาดต่างๆ ที่รับซื้อจากสวน มีราคาสูงขึ้น 45-50 บาท ต่อกิโลกรัม

ซึ่งเกษตรกรเห็นตรงกันว่า ราคามังคุดจากสวนถูกบิดเบือนอย่างรุนแรง และมีกลุ่มพ่อค้าที่สามารถควบคุมราคามังคุดได้อย่างเบ็ดเสร็จเป็นผู้กำหนดราคา ไม่ได้เป็นไปตามกลไกตลาด แม้ว่ามังคุดจะอยู่ในช่วงต้นฤดูกาล กลับมีราคาตกต่ำอย่างผิดปกติ จนชาวสวนต้องออกมาเคลื่อนไหว และเห็นได้ชัดว่าเมื่อมีความเคลื่อนไหวทั้งจากชาวสวนและกลไกทางราชการเริ่มทำงาน ในที่สุดราคามังคุดกลับสูงขึ้น เฉลี่ย 30 บาท ในเวลาเพียงไม่ถึง 48 ชม.

ขณะที่ นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบอย่างเข้มงวดทั้งจุดรับซื้อ หรือ “ล้ง” ให้อยู่ภายใต้ระเบียบและข้อกฎหมาย

และให้มีการสำรวจผลผลิตในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณรวมราว 4.8 หมื่นตัน ขณะที่จังหวัดใกล้เคียงมีผลผลิตน้อยกว่า และมองไปในทิศทางเดียวกับเกษตรกรที่เห็นว่าราคาตกต่ำและมีบางอย่างมีเงื่อนงำ

ด้าน นายกรกฎ เตติรานนท์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ร่วมช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนมังคุดในโครงการหอการค้าช่วยเหลือเกษตรกรกระจายผลผลิตทางการเกษตร ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลผลผลิตมังคุดจากเกษตรกร และกลไกราคาทางการตลาดมังคุด เพื่อรับฟังปัญหาและข้อมูลในการนำเสนอเพื่อหาแนวทางแก้ไข และยังเปิดจุดจำหน่ายทุเรียนบ้านแท้จากหมู่บ้านคีรีวง ราคากิโลกรัมละ 40 บาท ที่หน้าสำนักงานหอการค้าจังหวัดนครศรีธรรมราชด้วย

ในการประชุมร่วมกับพาณิชย์จังหวัดภาคเหนือและจังหวัดที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมมาตรการรองรับผลผลิตลำไยภาคเหนือ ในฤดูกาลผลิตปี 2561/2562 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้บูรณาการร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมมาตรการดูแลตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางเชิงรุกครั้งแรก เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาลำไย มุ่งหวังที่จะช่วยให้เกษตรกรไม่ขาดทุน

บูรณาการกระตุ้นตลาด

โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ทำหนังสือประสานไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอความร่วมมือให้เชื่อมโยงตลาดจัดพื้นที่จำหน่ายทั่วประเทศ

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เชื่อมโยงตลาดลำไยไปยังผู้ประกอบการโมเดิร์นเทรด บมจ.ปตท., บางจาก ตลาดกลางสินค้าเกษตร เช่น ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท เพื่อให้ผู้ประกอบการจัดสรรพื้นที่ให้เกษตรกรวางจำหน่ายผลผลิต เพื่อให้ชาวสวนมีจุดจำหน่าย

“ปีนี้จะต้องทำให้เกษตรกรต้องมีกำไรจากการประกอบการ ซึ่งปัจจุบันราคาผลผลิตลำไยได้ปรับตัวสูงขึ้นจากปีที่ผ่านมา เช่น ลำไยเกรด C ในปีก่อนขายได้กิโลกรัมละ 1 บาท แต่ปีนี้ขายได้กิโลกรัมละ 3 บาท ลำไยเกรด B ปีก่อนขายได้ กิโลกรัมละ 2-3 บาท ปีนี้มีโอกาสจะขายได้ กิโลกรัมละ 8 บาท โดยมี บริษัท เนเชอรัล เบฟ จำกัด ตกลงทำสัญญารับซื้อลำไยลูกร่วง เพื่อนำไปสกัดแปรรูปเป็นสินค้านวัตกรรม โดยในปีแรกมีแผนจะซื้อถึง 10,000 ตัน”

