โดยจะมีการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจ/มาตรการการส่งเสริม

และสนับสนุนให้แก่ผู้เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการ เกษตรกร ก่อนที่จะออกประกาศเงื่อนไขพื้นที่ห้ามใช้ และเขตห้ามใช้ต่อไปครับ! หลายสิบประเทศทั่วโลกเลิกใช้นานแล้ว บ้านเราเพิ่งประกาศห้ามใช้เด็ดขาด “พาราควอต” และคลอร์ไพริฟอส ภายในสิ้นปี พ.ศ. 2562 เนื่องจากพาราควอตพิษเฉียบพลันสูงโดยไม่มียาถอนพิษ นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุของพาร์กินสันอีกด้วย ส่วนคลอร์ไพริฟอส ใช้ในผลิตภัณฑ์ฆ่ามด ปลวก ปลวกตามบ้านมีผลต่อสมอง ไอคิวเด็กลด ขณะอีกตัว ไกลโฟเสต หรือยาฆ่าหญ้า ก่อมะเร็ง

กำชับการใช้อย่างเข้มงวด ออก 4 ข้อห้ามเพื่อความปลอดภัยของเกษตรกรและผู้บริโภคแต่ปรากฏว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายผนึก แห่งกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กลับอนุญาตให้ต่อทะเบียน “ยาฆ่าหญ้า พาราควอต” มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ให้บริษัทนำเข้ามาขายได้อีก 6 ปี โดยกรมวิชาการเกษตรอ้างว่าประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย คือปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมอ้างว่า พาราควอต อยู่ภายใต้อำนาจการดูแลของพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 โดยทางกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ควบคุมอยู่

การประชุมครั้งล่าสุดประมาณปลายเดือนตุลาคม พ.ศ. 2560 ได้รับรายงานจากอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ในฐานะกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ว่า พาราควอตยังคงสามารถใช้ในภาคการเกษตรได้ต่อ เนื่องจากยังไม่มีผลการวิเคราะห์หรือตีความออกมาว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้น ในเมื่อยังไม่มีมติจากกระทรวงอุตสาหกรรมห้ามใช้สารพาราควอตแล้ว หากไม่ต่อทะเบียนให้บริษัท หน่วยงานภาครัฐอาจถูกฟ้องร้องได้ ทั้งนี้ สารพาราควอตจึงได้รับการพิจารณาต่อทะเบียนนำเข้าจากต่างประเทศได้โดยมีกำหนดเวลาให้ 6 ปีแล้วจึงจะพิจารณาใหม่อีกครั้งครับ ! จบข่าว !

จากข้อมูลคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ระบุอัตราว่างงานไตรมาส 3 ปีนี้ อยู่ที่ 1.2% หรือมีผู้ว่างงาน 450,000 คน สูงเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 0.9% ถือว่าสูงกว่าเกณฑ์ปกติ 1% หรือ 400,000 คน และในข้อมูลระบุอีกว่าสิ่งที่ต้องจับตาคือ ผู้ประกอบการจะใช้เทคโนโลยี เครื่องมือ เครื่องจักร มาผลิตแทนกำลังคน รวมถึงภาคบริการ ค้าปลีกค้าส่ง หันซื้อขายออนไลน์แทน แม้แต่ภาคเกษตรก็เริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้แทนแรงงานคน เช่น ใช้โดรน ตรวจสอบพืชผล โปรยปุ๋ยและยาฆ่าแมลง เป็นต้น

จึงก่อให้เกิดความวิตกถึงอนาคตแรงงานไทย!!! นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงตัวเลขการว่างงานในขณะนี้ว่า ตัวเลขการว่างงานต้องดู 2 ส่วน ส่วนแรกช่วงไตรมาส 3 ระดับอุดมศึกษาเพิ่งจบพร้อมๆ กันและอยู่ระหว่างการรองาน ต้องใช้เวลา ประกอบกับเป็นช่วงการเปลี่ยนถ่ายจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงานหรือการให้บริการ อัตรารับคนใหม่อาจน้อยกว่าในอดีต