สำหรับการแก้ไขปัญหาผู้ประกอบการรวบรวมผลไม้ (ล้ง) ที่มีบางรายเอาเปรียบเกษตรกรนั้น ทางกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน เพิ่มการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด หากมีพฤติกรรมที่เอารัดเอาเปรียบเกษตรกรก็จะมีการดำเนินการตามกฎหมาย

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมได้ทำความร่วมมือร่วมกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สหกรณ์ประตูป่า จ.ลำพูน และสหกรณ์จอมทอง จ.เชียงใหม่ เพื่อกระตุ้นตลาดโดยให้ประชาชนสามารถสั่งซื้อลำไยสด ขนาดบรรจุ 3 กก. และขนาด 5 กก. ได้ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ ทางไปรษณีย์จะดำเนินการจัดส่งให้ เริ่มตั้งแต่ วันที่ 23 กรกฎาคมนี้ เป็นต้นไป เป็นระยะเวลา 2 เดือน เพื่อให้ทันกับช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาด

อินโดฯ สกัดนำเข้าลำไย

ในส่วนของตลาดส่งออกนั้น ปัจจุบัน ติดปัญหาจากกรณีที่อินโดนีเซียออกมาตรการจำกัดการนำเข้าสินค้าพืชสวน ปี 2561 ครอบคลุมสินค้า 28 รายการ เพื่อไม่ให้มีการนำเข้าไปตรงกับช่วงฤดูเก็บเกี่ยวของอินโดนีเซียช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ซึ่งมาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อพืชสวนไทย โดยเฉพาะ “สินค้าลำไย” ได้รับผลกระทบสูงที่สุด เพราะในปี 2560 ที่ผ่านมาไทยส่งออกลำไยสด 726,413 ตัน เป็นการส่งออกไปยังตลาดอินโดนีเซียเป็นอันดับที่ 3 สัดส่วน 13.48% รองจากเวียดนามที่มีสัดส่วน 55.68% และจีน 24.93%

ที่ผ่านมา ภาครัฐได้เดินหน้าแก้ไขปัญหานี้ทุกวิธี ทั้งยังได้เชื่อมโยงตลาดลำไยเพื่อขยายตลาดส่งออกไปยังตลาดอื่นๆ เช่น อินเดีย รัสเซีย ยุโรป เพื่อทดแทนการส่งออกไปอินโดนีเซีย นอกจากนี้ ไทยยังได้บรรลุความตกลงกับ Tmall เพิ่งจะเข้ามาช่วยรับซื้อผลผลิตลำไยรถลากปริมาณ 10,000 ตัน ไปจำหน่ายให้กับอาลีบาบาช่วยให้มีช่องทางการส่งออกได้มากขึ้น

ดึงผู้นำเข้าต่างชาติ

นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ระหว่าง วันที่ 17-20 กรกฎาคมนี้ จะมีคณะผู้นำเข้าจากตลาดที่มีศักยภาพทั้งอินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มาเจรจากับผู้ผลิต ผู้ส่งออกลำไยและผลิตภัณฑ์ลำไย 15-20 ราย จากจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน โดยคาดว่าจะมีการสั่งซื้อทันที ประมาณ 3,000 ตัน

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้จัดสัมมนาให้ความรู้เกษตรกรในการผลิตสินค้าเพื่อส่งเสริมการส่งออกลำไยไปยังตลาดคู่ค้า เอฟทีเอ ซึ่งมีทั้งหมด 12 ฉบับ ที่ให้มีการลดภาษีนำเข้าเป็น 0% ทั้งจีน และญี่ปุ่น