อีกส่วนคือแรงงานไม่ต้องการทักษะมาก เช่น รับเหมาก่อสร้าง ประมง หรือภาคเกษตร ไทยต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าว ยังเป็นปัญหาขาดแคลนอยู่ จึงทำให้ตัวเลขไตรมาส 3 ค่อนข้างสูง

“มองว่าเป็นปัญหาระยะสั้น ยังไม่ถึงขั้นต้องกังวลมากนัก อัตราการว่างงานระดับ 1.2-1.3% มองว่ายังอยู่ในอัตราปกติ และเชื่อว่าตลาดแรงงานกำลังรอการจ้างงานใหม่ ตามเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว การส่งออก การลงทุน เริ่มมากขึ้น ปกติการจ้างงานจะกลับมาคึกคักอีกครั้งตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีหน้า แต่หากเลยไตรมาส 2 ลากถึงไตรมาส 3 ของปี การจ้างงานใหม่หรือทดแทนของเดิมยังไม่เกิดขึ้น ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณระยะยาวต่อปัญหาแรงงานไทยแล้ว เชื่อว่าโอกาสน่าจะน้อย

ตรงกันข้าม กลับวิตกในเรื่องไทยขาดแคลนแรงงานมากกว่า เป็นเรื่องที่น่ากลัวของไทย ตอนนี้หลายอุตสาหกรรมขาดแคลนคนอย่างหนัก เพราะที่ผ่านมามีการพึ่งพาแรงงานต่างด้าว แต่ตอนนี้แรงงานต่างด้าวลดลงมาก ขณะที่แรงงานไทยจะเลือกงานมากกว่าคนต่างด้าว และการเข้าสังคมสูงวัยของคนไทย ยิ่งลดทอนแรงงานฝีมือแรงงานทักษะ ดูได้จากสัญญาณที่กระทรวงการคลังออกมาตรการภาษีเพิ่มค่าลดหย่อนให้คนมีลูกมากขึ้น เรื่องนำเทคโนโลยีมาใช้แทนแรงงานคน น่าห่วงก็จริง แต่ก็ไม่ถึงกับเลิกการจ้างงาน เพียงปรับทักษะใช้เทคโนโลยีมากขึ้น” นายธนวรรธน์กล่าว

ขณะที่ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในเรื่องเดียวกันนี้ว่า “ยอมรับว่าอัตราว่างงานที่เพิ่มขึ้น สาเหตุมาจากการใช้เครื่องจักรกลในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น แต่การใช้ของภาคอุตสาหกรรมนั้นเป็นไปตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล และภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องใช้เครื่องจักร ส่วนหนึ่งเพราะไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ขณะนี้สัดส่วนผู้สูงอายุมีถึง 10% ของจำนวนประชากร 67 ล้านคน และในอนาคตจะเพิ่มเป็น 20% ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมต้องเตรียมพร้อมกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับคนในวัยแรงงานลดลง เนื่องจากอัตราเกิดลดลง

นอกจากนี้ อัตราการว่างงานเกิดจากระบบการศึกษาของไทยไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน ไทยยังเน้นส่งเสริมให้คนจบปริญญาตรี และมีการเรียนในสาขาที่ตลาดแรงงานไม่ต้องการ เช่น สายนิเทศศาสตร์ สิ่งพิมพ์ ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการแรงงานจบสายอาชีวะมากกว่า จึงทำให้ผู้จบการศึกษาไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน ตอนนี้ภาคอุตสาหกรรมยังขาดแคลนแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคและมีทักษะ เช่น วิศวะ ไอที เครื่องจักร

อยากให้เหมือนต่างประเทศที่ส่งเสริมเป็นเมืองอุตสาหกรรม เช่น เยอรมนี ญี่ปุ่น รัฐบาลสนับสนุนให้เรียนสายอาชีวะ เงินเดือนสายอาชีวะก็ไม่ได้ด้อยกว่าผู้จบปริญญาตรี บางสาขาผู้จบอาชีวะอาจได้เงินเดือนมากกว่าปริญญาตรีด้วย”