ชี้ผลผลิตลด-ราคาดี

นายสมหมาย คำมาสาร ประธานสภาเกษตรกร จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ปีนี้กระทรวงพาณิชย์ออกมาตรการรักษาเสถียรภาพลำไยได้รวดเร็วขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ระดับราคาผลผลิตลำไยในปีนี้ปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อน โดยขณะนี้ ลำไยเกรด AA กิโลกรัมละ 21-22 บาท จากปีก่อน กิโลกรัมละ 12 บาท จึงมีกำไรจากต้นทุนการผลิต กิโลกรัมทละ 14 บาท

ข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดว่า ผลผลิตลำไย ปี 2561/2562 จะออกสู่ตลาดปริมาณ 1.134 ล้านตัน ลดลงจากปีก่อนที่มี 1.14 ล้านตัน โดยจะออกสู่ตลาดในเดือน ก.ค.-ส.ค. นี้ ซึ่งในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่มีผลผลิต 130,000 ตัน ซึ่งจำหน่ายเป็นลำไยสด 30% และเป็นลำไยอบแห้ง 70%

“ปริมาณผลผลิตในปีนี้มีแนวโน้มที่จะลดลงจากปีก่อน เพราะฝนมาเร็วในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังออกดอก จึงกระทบต่อการติดผลลำไย ประกอบกับกระทรวงพาณิชย์ออกมาตรการเร็ว น่าจะทำให้ปีนี้ราคาสูงกว่าปีที่ผ่านมา แต่ก็ต้องติดตามในช่วงเดือนสิงหาคมซึ่งผลผลิตออกมามากที่สุด”

อย่างไรก็ตาม ขอให้รัฐเข้ามาดูแลบริหารจัดการลำไย ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ โดยเฉพาะเรื่องล้ง เพราะหากอยู่ในมือของจีนทั้ง 100% อาจส่งผลกระทบต่อราคารับซื้อลำไย ดังนั้น รัฐบาลควรเข้ามาดูแลให้เกิดความสมดุล

กำลังเป็นกระแส และประเด็นสำหรับผู้ประกอบการ และผู้บริโภคอยู่ในขณะนี้ เมื่อเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย “อาหารที่มีไขมันทรานส์” โดยให้มีผลบังคับใช้อีก 180 วัน หรืออีก 6 เดือน ข้างหน้า นั้น (อ่าน>> ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย “อาหารที่มีไขมันทรานส์”)

ล่าสุด นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข กำหนดให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนหรือไขมันทรานส์ และอาหารที่มีไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย โดยมีผลบังคับใช้ใน 180 วัน ว่า ไขมันทรานส์ เป็นไขมันประเภทอิ่มตัว มักใช้กับอาหารกลุ่มของทอด เช่น โดนัท พัฟฟ์ พาย เป็นต้น โดยมีการเอามาใช้ในทางอุตสาหกรรม เพราะทำให้กลิ่นหืนหายไป และเก็บอาหารได้นานขึ้น แต่ภายหลังมีข้อมูลว่า เมื่อรับประทานไปนานๆ จะเกิดการสะสมและเพิ่มความเสี่ยงเรื่องโรคหัวใจ ซึ่งในสหรัฐอเมริกามีการยกเลิกไม่ใช้ไขมันทรานส์ไปแล้ว

นพ.วันชัย กล่าวว่า ส่วนในประเทศไทย ที่ผ่านมา อย. ได้หารือร่วมกับสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และอาจารย์ด้านโภชนาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ถึงอันตรายที่เกิดขึ้นจากไขมันทรานส์ เพื่อวางแผนยกเลิกการใช้ไขมันทรานส์ในกระบวนการผลิตอาหารมา 2-3 ปีแล้ว หลังจากที่มีการหารือกับผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมการผลิตอาหารจนลงตัว โดยทางผู้ผลิตขอเวลา ประมาณ 6 เดือน ในการปรับตัวเพื่อยกเลิกการผลิตที่มีการใช้ไขมันทรานส์นั้น

“เชื่อว่าผู้ประกอบการบางส่วนมีการเตรียมตัวมานานแล้ว บางรายอาจใช้เวลา 3-4 เดือน ก็สามารถเปลี่ยนการผลิตโดยไม่ใช้ไขมันทรานส์ได้ ส่วนระหว่างนี้ก็ขอให้ประชาชนเลี่ยงอาหาร เช่น พวกโดนัท พัฟฟ์ พาย ต่างๆ หรืออาหารหวานมาก มันมาก เค็มมาก เพื่อหลีกเลี่ยงการรับไขมันทรานส์ ส่วนตั้งแต่ มกราคม 2562 เป็นต้นไป ก็ไม่จำเป็นต้องมาดูฉลากว่ามีไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบหรือไม่ เพราะเราห้ามทั้งหมด ทั้งที่ผลิตในประเทศและนำเข้า ต้องไม่มีการใช้ไขมันทราส์เป็นส่วนประกอบอีกต่อไป” นพ.วันชัย กล่าว

ทั้งนี้ อาหารในท้องตลาดที่ปนเปื้อนกรดไขมันทรานส์ในระดับเกินกว่าที่องค์การอนามัยโลก กำหนดไว้ในประเทศไทย ได้แก่ โดนัททอด, พัฟฟ์และเพสทรี, เวเฟอร์, มาร์การีน และเนยบางยี่ห้อ

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า โครงการประกวดออกแบบชุดเครื่องแต่งกาย สิ่งทอผ้าไหมเชิงสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด “ผ้าไหมไทย ในมุมมองและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ : Creative ready to wear” เป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์การใช้ผ้าไหมไทยแก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ โดยผ้าไหมที่นำมาออกแบบตัดเย็บจะใช้ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานเป็นวัตถุดิบหลัก ผ่านการคิดและออกแบบจากเยาวชน จากสถาบันการศึกษาที่มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์และแฟชั่นที่เข้าร่วมโครงการ

โดยปีนี้มีสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการประกวดดังกล่าว จำนวนทั้งสิ้น 15 มหาวิทยาลัย ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม และมหาวิทยาลัยศิลปากร

โดยมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการได้จัดทำแบบร่างภาพประกอบแรงบันดาลใจ (Mood Board) และนำเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับปรุง สำหรับวันนี้เป็นการทำผลงานต้นแบบมานำเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อตัดสินผลงานในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งผลงานทุกชิ้นจะนำไปจัดแสดงนิทรรศการในงานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 13 ประจำปี 2561 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี โดยทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ จะได้เข้ารับพระราชทานรางวัลจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายในงาน ในวันอังคารที่ 31 กรกฎาคม 2561 ซึ่งในปีนี้สถาบันการศึกษาที่ได้รับ รางวัลที่ 1 ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เนื่องจากสามารถสร้างสรรค์ผลงานชุดแต่งกายที่ตอบโจทย์ได้อย่างครอบคลุม ผ่านมุมมองความคิดสร้างสรรค์ และการนำไปต่อยอดการผลิตเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันได้

ด้าน คุณอารยา อินทรา ผู้เชี่ยวชาญ Fashion Stylist หนึ่งในคณะกรรมตัดสิน กล่าวว่า สำหรับสถาบันการศึกษาที่ได้รับ รางวัลที่ 1 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัยนั้น สามารถสร้างสรรค์ผลงานชุดแต่งกายที่เรียบง่าย มีความลงตัวครบทุกองค์ประกอบ ซึ่งชุดที่ตัดเย็บเข้ามาประกวดจะเป็นแนวลำลองเป็นชุดวอร์มและเสื้อเจ๊กเก็ต ที่เลือกใช้สีผ้าที่มีความลงตัว โดดเด่น มีการตัดเย็บที่ไม่ซับซ้อน การออกแบบที่สวมใส่ได้จริง โดยมีต้นทุนการผลิตที่สามารถทำตลาดได้จริง โดยรวมสามารถตอบโจทย์ได้ทั้งสองคำถามหลักคือ