ดังนั้น แรงงานที่ยังตกงาน และเรียนมาไม่ตรงกับที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ หากอยากมีงานทำ ควรไปอบรม หรือเรียนเสริม ในสาขาตลาดต้องการ เพราะค่าจ้างพอๆ กับผู้จบปริญญาตรี เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ ชิ้นส่วนและประกอบรถยนต์ มีการจ้างแรงงานขั้นต่ำวันละ 500 บาท สูงกว่าค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำจ้างกันอยู่วันละ 300-310 บาท นายเกรียงไกรกล่าว

ภารกิจหลักอย่างหนึ่งของมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ นอกจากจะทำหน้าที่จัดการความรู้ และส่งเสริมการพัฒนาตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

โดยมีกลยุทธ์หลักคือเชื่อมโยงร่วมเรียนรู้และไม่เฉพาะแต่ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลางบางส่วนเท่านั้น หากการเชื่อมโยงร่วมเรียนรู้ยังถูกนำไปปรับใช้กับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเกษตร สร้างฝาย อนุรักษ์ ขุดสระน้ำ สร้างบ่อพวงในพื้นที่ภูเขาใหญ่ งานต่อท่อน้ำจากสระน้ำสู่แปลงเกษตร และการขุดลอกคลองต่างๆ
ซึ่งเหมือนกับไม่นานผ่านมา มูลนิธิปิดทองหลังพระฯลงพื้นที่เพื่อไปดู และติดตามงานซ่อมแซมฝายสากอ ตำบลสากอ อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ทั้งนั้นเพราะเมื่อปี 2557 ฝายสากอชำรุดเสียหายอย่างหนักจากเหตุอุทกภัย จนทำให้ชาวบ้านที่ทำนา 278 ไร่ ทำสวน 99 ราย และนาร้างที่น้ำไม่สามารถเข้าถึงอีก 268 ไร่ ไม่สามารถทำการเกษตรได้เลย

ทั้ง ๆ ที่พื้นที่รับน้ำโดยรวมมีมากกว่า 1,976 ไร่ ครอบคลุมหลายหมู่บ้านด้วยกัน
ผลเช่นนี้ จึงทำให้มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ที่ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ส่วนราชการต่างๆ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ผู้ปกครองท้องที่ ผู้นำศาสนา และประชาชนในหมู่บ้าน จึงปรึกษาหารือกันเพื่อจะทำการซ่อมแซมฝายสากอ เพื่อให้ประชาชนในชุมชนกลับมาทำการเกษตรได้ดังเดิม

จนที่สุด มูลนิธิปิดทองหลังพระฯจึงบริจาคเงินเบื้องต้นในการซ่อมแซมครั้งนี้ ประมาณ 10 ล้านบาท พร้อมกับให้เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิมาทำงานร่วมกับชุมชน และทางจังหวัด เพื่อนำศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นองค์ประกอบหลักในการซ่อมแซมฝายสากอครั้งนี้
เบื้องต้น “พาตีเมาะ สะดียามู” รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส บอกว่า ปี 2557 มีสถานการณ์อุทกภัยเกิดขึ้น จนสร้างความเสียหายต่อฝายเดิมของที่นี่ จนทำให้ประชาชนในพื้นที่สูญเสียโอกาสในอาชีพ และชีวิตความเป็นอยู่ของเขาเยอะมาก ทั้งหมด 1,000 กว่าไร่ ไม่สามารถทำนา และทำสวนผลไม้ได้เลย ความเสียหายตั้งแต่ปีนั้นจนถึงปีนี้ ถ้าคำนวณเป็นเงินน่าจะไม่ต่ำกว่า 4-5 ล้านบาท

“จนทำให้ประชาชนต้องการที่อยากจะได้ฝายกลับคืนมา เพราะเขาเห็นปัญหาและความเดือดร้อนของเขา จนเกิดการพูดคุยกันว่าจะทำอย่างไรดี และที่สุดทางมูลนิธิปิดทองหลังพระฯบริจาคเงินตั้งต้น 10 ล้านบาท เพื่อนำมาซ่อมแซมฝาย ทั้งๆ ที่งบประมาณจริงๆ ในการซ่อมแซมฝายน่าจะอยู่ราว 20 ล้านบาท แต่กระนั้น ชุมชนและทางจังหวัดจะต้องเข้ามาช่วยด้วย โดยเฉพาะชาวบ้านในหมู่บ้านต่างๆ ที่ใช้น้ำจากฝายสากอนี้ เพื่อให้พวกเขาเกิดการมีส่วนร่วมถึงจะเป็นการช่วยเหลืออย่างยั่งยืน”

“สัญชัย เหสามี” กำนันตำบลสากอ กล่าวเสริมว่า เมื่อทางเราทราบเรื่อง จึงเรียกประชุมประชาคมหมู่บ้านทั้งหมดเพื่อให้ภาคประชาชนของเราในหมู่บ้านเข้ามาช่วยออกแรง เพื่อลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลง พวกเราทั้ง 12 หมู่บ้านก็เลยเสียสละแรงงานเข้ามาช่วยกันสร้างฝาย หมู่บ้านละ 2 คน หมุนเวียนกันไปทุกวัน วันหนึ่งๆ ก็จะได้แรงงาน 24 คน/วันอย่างต่ำ นอกจากนั้นก็จะมีเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ อาสาสมัครของอำเภอสุไหงปาดี ทหารพราน และตำรวจในพื้นที่ รวมๆ แล้วไม่ต่ำกว่า 50 คน/วัน มาช่วยกันซ่อมแซมฝาย

“เราทำงานร่วมกันกับทีมขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เพราะเขานำเครื่องจักรเข้ามาช่วยในพื้นที่ด้วย จนทำให้งานซ่อมแซมฝายลุล่วงไปเร็วมาก ผมจึงต้องขอขอบคุณทุกฝ่าย โดยเฉพาะชาวบ้านใน 12 หมู่บ้าน ที่เสียสละกันมาช่วยซ่อมแซมฝายครั้งนี้ เพราะที่นี่ตอนบ่ายๆ เย็นๆ ฝนก็ตกแล้ว ตรงนี้จึงเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งต่อการทำงานของพวกเรา”

“หรือบางทีอยู่ในช่วงรอมฎอน พวกเราก็ต้องหยุดทำงาน 1 เดือน แต่เครื่องจักรยังขนดินและทำงานต่อ จนทำให้ผมรู้สึกภูมิใจที่ภาคราชการให้ความสำคัญต่อการซ่อมแซมฝายครั้งนี้มาก รวมถึงชุมชนไทยพุทธจากสุไหงปาดีก็เข้ามาช่วยพวกเรา เพราะนอกจากฝายนี้จะช่วยให้พวกเรากลับมาประกอบอาชีพได้เหมือนเดิม อีกเป้าหมายอย่างหนึ่ง เราตั้งใจซ่อมแซมฝายครั้งนี้เพื่อถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วย พวกเราจึงยอมเหน็ดเหนื่อยเพื่อให้ฝายเสร็จโดยเร็ว”

“สุเมธ กิติบุญญา” หัวหน้าฝ่ายก่อสร้างและซ่อมบำรุง กองช่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า ผมเข้ามาหลังจากที่มูลนิธิปิดทองหลังพระฯเข้ามาดำเนินการก่อนแล้ว อีกอย่างฝายแห่งนี้อายุ 30 กว่าปี ก็เกิดชำรุดมาก่อนหน้าแล้ว ฝั่งซ้ายชำรุดไป 40 เซนติเมตร การซ่อมแซมจึงยากกว่าการสร้าง แต่เมื่อโครงการนี้ผ่านการทำประชาคมแล้ว เราก็เลยเข้ามาช่วย โดยมีชาวบ้านเป็นลูกทีมทำงานไปด้วยกัน

“แรกๆ เต็มไปด้วยปัญหามากมาย เพราะน้ำเซาะถนนขาดหลายเส้น จริงๆ หน้าฝายควรจะเก็บน้ำได้ไม่ต่ำกว่า 60 เมตร ปรากฏว่าเก็บไม่ได้เลย ตลิ่งพังหมด ผมจึงต้องสอนวิธีการซ่อมแซมฝายทุกวัน เพราะชาวบ้านเขาหมุนเวียนเปลี่ยนชุดมาทุกวัน เราจึงต้องนำหลักวิชาการของทางกรมชลประทาน ศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 และองค์ความรู้แบบปราชญ์ชาวบ้านมากองรวมกัน เพื่อซ่อมฝายสากอให้ออกมาสมบูรณ์มากที่สุด และที่สุดก็สำเร็จเรียบร้อย”
จึงนับเป็นฝายสากอที่เกิดขึ้นจากการรวมน้ำใจของหลายภาคส่วน และที่สุดฝายน้ำแห่งนี้ก็กลับมาให้ชีวิตชาวบ้านมีความสุขอีกครั้งหนึ่ง