ในด้านครีเอทีฟ และ ready to wear และที่สำคัญเทคนิคที่ใช้นับเป็นการสร้างสรรค์ผลงานของผ้าไหมตรานกยูงให้มีความแปลกและใหม่ ดูทันสมัยเข้ากับยุคสมัยปัจจุบันได้อย่างดีเยี่ยม เช่น การทำสม็อคบนผ้า การตีนวม การตัดต่อผ้าให้เกิดมิติของชุด การปัก การเดินเส้นโดยใช้ไส้ไก่เพื่อให้เกิดดีเทล สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ถือเป็นความลงตัวที่ตอบโจทย์แนวคิดการจัดงาน “ผ้าไหมไทย ในมุมมองและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ : Creative ready to wear” ได้อย่างลงตัวจริงๆ

มะพร้าว เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ ปลูกง่าย แต่การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาก็ต้องป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายด้วย โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน ลมพัดแรง ฝนตกหนัก หรือหนาวในเวลากลางคืน ด้วงแรดมะพร้าวมันมักจะเข้ามาทำลายความเสียหายให้กับการปลูกและผลิตมะพร้าว วันนี้จึงมาบอกเตือนผู้ปลูกมะพร้าวให้ระวัง และ “ป้องกันกำจัดด้วงแรดมะพร้าวศัตรูร้ายออกไป…เพื่อให้ได้ผลผลิตมะพร้าวคุณภาพ” ตามที่ตลาดต้องการ

อาจารย์ประสงค์ ทองยงค์ เกษตรกรทำสวนมะพร้าว เล่าให้ฟังว่า ได้ช่วยครอบครัวทำงานในสวนมะพร้าวมาตั้งแต่วัยเด็ก พร้อมกับเรียนหนังสือไปด้วย เมื่อเรียนจบได้เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เมื่อเกษียณอายุราชการก็ได้มาปลูกสร้างสวนมะพร้าวเพื่อต่อยอดกิจกรรมของครอบครัวมาถึงวันนี้ก็มากกว่า 50 ปี

มะพร้าว เป็นพืชผสมข้ามพันธุ์ แต่ละต้นจึงไม่เป็นพันธุ์แท้ มะพร้าวมี 2 ประเภท คือ มะพร้าวต้นเตี้ย และต้นสูง

มะพร้าวต้นเตี้ย มีการผสมตัวเองค่อนข้างสูง จึงมักให้ผลดกและไม่ค่อยกลายพันธุ์ ส่วนใหญ่ปลูกรับประทานผลอ่อน เนื้ออ่อนนุ่ม น้ำมีรสหวาน กลิ่นหอมลักษณะ ต้นสูงเต็มที่ 12 เมตร ลำต้นเล็ก โคนต้นไม่มีสะโพก ทางใบสั้น การปฏิบัติดูแลรักษาที่ดี หลังจากปลูกได้ 3-4 ปี ก็จะเริ่มให้ผลผลิต และให้ผลผลิตนาน 35-40 ปี นิยมนำไปเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม

มะพร้าวต้นสูง มักผสมข้ามพันธุ์ ในแต่ละช่อดอกหรือจั่นหนึ่งๆ ดอกตัวผู้จะค่อยๆ ทยอยบานและร่วงไปหมดก่อนที่ดอกตัวเมียในช่อดอกหรือจั่นจะเริ่มบานลักษณะ ต้นสูงเต็มที่ 18 เมตร ลำต้นใหญ่ โคนต้นสะโพกใหญ่ หลังจากปลูกได้ 5-6 ปี จะเริ่มให้ผลผลิต และให้ผลผลิตนานถึง 80 ปี ขนาดผลโต เนื้อมะพร้าวหนาหรือมีปริมาณเนื้อมาก ผลกลมและกลมรี ผลที่ยังไม่แก่เปลือกที่บริเวณส่วนหัวมีรสหวานกินได้ มีชื่อเรียกต่างกัน เช่น มะแพร้ว มะพร้าวกะโหลก ใหญ่ กลาง หรือปากจก

มะพร้าว เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ ปลูกง่าย เจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพแวดล้อม ให้ผลผลิตยาวนาน ในช่วงอากาศร้อนหรือฤดูร้อน ลมพัดแรง ฝนตกหนัก มีอากาศหนาวในเวลากลางคืน มักพบมี “ด้วงแรดมะพร้าว” ศัตรูร้ายสำคัญเข้าทำลายต้นมะพร้าวในทุกช่วงระยะการเจริญเติบโต ถ้ามันเข้าระบาดทำลายมากอาจทำให้ต้นมะพร้าวตายไม่ได้รับผลผลิต เกษตรกรหรือผู้ปลูกมะพร้าวต้องระมัดระวังและป้องกันกำจัดให้สิ้นซากไปโดยไว

ลักษณะด้วงแรดมะพร้าว หรือ ด้วงมะพร้าว เป็นกว่างชนิดหนึ่ง ตัวสีน้ำตาลเกือบดำ ที่ด้านข้างของส่วนหัว ตา ขา และด้านล่างของลำตัวจะมีขนสีน้ำตาลอ่อน ที่บริเวณส่วนหัวตัวผู้จะมีเขาคล้ายนอแรดค่อนข้างยาว ตัวเมียมีเขาที่สั้นกว่าและที่ส่วนปลายของท้องด้านล่างมีขนมากกว่าตัวผู้ และตัวผู้มีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย

การสังเกต อาการหรือลักษณะของต้นมะพร้าวถูกด้วงแรดมะพร้าวเข้าทำลายคือ ด้วงแรด ตัวเต็มวัยจะบินขึ้นไปที่ยอดมะพร้าวและกัดเจาะโคนทางใบหรือยอดอ่อนของต้นมะพร้าว มันจะเจาะทำลายยอดอ่อนที่ใบยังไม่คลี่ออก ทำให้ใบไหม้ไม่เจริญเติบโต มีรอยขาดแหว่งเป็นริ้วคล้ายรูปหางปลาหรือพัด ในกรณีที่ต้นมะพร้าวถูกทำลายมาก ใบจะแคะแกร็น รอยแผลถูกกัดเป็นช่องทางให้ด้วงมะพร้าวเข้าไปวางไข่ หรือในที่สุดก็เกิดยอดเน่าและตายได้

ระยะตัวหนอน เราจะพบมันได้ตามพื้นดิน บริเวณกองปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ตัวหนอนจะเจาะชอนไชเข้าไปกัดกินทำลายระบบรากต้นมะพร้าวที่ปลูกใหม่ ทำให้ยอดมะพร้าวเหี่ยว แห้งเป็นสีน้ำตาล ต้นแคระแกร็น ไม่เติบโต

อาจารย์ประสงค์ ทองยงค์ เกษตรกรทำสวนมะพร้าว เล่าให้ฟังอีกว่า เมื่อตรวจพบว่ามีด้วงแรดมะพร้าวเริ่มเข้าทำลายที่ต้นมะพร้าว เราจะป้องกันและกำจัดด้วยวิธีผสมผสานคือ วิธีเขตกรรม ชีววิธี และการใช้สารเคมี ดังนี้

วิธีเขตกรรม เกษตรกรหรือผู้ปลูก ต้องหมั่นออกตรวจแปลง รักษาความสะอาดและกำจัดเศษวัสดุบริเวณสวนมะพร้าวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกำจัดแหล่งขยายพันธุ์ของด้วงแรดมะพร้าว โดยเฉพาะบริเวณที่กองปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก กองขยะ กองขี้เลื่อย หรือกองแกลบ ควรจัดการกำจัดออกไปจากบริเวณพื้นที่สวนมะพร้าว ส่วนกองปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ที่อยู่นอกเขตพื้นที่สวนมะพร้าวให้หมั่นกลับกองเพื่อตรวจดูหนอนด้วงแรดมะพร้าว หากพบว่า มี ให้จับออกไปทำลาย หรือเผากองนั้นทิ้งไปทันที ส่วนลำต้นและตอมะพร้าวที่โค่นทิ้งไว้ หรือมะพร้าวยืนต้นตาย ควรจัดการตัดเป็นท่อนกองรวมกันแล้วเผาทำลายในทันที