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักเป็นโรคที่เป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศทั่วโลก ทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และมีการพบว่าโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นกันมากขึ้น โดยปี พ.ศ. 2540 มีประมาณการว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาพบผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักสูงถึง 131,200 ราย (มะเร็งลำไส้ใหญ่ 94,100 ราย มะเร็งทวารหนัก 37,100 ราย) และมีผู้ป่วยเสียชีวิต 54,900 ราย (มะเร็งลำไส้ใหญ่ 46,600 ราย มะเร็งทวารหนัก 8,300 ราย)

ในปี พ.ศ. 2545 อัตราการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่สูงเป็นอันดับ 3 ของโรคมะเร็งทั้งหมดในเพศชายและเพศหญิงในประเทศไทย พบว่าการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น พบทั้งในเพศชายและเพศหญิง ตามการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ ประชาชนมีวิถีชีวิตที่เร่งรีบ และพบว่ามีพฤติกรรมการบริโภคอาหารแบบประเทศตะวันตกมากขึ้น

จากสถิติโรคมะเร็งของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2542 และ พ.ศ. 2543 พบมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในเพศชายเป็นอันดับที่ 4 และ 3 ในเพศหญิง อันดับ 6 และ 3 ตามลำดับ และพบมากในช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป ยิ่งอายุมากขึ้นอุบัติการณ์ก็มากขึ้นด้วย

มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักเกิดจากการแบ่งตัวและมีการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติของเซลล์เยื่อบุผิว (Epithelial Cell) ภายในลำไส้ใหญ่ เกิดเป็นก้อนที่มีขนาดผิดปกติ แล้วกลายเป็นเนื้องอกชนิดร้ายแรง ตำแหน่งที่พบบ่อยคือลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (Rectum) 50% รองลงมาคือที่ลำไส้ใหญ่ส่วนตรง (Sigmoid colon) 20-25% ที่ลำไส้ใหญ่ส่วนต้น (Cecum) 15% ที่ลำไส้ใหญ่ด้านขวาและลำไส้ใหญ่ด้านซ้าย (Ascending colon, Descending colon) ประมาณ 6-8% อีกประมาณ 1% พบที่ทวารหนัก (Anus)

มะเร็งลำไส้ใหญ่ก้อนโตเร็วและก่อให้เกิดอาการจากก้อนมะเร็งที่โตขึ้นไปกดเบียดอวัยวะใกล้เคียงหรือลำไส้ใหญ่อุดตัน และการลุกลามของมะเร็งไปทำลายเนื้อเยื่อปกติและหลอดเลือดเกิดเป็นแผลและสูญเสียเลือด เมื่อมะเร็งลุกลามทำให้เกิดการแตกทะลุของลำไส้ใหญ่และแพร่กระจายไปยังอวัยวะที่อยู่ไกล โดยผ่านทางระบบน้ำเหลือง ระบบการไหลเวียนเลือด ซึ่งมักจะแพร่กระจายไปที่ตับ ปอด และกระดูกเป็นส่วนใหญ่

สาเหตุ ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง ทั้งนี้ สมัครยูฟ่าเบท พบว่ามียีนเป็นตัวควบคุมให้เซลล์ธรรมดาเปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็ง และมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค ได้แก่ 1. ประวัติเป็นโรคของลำไส้บางชนิด ได้แก่ ติ่งเนื้องอกที่ผนังลำไส้ (Adenomatous Polyps) โรคแผลอักเสบของลำไส้เรื้อรัง (Chronic Ulcerative Colitis) นาน 10 ปีหรือมากกว่า จะมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ 5-10 เท่า 2. กรรมพันธุ์อื่น มีประวัติโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในครอบครัว ผู้หญิงที่มีประวัติโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ หรือมะเร็งมดลูก ก็จะมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้มากขึ้น 3. อาหาร กินอาหารประเภทเนื้อสัตว์และไขมันสัตว์สูง อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง อาหารที่กากใยน้อย อาหารที่ปนเปื้อนสารพิษ หรือการสะสมแบคทีเรียในลำไส้ การคั่งค้างของของเสียจนเกิดเป็นสารก่อมะเร็ง (Carcinogen) โดยเฉพาะที่ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (Rectum) เป็นบริเวณที่คั่งค้างสัมผัสกากอาหารที่มีสารก่อมะเร็งเป็นเวลานานๆ 4. ปัจจัยอื่นๆ เช่น การชอบดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่มากและนานกว่า 35 ปี จะเพิ่มอัตราการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยไม่ทราบสาเหตุ

อาการและอาการแสดง : ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของมะเร็งที่เป็นก้อนเนื้องอกร้ายแรง ได้แก่ 1. ลำไส้ใหญ่ด้านขวา มักมีอาการอ่อนเพลีย ปวดท้องเป็นประจำ มีเลือดออกในลำไส้ใหญ่ คลำได้ก้อนที่ท้องบริเวณด้านขวามักมีอาการซีด น้ำหนักลดร่วมด้วยเสมอ 2. ลำไส้ใหญ่บริเวณด้านซ้าย มักมีอาการของลำไส้ใหญ่อุดตันหรือถ่ายผิดปกติ ท้องผูกกับท้องเสีย ท้องอืด ไม่ผายลม ปวดท้องรุนแรงหรือถ่ายเป็นมูกเป็นเลือด 3. ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย มีอาการปวดทวารหนัก ถ่ายเป็นเลือด รู้สึกปวดเบ่ง ถ่ายไม่สุด เข้าห้องน้ำบ่อยๆ 4. ช่องทวารหนักคลำได้ก้อน ถ่ายเป็นเลือดสดๆ ถ่ายแล้วปวด หรือมีต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโต

การตรวจเพื่อวินิจฉัยโรค : 1. การซักประวัติ : ปัจจัยเสริม อาการและอาการแสดง ประวัติการรักษา เช่น มะเร็งของครอบครัว 2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ : การตรวจเลือดในอุจจาระ (Fecal Occult Blood Test : FOBT) การตรวจหาแอนติเจนของเซลล์มะเร็ง (Carcino Embryonic Antigen : CEA) 3. การตรวจทางทวารหนัก (Digital Rectal Examination : DRE) ในผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป อาจจะพบก้อนเนื้องอกได้ 4.การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ส่วนตรงและลำไส้ใหญ่ส่วนโค้ง (Flexible Sigmoidoscopy) สามารถส่องกล้องดูลำไส้ได้ประมาน 60 ซม. ไม่ตลอดความยาวของลำไส้ทั้งหมด 5. การตรวจบางสิ่งโดยการใช้สารแบเรียม (Double Contrast Barium Enema : DCBE) สามารถเห็นก้อนเนื้องอกแต่ไม่เห็นความผิดปกติในบริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนตรงและส่วนล่าง 6. การส่องกล้องตรวจภายในลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) สามารถตรวจดูได้ตลอดความยาวของลำไส้ และเห็นก้อนมะเร็งที่อยู่ส่วนบนของลำไส้ใหญ่ได้ชัดเจน ระหว่างส่องกล้องสามารถตรวจตัดชิ้นเนื้อเยื่อของลำไส้ใหญ่ไปตรวจหาเซลล์มะเร็งได้

การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักมีหลักปฏิบัติ 7 ประการ ต้องพิจารณาปฏิบัติได้ด้วยตัวเราเองเท่านั้น เป็นจุดเริ่มต้น ได้แก่ 1. ลดกินอาหารที่มีปริมาณไขมันสัตว์ให้น้อยลง (ต่ำกว่า 30% ของแคลอรีที่ควรได้ต่อวัน) 2. เพิ่มปริมาณของเสียใยอาหาร บริโภคธัญพืชที่ไม่ขัดสี ผักหลายสี และผลไม้หลากสีตามฤดูกาลเป็นประจำ เช่น ข้าวกล้อง กะหล่ำปลี ข้าวโพดอ่อน ขี้เหล็ก ดอกแค ดอกกุยช่าย ขนุนอ่อน ถั่วฝักยาว ผักกระเฉด มะเขือเทศ มันฝรั่งพร้อมเปลือก กล้วย งา ฝรั่ง ชมพู่ แอปเปิ้ล มะม่วง ส้มเขียวหวาน ละมุด เป็นต้น 3. เพิ่มอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดีจากแสงแดดอ่อนๆ ให้ได้แคลเซียมไม่น้อยกว่า 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ และยังลดความเสี่ยงของโรคกระดูกผุ โรคความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง 4. พักผ่อนให้เพียงพอ วันละ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน และทำจิตใจให้แจ่มใส 5. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ 15-30 นาทีต่อครั้ง ไม่น้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ 6. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว 7. ขับถ่ายให้เป็นเวลา อย่ากลั้นอุจจาระไว้ และควรรับการตรวจเมื่อมีอาการท้องผูก หรือท้องผูกสลับกับท้องเสียเป็นประจำ

กลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับการตรวจหาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มี 3 กลุ่มหลักๆ คือ 1. กลุ่มผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรตรวจหาเม็ดเลือดแดงในอุจจาระทุกปี (Occult Blood) และส่องกล้องดูลำไส้ใหญ่ทุก 5 ปี 2. กลุ่มที่มีประวัติเนื้องอกที่ผนังลำไส้ใหญ่ หรือมีญาติสายตรงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ควรได้รับการส่องกล้องตรวจดูลำไส้ใหญ่ทุก 1-2 ปี หรือตรวจเมื่ออายุน้อยกว่าญาติที่มีประวัติเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ทุก 5-10 ปี 3. กลุ่มที่มีมะเร็งลำไส้ใหญ่หลังจากผ่าตัดแล้ว ควรได้รับการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่หลังผ่าตัด 1 ปี ถ้าผลปกติ ให้ตรวจซ้ำทุก 3 ปี และทุก 5 ปี

การปฏิบัติตัวของผู้ที่มีช่องเปิดลำไส้หรือมีทวารใหม่ คำแนะนำผู้ที่ทำการผ่าตัดช่องเปิดลำไส้ใหญ่เพื่อให้อุจจาระออกทางหน้าท้อง ในกรณีที่ตรวจพบเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และต้องผ่าตัด มีหลักการดูแล 3 ข้อใหญ่ที่ผู้ป่วยต้องหัดดูแลทำได้ด้วยตนเอง หลักแพทย์หรือพยาบาลได้สอนให้ไปทำเองที่บ้าน ดังนี้

1. ทำความสะอาดช่องเปิดลำไส้ โดยทำความสะอาดช่องเปิดลำไส้และใช้อุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายที่เหมาะสม จะช่วยให้ผู้ที่มีช่องเปิดลำไส้ หรือผู้มีทวารใหม่ หรือออสโตเมท มีสุขอนามัยที่ดี ช่วยลดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ คลายความวิตกกังวล เกิดความมั่นใจมากขึ้น

2. การดูแลตนเองและการป้องกันอาการผิดปกติของช่องเปิดลำไส้ อาการผิดปกติช่องเปิดลำไส้และผิวหนังโดยรอบที่พบบ่อย ได้แก่ 2.1 การมีเลือดออกจากช่องเปิดลำไส้ มักเกิดจากการเช็ดบริเวณช่องเปิดลำไส้แรงเกินไป หรือได้รับบาดเจ็บโดยไม่รู้ตัว 2.2 ผิวหนังเป็นรอยแดงเป็นผื่น หรือผิวหนังลอกเป็นแผลตื้นๆ มีอาการคันเกิดจากการแพ้กาวของอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่าย หรือการลอกอุปกรณ์แรงเกินไป 2.3 ผิวหนังเป็นตุ่มอักเสบ มักเกิดจากขนหลุด เนื่องจากการลอกอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายรุนแรงเกินไป หรืออาจเกิดมีการขังของสิ่งขับถ่าย