ต้นมะพร้าวที่ถูกตัดโค่นลงมาที่ยังสดอยู่ให้นำไปทำเป็นกับดักเพื่อล่อด้วงแรดให้มาวางไข่ ด้วยการตัดให้เป็นท่อนสั้นๆ วางเรียงรวมกันไว้ ให้เปลือกต้นมะพร้าวติดกับพื้นดิน เพราะด้วงจะวางไข่บริเวณที่มีความชุ่มชื้นสูงและผุเร็ว จากนั้นให้เผาทำลายกับดักเพื่อกำจัดทั้งไข่ หนอน และดักแด้ของด้วงแรดมะพร้าว ส่วนตอมะพร้าวที่เหลือให้ใช้น้ำมันเครื่องเก่าเทราดให้ทั่วแล้วจุดไฟเผาทำลายให้หมด

ชีววิธี คือ การใช้เชื้อราเขียวเมตาไรเซียม ใส่ตามกองขยะ ปุ๋ยคอก หรือกับดักท่อนมะพร้าวในบริเวณที่พบว่ามีหนอนด้วงแรดอาศัยอยู่ เกลี่ยเชื้อรากระจายทั่วกองเพื่อให้สัมผัสกับตัวหนอนได้มากที่สุด รดน้ำเพื่อเพิ่มความชื้น หาใบมะพร้าวหรือวัสดุเก่ามาคลุมกองไว้เพื่อรักษาความชื้น ป้องกันแสงแดด จะทำให้เชื้อราเขียวเมตาไรเซียมเข้าไปทำลายด้วงแรดมะพร้าวได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของมัน การป้องกันกำจัดทางชีววิธีที่ได้ผลในระยะยาว ไม่มีพิษตกค้าง มีความปลอดภัยต่อสภาพแวดล้อมและเกษตรกรหรือผู้ปลูก

การใช้สารเคมี ต้นมะพร้าวอายุ 3-5 ปี ที่ยังไม่สูงมากนัก ให้ใช้ลูกเหม็นใส่บริเวณคอมะพร้าวที่โคนทางใบรอบๆ ยอดอ่อน ทางละ 2 ลูก ต้นละ 6-8 ลูก กลิ่นของลูกเหม็นจะไล่ตัวด้วงแรดไม่ให้บินเข้าไปทำลายที่คอมะพร้าว

เมื่อจำเป็นต้องใช้สารเคมี ถ้าพบว่ามีด้วงแรดมะพร้าวระบาดมาก ให้เลือกใช้สารฆ่าแมลงคลอร์ไพร์ฟอส 40% อีซี หรือสารไดอะซินอน 60% อีซีชนิดใดชนิดหนึ่ง ใช้ในอัตรา 80 มิลลิลิตร ผสมกับน้ำ 20 ลิตร นำไปเทราดบริเวณคอมะพร้าวให้เปียกตั้งแต่โคนยอดอ่อนลงมา ใช้ทุก 15-20 วัน และใช้เพียง 1-2 ครั้ง ในช่วงที่พบว่ามีการระบาดมากๆ ข้อแนะนำ การใช้สารเคมีเกษตรกรหรือผู้ปลูกต้องปฏิบัติตามคำแนะนำที่ข้างภาชนะบรรจุภัณฑ์อย่างเคร่งครัด

เตือนภัย “ด้วงแรดมะพร้าว” มันจะเข้าทำลายต้นมะพร้าวให้เสียหายไม่ได้รับผลผลิต ในช่วงอากาศร้อนหรือฤดูร้อน ลมพัดแรง ฝนตกหนัก หรือมีอากาศหนาวเวลากลางคืน ควรป้องกันกำจัดด้วยวิธีเขตกรรม ชีววิธี หรือใช้สารเคมี เมื่อจำเป็น ก็จะทำให้ได้รับผลผลิตมะพร้าวคุณภาพ และทำให้มีรายได้พอเพียงเพื่อการยังชีพ